กันยายน 2551

 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
สเปน...บ้านหลังที่ 2












ที่บอกว่าสเปนเป็นบ้านหลังที่ 2 เพราะว่าเมื่อตอนไปอยู่ที่นั่นรู้สึกมีความสุขกับการใช้ชีวิตแบบคนสเปน และที่จริงคนสเปนมีอะไรหลากหลายมากมายที่เหมือนคนไทยทั้งๆที่ดูจากแผนที่และระยะเวลาการเดินทางแล้วห่างหันเหลือเกิน ทั้งรูปร่าง หน้าตา และภาษา แต่ในความแตกต่างนั้นมีความ(เหมือนกันมากมาย)




ก็อย่างที่ตั้งชื่อไว้ค่ะ สเปนเป็นเหมือนบ้านหลังที่สอง ทำไมเหรอคะบอกก่อนว่าไม่ได้มีแฟนเป็นคนสเปนนะคะ แต่อดีตแฟนใช่ค่ะ แต่สิ่งที่ทำให้ผูกพันธ์นั้นไม่ใช่เพราะเรื่องนี้ เรื่องมันเริ่มตั้งแต่จบพลัดจับพลูมาเรียนภาษาสเปนแล้วล่ะค่ะ แต่ก็ไม่ได้มีอะไรมากนักจนกระทั่งได้ไปสัมผัสชีวิตคนสเปนครั้งแรกในประเทศสเปน ก้าวแรกที่เดินออกจากเครื่องบินเข้ามาที่ด่านตม.(ตรวจคนเข้าเมือง) ของสนามบินBarajas ที่เมืองมาดริดเมื่อเดือนกันยายน 2538 สิ่งแรก คือความน่าตื่นเต้นของผู้คนที่ตัวขาวๆอ้วนๆป้อมๆและเตี้ย ( เป็นคนสเปนยุคก่อน ( ประวัติศาสตร์ - อันนี้ล้อเล่นค่ะ) ส่วนรุ่นปัจจุบันก็ตัวสูงกันขึ้นมาก แต่ก็ยังมีให้เห็นอีกนะพวกเตี้ยๆน่ะ) ก่อนที่จะเล่าเรื่องที่มาดริด ขอเล่าเรื่องที่เจอในเครื่องบินที่จะต้องต่อเครื่องจากโรมาเนีย ใช้เวลารอประมาณเกือบสองชั่วโมงถ้าจำไม่ผิดนะจำได้ว่าตอนที่ไปถึงโรมันเนียเป็นเวลาเช้าประมาณสักหกโมงครึ่งได้ พอเดินลงจากเครื่องเราก็เจอฝนแรกของยุโรปเป็นฝนเบาๆให้ความรู้สึกเหมือนกับที่เป็นยุโรป พอเดินเข้าไปภายในตัวอาคารก็เจอทหารถือปืนยืนจังก้ารอรับผู้โดยสารทุกคน ดูแล้วน่ากลัวมากก็พวกเขายังเป็นคอมมิวนิสต์อยู่ แต่ก็โชคดีที่เจอคุณลุงชาวอังกฤษคนหนึ่งที่นั่งเบาะติดกับเราเขาชวนคุยตอนอยู่บนเครื่อง แล้วก็ตอนมาถึงสนามบินบูคาเรสต์ก็ยังใจดีเดินเข้ามาบอกว่า ไม่ต้องตกใจนะ ไม่ต้องกลัวแถมยังชี้บอกทางและส่งเราเข้าไปที่ ช่องที่จะต้องต่อเครื่องไปมาดริดด้วย เสียดายแต่ว่าไม่ได้ถามชื่อเขาไว้ช่างน่ารักมากเลยก็ขอขอบคุณนะที่นี้เลยแล้วกันหวังว่าท่านจะยังมีชีวิตอยู่และมีความสุข เมื่อเครื่องเริ่มออกเดินทางจากบูคาเรสต์ใช้เวลาสี่ชั่วโมงก็ไปถึงมาดริดประมาณเที่ยง แต่ขณะที่เครื่องกำลังจะลงสู่รันเวย์เราก็ได้เจอเรื่องแปลกที่ไม่เคยเห็น ตอนอยู่เมืองไทยไปทำทัวร์ก็ขึ้นเครื่องแต่ไม่เคยเจอแบบนี้มาก่อนถือว่าเป็นประสบการณ์ใหม่ นั่นก็คือทั้งชายหญิงที่อยู่ล้อมรอบเราและที่นั่งกับเราทุกคนตัวอ้วนหมดนั่งเบียดเรา
แทบตกเก้าอี้เราเลยตัวลีบเล็กนิดเดียว พวกเขาต่างหยิบลูกประคำออกมาสวดมนต์เบาๆตั้งแต่กัปตันประกาศเอาเครื่องลงจนกระทั่งเครื่องจอดสนิท ก็เปลี่ยนจากเสียงสวดมนต์มาเป็นเสียงปรบมือดังสนั่นเมื่อเครื่องจอดสนิทเรียบร้อย เป็นการปรบมือขอบคุณกัปตันที่พาพวกเราลงมาถึงพื้นได้อย่างปลอดภัย สำหรับท่านที่เดินทางต่างประเทศบ่อยก็อย่าได้ว่าเราบ้านนอกเลยนะก็ในเมืองไทยไม่เห็นใครเขาทำกันนี่(หว่า) และพวกเขาองก็รู้ว่าการเดินทางๆอากาศช่วงที่อันตรายคือเครื่องขึ้นและลงก็เลยต้องสวดมนต์ขอพระเจ้าคุ้มครอง แต่ตอนแรกเราก็ยังงงอยู่นะว่าพวกเขาทำอะไรกัน ทีแรกคิดว่าพวกเขาทำมิสซากันเสียอีก โธ่!เอ้ยเด็กน้อยแสนโง่ยังไม่เคยเจอโลกกว้างก็แบบนี้แหล่ะ ว่าไปที่จริงก็เป็นการเดินทางไกลมากๆเป็นครั้งแรกในชีวิตแถมเดินทางคนเดียวด้วยเก่งชะมัดเลยเรา




ขณะที่กำลังเดินเข้าด่านก็หันหลังไปเห็นเครื่องบินลำที่ลงมา
ก็เห็นรถตำรวจหลายคันมุ่งตรงไปที่นั่นและเจ้าหน้าที่บนเครื่องก็ทำงานควบคุมผู้โดยสารชายคนหนึ่งไว้บนเครื่อง ก็ไม่รู้หรอกว่าทำไม ทำให้เรากลัวไปด้วยเลย แต่ในใจก็คิดว่าเขาคงทำผิดอะไรสักอย่างเลยไม่ได้รับอนุญาตให้ลงจากเครื่อง แล้วก็หยิบพาสปอร์ตเปิดดูวีซ่าที่ได้จากสถานทูตสเปนก็อุ่นใจว่าเราไม่ได้ทำอะไรผิดแล้ววีซ่าที่ได้มาก็ถูกต้องตามกฎหมายด้วย

เฮ้อ สบายใจ




ผ่านเข้ามาจากด่านเรียบร้อยแล้วพร้อมกระเป๋าหนังสือและเสื้อผ้าใบใหญ่ ออกมามองหารถเมล์จากสนามบินเข้าไปในเมืองและเอากระเป๋าไปฝากไว้ที่สถานีรถบัสสายใต้ เพราะตอนเย็นต้องกลับมาขึ้นรถที่นี่เดินทางต่อไปที่มาละกา ซึ่งเป็นจังหวัดทางตอนใต้ของสเปน เมื่อฝากสำภาระเรีบยร้อยซื้อตั๋วแล้วก็ออกมาเดินเที่ยวในตัวเมืองของมาดริด ที่จริงก็ไม่กล้าไปไกลมากกลัวว่าจะหลงทางเพราะเพิ่งไปถึงวันแรก ก็เลยเดินเล่นอยู่แถวๆนั้น เข้าร้านนั้นออกร้านนี้ไปเรื่อยเปื่อย ถ่ายรูปบ้างตามปะสา เดินไปเดินมาก็เหนื่อยและเมื่อย ไปหาของกินดีกว่า มีร้านขายที่เรียกว่าตาปัส(Tapas) แต่ก็หาของกินไม่ได้เพราะสั่งไม่เป็น อีกอย่างไม่รู้จักชื่อ ถึงจะอ่านชื่อออกแต่ก็ไม่รู้ว่า
ทำมาจากอะไร กินแล้วจะเป็นยังไงเพราะเรายังไม่คุ้นเคย กลัวท้องเสียระหว่างเดินทางไปทางใต้ เลยตัดสินใจเข้าซุปเปอร์มาเก็ตดีกว่า ได้ น้ำ ขนมปังและอีก2-3อย่างมากิน แล้วก็เดินไปนั่งม้านั่งยาวริมถนนใกล้ๆสถานีรถบัสสักพัก พอเห็นว่าจะได้เวลาก็เข้าไปจัดการสัมภาระที่ฝากไว้แล้วไปรอขึ้นรถ เรื่องราวยัง ไม่จบเท่านี้ ยังมีเรื่องที่ ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นระหว่างการเดินทางที่แสนยาวนาน




หลังจากที่ได้เวลาขึ้นรถก็จัดแจงกับสัมภาระ แล้วก็แปรงฟันให้เรียบร้อยกะว่าพอรถออกก็จะนอนเลยล่ะ เพราะมันมืดแล้วคงมองไม่เห็นอะไรแน่ก็มีแต่ความมืด แล้วในที่สุดรถก็เคลื่อนตัวออกจากสถานี สักประมาณครึ่งชั่วโมงผ่านไป ทำไมได้กลิ่นบุหรี่บนรถวะ ก็คิดว่ามีคนสูบบุหรี่ในห้องน้ำแน่ๆ แต่พอนานเข้ามันก็เหมือนการสูบต่อเนื่องเลยนานมาก พอหันไปดูในรถก็ไม่มีห้องน้ำแล้วมันสูบที่ไหนกันล่ะ ก็ท้ายรถเบาะที่ต่อจากตูไปมันเป็นเบาะที่อนุญาติให้สูบบุหรี่ได้ โอ้แม่เจ้า ตูจะสำลักควันตายก่อนได้ไปเรียนไหมเนี่ย พอดึกๆคนขับรถเขาจอกรถเพื่อเปลี่ยนเป็นคนขับอีกคน เพราะคนแรกจะต้องหยุดขับตามกฎหมายของสเปน(ไม่เหมือนบ้านเรา เหยียบยาวสิบชั่วโมงคนเดียว ถึงได้มีวีรกรรมตายหมู่ไง 555 ) ไอ้เราก็ด้วยความไม่ประสีประสากับวัฒนธรรมของคนที่นั่นว่าสูบบุหรี่กันเป็นสิงห์รมควันและไม่คิดว่าจะมีกม.แบบนี้คือให้สูบบุหรี่ได้ ขณะที่นั่งบนรถบัส ก็บ้านเราไม่มีนี่หว่าแบบนี้น่ะ ให้ตายเหอะ ตูเป็นบ้านนอกเข้ากรุงหรือกรุงหลงบ้านนอกฟะ






แต่สุดท้ายก็ต้องนั่งทนปิดจมูกไปจนถึงมะละกา ไม่ได้หลับไม่ได้นอนเลย ประมาณตี 5กว่าๆไปถึงมะละกา กะว่ายังมืดอยู่ก็จะนั่งรอสักพักให้สว่างก่อนแล้วค่อยออกจากสถานี แต่ปรากฏว่าเมื่อรถไปแล้วและคนก็ออกจากสถานีกันเกือบจะหมดเจ้าหน้าที่สถานีก็เริ่มทยอยดับไฟทีละดวงๆจนเกือบหมด โอ้ทำไงดีวะเนี่ย โอ้ยต้องตัดสินใจเรียกแท๊กซี่ไปส่งบ้านที่จะไปน่ะเด่ะ ภายใน15นาทีก็ไปถึงบ้านนั้น เอาล่ะสิก็มันยังมืดอยู่เลยทำไงดีว่ะเนี่ย เจ้าของบ้านคงยังไม่ตื่นแน่เลย รอสักพักดูท่าไม่น่าไว้ใจ(แปลว่าน่ากลัวเพราะมันเปลี่ยวทั้งๆที่ติดถนนใหญ่ ก็ใครมันจะลุกขึ้นมาแต่เช้าเล่านอกจากพวกที่เพิ่งออกจากบาร์ตอนเช้ามืดแล้วก็เปิดเพลงเสียงดังลั่นเหมือนจิ๊กโก๋มีตังค์บ้านเราขับรถผ่านไป)ดูแล้วไม่น่าไว้ใจเลยต้องยอมโดนด่าวะ เอาไงเอากัน กดกริ่งไป 2-3 ที ยังไม่มีใครมาเปิดอีก เลยลองกดอีกที คราวนี้มีไฟเปิดขึ้น เลยใจชื้นขึ้นมาหน่อย มีคนมาเปิดประตูรับ หน้าตามู่ทู่ออกมาเลย แต่ไม่ใช่เจ้าของบ้านนะ คนใช้น่ะ แล้วเราก็บอกไปว่าฉันจะมาพักที่บ้านนี้ตามที่ร.ร.แจ้งมาในจดหมาย เธอก็ยอมให่เข้าไป แล้วก็บอกว่าให้นอนห้องข้างล่างไปก่อนนะ เพราะห้องที่เราจะต้องไปนอนยังมีคนอยู่ยังไม่ได้ทำความสะอาด ก็พอดีห้องที่เราเข้าไปนอนเอาแรงมีเด็กอิตาเลี่ยนอยู่เขากำลังจะออกวันนี้เหมือนกัน เลยคุยกันสักพักก่อนผลอยหลับไป เพราะไม่ได้นอน อันเนื่องด้วยสาเหตุที่เล่าไปแล้ว ตื่นขึ้นมาอีกทีก็สายๆโน่นแหล่ะ






เชื่อไหมว่าก่อนที่เราจะเข้าไปในบ้านหลังนี้ได้ต้องใช้เวลาสื่อสารอยู่นานเพราะแม่เจ้าปะคุณนั้นยังไม่ส่างที่นอน เลยพูดไม่รู้เรื่อง จนฉันต้องเอาจดหมายที่ทางร.ร.ส่งมาให้อ่านชื่อ นามสกุลของฉันที่เขาระบุมาว่าต้องมาอยู่ที่แฟมิลี่นี้(ไม่น่าเป็นแฟมิลี่ได้เลยเพราะมีแค่ยัยบารบาร่าอยู่กับคนใช้สองคนเอง อ้อ หมาจอมทะลึ่งอีกตัว)ที่จริงเราตั้งใจไปเรียนรู้วิถีชีวิตของครอบครัวคนสเปนด้วยแต่สิ่งที่ได้เรียนรู้คือ....ไว้เล่าต่อคราวหน้านะจ๊ะ





ตื่นขึ้นมาคนใช้ก็มาบอกว่าห้องเสร็จแล้ว ก็ช่วยเราขนของขึ้นไปชั้นบนที่เป็นห้องนอน โชคดีเลยติดกับห้องน้ำและเป็นห้องเดี่ยวเล็กๆ มีตู้เสื้อผ้าไม้และโต๊ะไม้เวลาทำการบ้านหรืออ่านหนังสือ แล้วก็เตียงนอนเล็กๆ เปิดหน้าต่างออกไปก็เป็นกำแพงบ้านส่วนบ้านข้างๆก็เป็นบ้านร้างมั้งไม่มีคนอยู่ แต่มีแมวมาเดินเล่นบนกำแพงบ่อย ทำให้รู้สึกเหมือนที่อยู่บ้านเลย เพราะที่บ้านเลี้ยงหมาและแมวไว้ด้วย หลังจากได้ทำการกระจายสัมภาระ เต็มห้องแต่เชื่อไหมว่ากว่าจะใช้เวลาในการเก็บสัมภารกเข้าที่เข้าทางก็ใช้เวลา 3 วัน แน่ะ เพราะ
ของเยอะมาก ที่จริงของที่ไม่จำเป็นต้องเอาไปเช่นสบู่ ยาสีฟัน ผงซักฟอกก็ยังขนไปทั้งๆที่รู้ว่าที่โน่นเขามี ด้วยประการแรกคือเราไม่รู้ว่าเขาใช้อะไร ใช้แล้วเราจะแพ้หรือเปล่า ข้อที่ 2 กลัวว่าจะแพงกว่าบ้านเราไง (เหตุผลข้อนี้สำคัญมาก เพราะว่างงกน่ะสิ เสียค่า ร.ร.ค่าตั๋วเครื่องบินไปก็หลายตังค์แล้วนี่หว่า – เรียกว่าเสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่ายจ้า แต่ที่เสียมากคราวนี้ก็เพื่อผลประโยชน์ในอนาคต หรือก็คือปัจจุบันไง ที่เป็นครูสอนภาษาอยู่เนี่ยแหล่ะ ก็ด้วยไอ้เงินที่เสียมากคราวนั้นแหล่ะ)



ต่อค่ะ.....เมื่อจัดการกับเรื่องที่พักเรียบร้อยแล้วก็รอเวลาอีก 2วันให้โรงเรียนเปิด ระหว่างนี้ก็ทบทวนบทเรียนก็กลัวว่าจะฟังเขาไม่รู้เรื่องไง เมื่อถึงเวลาไปเรียนเขาก็มีทดสอบนะ ว่าใครเรียนชั้นไหน ระดับใด แต่ไม่ยักยอมให้เราทดสอบด้วย คงเห็นว่าหน้าเอเวียคงไม่รู้เรื่องไรเลย จับให้เรียนอา เบ เซ เซ เด ใหม่ซะเลย ไอ้เราตอนแรกก็ไม่รู้เรื่องหรอกเพราะว่าภาษายังไม่ค่อยคุ้นหูสักเท่าไหร่ เลยไม่ได้ไปโวยวาย ว่าตูมาจากเอเชียตูก็มีความรู้เหมือนกันนะเฟ้ย แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำอะไร เรียนตามที่เขาวางโปรแกรมให้ แต่พอสอบขั้นแรกเราก็ผ่านไปด้วยดี คิดซะว่ามาทบทวนใหม่ละกันจะได้แน่นๆ ในห้องเรียนก็มีเพื่อนต่างเชื้อชาติทั้งเยอรมัน สวีเดน สวิสฯ ฮอลแลนด์ เรียกว่าสหประชาชาติเลย อายุก็มีตั้งแต่ 15 ถึงอูลลิมิเต้(unlimite)เลยล่ะ ก็ดีนะ รู้จักคนมากมายหลากหลายเชื้อชาติ เวลาเรียนก็มีทั้งแกรมม่า เกมส์ และอื่นๆ ที่ทีมากมนสายตาของเราก็คือไม่ต้องใช้ภาษาไทยหรือภาษาอะไรเลยนอกจากภาษาสเปน เพราะสร้างความคุ้นเคยกับการใช้ภาษาได้อย่างดี ยกเว้นแต่ถ้าไม่เข้าใจจริงๆครูที่สอนก็จะหลุดออกมาเป็นภาษาอังกฤษ หรือเยอรมัน หรือภาษาใดๆก็ตามที่มีนักเรียนที่รู้ภาษานั้นและครูพูดได้ แต่ไม่มีภาษาไทยว่ะ 555 เพราะตู พูด อ่าน เขียน ได้คนเดียวครูไม่รู้เรื่อง ฮา.... แต่น่าเสียดายลืมถ่ายรูปคุณครูJosé เอาไว้หล่อมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ แต่แฟนครูก็สวยมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆเช่นกัน เรียกว่าสมน้ำสมเนื้อเลย เฮ้อ อกหัก หลงรัก(ความหล่อ)ครู






เมื่อเรื่องเรียนผ่านไปด้วยดีก็มาเรื่องที่บ้านที่อยู่อาศัยกันบ้างเชื่อไหมว่าเดือแรกเรามีความสุขกับอาหารการกินที่ทางแฟมิลี่จัดให้ ตอนเช้าและกลางวันมากเลย แต่ในที่สุดเราต้องเอ๋ยปากับยัยบารบาร่าว่า " เราสามารถเปลี่ยนอาหารเป็นอย่างอื่นได้ไหมล่ะ ( ก็ตูน่ะเบื่อจะแย่อยู่แล้ว วันจันทร์กิน tortilla วันอังคารกิน paella วันพุธกิน sopa และอะไรๆที่ซ้ำๆกันแบบนี้ตลอดเลย ตูจ่ายค่าเช่าเพื่อเรียนรู้ความเป็นอยู่แบบครอบครัวแล้วแต่ผิดหวังยังต้องมาผิดหวังเรื่องอาหารการกินอีกหรือฟะ จิกกี๋เซ็ง...) บารบาร่าก็ถามว่าอยากกินอะไรล่ะ ได้สิ ทำไมจะไม่ได้ แต่จะให้ตูตอบว่าไรล่ะ ว่าอยากกินอะไร เพราะไม่รู้จักชื่อนี่หว่า สรุปสัปดาห์ต่อมาก็ได้รับการเปลี่ยนแปลงโดยทันทีดังนี้คือ วันจันทร์กินpaella วันอังคารกิน sopa วันพุธกิน tortilla มันเปลี่ยนแปลงได้อย่างที่สุดของที่สุดลย ในที่สุดเมื่อทนอยู่ถึง 2 เดือนก็บอกกับทางโรงเรียน เขาก็จัดการเปลี่ยนแบบให้อย่างที่อยากได้ โธ่เอ้ยถ้ารู้ว่าบอกได้แบบนี้ก็บอกตั้งแต่แรกแล้วเฟ้ย ซึ่งที่จริงแจ้งมาจากเมืองไทยแล้วด้วยว่าต้องการแบบที่มีเด็กมีการเรียนรู้ แต่ดันจัดให้อยู่กับคนแก่ที่มีแค่คนใช้กับหมา ส่วนวันเสาร์หรืออาทิตย์ลูกหลานมาก็เป็นเรื่องของครอบครัวเขาเราไม่เกี่ยว เซ็ง..เซ็ง..เซ็ง จริงๆ สุดท้สยก็ได้เปลี่ยนไปอยู่แฟมิลี่ที่น่ารักที่สุด คือมีพ่อ-แม่แล้วก็ลูกๆอีก 2คน น่ารักมาก เด็กๆชอบมาเล่นด้วย แล้วก็เป็นครูสอนภาษให้เราอีกคนหนึ่งด้วย แต่เราอยู่ที่นี่แค่สัปดาห์หรือ 2 สัปดาห์เท่านั้น เพราะว่าทำไมเราถึงรู้สึกเกรงใจเขามากๆก็ไม่รู้สิ เลย บอกโรงเรียนว่า ขอเปลี่ยนอีกครั้งแล้วกัน ขอเป็นแบบเช่าอยู่รวมกับน.ร.คนอื่นๆในอพาร์ตเม้น โอ้โห้.!!!!ชีวิตตอนนี้มีความสุขที่สุดเลยอยากทำอะไรก็ทำ อยากมีปาร์ตี้ก็จัด สนุกมาก แถมได้ใช้ชีวิตร่วมกับเพื่อนๆต่างชาติแต่ใช้ภาษาสเปนเป็นภาษากลาง และวัยใกล้เคียงกันก็คุยกันรู้เรื่องดีกว่าตอนอยู่ที่แฟมิลี่ แบบนี้ล่ะที่เรียกว่าไดเรียนรู้วิถีชีวิตจริงๆเพราะต้องออกไปซื้อของมาทำอาหารกินเองไดรู้ราคาตลาดได้ศึกษาคำศัพท์ที่เขาเขียนติดป้าย ทำให้เราเรียนรู้ภาษาสเปนได้ดีมากกว่ตอนที่อยู่แบบเดิมเพราะไม่ต้องออกมาซื้อของเองอะไรเอง นอกจากไปเที่ยวเท่านั้น ตอนที่อยู่เราจัดงานวันเกิดและงานเลี้ยงปีใหม่มีเพื่อนๆมาหลายคนก็เพื่อนๆที่อยู่ที่บ้านของบารบาร่านั่นแหล่ะ รวมทั้งยัยโรซาริโอคนใช้ยัยบารบาร่านั่นเอง แล้วก็มีเพื่อนที่รู้จักกันตอนไปเที่ยวบาร์ทุกเย็นวันศุกร์-เสาร์ ที่จริงก็ไม่ได้อยากไปหรอกเราะว่านิสัยเราไม่ชอบออกจากบ้านเวลากลางคืนไง แต่คาโอริ เพื่อนชาวญี่ปุ่นที่อยู่านเดียวกันลากค่ะ ต้องใช้คำว่าลากออกไป บางวันเรามีเรียนเต้นฟลาเมงโก้ตอนช่วงบ่ายวันศุกร์ คาโอริก็มาดักรออยู่
หน้าบ้านเลย ก่อนที่เราจะเข้าบ้านแล้วก็พยายามลากเราออกไปเราปฏิเสธเท่าไหร่ก็ไม่ยอมจนเราต้องรับปากถึงจะปล่อยให้เราเข้าบ้านไปเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว แล้วเราก็ได้เจอหนุ่มหล่อ น่ารักเชียว ชื่อกาบี้เป็นเพื่อนของคาโอริ คือพูดง่ายๆว่าพวกเขาพยายามจับคู่ให้เรานั่นเอง แต่ก็เกือบสำเร็จเพราะเราก็ชอบเหมือนกันก็น่ารักนี่หว่า หล่อด้วย แต่แล้วเราก็ต้องบอกลากันเพราะเราจะกลับบ้านแล้ว ก็ครบสามเดือนที่สัญญากับแม่ไว้แล้วนี่นา ฮือๆๆๆ น่าเสียดายที่สุดเกือบได้กินผู้ชายแล้วเชียว


ระหว่างที่อยู่ที่มาละกาก็ได้ไปเที่ยวมาไม่กี่แห่งเพราะว่ายังไม่กล้าออกไปไกล ปีกยังไม่แข็งค่ะ แต่ก็ได้เข้าไปเที่ยวรอบๆสนามแข่งวัวที่ในเมืองแล้วก็ปราสาทเก่าที่มีวัฒนธรรมของแขกมัวผสมผสานอยู่ด้วย ด้สนบนตอนนี้ทำ
เป็นสวนน่าดูมากถ่ายรูปลงมาเหฌนวิวทะเลที่อยู่ไม่ห่างกัน แล้วก็เป็นวิวเสาปราสาทต้นใหญ่ๆที่มีต้นไม้เลื้อยเต็มไปหมดสวยมาก แล้วจะอัพรูปมาให้ดูนะคะ นอกจากนี้ก็ได้ไป La Ronda ลา รอนด้า เป็นเหมือนประตูเมืองเก่าของมาละกา แต่เป็นหุบเขาแล้วที่นี่ก็มี กามโป้ Campa แยอะมาก ก็คือไร่หรือสวนนั่นเอง เราก็ไปขี่ม้ากันวันนั้นไปกัน 5 คน มีเรา คาโอริ มิโดริ( เพื่อนคาโอริ) นาตาเลีย การโลส ตอนกลางคืนเราก็ได้ไปนอนที่ปราสาทเก่าที่ตอนนี้นิยมนำมาปรับปรุงใหม่แล้วทำเป็นโรงแรม น่าอยู่มากเลย เหมือนเราอยู่บ้านแต่เดินเข้าไปจะน่ากลัวหน่อยๆเพราะว่ามันจะมืดๆตามสไตร์ของปราสาทแต่
ได้บรรยากาศที่ดีมากที่เดียว นั่นผิงไฟที่เตาพิง โอ้ยไม่อยากพูดเลยว่าบรรยากาศจะเป็นยังไงบ้างช่างแสนจะโรแมนติค น่าเสียดายไม่มีคนรู้ใจอยู่ข้างๆ (คงได้เสียตัวแน่ล่ะหว่าคราวนี้ 555 ) ตื่นเช้าขึ้นมาก็มีอาหารเช้ามาเสริฟสไตร์ชาววังเลยล่ะ อื้ม อร่อยสุดๆ (หลานชาวสวนบางมดไม่เคยกินแบบนี้ ฮึ ฮึ )แล้วเราก็ออกไปรูปกันมีลำธารสายเล็กๆ ให้เราโพสท่าสุดสวยแท็กซี่ไม่มีมิเตอ์กันเลยแหล่ะ แต่น่าเสียดายที่เราต้องกลับกันแล้ว ฉันมันใจว่าคราวหน้าถ้ามีโอกาสอีกจะไม่พลาดการเดินทางแบบนี้ บอกแล้วว่ามันสนุกกว่าการไปกับทัวร์เป็นไหนๆ(อดีตไกด์เก่าเคยมีสังกัด ปัจจุบันไม่มีสังกัด ทำทัวร์ตามใจฉัน)

วันนี้ก็กลับมาอยู่บ้านเหมือนเดิม และไปโรงเรียนตอนเช้า( 09.00 น. -12.00 น.) เรียนเสร็จก็กลับบ้านที่อยู่ใกล้ๆโรงเรียน แค่เดินออกจาก ซ.ตันของ ร.ร.แล้วเลี้ยงซ้ายนิดนึงก็ถึงบ้านแล้ว ใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที กลับมาถึงก็ต้องล้างหน้าล้างตาก่อน แล้วรีบทำการบ้าน พอบ่ายโมงก็ลงไปกินข้าวพร้อมเพื่อนๆที่อยู่ในบ้านเดียวกัน รู้สึกเหมือนเป็นโรงเรียนประจำยังไงอย่างนั้นเลยไม่เหมือนบ้านพักเลยเฮ้อ เมื่อกินเสร็จต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันไปหรือใครจะนัดกันออกไปไหนก็ตามแต่อยากจะไป ส่วนเราก็ขอพักสัก 15 นาทีก่อน
และเตรียมสัมภาระที่มีแอ๊ปเปิ้ลและน้ำไว้ในกระเป๋าออกไปผจญภัยในเมืองที่มีชายหาดที่สวยแห่งหนึ่ง โดยการเดินจากบ้านเข้าไปในเซ๊นเตอร์ของเมืองมาละกา ซึ่งห่างกันประมาณ 5 กิโลเมตร ต้องมีใครถามแน่เลยว่าไม่มีรถวิ่งหรือ คำตอบก็คือมี แต่เรายังไม่เคยขึ้นก็เลยไม่รู้ว่าจะไปทางไหนอย่างไร
ก็เลยอาศัยการเดินสำรวจไปก่อนและที่แน่กว่าคือได้เจอสิ่งที่น่าสนใมากกว่าการขึ้นรถเสียอีก...แล้วจะเอาไว้เล่าคราวหน้า (นี่แหล่ะ ใช้ความเป็นไกให้เป็นประโยชน์) เข้าไปถึงในเมืองก็เป็นสำรวจตามถนนต่างๆ ตามซอกตามซอยว่ามีร้านอาหารที่ไหน ร้านอะไรบ้าง โอ้ย ! สนุกแต่เหนื่อยน่าดูเลย แถมหลงทางอีก ต้องกางแผนที่เป็นการใหญ่แล้วก็เดินหาชื่อถนนทั้งในแผนที่
และชื่อถนนที่กำลังยืนอยู่ ที่จริงต้องบอกว่าเราหาชื่อของถนนที่กำลังยืนอยู่เจอแล้วก็หันมาหาเจ้าแผนที่ในมือนั่นเอง เมื่อเหนื่อยได้ใจก็ไปหาที่นั่งพักตรงชายหาด โฮะ ๆๆๆๆๆๆๆ ขอยืมเสียงหัวเราะของ ป่าป้านูเอลหรือลุงซานต้ามาใช้หน่อย..ช่างแสนวิเศษอะไรอย่างนี้พระเจ้า 5555








หลังจากที่ได้เริ่มทำความรู้จักกับเมืองตากอากาศที่ชื่อมาละกาไปแล้วบางส่วน ก็ได้ออกสำรวจปรามาทเก่าที่ตั้งตระหง่านอยู่ในกลางเมืองของมะละกา และพบว่าเป็นสถานที่ๆสวนมาก ดูเป็นศิลปะแบบแขกๆที่ได้มีการผสมผสาน ตามประวัติติศาสตร์สเปนที่พวกแขกมัวได้ตีร่นเข้ามาในสเปนเรื่อยๆจากทางตอนใต้เรื่อยขึ้นไปถึงทางเหนือ ในที่สุดก็ต้องถอยร่นกลับมาจากการลุกขึ้นสู้ของชาวสเปนที่ถูกตีต้อนขึ้นไปรวมกับพวกที่เรียกว่าบิสิโกสซึ่งเป็นคนพื้นเมืองทางภาคเหนือ และในที่สุดอาณาจักรของแขกมัวก็ได้ล่มสลายลง เหลือทิ้งไว้แต่ศิลปะที่ผสมผสานกันทางภาคใต้ของสเปน แต่เมืองที่เป้นอาณาจักรสุดท้ายก่อนที่แขกมัวจะสูญหายไปจากสเปนก็คือเมืองกรานาดา ที่สมเด็จพระเทพนท่านเพิ่งเสด็จไปเยือนเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา(ตุลาคม 2551) ....แหม.....รู้สึกเครียดแหะพอเล่าเรื่องราวที่เป็นวิชาการ งั้นมาเม้าส์กันต่อดีกว่า
ก็เรียนๆเล่นอยู่ที่มาละกามาได้หลายสัปดาห์ที่โรงเรียนเขาก็ปิดประกาศว่าจะมีครอสสอนเต้าฟราเมงโก้ ไอ้เราก็กระดี้กระด้าใหญเลย รีบไปลงชื่อจะได้เรียนสิ่งที่อยากเรียนรู้แล้วก็นับวันรอที่จะได้เรียน และแล้ววันหนึ่งหลังจากเรียนเสร็จก็มียัยค่โอริคนเดิมมาดักรอหน้าบ้านเพื่อจะนัดเราออกไปเฮฮาปารืตี้ที่บาร์(ก็เป็นวันศุกร์ตอนเย็นน่ะ ที่จริงก็ไม่อยากไปเพราะไม่ชอบก็เลยหาข้ออ้างมากมายมาสาธยายแต่ต้องขอยกนิ้วให้คาโอริที่พยายามจนเราใจอ่อนจนได้ ในที่สุดก็ตอบตกลงแต่ก็อ้างว่าขอเอาของไปเก็บก่อนที่จริงน่ะตั้งใจเบี้ยว แต่คาโอริไม่ยอมวางมือในที่สุดก็ต้องไปจนได้เฮ้อ...เมื่อมาถึงร้านที่นักกันไว้ก็ได้มาเจอเพื่อนใหม่คนหนึ่งที่เคยเจกกันมาก่อนแล้วชื่อกาบี้ ก็หน้าตาดีนะเราก็ชอบแต่เด็กกว่า คาโอริคงรู้ใจเลยปล่อยให้เราจีบกัน แต่สุดท้ายพอเรากลับบ้านคาโอริก็ควงกาบี้ไปไหนไม่รู้กลับเข้าบ้านมาตอน 06.00 น. ลแวจะให้เราคิอยังไงล่ะ แต่กาบี้ก็มาที่บ้านที่เราอยู่ประจำนะ มารับเรา 2คน ที่จริงเขาเป็นคนน่ารักดี ไนซ์มากเป็นเพื่อนที่ดีเลยล่ะ แต่ไม่รู้ว่าตอนนี้แต่งงานไปยัง เป็นเจ้าของร้านขายของแต่งบ้าน ไม่เชิงว่าเป็นเฟอร์ชิ้นใหญ่ ประมาณว่าของแต่งบ้านสำหรับคู่แต่งงานใหม่มากกว่าน่ะ แล้วจะเอารูปมาให้ดูนะว่าใครเป็นใครบ้าง













สวัสดีจ้า ไม่ได้เขเมาซะนาน วันนี้ได้เลิกเบิกชัยมาเล่ากันต่อดีกว่า ก็หลังจากที่ได้มาอยู่อย่างอิสระก็ทำตัวอิสระ ไปโน่นมานี่แต่ก็อยู่แค่ในมะละกาไม่ได้ออกไปไหนไกลเลย ... เราลืมเล่าไปว่าตอนที่ร.ร.เปิดใหม่ๆเขามีการต้อนรับนักเรียนใหม่ด้วยโดยบรรดคุณครูจะลงถังกันพาน.ร.ใหม่ไปปาร์ตี้ ที่ร้าน(บาร์)ในตัวเมือง เพื่อทำความคุ้นเคยกันก่อนที่จะเริ่มเรียน ก็สนุกดี เพราะว่าได้ลองชิมไวน์ด้วย ทำให้เป็นคน(กระแด่)ชอบกินไวน์ไปโดยปริยาย แหมบางทีเรายังซื้อไวน์กล่องๆ มาทำกับข้าวเลย เวลาผัดผักหรืออะไรก็ตาม กินแล้วเมากับข้าวเลย แจ่บอกก่อนว่าที่เมืองไทยไม่มีไวน์กล่องๆหรอกนะ เพราะแบนี้เป็นไวน์ราคาถูกใช้ทำกับข้าวโดยเฉพาะ ที่เมืองไทยมีแต่ไวน์ขวดราคาตั้งแต่ 500 ขึ้นไป(ที่ราคาถูกที่สุดนะ)ขืนเอามาใส่กับข้าวก็เสียดายแย่เลย คืนวันนั้นผ่านไปด้วยดี สนุกสนานกับเพื่อนใหม่ทั้งที่อยู่ห้องเดียวกันและต่างห้อง ต่างเฮฮาปาร์ตี้ เราได้เพื่อนใหม่เป็นคนสวิส แต่อายุมากกว่าเราหลายปี แล้ว เรียนคนละห้องกันแต่เวลาว่างมักจะไปเจอกันที่ชายหาด นัดกันไปดื่มๆๆๆๆ(โคคา-โคล่าต่างหาก) แล้วก็ได้เพื่อนคนนี้นี่แหล่ะที่คอยช่วยถ่ายรูปให้เราแม้ว่าเขาจะถ่ายไม่เก่งเพราะเป็นกล้องแมมน่วนก็ตาม ตอนนี้เราจำเขาไม่ได้แล้วล่ะ เพราะเราลืมแลกที่อยู่กันไว้ก่อนที่จะแยกย้ายกันไป ทีแรกตั้งใจว่าเรียนจบ ที่มาละกาแล้วจะกลับเมืองไทยเลย แต่แหมเหมือน เทพีแห่งสเปนมาฉุดไว้ เพราะก่อนที่เราจะย้ายออกจากบ้านบาร์บาร่าไม่นาน ก็ได้น้องหนึ่ง(อ.หนึ่งฤทัย จุฬาฯ)โทรมาหาแล้วคุยกันพักนึง จำได้ว่าบอกน้องไปว่าจะกลับหลังจากเรียนจบ เผอิญน้องเขาโทรมาหาเพราะว่างางแผนจะมาเที่ยวทางใต้กันจะได้ไปเที่ยวด้วยกัน แต่ในที่สุดน้องหนึ่งก็บอกว่าพี่กลับขึ้นมาอยู่มาดริดเถอะมาเรียนเพิ่มอีกนิด เพราะสำเนียงพี่ทองแดงมากเลย เอาล่ะ สิ ที่นี้ทำไงล่ะ คิดหนักจะทำไงดีวะ บอกทางบ้านไว้ว่าเรียนจบจะรีบกลับบ้าน เอาน่าเรื่องนี้พักไว้ก่อนยังมีเวลาคิดอีกระยะใหญ่ๆ..........................ช่วงนั้นคาโอริกับกาบี้ก็มาชวนไปเที่ยวโมร๊อคโค (แคว้นเมริย่า กับ....ซึ่งอยู่ภายใต่การปกครองของสเปน) เราก็อยากไปแต่ไม่รู้ว่าต้องขอวีซ่าหรือเปล่าเลยไปที่บ.ทัวร์ที่คาโอริติดต่อไว้ เจ้าหน้าที่ก็ไม่รู้เรื่องตอบไม่ได้ ทำไงดีฟะ มานั่งปรึกษากับเพ่อน ก็เลยได้ความคิดว่าทำไมไม่โทรไปถามสถานฑูตฯล่ะ เพราะเราเป็นคนไทยสังกัดประเทศไทยเพราะฉะนั้นเรืองพวกนี้สถานฑูตน่าจะรู้ดี และแล้วผลที่ออกมาคือคว้าน้ำเหลว ไม่มได้ช่วยอะไรได้เลย ตอนที่โทรไปเราก็หงุดหงิดกับคำตอบที่ได้รับ เลยถามชื่อคนที่เราคุยด้วย โธ่อุตส่าห์เสียค่าโทรศัพท์ทางไกลจากมะละกา โทรเข้ามาดริดมันถูกเสียเมื่อไหร่ เสียความรู้สึกอีก เลยจัดการถามชื่อแซ่ไว้กะว่าจะไปเล่นงานตอนเข้ามาดริดสักหน่อย (ไม่รู้ฤทธิ์ไกด์แม่เสือสาวซะแล้ว -ลูกทัวร์ที่ไปแม่ฮ่องสอนด้วยกันตั้งให้ ) ในที่สุดก็อดไปเพราะเจ้าหน้าที่ที่บ.ทัวร์ก็ไม่กล้ายืนยัน ถึงวันที่เพื่อนๆไปเที่ยวกันเรากร่อยเลยต้องเฝ้าบ้านเหงาจะตาย ยัยโรซาริโอ้เลยมาลากออกไปข้างนอก แต่ไม่สบรมณ์จ๊อดเลยแอบหนีกลับ 555 และแล้วเพื่อนๆก็กลับมาเล่าให้ฟังว่าดีแล้วที่เราไม่ได้ไปเพราะไม่มีอะไรเลย เข้าไปที่casa blabcaก็ไม่มีอะไรนั่งรถตั้งไกลเหนื่อยก็เหนื่อเจอแต่ยิปซีขายของ ดีแต่ที่ว่ามันถูกเท่านั้นเอง (ยังเอามาแยะเย้ยอีกเพื่อนตู ตูไม่สนใจหรอกของพวกนั้นนะ ตูสนใจว่าชาตินี้ได้ไปเที่ยวแอฟริกาสักหนก็ยังดีวะ)


ในที่สุดก็ถึงวันที่ต้องอำลามะละกาแล้ว แต่เรายังไม่ได้ซื้อตั๋วเครื่องบินเลย(เพื่อกลับบ้าน) วันนี้ไม่มีใครมาส่งเพราะทุกคนต้องเรียนแทงานเราก็เลยลากกระเป๋าขึ้นแท๊กซี่มาที่ท่ารถในตอนเช้าจะได้ถึงตอนบ่ายๆ เมื่อเวลาเดินทางมาถึงก็ได้เห็นสิ่งแปลกๆใหม่ๆที่ไม่ได้เห็นตอนขามาเพราะมันมืดมองไม่เห็นไรเลย มองไปมองมามันเริ่มไม่แตกต่างกันหลับดีกว่า มาตื่นอีกทีก็ใกล้เข้าเขตเมืองมาดดริดแล้ว ประมาณ ciudad real ก็เลยชมววต่อ เมื่อถึงมาดริดก็ไปหาน้องหนึ่งตามที่โทรนัดกันเอาไว้ รู้ไหมว่าเกิดไรขึ้น คือว่าเราตัดสินใจเรียนต่อทึ่มาดริดอีกหนึ่งเทอมเพื่อปรับสำนียงให้เหมือนตอนก่อนที่จะไปสเปนนั่นเอง วันนั้นไปถึงหนึ่งก็พาตะเวนดูย่านต่างๆเพราะช่วง 3เดือนที่เราอยู่มะละกา เราไม่รู้เรื่องไรเลยเกี่ยวกับมาดริด(ถนนหนทาง) แล้วเราก็เริ่มสำรวจต่อไป โดยวันต่อมาได้เจอกับพี่อานุภาพ(เจ้นุ) ซึ่งก็น่ารักมาก ครั้งหนึ่งก่อนที่จะไปสเปนได้มาเป็นอ.ช่วยสอนที่รามคำแหง ภาคภาษาสเปนน่ะสิจะสอนอะไรซะอีกล่ะ 5555






เอาล่ะหลังจากที่หายไปนานเราก็มาเม้าส์กันต่อดีกว่าว่าชีวิตในเมืองหลวงนั้นเป็นอย่างไร ช่วงแรกที่กลับขึ้นมาอยู่ที่มาดริด สิ่งแรกๆที่ต้องทำคือหาที่อยู่ก่อนที่จะคิดทำอย่างอื่น เราก็เริ่มต้นด้วยการซ้อหนังสือพิมพ์ที่ชื่อ เส กุน ดามา โน่ (Segunda mano) มาหาที่อยู่ หาแล้วก็เลือกๆๆๆๆๆๆอยู่หลายที่ไปดูก็หลายหน กว่าจะได้บ้านโอยเหงื่อตกอยู่เหมือนกัน พอได้บ้านแล้วก็ยังไม่ทันได้ย้ายไปในทันทีหรอกนะ เพราะว่าน้องหนึ่งเขาจะไปเที่ยวทางภาคใต้ที่เราเพิ่งจากมานั่นแหล่ะ เราเลยได้ยึดบ้านน้องหนึ่งอยู่เป็นการชั่วคราวก่อนซะเลย 5555 (ภาษาสเปนใช้ว่า jajajaja) ระหว่างนั้นไม่มีไรทำอยู่คนเดียวนี่หว่าก็ออกสำรวจสิ เข้าห้างโน้นออกห้างนี้ ไปเดินเล่นตามสถานที่ต่างๆเช่น El buen retiro เป็นสวนสาธารณะใหญ่ใจกลางมาดริด ก็กว้างขวางมาก ถ้าจะเที่ยบกับประเทศไทยในตอนนั้นก็คือสวนลุมฯบ้านเรานั่นเอง แต่ใหญ่กว่า คนเยอะทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว ไปถ่ายรูป เดินเล่น ถีบเรือในทะเลสาปกับเพื่อนๆหรือคู่ใจ(ในตอนนี้) รวมถึงมีพวกยิปซีมากมายที่ตั้งโต๊ะ (ไม่ได้ล่าลายชื่อนะ) พร้อมไพ่ 1 สำรับ เอามาเล่นดรัมมี่กัน เอ้ยไม่ใช่ เอามาไว้รับบริการดูดวงน่ะสิ แถมคนดูรอคิวกันอย่างต่อเนื่อง เรียกว่าไม่ได้ขาดเลย ก็เรานั่งดูอยู่ (ไม่ได้เข้าไปดูหมอนะ กลัวภาษายังไม่ถึงจะฟังไม่รู้เรื่องแล้วเสียตังค์ฟรีน่ะสิ ก็ด้วยวิญญาณแห่งความงกไง 5555) แล้วเวลาหมอทำนายให้ก็จะทำนายเป็นเรื่องๆไป ไม่รวมเหมือนบ้านเรา แต่ถ้าอยากรู้เรื่องอะไรต่อก็ถามได้ ไม่ปิดกั้น แต่ต้องจ่ายตังค์ก่อนนะ เล่นกันง่ายๆแบบนี้แหล่ะ รวยเร็วดี







เอ้าวันนี้พามาเที่ยวสวนสาธารณะก่อนละกัน เขามีอะไรมั่งนั้น ก็เหมือนๆกับสวนลุมฯบ้านเรานั่นแหล่ะ มีสวนหย่อมให้นั่งเล่น มีต้นไม้ใหญ่มีลานน้ำพุให้นั่งเย็นๆใจ มีเรื่อถีบให้เล่นเหมือนเขาดิน และที่สำคัญมีอาคารเรือนกระจกยุคเก่าที่สวยใช้ได้เลย และอีกอย่างที่บอกไปแล้วก็แม่มดยิปซีไง...ไปดูดวงกันต่อ 5555

พอออกมาก็เดินลัดเลาะตาม ถนนอัลกาล่า (calle de Alcalá)


ถนนอัลกาล่า (calle de Alcalá)



ขึ้นไปนิดจะเจอ ปลาซ่า เด ซิเบเรส(la plaza de Cibeles )


ปลาซ่า เด ซิเบเรส(la plaza de Cibeles )


ใกล้ๆกันนั้นก็จะสวนโบต้านิโก้ (el Jardín Botánico)


สวนโบต้านิโก้ (el Jardín Botánico)


และพิพิธภัณฑ์ปลาโด (Museo del Prado)


พิพิธภัณฑ์ปลาโด (Museo del Prado)


เดี๋ยววันหน้าจะมาเล่าประวัติให้อ่านกันนะ วันนี้ขอเป็นสถานที่รวมๆไปก่อนละกันนอกจากนี้บริเวณใกล้ๆกันก็ยังมีพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยและพิพิธภัณฑ์อาวุธ ซึ่งถ้าเดินไปทางด้านหลังอีกนิดก็จะเจอสถานีรถไฟอันโตช่า(ที่โดนวางระเบิดเมื่อ หลายปีก่อนไงเป็นข่าวใหญ่เลย)ที่นี่เป็นสถานีสายใต้ถ้าเทียบกับบ้านเราหรือบางกอกน้อยนั่นเอง ในสถานีเองมีการจัดแต่งเป็นสวนสวยงามสามารถเข้าไปนั่งกินแอร์ถ่ายรูปได้ไม่คิดตังค์ ถ้าไม่ได้ไปซื้ออะไรเขา ...

วันนี้ได้เลิกเข้ามาอัพเนื้อหา แต่เจ้ากรรมนึกไม่ออกว่าจะเขียนเรื่องอะไรต่อ ก็เล่นหายทั้งหัวทั้งตัวไปนานเลยนี่นา เอางี้ขอเวลาเคาะสมองสักปะเดี๋ยวนึงก่อนนะ ไม่นานเกินรอแน่ แต่คาดว่าคุณน้อง คุณเพื่อน คุณพี่ที่ตั้งหน้าตั้งตารออ่านมานานแล้วไม่ได้อ่านคงจะเลิกติดตามไปแล้ว แต่อย่าเพิ่งเบื่อเลยนะจ๊ะคนดีติดตามอีกนิดได้อ่านเรื่องสนุกๆ ขำๆ เปิ่นๆ บ้าๆและโง่ๆของผู้เขียนอีกแน่นอน ตอนนี้กำลังเคลียร์เวลาและงานให้ได้จังหวะดีๆ บอกเลยว่าอีกไม่นานได้อ่านกันแน่นอนจ่ะ วันนี้เข้ามาเกริ่นๆ ไว้ก่อน(โหมโรง..เรียกลูกค้าเหมือนเวลาที่หนังกำลังจะเข้าโรงไง ผู้เขียนเองก็ต้องโปรโมทตัวเองบ้างไง 55555 )



Plaza de toros :  La ventas, MADRID

อยู่ใกล้บ้านหลังแรกที่ไปเช่าอยู่ตอนเข้ามาอยู่ที่มาดริดนั่งรถผ่านทุกวันเลย บางวันก็ขึ้นจากรถไฟใต้ดินที่สถานีนี้แล้วเดินเข้าบ้าน ณ บ้านหลังนี้มีตำนานเดี๋ยวเล่าตอนต่อไปนะ ช่วงนี้อยากลงรูปก่อนจ่ะ

ตอนนี้รูปที่ลงไว้ไม่ขออธิบายแล้วนะคะ เพราะว่าลงไว้นานมากเลย จนน้องๆที่ไปเรียนกลับมาหลายๆคนได้เขียนข้อมูลเอาไว้กันเยอะแล้ว 

... งั้นเรามาต่อเรื่องของเจ้าของกระทู้ดีกว่า...


เห็นหรือยังว่าตำนานจริงๆ ตอนนี้เริ่มละเอียดแล้ว จึงจะเล่าต่อละนะ ว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง

 ณ บ้านที่เราไปเช่าอยู่แห่งนั้น คือว่าด้วยความเป็นไกด์ กล้าและบ้าบิ่น ตอนไปดูบ้านก็ได้คุยกับน้าสาวของคนที่อยู่ในบ้านนั้น ซึ่งเป็นคนเก็บค่าเช่าบ้าน ซึ่งไม่ใช่เจ้าของบ้าน มันแปลกดีไหมล่ะที่สเปนเนี่ย คาดว่าห้องที่เขาให้เราเช่านั้นน่าจะเป็นลิขสิทธิ์ของเขา ได้รับการยกให้โดยเจ้าของบ้านเพื่ออยู่ต่อมาภายหลังได้มีบ้านเป็นของตัวเองลิขสิทธิ์ก็ยังคงเป็นของเขา จึงสามารถใช้ทำมาหากินได้ เออเน๊อะ ทำไมบ้านเราไม่มีแบบนี้บ้างล่ะ เอาล่ะมาต่อกันดีกว่า คือว่าเราได้คุยกับเขาก็บอกว่าที่นี่มีชายชราอยู่หนึ่งคนกับพวกหลานๆ ไอ้คำว่าหลานๆของเขานั้นเราเข้าใจว่ามีทั้งหญิงและชาย(ตามคำศัพท์ของภาษาสเปนนั่นแหล่ะนะ) ไอ้เราก็เลยตกลงใจเช่าที่นี่อยู่ พอถึงเวลาที่เขากลับเข้าบ้านกัน 

 ไอ๊ญ๋า ... หนุ่มๆทั้งนั้นเลย อยู่กันอีก สามหน่อ รวมเป็น สี่หน่อ และเราเป็นผู้หญิงคนเดียวของบ้าน เอาแล้วสิทำไงดีหว่า ตังค์ค่าเช่าก็จ่ายไปแล้วทั้งล่วงหน้า ล่วงหลัง ทำไงดีวะ เอ้าใจดีสู้เสือวะ คิดว่าเราไม่ไปวุ่นวายกับเขา เขาคงไม่มารุมกระทำชำเรา เราหรอกนะ ยิ่งสวยๆขนาดต่างชาติเห็นหน้าแล้วตาค้างเลย ยิ่งตอนแต่งตัวเต็มยศ แต่งหน้าทาปากออกงาน โอ้ย...พอคุณหยุดยืนมองนิ่งไปนาน
เหมือนโดนสต๊าฟเลย อันนี้ไม่ได้คุยนะ เรื่องจริง .... 

 ในที่สุดหลังจากใจดีสู้เสืออยู่ไปสักพักก็ค่อยๆรู้จักไปทีละคนๆ แต่ละคนก็น่ารักมาก เริ่มจากลุงAntonio (อันโตนิโอ) Oriol (คุณชายโอริออล) Jorge(ฆอรเฆ่ นักดนตรสากล) และสุดท้าย Diego(ดีเอโก่ ที่คุณชายโอริออลบอกว่าเป็นตุ๊ด แต่ขอบอกว่าเธอหล่อมากกกกกกกก..แต่อย่าไปดูรูปปัจจุบันของเธอนะ ผิดไปจากเมื่อ 15 ปีที่แล้วอย่างสิ้นเชิงเลย) นอกจากนี้ยังมีแมวเหมียวของลุงอันโตนิโออีกหลายตัว หลังจากที่รู้จักแต่ละคนในบ้านที่อยู่แล้ว ในเวลาต่อมาคุณพ่อ คุณแม่ คุณน้องๆ อีก สองคนก็ได้เดินทางมาจากเมือง Buitrago (บุยตราโก้) ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของมาดริดแต่ยังอยูในเขตมาดดริดน่นเอง ทำให้เรารู้จักครอบครัวนี้ครบทั้งครอบครัว ด้วยระยะเวลาที่อยู่ในบ้านหลังนี้มาแล้วรู้ว่าแต่ละคนน่ารักและอายุก็เป็นน้องๆของเราทั้งนั้น ยกเว้นพ่อโอริออลซึ่งแก่กว่าเราตั้ง สองเดือน แต่หน้าแก่กว่าอย่างมหาศาล 555555 ขอนินทาดังนั้นผ่านบล๊อกนี่เลย แกไม่รู็หรอก ก็อ่านภาษาไทยไม่ออกนี่ เคยสอนให้นิดๆหน่อยๆ แต่นานมากขนาดนี้คงลืมไปหมดแล้วล่ะ

มีข้อสงสัยใดลิ้งเข้ามาที่นี่เลยค่ะ

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=naraiya&group=28



หน้านี้ก็ไม่ต้องน้อยใจไปนะคะ สัญญาค่ะจะกลับมาเขียนต่อ เล่าเรื่องราวต่างๆในเร็ววันนี้ค่ะ






Create Date : 18 กันยายน 2551
Last Update : 14 กรกฎาคม 2559 20:47:43 น.
Counter : 3698 Pageviews.

0 comments

naraiya
Location :
นครราชสีมา  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]



คนไทยคนหนึ่งที่เกิดบนผืนแผ่นดินไทย และเติบโตมาทดแทนคุณบุพการีและแผ่นดิน ให้สมกับที่เกิดบนแผ่นดินของพระเจ้าอยู่หัวและปู่ ย่า ตา ยาย ที่สร้างมาให้ก็จากพระบารมีแห่งพระมหากษัตริย์ไทยทุกๆพระองค์ ....
เป็นไกด์มา 20 ปี และกำลังจะเลิกทำ วันนี้มีโอกาสได้รับใช้ชาติโดยการแบ่งปันความรู้ภาษาสเปนให้กับเพื่อนๆ และ น้องๆ หลานๆ ที่สนใจภาษาสเปน และต่อจากนี้ไปกำลังมีแผนการย้ายออกจากเมืองหลวง ไปสอนให้เด็กที่อยู่ต่างจังหวัด ให้เขาได้มีโอกาสมากพอๆกับเด็กในเมืองหลวง และชีวิตก็จะมีความสุขมากกว่านี้ที่ได้อยู่กับความเป็นธรรมชาติที่แท้จริงมากกว่าการเดินชนหน้ากากทุกๆวัน
Cursor by nuthinbutnet.net
MY VIP Friend