Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2558
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
1 ธันวาคม 2558
 
All Blogs
 
อุษาโคมคำ ตอนที่ 6





แถนหลวงมาแรงจริงๆ คนเขียนก็ลำเอียงเหมือนกัน ชอบผู้ชายแนวนี้ เฮ้อ (คะแนนพิศวาสเลยเทกระจายจนฟีโรโมนพุ่ง)

..............

(6)

บุญใดนำพาให้พบ...คล้ายเคยประสบในฝัน...ดุจสองเราผูกพันเก็บบัวร่วมขันบูชา...กล่อมพิณทองลอยล่องท้องธารา...โอ้ ยอดสวาทเอ๋ย...ใจเอยโบกโบยถึงจอมขวัญ...ยินเสียงพิณรำพันไหมนั่น...พี่รอวันตื่นจากฝันร่วมครอง...

ความมืดพ้นผ่านอีกไม่นานคงถึงอรุณ...แล้วพี่จะรับขวัญเจ้า...แล้วพี่จะรับขวัญเจ้าเอย...

เสียงทุ้มนุ่มนวลคลอเป็นท่วงทำนองบางเบาราวกับไหลมาตามสายน้ำ...สูงต่ำตามลอนคลื่นก่อนจะถูกลมหอบพัดขึ้นมาสู่ช่องไม้...ผ่านเข้าไปในห้องกระซิบข้างหูร่างบางที่ยังหลับใหล

ขวัญอรุณค่อยๆ ปรือตาขึ้น แสงสว่างสีส้มสาดผ่านหางตามาทางด้านหนึ่ง เธอแช่สายตาพร่ามัวมองเพดานอยู่อึดใจใหญ่ๆ รู้สึกแย่เหมือนคนใกล้ตายที่ผ่านพ้นช่วงวิกฤตกลับฟื้นคืน อาการปวดหัวจี๊ดแล่นจากโพรงจมูกทะลุขึ้นมาถึงกลางหน้าผาก 

หญิงสาวพลิกกายไอโขลกสองสามครั้ง พลางรวบรวมความทรงจำที่กระจัดกระจายให้กลับคืนเป็นเรื่องราว สาเหตุของอาการปวดหัวและเมื่อยเนื้อตัวคงเกิดจากอุบัติเหตุตกแพจนเกือบจมน้ำตาย

นี่เธอรอดชีวิตมาได้อย่างไรหรือมีใครช่วยเอาไว้ ?   

ขวัญอรุณเหลือบสายตากลับไปมองเพดาน ขื่อไม้ผูกหลังคามุงจากทำให้เธอแปลกใจที่ตนเองไม่ได้นอนอยู่บนเตียงของโรงพยาบาลดังที่ควรจะเป็น การไม่มียายเฝ้าอยู่ข้างๆ ตอนตื่นทำให้หญิงสาวรู้สึกวังเวงใจหาย

ร่างบางยันกายลุกขึ้นอย่างอ่อนเปลี้ย รู้สึกไร้เรี่ยวแรงเหมือนคนไม่ได้เคลื่อนไหวมาหลายวัน เธอค้นพบสาเหตุที่ทำให้ระบมเนื้อตัวว่าเกิดจากแผ่นไม้แข็งกระด้างที่นอนอยู่ ไม่มีฟูกหรือผ้าห่มผืนหนาปูรองพื้น มีเพียงผ้าทอผืนบางพอปกคลุมร่างกายและกองไฟจากหลุมเตาบริเวณกลางห้องที่ช่วยให้คลายหนาว

นี่คือที่ไหน ?

คนเพิ่งตื่นเต็มตากวาดมองไปทั่วห้องก่อนเดินโผเผไปยังช่องลมที่อยู่ใกล้ที่สุด มองลอดออกไปไม่เห็นสิ่งใดนอกจากต้นไม้รกทึบไม่สามารถรู้ได้ว่าเธอกำลังอยู่ที่ไหน ขวัญอรุณได้กลิ่นไอเย็นๆ ถูกพัดเข้ามาพร้อมกับสายลมจึงคิดว่าบ้านหลังนี้คงอยู่ใกล้แม่น้ำมาก 

ทั้งที่ความเจริญเข้ามาสู่สองฝั่งโขงนานแล้ว ทว่าน่าแปลกที่ภายในบ้านยังคงรูปแบบการดำเนินชีวิตแบบอนุรักษ์นิยมเหมือนกับบ้านในสมัยโบราณ นั่นคือยังใช้เตาฟืนเป็นเครื่องให้แสงสว่างและความอบอุ่น ไม่มีไฟฟ้าหรือเครื่องเรือนที่ทันสมัย 

อุปกรณ์ทุกชิ้นล้วนแล้วแต่ทำมาจากวัสดุธรรมชาติแบบง่ายๆ เช่นเดียวกับตัวเสา ฝาเรือน หลังคาที่ทำมาจากใบจากซึ่งแทบไม่หลงเหลือให้เห็นในหมู่บ้านชนบทในปัจจุบัน 

เธอหยิบภาชนะดินเผาข้างที่นอนขึ้นมาด้วยความสนใจ ลักษณะของมันคล้ายกับน้ำต้น ภายในบรรจุน้ำสะอาด ใกล้กันมีถ้วยเปื้อนคราบตะกอนสีดำ 

“หื๋อ...กลิ่นเหม็นเขียว” ขวัญอรุณอุทานทั้งเสียบแหบ วางถ้วยไว้ที่เดิม 

ความขมเฝื่อนฝาดที่ยังตกค้างในลำคอทำให้หญิงสาวแน่ใจว่าตนเองได้ดื่มมันเข้าไปตั้งแต่ครั้งยังไม่รู้สึกตัว ผู้มีน้ำใจช่วยเหลือไม่ได้ส่งขวัญอรุณไปโรงพยาบาลหรืออนามัย ทว่ากลับต้มยาสมุนไพรให้กินตามภูมิปัญญาชาวบ้าน ชักสงสัยว่าศาสตราจารย์วารีอาจไม่ทราบข่าวว่าเธอปลอดภัยอยู่ที่นี่

โธ่ ป่านนี้จะเป็นห่วงเสียใจคิดถึงหลานสาวคนนี้ขนาดไหนหนอ ยายจ๋า! 

ขวัญอรุณก้มสำรวจตัวเองเมื่อรู้สึกถึงความหนาวขึ้นมาจับจิต เธอไม่ได้สวมเสื้อผ้าชุดเดิมของตนเองแต่เป็นชุดอื่นที่ถูกนำมาเปลี่ยนแทนของเดิมที่เปียก สไตล์ยังคงเป็นแนวโบราณแบบห่มผ้าแถบนุ่งซิ่นยาวกรอมเท้า 

หญิงสาวหยิบผ้าทอผืนยาวซึ่งเคยใช้เป็นผ้าห่มขึ้นมาตวัดพันไหล่ สืบเท้าไปยังประตู ดันมันเปิดออกช้าๆ กวาดสายตาหมายหาใครบางคนเพื่อขอบคุณและต้องการให้ช่วยส่งกลับบ้าน หากเป็นไปได้พวกเขาคงมีน้ำใจไปส่งถึงจุดที่ขวัญอรุณสามารถเดินทางกลับได้ด้วยตนเอง เพราะตอนนี้เธอไม่มีเงินติดตัวแม้แต่แดงเดียว บัตรเครดิตหรือการ์ดก็ไม่มี

“พเญียก ละ หลา” 

ใครบางคนเอ่ยขึ้นด้านหลัง ร่างบางสะดุ้งหันไปมอง หญิงวัยกลางคนเดินตรงเข้ามาหา แววตาของนางดูดีใจที่เห็นหญิงสาวตื่นจากห้องบ่งบอกได้ถึงความเป็นมิตร 

กระนั้นท่าทาง การแต่งกาย และภาษาของหญิงผู้นี้กลับทำให้ขวัญอรุณอึ้งถึงผงะถอย อายุของนางคงราวๆ สามสิบปีเศษ รูปร่างผอมเกร็ง ผิวกายคร้ามแดดเป็นสีแทนเข้ม แต่งกายคล้ายคลึงกับหญิงสาวคือนำผ้าชิ้นเดียวมานุ่งพันโดยไม่มีการตัดเย็บ ที่สะดุดตาคือการใส่ลานหู  เจาะติ่งหูให้เป็นรูแล้วนำใบลานมาม้วนแล้วใส่เข้าไปเพื่อเบิกรูให้ขยายกว้างออก ไม่นานติ่งหูของผู้ใส่ก็จะยืดยาวขยายตามขนาดความหนาของใบลานที่นำมาสอด

...คนสมัยนี้ไม่มีใครใส่ลานหูแบบนี้กันแล้ว มีแต่คนโบราณเขาทำกัน หรือหมู่บ้านนี้อยู่ลึกเข้ามาจากตัวเมืองมาก ผู้คนถึงยังยึดขนบประเพณีเก่าๆ ไม่ปรับเปลี่ยนไปตามวัฒนธรรมตะวันตก

แต่คำทักทายเมื่อครู่ขวัญอรุณแปลไม่ออกว่าหมายความว่าอย่างไร อย่างน้อยถ้าไม่ลอยมาติดฝั่งไทยก็น่าจะเป็นฝั่งลาวซึ่งอยู่ตรงข้ามกัน ควรพูดจาเข้าใจได้ในทันที

เห็นขวัญอรุณยืนอึกอัก หญิงสูงวัยก็พ่นคำถามออกมาอีกชุดใหญ่ เด็กหนุ่มอีกคนชะโงกหน้าออกมาจากมุมเสา ด้านหลังคงเป็นครัวไฟเพราะเธอได้กลิ่นควันลอยมา คนต่างวัยทั้งสองส่งเสียงโต้ตอบสนทนาสองสามคำเด็กหนุ่มจึงลุกเดินมาสมทบ 

หญิงสาวถอยกรูดจนแผ่นหลังติดฝากระดานทันทีที่ถูกประชิดตัว เด็กหนุ่มไม่สวมเสื้อสวมเพียงผ้านุ่งผืนเดียว ในมือถือใบไม้ห่อข้าวเหนียวและปลาปิ้งมาคะยั้นคะยอยื่นให้ กลิ่นหอมหวนของปลาปิ้งใหม่ๆ ทำให้คนเพิ่งฟื้นรู้สึกหิวขึ้นมาบัดดล 

“ให้ฉันเหรอ ขอบใจจ้ะ แปลกจริงๆ นะผ่านมาคืนเดียวแท้ๆ ทำไมถึงหิวอย่างกับไม่ได้กินอะไรมาหลายวันงั้นแหละ” ขวัญอรุณตัดสินใจรับน้ำใจเอาไว้ก่อนพลางถามกลับ “แล้วไม่กินด้วยกันเหรอจ้ะ” 

หญิงสูงวัยและเด็กหนุ่มมองหน้ากันก่อนเอ่ย “เนียง เปรอ เพีย ซา เอว็ย” 

ร่างบางยืนนิ่งถือห่ออาหารเอาไว้ขณะคนทั้งสองกวาดสายตาสำรวจมองตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า ถูกมองมาหญิงสาวก็มองกลับ คนที่ควรมองว่าอีกฝ่ายแปลกน่าจะเป็นเธอมากกว่า นอกจากแต่งตัวไม่เหมือนคนทั่วไปแล้ว ภาษาที่ใช้ยังฟังไม่ออก 

...หรือจะเป็นชนเผ่ากลุ่มน้อย ?

“เนียง อัญ เจิญ โมก ปี ณา” 

“เอ๋...” ขวัญอรุณงุนงง “ฉันไม่เข้าใจหรอกค่ะ ขอบคุณที่ช่วยเอาไว้ ไม่ทราบว่าที่นี่เป็นที่ไหนเหรอคะ แล้วฉันจะกลับบ้านได้ยังไง จริงสิที่นี่อยู่ใกล้ชายแดนไทยใช่ไหม คงเป็นลาวใช่หรือเปล่าคะ” 

คนพลัดบ้านกวาดสายตาไปทั่วเรือนหลังย่อมราวกับต้องการหาสิ่งใดสักอย่างที่ตนรู้จักมักคุ้น ทว่าค้นพบเพียงเครื่องใช้ไม้สอยเครื่องจักสานซึ่งแขวนอยู่ตามขื่อ ผนังและเครื่องเรือนทำจากไม้อย่างหยาบๆ ไม่มีอุปกรณ์ทันสมัยจากโลกที่เธอรู้จัก ราวกับบ้านหลังนี้ถูกอนุรักษ์เอาไว้ในพิพิธภัณฑ์บ้านโบราณ

“ที่นี่มีโฮโลแกรม ไหมคะ เอ่อ...ไม่น่าจะมีหรอกนะ” เธอถามแล้วก็สรุปคำตอบเอาเองจากสภาพแวดล้อม “งั้นโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ตก็ได้ค่ะ ถ้าจะกรุณาฉันขอใช้ติดต่อกลับไปหาคุณยาย ท่านจะได้รู้ว่าฉันปลอดภัยดีแล้วจะได้ส่งคนมารับค่ะ” 

อีกฝ่ายทำหน้าไม่เข้าใจตอบกลับมาเป็นภาษาที่เธอไม่รู้จัก ทั้งสองจนปัญญาจะอธิบายพูดคุยกับหญิงสาว ผู้สูงวัยกว่าจึงเดินลงจากเรือนไป เหลือเพียงเด็กหนุ่มที่ยืนรั้งรอ เขาชี้ไปที่ห่อข้าวราวกับต้องการสื่อว่า ‘กินข้าวเสีย’ 

ขวัญอรุณอ่อนใจอับจนปัญญาที่จะสื่อสารกันให้เข้าใจได้ ร่างบางทรุดนั่งยองๆ บนพื้น แกะห่อก้อนข้าวเหนียวออกเปิบกินแบบเหงาหงอย 

คนพวกนี้เป็นคนดี ช่วยเหลือแถมยังให้ข้าวกินด้วย ให้ท้องอิ่มก่อนแล้วค่อยว่ากันใหม่แล้วกัน

หญิงสาวบ่นพึมพำเคี้ยวข้าวไปได้เพียงสามคำก็ได้ยินเสียงเอะอะของหญิงสูงวัยคนเมื่อครู่ จากนั้นเด็กหนุ่มจึงรี่วิ่งลงเรือนไปอย่างรวดเร็ว 

เกิดอะไรขึ้น ? 

ไม่นานเด็กหนุ่มคนดังกล่าวจึงกลับขึ้นมาพร้อมกับร่างสูงของชายในชุดขาว ท่าทางของเขาเหมือนจะได้รับบาดเจ็บเนื่องจากไม่สามารถหยัดกายเดินได้ด้วยตนเองต้องให้คนช่วยประคอง

ขวัญอรุณลุกจากพื้น หลีกทางให้พวกเขาพาคนเจ็บเข้าไปในห้องด้านใน ซึ่งก็คือห้องที่เธอนอนอยู่เมื่อครู่ ดูเหมือนผู้ชายคนที่เพิ่งขึ้นเรือนมาจะเป็นนายของบ้านและเป็นเจ้าของห้องนั้น เด็กหนุ่มและหญิงสูงวัยดูจะเป็นห่วงเป็นใยเขามาก กระวีกระวาดช่วยกันต้มน้ำต้มยา ปรนนิบัติเช็ดตัว 

เธอแอบยืนมองอยู่ด้านนอกเพราะไม่รู้จะช่วยอย่างไร ครั้นชะโงกหน้าชำเลืองสายตาเข้าไปในห้องจึงเห็นร่างหนานอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียง แผ่นหลังกว้างปรากฏริ้วรอยแผลเป็นทางยาวคล้ายผ่านการโบยตีมาอย่างสาหัส หนังกำพร้าถึงได้หลุดแหวกออกจนเห็นเนื้อชุ่มโลหิตข้างใน

ขวัญอรุณยกมือปิดปากกลั้นเสียงอุทาน ขนลุกเกรียวด้วยความสยดสยอง 

ใครทำเรื่องป่าเถื่อนกับผู้ชายคนนั้นได้ถึงขนาดนี้ ร้ายกาจจริงๆ!



แถนหลวงขมวดคิ้วเล็กน้อยขณะกทลีประยาลงบนแผล ความแสบสันต์ทำให้กล้ามเนื้อแผ่นหลังของผู้ถูกโบยกระตุกตัวเป็นระยะ กระนั้นเขาก็ยังทนเจ็บโดยไม่ปริปาก ผิดกันกับเด็กหนุ่มที่หน้าตาแดงก่ำสะอึกสะอื้นราวกับเป็นคนเจ็บเสียเอง

“ข้ายังบ่ตายเทื่อ กทลี” คนนอนคว่ำครางพึมพำ 

“แผลลึกนักขอรับ ข้าเคยหันคนโดนหวายราชมัลแผลเน่าตายมานักหนา” 

“เว้ย อ้ายนี่ ไปแช่งท่านได้อย่างใด ปู่เจ้าเปนหมอวิเศษท่านรักษาตนเองได้ บ่หมดบุญง่ายอย่างไอ้พวกขี้ครอกหั้นดอก” นางเสื่องร้องเอ็ดชะงักมือที่กำลังใช้ผ้าเช็ดเนื้อตัวให้ชายหนุ่มแล้วหันมาตีหลานชายตน 

“แม้นรู้วิธีแลตัวยากระนั้นก่รักษาทายาเองบ่ได้ดอก ครั้นบ่ติดเชื้อก่จักยุบแห้งในเร็ววัน”

“ติดเชื้อคืออันใด” กทลีถามอย่างสงสัย บางคราปู่เจ้าแถนหลวงก็พูดจาภาษาเทพที่มนุษย์อย่างเขาไม่เข้าใจ

“คือ การที่เชื้อโรคเข้าแผล ทำให้แผลเน่าอย่างใดเล่า” เขาอธิบายเสียงเนือย

“แลเชื้อโรคหน้าตาเปนอย่างใด ข้าเคยหันก่ขอรับ”

“มองบ่หันดอก มันตัวน้อยขนาด” ครานี้คนตอบถึงกับถอนหายใจเหนื่อยอ่อน 

“น้อยขนาดแล้วท่านรู้ได้อย่างใดว่ามี”

“บ๊ะ ลมสูมองบ่หันแล้วรู้ว่ามีรึไม่ เชื้อโรคมันก่เหมือนกันหั้นแล” 

กทลีเบิกตากว้างดั่งเกิดปัญญาขึ้นมาโดยพลัน นึกอัศจรรย์ใจเป็นอีกหนที่เขาแน่ใจว่าปู่เจ้าแถนหลวงเป็นผู้วิเศษแน่แท้ ท่านสามารถมองเห็นสิ่งที่คนเรามองไม่เห็นย่อมไม่ใช่คนธรรมดา เขาติดตามรับใช้มาสองปียังได้ความรู้ติดตัวมาไม่ถึงกระผีก ต้องหมั่นศึกษาจดจำให้มากกว่านี้เพื่อจะได้มีวิชาติดตัวในภายภาคหน้า 

“ท่านจักสิ้นลมก่ด้วยความไล่เลียงของสูดอกกทลี ไปๆ ทายาแล้วก่ไปยกหม้อต้มเข้ามา” ผู้เป็นป้าโบกมือไล่พัลวัน 

ขวัญอรุณเบี่ยงตัวหลบจากประตูเมื่อเด็กหนุ่มเดินผ่านออกมา เธอเห็นเขาเดินไปยังทางที่น่าจะเป็นครัวจึงอดตามไปดูไม่ได้ นางเสื่องเห็นร่างบางลับไปไวๆ จึงนึกขึ้นได้ 

“มัวเผอิล กระหนก ข้าก่ลืมว่านางปกณผู้หั้นตื่นแล้ว ปู่เจ้าจักหื้อทำอย่างใดหื้อขับไสไปเลยก่เจ้าคะ” 

หญิงสูงวัยนำผ้าขาวบางคลุมบริเวณแผ่นหลังที่พอกทาด้วยสมุนไพรเพื่อป้องกันแมลงไม่ให้มาไต่ตอม แม้เวทนาหญิงสาวแปลกหน้าอยู่บ้าง แต่พอเห็นสภาพของผู้เป็นนายแล้ว ทำให้นางรู้สึกแค้นเคืองตัวหัวเหตุเสียจนแน่นอก 

“บ่ ห้ามไล่...” แถนหลวงปราม ร่างกายเหนื่อยอ่อนเพราะอดนอนเยียวยานางมาหลายวัน ยิ่งมาเสียเลือดเจ็บตัวหนักจึงทำให้สติของเขาเลือนรางลงทุกขณะ เสียงข้าไทผู้จงรักดังมาแจ้วๆ ข้างหู

“หายแล้วก่หื้อไปเสียพ้นๆ เถิดเจ้าค่ะ หญิงบ่มีหัวนอนปลายตีนอย่างหั้น จักนำภัยใดมาก่บ่รู้ แค่ท่านช่วยนางยังสาหัสประนี้แล้ว รั้งอยู่ต่อไปก่มีแต่นำพาความเดือดร้อนมาสู่”

“หื้ออยู่...” เอ่ยได้เพียงแค่นั้นเขาก็หมดสติไป 

“ดูเถิด โดนวิมลากประนี้ยังมีแก่ใจห่วง”

นางเสื่องถอนหายใจหยิบพัดมาโบกพลางพร่ำบ่นถึงความใจดีไม่เลือกที่ของชายหนุ่ม แต่เอาเถิดหากเป็นความประสงค์ของเขาผู้เป็นขี้ข้าอย่างนางจะไปขัดอย่างไรได้ ให้หญิงอนาถาผู้นั้นอยู่ต่อไปจนกว่าปู่เจ้าแถนหลวงจะค่อยยังชั่วแล้วมาขับไล่นางไปด้วยตนเองก็แล้วกัน 

แต่ในระหว่างนั้นนางคงต้องจัดการเรื่องห้องหับที่หลับที่นอนเสียใหม่ ให้หญิงสาวอยู่ร่วมชายคากับชายถือเพศพรหมจรรย์นานวันไป ใครรู้เข้าจะเอาไปเป็นขี้ปากนินทาเสื่อมศรัทธามาถึงปู่เจ้าแถนหลวงได้!



ขวัญอรุณกวาดตามองสิ่งปลูกสร้างตรงหน้าด้วยสายตากระอักกระอ่วนระคนแสยงใจ เมื่อครู่ในระหว่างที่กำลังด้อมๆ มองๆ เด็กหนุ่มอยู่ในครัว จู่ๆ หญิงสูงวัยก็มาดึงมือเธอพร้อมกับทำท่าทางบอกให้เดินตามมา ด้วยอารามนึกว่าจะได้กลับบ้านทำให้คนเพิ่งฟื้นกุลีกุจอเร่งฝีเท้าตามโดยไม่ได้ไต่ถาม

“เดี๋ยวสิจ้ะป้า ฉันไม่มีรองเท้า โอ๊ย เจ็บ...” เธอเพิ่งสังเกตว่าเท้าของหญิงสูงวัยซึ่งโผล่พ้นชายผ้านุ่งมานั้น มิได้สวมรองเท้าเช่นกัน นางเดินตีนเปล่าได้อย่างว่องไวคุ้นเคย เผลอแวบเดียวก็เดินหายลับหลังพุ่มไม้ไป ขวัญอรุณกระโดดเขย่งก้าวตามไปทั้งหน้าเหย

ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีก็ตามมาทันถึงกระท่อมหลังหนึ่ง สภาพของมันคล้ายกับเรือนที่เธอเพิ่งจากมา ทว่าขนาดที่เล็กกว่ามากโขทำให้เรือนยกใต้ถุนสูงหลังนี้ดูกะทัดรัดราวกับยุ้งเก็บข้าวเปลือก เพียงประเมินด้วยสายตาคร่าวๆ ก็พอทราบแล้วว่าข้างบนมีห้องเพียงห้องเดียว ไม่มีห้องน้ำหรือสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ 

“พาฉันมาที่นี่ทำไมจ้ะ” ไม่เห็นแม้แต่เงาของเรือหรือรถ ขวัญอรุณยิ่งรู้สึกวังเวงใจหนักกว่าเดิม หญิงสูงวัยยื่นพับผ้าในมือให้ ทำท่าชี้ไปที่ตัวเรือนแล้วชักดึงแขนให้เธอไต่บันไดขึ้นไปข้างบน จากนั้นนางก็พูดพล่ามอะไรหลายอย่างราวกับจะสั่งเสียแล้วจึงกลับลงไปข้างล่าง ร่างบางยืนงงอยู่อึดใจก่อนจะตาลีตาลานวิ่งลงเรือนตามมา 

หมายความว่ายังไง จะให้อยู่ที่นี่คนเดียวงั้นเหรอ ไม่เอานะ!

“นางปกณผู้นี้ เจรจาบ่รู้ความ ข้าหื้อสูอยู่ในเรือนสูก่อยู่ บ่ต้องตามมา” นางเสื่องสะบัดแขนออกจากการเกาะกุมของอีกฝ่าย ร้องเพ้ยเสียงดัง “หันปู่เจ้าท่านเมตตาก่คิดจักลอยหน้าลอยตาอยู่บนเรือนท่านหรืออย่างใด”

ขวัญอรุณหน้าเสีย ไม่เข้าใจว่าตัวเองทำผิดอะไรนางถึงได้หันมาตวาดเอ็ดหน้าขึง เธอแค่ต้องการกลับบ้านเท่านั้นเอง ยังไม่ทันทำความเข้าใจเสียงทักก็ดังขึ้นทางด้านหนึ่ง เจ้าของเสียงคือหญิงสาววัยรุ่นหน้าตาเกลี้ยงเกลา เจ้าหล่อนแต่งกายแบบเดียวกับหญิงสูงวัยคือนุ่งผ้าพันอกและซิ่นยาวกรอมเท้า สะพายเพียด ใส่ของเต็มหลัง 

“ข้าตามหาหื้อทั่วที่แท้ป้าก่มาอยู่เพ้” เจ้าหล่อนก้าวฉับๆ มาด้วยเท้าเปล่า แลคล่องแคล่วว่องไวตามวัย 

“เอากบาลไปมุดเถิงหนใดมา ข้าส่องหาทั่วเรือนก่บ่หัน หือ อีทุมมา” ผู้อาวุโสกว่าเท้าเอว

“วาณิชเมืองกาวเอาเรือขึ้นท่าเมื่อรุ่ง ข้าก่เอาข้าวเปลือกไปแลกเกลือที่อาปณะมาอย่างใดเล่า แบกไปหลายทะนานได้มากระหยิบมือ วันพรุ่งก่ว่าจักขนไปแลกอีกเทื่อ เท่านี้ปู่เจ้าบ่พอทำยาดอก” ทุมมาหยิบห่อใบตองตึงขึ้นมาหนึ่งห่อจากจำนวนหลายห่อ แกะตอกที่มัดอยู่ออกจึงเห็นเกลือสินเธาว์สีขาวบริสุทธิ์ข้างใน

“ไหน...” นางเสื่องใช้มือกอบกำเกลือขึ้นมาหนึ่งฝ่ามือก่อนปล่อย จากนั้นจึงชิมก่อนถ่มถุยน้ำลายลงพื้น “ถุย อีทุมมา สูเอาเกลือมาบ่รู้ฤาว่ามันเปนเกลือใหม่ ขมลิ้นประนี้ใช้บ่ได้ดอก” 

ทุมมารีบจิ้มนิ้วหยิบเกลือขึ้นมาแตะลิ้นก่อนจะทำหน้าเหยถ่มทิ้งแทบไม่ทัน “แท้ๆ เลย อีพวกกาวหมู่หั้น มันเอาเกลือเก่ามาหลอกข้าชิมแล้วสับเอาเกลือใหม่มาหื้อ วันพรุ่งข้าจักไปเอาความมัน”

“ไปเถิงพวกมันก่คงขึ้นเหนือไปไกลแล้ว” 

“แค้นใจนัก! รู้จักอีทุมมาน้อยไปเสียแล้ว อย่าหื้อข้าเจอพวกมันอีกเทื่อ จักเอาหื้อกบาลแยกคาหั้น”  

“เปนทุกห่อเลยก่ลองส่อง ก่บ่เถิงกับใช้การบ่ได้ยังดีว่าได้เกลือตัวผู้ เอาไปตากสักสิบแดดก่พอใช้ได้ บ้านเราบ่มีขี้ทาเหมือนทางบ้านใต้ เกลือหายากจิ่งล้ำค่านัก แห้งแล้วก่ใส่บ้องไม้ไว้เสีย” บ้องไม้ที่เสื่องพูดถึงได้แก่กลักเกลือ เป็นภาชนะคล้ายกระบอกสำหรับบรรจุของเล็กๆ น้อยๆ อย่างพวกพริกหรือเกลือ มีฝาสวมครอบปาก สามารถนำพกติดตัวไปไหนมาไหนได้

“เอ่ยเถิง...ขากลับข้ายินชาวบ้านในอาปณะลือกันหนาหูว่าปู่เจ้าโดนลงพระอาญา ท่านเปนอย่างใด” สีหน้าของคนถามเปลี่ยนจากขุ่นแค้นเป็นร้อนรนทันทีที่นึกได้

“ก่โดนหวายแตกยับ หลับไปป่านนี้ยังบ่ฟื้น”  

“พระบาทเจ้าพระทัยดำ ปู่เจ้าทำผิดอันใดนัก เถิงได้ลงพระอาญาเถิงปานหั้น” ทุมมาทำเสียงฮึดฮัดขัดใจ 

“ฮ้าย...อีทุมอย่ามาปากสามานย์ จักเจรจาอันใดก่ควรระมัดปากระวังคำไว้พ่อง วิพากษ์เถิงกำตวนผไทโกรมกบาลจักกุดกระเด็นบ่รู้ตัว พญาสุวรรณมุขทวารบดีศรีโคมคำบ่ใช่ผู้ที่ขี้ข้าอย่างสูจักก้าวล่วงได้ จักทรงทำอย่างใดกับผู้ใดในแผ่นดินก่ย่อมทำได้ทังหั้น” นางเสื่องเอ็ดอึงเสียงดังทันควัน

ขวัญอรุณจับประโยคสนทนาอันรวดเร็วของผู้หญิงทั้งสองไม่ได้ใจความกระทั่งมาสะดุดที่คำๆ หนึ่ง...สุวรรณมุขทวารบดี คำนี้คุ้นหูยิ่งนักแต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะใช่คำเดียวกับที่รู้จักหรือไม่ เนื่องจากสำเนียงนั้นผิดเพี้ยนไปมาก บางทีทั้งสองอาจไม่ได้คุยอะไรที่เกี่ยวกับกษัตริย์โบราณพระองค์นั้นก็ได้ เธออาจเข้าใจหรือฟังผิดไปเอง

“อุแหม่ป้า ข้าก่เจรจาไปอย่างหั้นบ่กล้าจาบเถิงพระองค์แท้ดอก” ทุมมาว่าแก้เกี้ยว นางเพิ่งสังเกตเห็นหญิงสาวแปลกหน้าที่ยืนอยู่ใกล้ๆ แม้แต่งตัวละม้ายทว่าท่วงท่ากิริยากลับผิดหูผิดตาไม่เข้าพวกพ้องตน “อีผู้นี้บ่ใช่คนกำปง เราเปนแน่ มาจากเมืองอื่นรึ สารรูปเถิงกระเซอะกระเซิงเปนผีบ้าผีบอประนี้”

“อ้อ ก่ผู้ที่ปู่เจ้านำมารักษาเพิ่งสร่างไข้ ข้าหันว่าบ่ควรอยู่บนอาศรมก่เลยหื้อลงมาอยู่เรือนสู อย่างใดก่แลมันเจรจาบ่รู้ความนักท่าจักมาจากถิ่นอื่น”

ทุมมาเบิกตาโตดุ ขวัญอรุณถอยหนีโดยสัญชาตญาณทันทีที่ถูกอีกฝ่ายก้าวเข้ามาหาด้วยท่าทางคุกคาม “...เปนอีนางผู้นี้ที่เปนตัวเคราะห์หื้อปู่เจ้าโดนโบยแม่นรึไม่”

“ท่านเอาแต่เยียวยานางจนบ่ยอมไปเฝ้า ข้าบ่เคยหันปู่เจ้ามีเยื่อใยต่อผู้ใดมากเพียงนี้ ครั้นจักสิ้นสมฤติ ก่ยังถวิลเถิงสั่งเสีย” นางเสื่องเอ่ยตามที่สังเกตเห็น ยิ่งเพิ่มพูนความริษยาให้แก่ข้าไทสาวผู้หลงมัวเมาสิเน่หาต่อผู้เป็นนายตนจนร้อนรนในอก

“บ่เอาดอก ป้าก่แลมันเองเถิด ข้าบ่ใคร่ข้องแวะด้วยหันหน้าก่ชังมัน บ่เจ็บไข้ดีแล้วก่ไล่มันไปเสียเสี้ยงภาระ”

“บ่ได้ ท่านฟื้นมาถามหาข้าจักตอบว่าอย่างใด”

“จักอย่างใด ก่ว่ามันหนีตามผัวกลับบ้านเมืองไปแล้วหั้น” 

“มีผู้ใดมดเท็จความต่อปู่เจ้าลุสำเร็จบ้างเล่า ท่านมองทะลุแจ้งอย่างมีจักษุทิพย์” นางเสื่องรวบรัดตัดความ “เปนแม่หญิงอยู่ผู้เดียวบ่ดีดอกทุมมา ได้อีนางผู้นี้มายังพอมีคนช่วยการในครัว แลข้าจักบอกปู่เจ้าว่าสูมีน้ำใจงามเกื้อกูลมันไว้”

เพราะอยากทำความดีความชอบให้ปู่เจ้าเล็งเห็น ทุมมาจึงยอมตกลงอย่างจำใจ “หั้นก่เล่าปู่เจ้าด้วยว่าข้าจักแลมันหื้อชั่วเพลาหนึ่ง”

“เท่าหั้นก่ดีโข ข้าจักกลับไปแลอาการท่าน สูก่จัดการความทางเพ้เถิด” เสื่องถอนหายใจโล่งอก 

“ข้าไปด้วย ข้าจักไปแลปู่เจ้า” ทุมมาถกผ้าซิ่น กระวีกระวาดร้องตาม

“ทางโพ้นมีกทลีคอยปรนนิบัติท่านแล้ว ทำการคั่งค้างของตัวหื้อแล้วเสีย...บัดแมงปู่เจ้าเรียกใช้เกลือจักบ่มีหื้อท่าน” ผู้ตั้งใจหมุนกายออกเดินหันกลับมาตามเตือน หญิงสาวสะบัดตัวอย่างไม่ใคร่พอใจแต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้ 

ขวัญอรุณเห็นผู้นำทางมากำลังจะกลับ เธอจึงก้าวตามทันทีด้วยเกรงถูกทิ้ง เสื่องหันมาเห็นจึงว่าเสียงห้วน ยกมือขึ้นปราม “สูอยู่กับแม่ทุมมาที่นี่ บ่ต้องตามข้ามาดอก”

ร่างบางชะงักด้วยความไม่เข้าใจ พอจะก้าวตามอีกจึงถูกตวาดด้วยภาษาที่ไม่รู้ความหมาย เธอพยายามตีความจากท่าทางว่าคงไม่ต้องการให้เดินตาม 

 “บ่รู้ปู่เจ้าจักเก็บนางมาทำอันใด ทำงน แท้” นางเสื่องถอนหายใจหนักๆ หน้านิ่ว บ่นพลางจ้ำเท้ากลับไปดูอาการชายหนุ่มที่นอนเจ็บอยู่บนเรือนใหญ่  

ขวัญอรุณมองตามร่างทะมัดทะแมงเดินลับพุ่มไม้ไป รู้สึกวังเวงเปล่าเปลี่ยวใจเหมือนนกหลงรัง ขาดที่พึ่งพิงทั้งทางใจและกาย หมู่บ้านนี้มีหลายอย่างดูแปลกในความรู้สึกของเธอ ทั้งบ้านเรือน ภาษา การแต่งกาย รวมถึงสภาพภูมิประเทศพืชพรรณไม้ หญิงสาวไม่แน่ใจสักเท่าไรว่าตนเองอยู่แห่งใดบนแผนที่โลก 

ชักไม่มั่นใจด้วยซ้ำว่ามันคือฝั่งลาวอย่างที่เข้าใจ แม้พลัดหลงมาตามกระแสน้ำจนได้ขึ้นฝั่งแต่ก็ไม่น่าผิดแปลกจนถึงขั้นสื่อสารกับชาวบ้านไม่รู้เรื่อง นับแต่เด็กหนุ่มเกล้าผมมวย มาจนถึงผู้หญิงสองคนที่นุ่งซิ่นพันกายแบบคนโบราณ มาจนถึงผู้ชายไว้หนวดเคราที่นุ่งห่มขาวเหมือนพวกนักบวชทว่ามีแผลถูกโบยเต็มแผ่นหลัง  

มีอะไรไม่ชอบมาพากลจนทำให้เธอถึงกับขนลุกชันไปทั่วสรรพางค์... 

....................

จบตอน

เชิงอรรถ

โฮโลแกรม – การสื่อสารทางไกลแบบสามมิติ
เผอิล – ตกใจ, แตกตื่น
เพียด (ออกเสียง เปี้ยด) – ภาชนะใส่ของลักษณะคล้ายกระบุง มีหลายขนาด
กำปง – หมู่บ้าน
สมฤติ –  สติ
ทำงน – ภาระ ก. ห่วงใย. ยุ่งใจ





Create Date : 01 ธันวาคม 2558
Last Update : 17 มกราคม 2560 17:29:41 น. 21 comments
Counter : 1385 Pageviews.

 
ติดตามอยู่ทุกวันนะคะ เป็นกำลังใจให้ จำได้ว่าเคยอ่านถึงตอน 14 นะ ลงทุกวันเลยค่ะ ฮ่าๆ


โดย: filmm IP: 171.97.137.29 วันที่: 1 ธันวาคม 2558 เวลา:4:52:46 น.  

 
อยากให้เจอกันเร็วๆจัง
ตามอ่านทุกวันนะค้า


โดย: DekDoi IP: 1.47.3.65 วันที่: 1 ธันวาคม 2558 เวลา:5:12:56 น.  

 
อ่านมาถึงตอนนี้ เอะใจ แถนหลวงนี่คือดร.ไททะใช่รึเปล่า? เพราะดูรู้จักศัพท์ใหม่ๆ แต่...ตอนเจอขวัญใหม่ๆก็ยังในเมืองเก่าก็ไม่เห็นมีท่าดีใจว่าจัได้กลับอนาคต โอย แค่ศัพท์โบราณสมองอันมีรอยหยักน้อยๆก็มึนพอแล้ว รอติดตามตอนต่อปีดีกว่า อย่าเดามั่วอีกเลยเรา 55555


โดย: Nok IP: 27.55.29.140 วันที่: 1 ธันวาคม 2558 เวลา:6:32:03 น.  

 
โถ.. แถนหลวงโอ้ปป้า โดยโบยมาเสียแล้ววว


โดย: ทราย IP: 118.174.169.185 วันที่: 1 ธันวาคม 2558 เวลา:7:07:40 น.  

 
เริ่มคุ้นๆละว่าแถนหลวงเป็นดร.อะไรซักอย่าง แอบเทคะแนนพิศวาสให้แถนหลวงเหมือนกันค่ะ องค์คำร้ายจริงเชียว!


โดย: Pinkc IP: 94.23.252.21 วันที่: 1 ธันวาคม 2558 เวลา:7:17:37 น.  

 
มารายงานตัวคร้าาาาา 😁
ว่าแต่ลงทีเดียวหมดเลยได้ไหมคะ ใจจะขาดอยากอ่านต่อ 555555


โดย: เจ้า แต้ม IP: 49.237.229.142 วันที่: 1 ธันวาคม 2558 เวลา:7:24:37 น.  

 
หมอน่าจะเป็น รา แน่ๆเพราะมีพลังพิเศษรักนางเองแต่ไม่ได้รักกันในชาตินี่ เลยไปทำเอาเองเลยในชาติหน้า


โดย: นงนง IP: 49.229.81.24 วันที่: 1 ธันวาคม 2558 เวลา:7:26:12 น.  

 
มีความสุขที่ได้อ่าน รอตอนใหม่ทุกวันเลยค่า


โดย: Beerbeer IP: 180.183.9.120 วันที่: 1 ธันวาคม 2558 เวลา:8:28:50 น.  

 
filmm - ตัดตอนใหม่ของเดิมถึงตอนที่ 12 ค่ะ

DekDoi - ตอนที่ 8 เจอแน่ค่ะ

Nok - แถนหลวง คือ ดร.ไทวะค่ะ

ทราย - รับสมัครนางพยาบาลด่วน !

Pinkc - 5555 ตอนเค้าดีอย่ามารักเค้านะ

เจ้า แต้ม - ลงหมดแล้วคนเขียนจะเอาอะไรถ่วงเวลาละคะ

นงนง - รีบมาตอบเพราะเมนต์นี้เลย คือ ล้ำมาก ถ้าไทวะคือราหุ์ในอดีตชาติ ปัจจุบันยังมาเป็นเพื่อนกันอีก สุดยอดเหนือจินตนาการจริงๆ ค่ะ เป็นเพื่อนกับตัวเองในอดีตชาติในอนาคต (งงไหม) O_O b


โดย: นราเกตต์ วันที่: 1 ธันวาคม 2558 เวลา:8:29:00 น.  

 
สนุกคะ ถึงจะเหนื่อยกะการอ่านคำโบราณ


โดย: sakeena IP: 125.24.214.229 วันที่: 1 ธันวาคม 2558 เวลา:9:01:25 น.  

 
ตามมาติดๆๆ และติดตามต่อไป
อยากอ่านที่เหลือแล้วค่ะ :)


โดย: khunprawn IP: 203.172.173.252 วันที่: 1 ธันวาคม 2558 เวลา:9:33:29 น.  

 
เนื่องจากเรื่องนี้มีตัวละครจากเรื่อง เงาเสน่หา วันอาทิตย์ก็เลยไปหยิบเงาเสน่หามาอ่านใหม่ แล้วก็เกิดข้อสงสัยว่า มัมมี่ร่างนั้น=พืมนาง และ=ขวัญอรุณ?? แล้วพระองค์คำ จะ= ราห์ หรือไม่ แล้ว ไทวะ จะมีคู่หรือไม่

คำตอบก็คือ ต้องตามอ่านต่อไปค่ะ

ไม่ได้ลำเอียงนะคะ แต่ตอนนี้ชอบเค้าโครงเรื่องและภาษาของเรื่องนี้มากกว่า จึงเป็นนิยายที่ตอนนี้ตามมานานที่สุด (เจ็ดปีเชียวเหรอ?? ก็ตั้งกะปี 51 น่ะนะ)

โดยส่วนตัวแล้วมีนิยายของคณเกตต์ทุกเรื่อง แต่ที่ชอบที่สุดก็คงเป็นเรื่อง "ดาวห่มฟ้า" ค่ะ


โดย: kira IP: 49.229.43.29 วันที่: 1 ธันวาคม 2558 เวลา:9:38:20 น.  

 
รอตอนเเม่ขวัญเจอพระเทวีอยู่นะคะ จำได้ว่าตอนที่อ่านค้างคือตอนนั้น
อยากให้ดร.มีคู่ เเต่ไม่เอาทุมมาได้ม้ายนางเหมือนตัวร้าย มากกว่านางรองอ่าพี่เกด😝


โดย: ดา IP: 110.77.200.139 วันที่: 1 ธันวาคม 2558 เวลา:11:02:39 น.  

 
หมอน่าจะเป็น รา แน่ๆเพราะมีพลังพิเศษรักนางเองแต่ไม่ได้รักกันในชาตินี่ เลยไปทำเอาเองเลยในชาติหน้า


โดย: นงนง IP: 49.229.81.24 วันที่: 1 ธันวาคม 2558 เวลา:13:58:34 น.  

 
ตอนก่อนก็เดาไว้ว่าแถนน่าจะไม่ใช่คนยุคนี้ มาอ่านเมนต์แล้วต้องกลับไปค้นเงาเสน่หามาอ่านอีกที ปริศนาเยอะนะคะเรื่องนี้


โดย: nasa IP: 110.77.214.171 วันที่: 1 ธันวาคม 2558 เวลา:14:45:44 น.  

 
คุณเกตุตอบแบบนี้ อายจังเลยคะ อิอิอิ วันหลังไม่เดาแล้วดีกว่า


โดย: นงนง IP: 49.229.81.24 วันที่: 1 ธันวาคม 2558 เวลา:15:23:47 น.  

 
นางเอกของเราท่าจะเจอศึกหนักรอบด้าน -_-''


โดย: Neung IP: 210.213.58.167 วันที่: 1 ธันวาคม 2558 เวลา:15:39:12 น.  

 
เหมือนเป็นนางเอกเลย อ่านรู้เรื่องบ้างงงบ้าง ทะลุมิติตามนางไปติดๆ😂😂😂😂😂😂


โดย: sugar IP: 113.53.123.115 วันที่: 2 ธันวาคม 2558 เวลา:0:14:41 น.  

 
สนุกมากค่ะ วางโทรศัพท์ไม่ลงเลยค่ะ


โดย: อุษาสะพรั่ง IP: 192.99.14.36 วันที่: 14 ธันวาคม 2558 เวลา:14:34:14 น.  

 
สนุกมากค่า
รอติดตามนะคะ ^_^


โดย: ณกานต์ IP: 223.206.244.53 วันที่: 22 ธันวาคม 2558 เวลา:16:35:00 น.  

 
อ้าววววว แถนนี่ยังหนุ่มยังแน่นหรอคะ???
เห็นเรียกปู่ ไอเราก็นึกว่าแก่ซะแล้ว แหมมมมมมมมมม
แถมจุ้บกันไปแล้วด้วยอ่ะ 555555

ถ้าพระเอกยังใจร้ายอีก เดี๋ยวหนูจะจิ้นขวัญกับแถนหลวงแล้วนะคะ อิ๊ๆ


โดย: หนูแรคคูน IP: 1.1.176.189 วันที่: 11 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา:20:39:55 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

นราเกตต์
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 66 คน [?]




ดาวน์โหลด E-book

กระต่ายในเงาจันทร์

Friends' blogs
[Add นราเกตต์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.