Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2559
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
22 พฤศจิกายน 2559
 
All Blogs
 
อุษาโคมคำ ตอนที่ 14







ปาดน้ำตาตื้นตัน ในที่สุดก็ทะลายกำแพงเดินหน้าต่อได้แล้ว เปิดตัวละครใหม่ค่ะ หัวหน้าคณะทูตแห่งโพธิสารหลวง

.......

(14)



พญาสุวรรณมุขทวารบดีศรีโคมคำเสด็จออกจากตำหนักพระกรรโลงครรภ์ พระหทัยยังคงดำริถึงดวงหน้ามอมแมมของหญิงสาว ขวัญอรุณพยายามข่มอาการขุ่นเคืองจนนิ้วเรียวที่วางแนบอยู่กับพื้นจิกขยุ้มเสียเกร็ง หากมิได้อยู่ในฐานะท้าวพญามหากษัตริย์ ป่านฉะนี้พระองค์คงถูกปลายเล็บเขลอะด้วยดินนั้นข่วนพระพักตร์เอาเสียเป็นแน่

กษัตริย์หนุ่มสนใจในตัวขวัญอรุณด้วยเหตุว่าแถนหลวงให้ความสำคัญกับนางมากกว่าเคยให้ความสำคัญกับอิสตรีนางใด ทั้งยังทำราวกับหวงแหนเหมือนเป็นสิ่งต้องปกป้องดูแล ถึงแม้พระองค์จะรู้จักกับแถนหลวงมานานนับปี นับถือในความเป็นปราชญ์ผู้มีปัญญาอันหาได้ยากยิ่ง ทั่วทั้งเขตแดนไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน กระนั้นสุวรรณมุขทวารก็รู้จักบุรุษผู้เป็นทั้งอาจารย์และหมอประจำพระองค์น้อยเสียยิ่งกว่าผู้ใด หากเป็นไปได้พระองค์ก็อยากรู้เรื่องราวความเป็นมาของผู้รับใช้ใกล้ชิดให้มากขึ้น 

ครั้นรอเจ้าตัวเปิดปากเล่าคงยาก คงมีเพียงสืบเสาะเอาจากคนใกล้ตัวของเขาที่สุดเท่านั้นกระมัง 

พระวรกายสูงเสด็จดำเนินมากระทั่งถึงเขตพระราชฐานส่วนพระองค์ก็พบกับปุษยเกตุอำมาตย์ที่มายืนรอขอเข้าเฝ้า เมื่อครู่พระองค์ยังทรงเกษมสำราญจากการได้ทอดพระเนตรดวงหน้ามอมแมมเหมือนลูกลิงของขวัญอรุณ หากยามนี้ความรู้สึกเหล่านั้นปลาสนาการไปราวนกทิ้งรัง เหลือเพียงความนิ่งงันภายในหทัย พระพักตร์งามแบบบุรุษเฉยชาดูแลคล้ายรูปสลักหินทราย

“ท่านปุษยเกตุ”

“เสี้ยงภูมิของข้าพระองค์แล้วพระพุทธเจ้าข้า” อำมาตย์สูงวัยทรุดกายลงทำความเคารพ ยกมือขึ้นประนมหว่างอก 

มิต้องเอ่ยว่าเรื่องอันใดพระองค์ก็ทรงทราบ การเจรจาให้คณะทูตจากโพธิสารหลวงเดินทางกลับไปยังบ้านเมืองเป็นเรื่องยากกว่าที่คิด ส่งคนไปบอกปัดสะบั้นไมตรีตามตรงก็แล้ว ทั้งตะล่อมกล่อมข่มขู่ก็แล้ว หัวหน้าคณะทูตก็ยังแข็งขืนยืนกรานไม่ไปไหน จะขอเข้าเฝ้าแทบพระบาทพระกมรเตงไผทโกรมให้จงได้ มิน่าเชื่อว่าผู้นำในครานี้จะเป็นเพียงอิสตรีนางหนึ่งผู้ไร้กำลัง

“แลพญาอินทปฐมจักเสี้ยมสั่งกันมา คนหมู่หั้นจิ่งเหิมหาญเอาชีวาท้าทายคมศาตราอยู่ประนี้ คิดเอาว่าเปนหญิงข้าจักบ่กล้าหื้อทหารขับไสเมือ บ้านเมือเมืองไปกระมัง” 

“หมู่ทูตปักค่ายค้างแรมนอกประตูเมืองเบื้องหรดีเปนเพลาสามสิบสามวันแล้ว โปรดหื้อข้าพระบาททำการใดก่ตรัสเถิด ฤา จักหื้อนำทหาร...”

“ยังบ่ต้อง บัดพวกโพธิสารหลวงจักอ้างเปนเหียม เปิดศึกราญรอน แลไพร่ทังหลายจักเดือดร้อนใจ” 

สุวรรณมุขทวารทรงยกพระหัตถ์ขึ้นปราม แหงนพระพักตร์ขึ้นมองเวหาดวงดาวเริ่มปรากฏเด่นชัดบนผืนฟ้าสีน้ำเงิน ตรึกสักครู่หนึ่งจึงเด็ดใบไม้จากพุ่มแถวนั้นมาหนึ่งใบกุมพระหัตถ์ขึ้นแนบอุระ จากนั้นจึงบริกรรมคาถาก่อนวาดพระกรออกไปในอากาศ ฉับพลันคล้ายกับมีลมเพลมพัดวูบใหญ่พัดพาเอาใบไม้ลอยไปยังปลายยอดไม้ บุรุษผู้เป็นใหญ่ทอดดวงเนตรมองนิ่งอ่อนแสง จากนั้นจึงหันกลับมา รอยยิ้มจางๆ ปรากฏฉายบนพระโอษฐ์  

“เมือเรือนเถิดท่านปุษยเกตุน้ำค้างโรยแล้ว บัดแมงจักจับไข้ได้ป่วย” 

“พระบาทเจ้า” มหาอำมาตย์น้อมรับถวายบังคม รอร่างสูงหมุนพระวรกายเสด็จออก ปุษยเกตุจึงค่อยลุกขึ้น มองตามแผ่นหลังกว้างอันองอาจเยี่ยงนักรบกระทั่งลับสายตา ยังรู้สึกขนลุกพองทั่วสรรพางค์ตน 

หนึ่งในสรรพวิชาทั้งสิบแปด มีศาสตร์แขนงหนึ่งเรียกว่ามันตรา คือการศึกษาอาถรรพ์พระเวทย์จนแตกฉานเชี่ยวชาญ ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้แก่พระองค์คำเมื่อครั้งยังเป็นเจ้าชายน้อยคือดาบสตนหนึ่ง ผู้ซึ่งแต่เดิมจำศีลอยู่แต่ในถ้ำบนยอดเขาไม่เคยมีผู้ใดพบเห็น ในงานชุมนุมคัดหาปราชญ์ผู้เป็นเลิศในศาสตร์แต่ละวิชาเพื่อมาเป็นพระอาจารย์ของเจ้าชายน้อย ดาบสตนดังกล่าวก็ปรากฏกายขึ้นหน้าประตูด้วยสภาพหนวดเครายาว เนื้อตัวเน่าเหม็นราวกับไม่ได้ผ่านการชำระร่างกายมานาน 

บรรดาโยคี นักพรต นักบวช พราหมณ์ ทั้งหลายถอยห่างไปราวนัดหมายด้วยความรังเกียจ ด้วยถือว่าถึงแม้พวกตนจะถือบวชแต่ก็รู้จักชำระเหงื่อไคลแต่งกายด้วยของหอมก่อนมาสู่พระบรมมหาราชวัง การได้รับเลือกเป็นพระอาจารย์ของเจ้าชายน้อยผู้มีมหาปุริสลักขณะ ลักษณะของมหาบุรุษผู้จะเป็นพระมหาจักรพรรดิผู้ทรงธรรมในภายภาคหน้า ถือเป็นเกียรติยศอันสูงมิใช่จะมาถึงกันได้ง่ายๆ

เจ้าชายสุวรรณมุขทวารน้อยในวัยเพียงเจ็ดชันษา ฉลาดเฉลียวกว่าบุตรอำมาตย์ข้าราชบริพารในวัยเดียวกัน ทั้งยังมีความตั้งใจศึกษา ไม่เอาแต่เที่ยวเล่นตามประสาเด็กเหมือนอย่างคนทั่วไป ในงานชุมนุมครุนั้นพระองค์ทรงเป็นผู้เลือกพระอาจารย์ด้วยตนเอง แม้มีผู้เก่งกล้าอาคมท่าทางน่าเลื่อมใสหลายคนพร้อมรับพระองค์เป็นลูกศิษย์ แต่พระกุมารกลับเลือกเดินไปก้มกราบแทบเท้าดำด้าน อันเปรอะเปื้อนไปด้วยดินโคลนของดาบสผู้ยืนสงบนิ่งอยู่มุมหนึ่ง นักบวชผู้ชราจึงถามด้วยน้ำเสียงเมตตา 

“ดูกร พระกุมาร ท่านนมัสการเราด้วยเหตุอันใด”

“ข้านมัสการท่านด้วยถือท่านเปนอาจารย์ของข้าพเจ้า” พระองค์คำกล่าวนอบน้อม 

“ในที่นี้มีผู้เพียบพร้อมเปนอาจารย์ท่านวิมลาก อันใดจิ่งเลือกเราผู้มีกายอันมลทินเล่า”

“ข้าพเจ้าเลือกท่านด้วยเหียมสองประการ ประการหนึ่ง ท่านตั้งมั่นจักสอนสั่งข้าพเจ้าด้วยน้ำใจจริง จนบ่สนใจชำระกายเพื่อเร่งเดินทางมาหื้อทัน ท่านจิ่งสมเปนอาจารย์ของข้าพเจ้า ประการสอง บ่มีทหารวังหันท่านจนท่านมาเถิงนี้ ท่านจิ่งสมเปนอาจารย์ของข้าพเจ้า”

ผู้ได้ฟังล้วนทึ่งในสติปัญญาในการตอบอันฉะฉาน พวกผู้ใหญ่พอขบคิดตามก็เห็นพ้องดังว่า ถ้าดาบสนี้มิได้มีความปรารถนาจะสอนสั่งพระองค์คำอย่างแน่วแน่แล้วไซร้ คงไม่มาปรากฏตัวในที่ชุมนุมด้วยสภาพไร้ซึ่งความผ่องใส และด้วยสภาพเช่นนี้ ไม่มีทางที่ทหารยามจะยอมให้นักบวชผู้นี้ผ่านประตูเข้ามาเป็นแน่ 

เมื่อเรียกทหารที่ยืนอยู่ด้านนอกเข้ามาสอบถามก็ไม่มีสักคนเลยที่เห็นพระดาบสตนดังกล่าวเดินทางเข้ามา!

พระดาบสไร้นามพึงพอใจในตัวสุวรรณมุขทวารกุมารเป็นที่ยิ่ง จึงสอนสั่งพระเวทย์คาถามันตราทั้งหมดให้โดยไม่ปิดบัง ครบถ้วนหมดภูมิจึงลาจากกลับไปบำเพ็ญเพียรภาวนาดังเดิม ไม่มีผู้ใดได้พบเห็นอีก นี่เป็นคราแรกที่ปุษยเกตุอำมาตย์ได้เห็นกมรเตงอัญเลือกใช้มนตรา มิอาจคาดเดาว่าคณะทูตของโพธิสารหลวงต้องเผชิญหน้ากับไสยเวทย์แบบใด มีเพียงผู้อยู่ปลายทางเท่านั้นที่รู้



ค่ำคืนนี้เป็นราตรีอันเงียบสงัดเสียยิ่งกว่าเงียบสงัด แสงจันทร์ถูกหมู่เมฆสีเทากลบเลือนหายไปกับผืนนภาสีดำสนิท ไม่มีเสียงนก เสียงสัตว์ป่าออกหากิน หรือแม้กระทั่งเสียงใบไม้ไหว มีเพียงเสียงกิ่งไม้แห้งแตกสะเก็ดยามถูกเปลวไฟเผาไหม้คุโชนอยู่ในกองไฟ คณะทูตโพธิสารหลวงอันมีจำนวนราวห้าสิบชีวิตตั้งค่ายอยู่บริเวณนอกประตูเมืองชั้นนอกที่ยังกันดานเป็นป่ารกชัฏ หนึ่งเดือนนี้พวกเขายังชีพด้วยเสบียงซึ่งพกมาเลี้ยงตัวและกำลังจะหมดลงในอีกไม่ช้า

นางข้าไทชาวโพธิสารหลวงกวนเมล็ดข้าวในหม้อพลางตักใส่ถ้วยดินเผา วางลงบนถาดที่มีอาหารคาวเตรียมไว้พร้อมยกเข้าไปให้ผู้เป็นนายในผาม ซึ่งสร้างขึ้นเป็นที่พักแรมชั่วคราว

“แม่นายอินถา รับข้าวเจ้าค่ะ” 

“ไว้ก่อนเถิด ศิถี” หญิงสาวเจ้าของนามอินถาตอบโดยไม่เงยหน้าขึ้นจากผืนหนัง ศิถีถอนหายใจวางสำรับ สีหน้ามีความกังวล 

“ผิว่าท่าอยู่นอกเมืองนานไป ข้าหวั่นว่าข้าวปลาของเราจักเสี้ยง เสบียงบ่เหลือบ่พอเลี้ยงไพร่คน อันใดเราบ่เมือโพธิสารหลวงเจ้าคะ ป่านฉะนี้พ่อท่านคงทำงนรอท่า” 

“การบ่ลุล่วงข้าจักเมือไปได้อย่างใด” อินถาทบทวนแผนที่ตรงหน้า ดวงหน้างามครุ่นคิดถึงวิธีที่จะเข้าไปในสุวรรณโคมคำ ไม่สิ นางต้องการเข้าไปในพระราชวัง มิใช่แค่ในตัวเมือง หาไม่แล้วคงไม่รั้งรอมาถึงป่านนี้ 

“แม่นาย” ศิถีอ่อนอกอ่อนใจ “โพธิสารหลวงเปนมหาธานี ใหญ่โตกว่าสุวรรณโคมคำวิมลาก อันใดเราต้องมาอ่อนหื้อประนี้เจ้าคะ” 

“ศิถี สุวรรณโคมคำเปนเมืองท่าอันหลวง มีขรนทีไหลผ่านยาวสามร้อยโยชน์ เปนแก่นกลางการวาณิชย์ในแถบนี้ ค้าม่วนขายหมานบ่ว่าผู้ใดก่ใคร่มา ตัวเนื้อตัวปลา ช้างงาวัวควาย หมากไม้หมากพลู หมากส้าน เกลือ จนค้าเงือนค้าทอง หินแร่เปนมั่งคั่ง สุวรรณโคมคำเติบใหญ่ในเพลาเพียงสามสิบปลี บ่เมินก่เทียบเคียงโพธิสารหลวงได้ จักเมาย่ามใจว่าดีแต่เผือ ก่คร้านบ่ทันการ”

“แม่นายอินถางามทังรูปงามทังมีปัญญาประนี้ เปิงพระบาทเจ้ามอบหมายหื้อมาเจริญไมตรี หาทั่วเขตคามคงบ่มีหญิงใดเสมอแม่นายเจ้าค่ะ” ศิถีชื่นชมแววตาปลาบปลื้ม เกิดมานางยังไม่เคยเห็นสตรีใดมีความรู้ความสามารถเท่านี้ มาเยือนสุวรรณโคมคำได้ไม่นานก็มองออกทะลุปรุโปร่งว่าเมืองนี้มีดีอะไร 

“ความเสบียงร่อยหรอข้าก่คิดอยู่ รุ่งแจ้งหื้อเอาผ้าในหีดหั้นลงเรือ ล่องขึ้นท่ากลางเวียงไปแลกข้าวในอาปณะสถาน” 

“ผ้าในหีดรึเจ้าคะ” การเดินทางคราวนี้มีสัมภาระมากมายหลายสิบเกวียน โดยเฉพาะของส่วนตัวของอินถามีมากเป็นพิเศษ นางนึกสงสัยอยู่ในใจว่าของเหล่านี้ขนมาเพื่อการใด 

“เปนผ้าทอเนื้อดีหลายพับเอาเผื่อมาขาย ยังมีของอีกหลายอย่างที่ข้าขนมาบ่หื้อเสียเที่ยว”  

“ผ้าทออย่างงามของแม่นาย จักดีรึเจ้าคะ” ศิถีเปิดหีดไม้ออกดู ผ้าเหล่านี้เป็นสินค้าชั้นดี เอาไปขายคงได้เงินมาอักโข พอจุนเจือเลี้ยงข้าบริวารแลทหารไปได้อีกหลายมื้อ

“ผ้างามมีค่าอันใดถ้าคนบ่อิ่มท้อง” อินถาคลี่ยิ้ม ไม่แสดงความเสียดายอาลัยเห็นเป็นของเล็กน้อย “เงือนทองพกมาด้วยก่พอมีอยู่ แต่เผือจักอั้นไว้ซื้อเสบียงเมื่อเมือโพธิสารหลวง เพลานี้อันใดเอามาแลกเปนกับข้าวกับปลาได้ก่แลกไปเถิด”

“แม่นายคิดอ่านรอบคอบ ซ้ำมีน้ำใจหื้อหมู่เราประนี้ ข้าซาบซึ้งใจยิ่งเจ้าค่ะ” ศิถียกชายผ้าขึ้นซับน้ำตาด้วยความตื้นตัน ไม่บ่อยครั้งที่ผู้อยู่ใต้ปกครองจะได้รับความเมตตาจากเจ้านายอย่างล้นเหลือ อินถาสมเป็นสตรีผู้เพียบพร้อมงามทั้งนอกใน ผู้ใดได้เป็นแม่เรือนคงโชคดีเหลือคณนา 

“อั้นวันพรุ่งข้าจักนำผ้าต่างเรือไปขาย แม่นายจักไปด้วยก่เจ้าคะ” ยังพูดไม่ทันจบคำก็ได้ยินเสียงวี้ดว้ายดังมาจากข้างนอก แผล็บเดียวนางข้าไทต่างกรูแย่งกันวิ่งผ่านประตูเข้ามาหน้าซีดตัวสั่น ถลาซบแทบเท้าผู้เป็นนายที่นั่งอยู่บนแคร่ 

“อันใดของหมู่สูเอะอะมะเทิ่งทำเสียกิริยา แม่นายอินถาตกใจรู้บ่!” ศิถีละจากหีดผ้าลุกมาชี้หน้าพวกนางข้าไทสาวสามสี่นางที่ยังนั่งตัวสั่นงันงก 

“ก...ก่...ข้างนอกหั้นเจ้าค่ะ ข้างนอก” 

“ข้างนอกมีอันใด ว่ามา” 

“ส...เสือเจ้าค่ะ มีเสือมา!” 

อินถาได้ฟังจึงผุดลุกขึ้นหมายออกไปดู หากถูกนางทั้งหลายกอดขารั้งไว้พลางร้องห้าม  

“อย่าไปเจ้าค่ะ เสือตัวใหญ่ตัวหลวงนัก ครั้นทหารเอาหอกหลาวไล่ ใช้กระบอกไม้เคาะ ไล่ตีกลองตีไม้ เอาไฟเข้าสุมมันก่บ่ย่านหนีเจ้าค่ะ”

“ดุร้ายผิดวิสัยเดรัจฉานนัก ข้าจักไปส่อง” 

“อันตรายเจ้าค่ะแม่นาย”

อินถาไม่ฟังเสียงทัดทาน เดินออกไปดูเหตุการณ์ เห็นกลุ่มทหารประจันหน้ากับพยัคฆ์เผือก ตั้งแต่ปลายจมูกจรดปลายหางประมาณได้หนึ่งวาหรือเท่าขนาดวัวเพศผู้ตัวใหญ่ นับว่าเป็นเสือโคร่งที่มีขนาดตัวมหึมาที่สุดเท่าที่นางเคยเห็น ลายพาดสีดำเด่นชัดอยู่บนลำตัวสีขาว ดวงตาแดงจัดจ้านดั่งทับทิม คำรามเสียงดังปานเสียงช้างสาร เพียงชั่วพริบตาที่มันกระโจนเข้ามาจู่โจมก็สามารถทำให้กลุ่มคนแตกพ่ายกระจายล้มลุกคลุกคลานกันไปคนละทิศละทาง 

“เสือตัวนี้มันอันใดกัน ข้าทานแรงมันบ่ไหวแล้ว” ชายคนหนึ่งร้องตะโกนขึ้นก่อนจะถูกกรงเล็บของเสือตบเข้าที่หน้าจนล้มลง จากนั้นมันก็ขึ้นมาคร่อมร่างของเขา เท้าหน้าเหยียบอยู่บนอก 

อินถาเห็นท่าไม่ดี ล้วงหยิบสร้อยเขี้ยวเสือออกจากอก ประนมมือขึ้นจรดศีรษะนึกถึงครูบาอาจารย์สิ่งศักดิ์สิทธิ์ร่ายมนตร์คาถา 

โอม เสือโคร่งตัวสอดลายแซง.........................เสียงกูแรงดั่งช้างพลายโขลง 

กูออกจากบ้านกูกินแสนเรือน...........................กูออกจากเมือง กูกินแสนโขลง 

เสียงกูดังคระครื้นสนั่นพื้นนางธรณี....................เสียงกูมีอำนาจข้าศึกขาดใจตาย 

กูเยี่ยมชั้นฟ้าขอหื้อคว่ำขาดเถิงทราย.................สัตว์ทังหลายก่ตายมีมาก 

พระเจ้าหากหื้อกำลังแก่กู................................โอม พยัคฆ์โขมหาพยัคฆ์ โอม สวา ฮะ ฮูม ฯ

ร่างงามผายมือไปเบื้องหน้า เสือโคร่งสีทองตัวใหญ่ไม่ด้อยกว่าเสือโคร่งเผือกโผนกระโจนออกไปประจัญผู้รุกราน สองฝ่ายปลุกปล้ำต่อสู้ผลัดเป็นฝ่ายนำฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ มีทหารถือหอกหลาวยืนล้อมอยู่ห่างๆ ด้วยความแสยง ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้สองพยัคฆ์เสก กลายเป็นการห้ำหั่นระหว่างผู้ใช้อาคมทั้งสองฝ่าย

หญิงสาวเล็งเห็นว่าอีกฝ่ายมีตบะแก่กล้าจนยากที่นางจะรับมือได้ ไม่ช้าเสือโคร่งทองของนางก็พลันถูกตะปบล้มลงสิ้นฤทธิ์ เสือโคร่งเผือกละความสนใจมาจากคู่ต่อสู้ที่นอนแน่นิ่งและค่อยจางหายวาบไป มันมองมาที่หญิงสาวด้วยดวงตาสีแดงดุจเลือดเลือด ย่างสามขุมเข้ามาหา ศิถีโผล่ออกประตูมาร้องกรีดบอกให้นางรีบหลบ ทว่าอินถายังปักหลักไม่ขยับเขยื้อน 

ไม่มีประโยชน์ที่จะหนี เสือโคร่งเผือกตัวนี้ไม่ใช่เสือธรรมดา เมื่อมันกำราบอาคมของนางลงได้ มันย่อมตามติดเล่นงานผู้เป็นเจ้าของ คงเหลือแต่พระขรรค์มหาปราบสำหรับตัดอาถรรพ์พระเวทย์แก้คุณไสย์ที่ติดตัวนางมาตั้งแต่เด็ก ไม่คาดว่าวันนี้ต้องเอาออกมาใช้ 

“แม่นายเจ้าคะ!”

“ศิถีพาหมู่เจ้าเข้าไปในผาม บ่ต้องออกมา” 

อินถาสั่ง ไม่หลบสายตาจากดวงตาพยัคฆ์ตัวเขื่อง มันเยื้องย่างสามขุมเข้ามา เสียงครางเครือในลำคอ ทหารพยายามกรูกันเข้ามาช่วยด้วยการปาไต้จุดไฟใส่ เสือโคร่งขาวหาได้สนใจยังคงมุ่งหน้ามาที่หญิงสาวผู้ยืนปักหลักอยู่หน้าผาม ชั่ววินาทีที่มันก้าวกระโจนเข้าใส่นางพร้อมเสียงคำรามดังดั่งฟ้าลั่น อินถายื่นพระขรรค์ออกไปด้วยคิดว่าต้องเอาชีวิตเข้าแลก ร่างบางล้มลงหงายกระแทกพื้น ก่อนที่มันจะกระโดดขึ้นคร่อมด้านบน นางเสียบอาวุธในมือใส่ตัวมัน หากรู้แจ้งในทันใดว่าแม้กระทั่งศัตราวุธซึ่งทรงอนุภาพด้านอาคมที่สุดก็ยังไม่สามารถทำอะไรมันได้ 

ในยามหญิงสาวกำลังเพลี่ยงพล้ำ เสือโคร่งเผือกซึ่งกำลังจะขย้ำลงมาอีกคำรบกลับถูกกำพตปริศนายิงมาปักเข้ากลางหน้าผาก เพียงดอกเดียวสัตว์ร้ายถึงกับร้องลั่นผละลงจากร่างของนาง วิ่งหนีหายเข้าป่าไป ทุกอย่างกลับสู่สภาพเดิมอีกครั้งราวกับไม่เคยมีเรื่องน่าอกสั่นขวัญแขวนมาก่อน ศิถีปรี่เข้ามาช่วยพยุงนายสาวลุกขึ้นด้วยความโล่งอก 

“เก่งเหลือเกินเจ้าค่ะ แม่นายอินถาสมเปนบุตรีท่านพาหิรพราหมณ์”

อินถาผละจากนางข้าไท เดินไปยังทางที่เสือโคร่งเผือกเผ่นแผล็วเข้าพงไป พบกำพตดอกหนึ่งตกอยู่บริเวณนั้น แต่ไม่มีร่องรอยเลือดหรือรอยบาดเจ็บใดๆ จากสัตว์ร้ายตัวดังกล่าว หญิงสาวถือลูกธนูกลับมา สายตาพินิจพิจารณาว่าผู้ใดกันเป็นเจ้าของ 

“ผิว่าบ่ได้เจ้าของกำพตนี้ ข้าคงโดนเสือหั้นขย้ำตายไปแล้ว”

“บ่แม่นทหารเราฤาเจ้าคะ”

“บ่” แต่นางรู้ว่าเปนผู้ใด... “สูไปแลคนเจ็บเถิด ข้าจักไปดูทางโพ้นเอง!”

“แม่นายเจ้าคะ แม่นาย” 

ศิถีร้องตาม หากไม่ทันร่างงามซึ่งวิ่งไปยังทิศต้นกำเนิดที่มาของลูกศรอย่างรวดเร็ว 



สุวรรณมุขทวารลืมพระเนตรขึ้นเมื่อใบไม้ฉีกขาดใบหนึ่งตกลงเบื้องหน้าอาสนะ สีพระพักตร์มิได้แสดงความยินดียินร้ายอันใด เดิมทีพระองค์ตั้งพระทัยส่งเสือโคร่งเผือกไปข่มขู่ให้เกรงกลัว มิได้หวังเอาชีวิตใคร การที่คณะทูตมาปักหลักค้างแรมนอกกำแพงเมืองซึ่งชุกชุมไปด้วยสัตว์ร้ายและโจรป่านั้น หากยังดำรงอยู่ต่อไปก็เกรงว่าจะตกเป็นเหยื่อของพวกที่ว่ามาได้โดยง่าย มิสู้ทำให้กลัวแล้วหนีกลับบ้านกลับเมืองไปเสียให้หมดเรื่องหมดราว  

แต่อย่างหนึ่งที่ทำให้พระองค์ได้รู้คือ ในขบวนนี้ยังมีผู้มีวิชาติดมาด้วยคนหนึ่ง กระนั้นก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้กับเสือโคร่งเผือก ที่น่าสนใจคือผู้ที่มาช่วยพวกเขาไว้ต่างหาก คนผู้นี้สามารถทำลายมนตราซึ่งร่ายด้วยพระองค์ลงได้ นับว่าไม่ธรรมดา มิใช่ว่าเขามีตบะแก่กล้าสามารถ แต่เป็นเพราะพระเวทย์ของพระองค์นี้ใช้เพื่อกำราบอริศัตรู ปกป้องคุ้มภัย มิอาจทำอันตรายผู้มีหน่อเนื้อเชื้อเดียวกัน 

กล่าวคือไม่สามารถใช้กระทำปิตุฆาต มาตุฆาต ญาติฆาตได้ ในทางกลับกัน ผู้ที่สามารถหักล้างมนตราของพระองค์ลงได้ก็ต้องเป็นผู้ที่มีสายเลือดเดียวกันเท่านั้น 

หรือว่ายังมีใครที่มาจากโพธิสารหลวงอีกกระนั้นฤา!

......

จบตอน

เชิงอรรถ

เมือ - ไป, กลับ
เหียม – มูลเหตุ
ผาม - สิ่งปลูกสร้างขึ้นชั่วคราว มีเสา หลังคาแบนดาดด้วยผ้าหรือใบไม้
เผือ – ฉัน, ข้า, ตู, ผม



Create Date : 22 พฤศจิกายน 2559
Last Update : 17 มกราคม 2560 17:24:35 น. 10 comments
Counter : 1338 Pageviews.

 
คุณเกตุมาแว้วๆๆๆๆ มีความคิดถึง อิอิอิ


โดย: เจ้าแต้ม IP: 223.24.71.124 วันที่: 22 พฤศจิกายน 2559 เวลา:10:02:29 น.  

 
คุณเกตุมาแว้วๆๆๆๆ มีความคิดถึง อิอิอิ


โดย: เจ้าแต้ม IP: 223.24.71.124 วันที่: 22 พฤศจิกายน 2559 เวลา:10:20:50 น.  

 
อยากอ่านตอนต่อไป สนุกมากก ขอบคุณค่ะ


โดย: Noklek IP: 223.24.38.129 วันที่: 22 พฤศจิกายน 2559 เวลา:11:14:13 น.  

 
มาช่วยลงชื่อเรียกแขก

เดี๋ยวกลับไปอ่านตั้งแต่บทแรกก่อน ลืมแล้ว -*-


โดย: mink IP: 101.51.101.185 วันที่: 22 พฤศจิกายน 2559 เวลา:12:07:34 น.  

 
ค้างมั่กมากค่ะ ใครกันหนอที่สายเลือดเดียวกันกับพระองค์คำ
อยากรู้ๆๆ พี่เกตต์สู้ๆนะคะ


โดย: kawee IP: 116.68.149.234 วันที่: 22 พฤศจิกายน 2559 เวลา:15:42:23 น.  

 
มาบ่อยๆๆนะคะตามติดทุกวันเลยค่ะ


โดย: Ag Sa-nguansup IP: 1.46.228.15 วันที่: 23 พฤศจิกายน 2559 เวลา:7:26:14 น.  

 
เจ้าแต้ม - เสือปืนไวตลอด มาทีสองเมนต์เลย ขอบคุณค่ะ ดีใจที่ยังมีคิดติดตาม ฮือๆๆ

Noklek - เปลี่ยนเป็นหั่นท่อนมาลงแล้ว ต่อไปจะได้อ่านไวขึ้นค่ะ

mink - ดีมาก ช่วยกันทำมาหากิน อิอิ

kawee - ไม่ต้องรอนาน มาเฉลยแล้วค่ะ

Ag Sa-nguansup - มาค่ะมา หั่นตอนแปะแล้ว ไวขึ้นแน่นอน คนอ่านสู้ คนเขียนก็สู้ค่า


โดย: นราเกตต์ วันที่: 23 พฤศจิกายน 2559 เวลา:16:16:25 น.  

 
มาบ่อยๆนะคะเปนกำลังใจให้∆_∆


โดย: ปลาวาฬในทะเล IP: 49.228.99.86 วันที่: 23 พฤศจิกายน 2559 เวลา:21:04:32 น.  

 
ปลาวาฬในทะเล - ขอบคุณค่า


โดย: นราเกตต์ วันที่: 23 พฤศจิกายน 2559 เวลา:21:42:10 น.  

 
หายไปนานนน ในที่สุดก็มาสักทีค่า
ไล่อ่านต่อรัวๆเลยจ้า
สู้ๆค่ะ


โดย: หนูแรคคูน IP: 49.228.98.67 วันที่: 6 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา:22:38:38 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

นราเกตต์
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 66 คน [?]




ดาวน์โหลด E-book

กระต่ายในเงาจันทร์

Friends' blogs
[Add นราเกตต์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.