กุมภาพันธ์ 2557

 
 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
27
28
 
 
มนต์รักดูคาติ Destiny of Love ( Part 1)
มนต์รักดูคาติ Destiny of Love

‘โชคชะตา’ มีหน้าที่แค่นำพาคนสองคนมาพบกัน

แต่...เรื่องราวต่อจากนั้นเป็นหน้าที่ของ ‘เราสองคน’

...แล้วเราก็ได้พบกันในวันที่ฝนพรำ...

สายฝนที่กระหน่ำสาดลงมาอย่างไม่ปราณีปราศรัยทำเอาฉันต้องชะลอความเร็วของมอเตอร์ไซค์ลงอย่างกะทันหันฝนฟ้าประเทศไทยนี่ไม่สามารถเชื่อใจกันได้จริงๆ ให้ตายเถอะนี่มันฤดูหนาวแล้วนะ ทำไมฉันยังต้องมาเปียกฝนด้วยนี่บ้าชะมัด! กว่าจะพบศาลาริมทางที่พอจะหลบฝนได้ฉันก็บ่นในใจจนเหนื่อยเอ้ย! ฉันก็เปียกโชกไปทั้งตัว และที่น่าอนาถใจที่สุดคือหมวกนิรภัยแบบครึ่งใบที่หยิบมาใช้งานวันนี้นี่แหละดันช่วยกันฝนให้กับศีรษะของฉันได้พื้นที่เพียงชามครอบหัวเท่านั้นเอง

ฉันรีบจอดมอเตอร์ไซค์แล้วก็ผลุบเข้าไปในศาลาเล็กๆนั่นทันทีอย่างไม่มีทางเลือกโชคดีที่มีเพื่อนร่วมชะตากรรมหลงมาหลบฝนเหมือนกันเพราะรอบๆ ศาลานั้นมันช่างเปลี่ยวเหลือเกินเรียกว่าทั้งเปลี่ยวทั้งวังเวงก็ว่าได้ เหมือนโชคร้ายจะตามมาติดๆ เพราะว่าเพื่อนร่วมชะตากรรมคนนั้นดันหอบเจ้าดูคาติ[1]สุดหล่อขึ้นมาไว้กลางศาลาด้วยนี่สิให้ตายเถอะ แล้วฉันจะเข้ามาหลบฝนทำไมถ้ามันไม่ได้ช่วยให้ฉันหายเปียกเลยสักนิด ฝนบ้านี่ก็ตกแรงจริงจังแถมยังมีลมกรรโชกอีก โธ่! ชีวิตหนอชีวิต

ระหว่างที่ฉันก่นด่าชะตากรรมของตัวเองพร้อมทั้งพยายามปลงอยู่ในใจเงียบๆสายตาก็อดไพล่ไปสำรวจเพื่อนร่วมชะตากรรมไม่ได้ให้ตายเถอะ ใครใช้ให้เขาขี่เจ้าดูคาติมอนสเตอร์นี่ออกมากันนะ รู้ไหมเนี่ยฉันรู้สึกใจละลายเป็นบ้าเลย ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่เหมือนกันที่เจ้าของดูคาติคันนั้นรู้สึกตัวกับการกระทำอันจาบจ้วงและหื่นกระหายของฉันเพราะเมื่อฉันบังเอิญไล่สายตามาถึงวงหน้าของเขา ดวงตาเรียวเล็กสีดำสนิทก็มองกลับมาแล้วด้วยสีหน้าอึดอัดเอ่อ! ณ จุดนี้ฉันก็พอเข้าใจนะว่าเขาคงสยดสยองกับสภาพของฉันสาบานได้ฉันเองยังจินตนาการออกเลยว่าสภาพคงอนาถเหมือนสาวออฟฟิศโฆษณายาแก้ไขสามชั้นนั่นแหละ

"เอ่อ ฝนตกนี่แย่จังนะคะ" ฉันชวนเขาคุยแก้เก้อ แต่เขาก็ทำเพียงแต่พยักหน้ารับแบบแกนๆมาเท่านั้น

‘อี๋!!! ขี้เต๊ะชะมัดเลย’ แน่นอนประโยคนี้ฉันได้แต่ด่าในใจ แล้วฉันเลิกสนใจเขาแล้วหันมาสนใจปาดหยดน้ำออกจากหน้าตัวเองแทนโชคดีนักที่วันนี้ไม่ได้แต่งหน้ามาการฝ่าฝนจึงไม่เลวร้ายสยองขวัญถึงที่สุด อ๊ะ!แล้วฉันก็นึกได้ ฉันมีกระดาษทิชชู่อยู่ในเสื้อแจ็คเก็ตนี่นานี่ล่ะอุปกรณ์ขับไล่หยดน้ำชั้นดีราคาถูกที่ต้องมีพกติดตัว หลังจากที่ค้นกระเป๋าตัวเองอยู่สักพักฉันกลับพบเพียงเศษซากของอะไรบางอย่างที่เปื่อยยุ่ยเหลวเละอยู่ในกระเป๋าแทน สภาพตรงหน้าทำให้ฉันแทบจะลืมไปแล้วว่ามันเคยเป็นอะไรมาก่อนสาบานได้ก่อนอกจากบ้านฉันต้องทำอะไรสักอย่างผิดแน่ๆ ฟ้าดินถึงกลั่นแกล้งกันขนาดนี้

"ใครสั่งใครสอนให้เอาทิชชู่ใส่กระเป๋าเสื้อวะเนี่ยขอด่าตัวเองหน่อยเถอะ" เสียงฉันด่าตัวเองดังลั่นศาลาสาบานได้ว่าลืมไปจริงๆว่าตอนนี้ไม่ได้ยืนอยู่คนเดียว พอนึกขึ้นได้แบบนั้นฉันก็หันไปยิ้มแหยใส่เขาทันที และถ้ามองไม่ผิดนะฉันเห็นเขาส่ายหัวเล็กๆ ทำท่าทางเหมือนระอาฉันด้วย แล้วจากนั้นเขาก็ล้วงผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาจากกระเป๋าด้านในของเสื้อแจ็คเก็ต

กรี๊ด!!!! เสียงหัวใจของฉันกำลังกรีดร้องเสียงดังลั่นแถมยังเต้นโครมครามราวกับจะหลุดออกมานอกอก นี่มันฉากในนิยายรักชวนฝันที่ฉันอ่านเป็นประจำนี่นา

...ท่ามกลางสายฝนที่สาดกระหน่ำร่างกายที่เปียกปอนสั่นเทาด้วยความหนาวเหน็บใบหน้าของหญิงสาวเต็มไปด้วยหยาดน้ำฝน ชายหนุ่มเพื่อนร่วมชะตากรรมกลางสายฝนหยิบยื่นผ้าเช็ดหน้าสีน้ำเงินเข้มมาให้พร้อมกับบอกเธอว่า'เช็ดหน้าหน่อยไหมครับ หน้าคุณเปียกหมดแล้ว'...

"ขะ ขะ ขอบ..." คำขอบคุณถูกกลืนลงไปในคอทันทีภาพจินตนาการสุดบรรเจิดสลายไปชนิดไม่เห็นฝุ่น

เสียงกรีดร้องในหัวใจดังขึ้นอีกครั้งแต่คราวนี้ฉันอยากจะกรี๊ดกรอกหูเขามากกว่า อีตาบ้าเอ้ย!นายกล้าทำลายพลังจินตนาการสุดบรรเจิดของฉันได้ยังไงแอร๊ยๆๆๆๆ ไม่มีความเป็นสุภาพบุรุษเอาซะเลย ฉันโวยวายดังลั่นอยู่ในความคิด เมื่อเห็นว่าผ้าเช็ดหน้าสีน้ำเงินเข้มผืนนั้นถูกนำไปใช้เช็ดไอโฟนก่อนจะตามมาด้วยการนำไปซับน้ำที่ดูคาติ มอนสเตอร์ แดง-ดำ สุดหล่อคันนั้นด้วยท่าทางอ่อนโยนนี่มันหมายความว่ายังไงกันเขาดันเอาไปเช็ดโทรศัพท์กับมอเตอร์ไซค์แทนที่จะเป็นหน้าของฉันหรือนี่ผู้ชายแสนดีมันมีอยู่แค่ในจินตนาการจริงๆเท่านั้นใช่ไหม เชอะ! ฉันสะบัดหน้าหนีจากภาพที่แสนหงุดหงิดหัวใจ ก่อนที่สายตาจะไปปะทะกับรถมอเตอร์ไซค์ของตัวเองที่จอดอยู่กลางสายฝนด้วยความหนาวเหน็บความหงุดหงิดดูเหมือนว่าจะทวีขึ้นอีกเท่าตัว ผสมกับความหมั่นไส้อย่างอันลิมิต ทำให้ฉันพาลหันกลับมาค้อนใส่เจ้าดูคาติสุดหล่อที่พ่อมันออกจะโอ๋เกินหน้าเกินตานั่นอีกครั้ง

“เฮอะ....แค่ห้าหกแสนทำมาสำออย หัดอึดซะบ้างสิยะอุตส่าห์เป็นรถดัง พ่อแกน่ะโอ๋เกินหน้าเกินตาไปแล้วย่ะ”

“ว่าอะไรนะครับ”เจ้าของรถที่กำลังตั้งอกตั้งใจซับน้ำฝนให้กับดูคาติสุดหล่อคันนั้นจู่ๆก็เงยหน้าทำเอาฉันที่กำลังตั้งใจนินทาเบาๆแทบตกจากที่นั่ง

“เอ่อ อ่า...โอ้โห้ ฝนตกหนักจัง ตกไม่ดูเวล่ำเวลาตาม้าตาเรือเลย...ฉะ ฉันพูดว่าอย่างงี้น่ะค่ะ”

“อ่อ...นั่นสิครับ แย่จริงๆ ฤดูหนาวแท้ๆ”เขาทำหน้าแปลกๆ พร้อมโต้ตอบกับฉันสั้นๆ ก่อนจะก้มหน้าก้มตาเช็ดน้ำให้ดูคาติต่อไป

เห็นดังนั้นแล้วฉันก็ได้แต่เป่าปากถอนใจด้วยความโล่งอก นึกด่าฟ้าฝนที่เกิดจะมาเบาเอาตอนที่ฉันนินทาเขากับเจ้าดูคาติสุดหล่อคันนั้นนี่เขาเกือบจะคิดว่าฉันเป็นผู้หญิงเสียสติอยู่แล้วไหมละ มานั่งพูดบ้าบอคนเดียวแบบนี้

“เฮ้อ!!!!...เบื่อๆ เมื่อไหร่ฝนจะหยุดตกนะ”

หลังจากที่บ่นตัวเองจนหนำใจแล้ว ฝนที่เหมือนจะซาลงเมื่อครู่ก็กลับมาตกหนักอีกครั้งคราวนี้ฉันเริ่มหมดเรื่องจะสนใจแล้วจริงๆ ความเบื่อหน่ายขึ้นสุดจึงบังเกิด ถ้ารู้ว่าจะต้องมาติดแหง็กไม่มีอะไรทำอยู่แบบนี้คงหยิบกระเป๋าสะพายที่อยู่ใต้เบาะรถลงมาด้วยแล้วอย่างน้อยก็คงเช็ค facebook เล่นline หรืออัพรูปใน instagram ได้บ้างก็ยังดี พอไม่มีอะไรทำแบบนี้มันเซ็งชะมัด

ฉันเหม่อมองดินฟ้าอากาศไปเรื่อยเปื่อยจนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่เจ้าของดูคาติสุดหล่อแน่ละฉันอาจจะหลงรักรถรุ่นนี้เป็นพิเศษแต่ว่าฉันก็รู้จักมันดีเกินกว่าจะสำรวจอะไรอีกแล้วฉะนั้นในศาลาเล็กๆที่มีเพียงมนุษย์สองคนกับรถอีกหนึ่งคัน ฉันย่อมต้องสำรวจเขาแก้ว่างแน่ๆเพื่อนร่วมชะตากรรมของฉันนั้นตอนนี้เขาไม่ได้นั่งซับน้ำให้กับเจ้าดูคาติหากแต่เปลี่ยนมานั่งเล่นสมาร์ทโฟนของตัวเองแทนสาบานได้กับสิ่งที่ฉันเพิ่งค้นพบ นี่ฉันกำลังติดฝนอยู่กับหนุ่มหล่อหรือนี่ ร่างสูงที่อยู่ในชุดเสื้อหนังสีดำสนิทกับกางเกงยีนส์ฟอกสีซีดกำลังนั่งไขว่ห้างด้วยท่าทางสบายๆ คิ้วเข้มหนาที่ขมวดมุ่นน้อยๆ ยามเมื่อเกมลูกกวาด[2]ในมือไม่ได้ดังใจรับกับดวงตาเรียวเล็กบ่งบอกเชื้อสายว่าไม่ใช่ไทยแท้ จมูกโด่งเป็นสันโดยธรรมชาติที่สันนิษฐานว่าได้รับมาแต่กำเนิดริมฝีปากรูปกระจับเม้มน้อยๆ แสดงความขัดใจที่แพ้เกมอีกครั้ง ฉันอยากกรีดร้อง ในที่สุดเนื้อคู่ฉันก็เกิดแล้วพระพรหมท่านคงขีดชะตาให้เราได้มาพบกันเสียที ผู้ชายอะไรหน้าตาดีเป็นบ้า ยิ่งขับดูคาติที่ฉันแสนหลงใหลด้วยแล้วยิ่งหล่อแบบไร้ขีดจำกัดจริงๆ

ไม่รู้ว่าฉันเผลอตัวมองเขาไปนานเท่าไหร่แต่พอรู้ตัวอีกทีความรู้สึกหนาวก็แล่นจับขั้วหัวใจให้ตายเถอะฉันกลับมาสู่ความจริงที่ว่า มนุษย์หล่อน่ากินมีอยู่แค่ในมโนเท่านั้น เพราะความเป็นจริงสายฝนยังคงกระหน่ำลมยังคงพัดแรงไม่หยุด และเพราะดูคาติคันนั้นทำให้ฉันต้องมายืนสั่นหงึกๆ เป็นเจ้าเข้าอยู่ตรงริมขอบๆศาลาแทนที่จะได้เข้าไปยื่นสวยๆอยู่กลางศาลาหนีฝน

“เฮ้อ! แล้วเมื่อไหร่ฝนจะหยุดเนี่ย”ฉันยังคงบ่นเบาๆไม่เลิกเสียที

แล้วในที่สุดเทวดาฟ้าดินก็ได้ยินเสียงบ่นของฉันเสียที หรือไม่ก็อีกนัยหนึ่งคือท่านคงรำคาญถึงที่สุดแล้วนั่นแหละเลยยอมหยุดฝนให้ในที่สุด สายฝนที่เริ่มห่างเม็ดจนกระทั่งเหลือเพียงตกปรอยๆ ทำให้ฉันตัดสินใจที่จะฝ่ามันกลับเพราะเงาครึ้มของเมฆฝนมันยังไม่คลายเท่าไหร่ แถมยังมีวี่แววว่ามันอาจจะตกลงมาอีกระลอกในไม่ช้าเมื่อตัดสินใจแน่แล้วฉันก็หันไปมองดูคาติและเจ้าของสุดหล่อผู้เป็นเนื้อคู่ที่ฉันเพิ่งหาเจออีกครั้งเป็นการล่ำลาฉันทอดสายตาอาลัยอาวรณ์อย่างไม่บันยะบันยังใส่เขา แต่ทว่าสายตาของเขากลับจับจ้องอยู่ที่เกมลูกกวาดในมือด้วยความตั้งอกตั้งใจชนิดที่ว่าจะเล่นกะเอาโล่เลยทีเดียวฉันสะบัดค้อนใส่เขาอีกด้วยความหมั่นไส้แล้วก็รีบออกจากศาลามาทันที เดี๋ยวนะ! ฉันเพิ่งสังเกตว่าทางขึ้นศาลามันเป็นระแนงไม้เรียงกันโอ้แม่เจ้า ไม้ผุด้วยเถอะ เวรกรรมของฉันหนักหนาอยู่ จากที่ตั้งใจว่าจะวิ่งปราดเดียวถึงรถตัวเองก็ต้องค่อยๆเดินอย่างระมัดระวังไม่ให้ตัวเองกลิ้งลงไปในคูน้ำใต้ศาลาเสียแล้ว

กว่าจะมาถึงรถได้ฝนก็เหลือเพียงแค่ละอองบางๆเท่านั้น ฉันหยิบกุญแจรถมอเตอร์ไซค์ออกมาจากกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตแล้วก็แทบจะกรีดร้องอีกครั้งที่พบความจริงอันน่าสะพรึง พร้อมกับคำตอบของสีหน้าประหลาดของเขาตอนที่หันมาคุยกับฉันตอนนั้นไอ้หมวกกันน็อคเจ้ากรรมนี่ ทำไมฉันถึงลืมถอดได้ละเนี่ย หมดกันๆ ไม่มีมันแล้วมาด หากมีคนถามว่าอายไหมฉันก็ตอบได้เลยโดยไม่ลังเลว่า ‘ณ จุดนี้อายมาก’ เฮ้อ! ฉันต้องถอนหายใจแสดงความสมเพชตัวเองอย่างไม่มีที่สิ้นสุดสาบานเลยว่าจะไม่มีคราวหน้าอีกแล้วกับสภาพนี้

ขณะที่บ่นตัวเองอยู่ในใจนั้นที่ปลายหางตาของฉันก็ดันเหลือบไปเห็นเจ้าดูคาติแดงดำค่อยๆย้ายก้นลงมาด้วยท่าทีที่ทุลักทุเลกว่าฉันหลายพันเท่าเจ้าของรูปหล่อค่อยๆประคับประคองมันราวกับคู่แต่งงานใหม่ด้วยท่วงท่าชวนหัวร่อเป็นที่สุดฉันต้องกลั้นขำไว้ในใจเงียบๆ อย่างสุดความสามารถเพราะไม่กล้าหัวเราะให้เขาได้ยิน

‘เป็นไงละ! ใครใช้ให้ขับรถคันใหญ่ขนาดนั้นเข้าไปล่ะสมน้ำหน้า ถ้าตกคูน้ำลงไปแม่จะหัวเราะให้ลั่นโลก’ ฉันบอกกับตัวเองด้วยน้ำเสียงสาแก่ใจเป็นสุดแต่สะใจได้เพียงแค่ครู่เดียวฉันก็พอจะตระหนักได้ว่าเราทั้งคู่ตกอยู่ในสภาพน่าอนาถชนิดที่ว่าไม่มีใครยอมใครไม่แตกต่างกันดังนั้นที่ผ่านมาทั้งหมดก็ถือว่าเจ๊ากันไปแล้วกัน

“วันฝนตกแบบนี้มันจะมีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นบ้างไหมเนี่ย” ฉันส่ายหน้าขำๆกับมอเตอร์ไซค์ของตัวเองก่อนจะบิดกุญแจแล้วสตาร์ทรถขี่จากมาทันที

แววตาแปลกๆ ของคนข้างทางที่ฉันบังเอิญสังเกตเห็นทำให้ฉันหลุดออกมาจากภวังค์ความคิดที่ไพล่นึกถึงเจ้าดูคาติแดงดำคันนั้นและเจ้าของเมื่อรู้สึกแดดที่ร้อนเปรี้ยง กับพื้นถนนที่แห้งสนิทก็ทำให้ฉันอยากกรีดร้องดังๆ รอบที่ล้านแปดของวันนี่มันฤดูกาลบ้าอะไรกันเนี่ย ขี่รถออกมาไม่ถึงสามกิโลเมตร บรรยากาศอย่างกับขับข้ามทวีปฉับพลันสายตาเหลือบไปมองที่เกวัดน้ำมัน ฉันอดกรอกตาด้วยความหน่ายใจตัวเองไม่ได้อารมณ์รีบอยากกลับบ้านแต่น้ำมันหมดนี่มันสุดบรรยายจริงๆป้ายปั้มน้ำมันที่อยู่ห่างออกไปไม่ถึงร้อยเมตรคือเป้าหมายฉันค่อยๆชะลอรถของตัวเองก่อนจะเลี้ยวเข้าไปจอดเติมน้ำมัน...ในสภาพเปียกชื้น

“โซฮออล์เต็มถังค่ะ” ฉันพูดพลางหลบสายตาระรื่นของเด็กปั้มคงขำสินะที่เห็นฉันเปียกเหมือนลูกหมาตกน้ำแบบนี้

“ไปตกน้ำที่ไหนมาพี่” เขาถาม

“ฝนมันตกแถวนู้นน่ะ” ฉันบอกพลางพยักหน้าไปยังทางที่ฉันขับรถผ่านมา

“ซวยฉิบเลยเนอะ” น้ำเสียงกลั้วหัวเราะทำให้ฉันหน้าร้อนซู่ด้วยความอายมันเป็นเรื่องของธรรมชาติก็จริงแต่การถูกมองเป็นเรื่องตลกนี่มันน่าสมเพชชะมัด ฉันเลิกสนใจเด็กปั้มเปลี่ยนเป็นไล่สายตามองไปรอบๆแทนแต่ทว่าดันกลับไปพบกับสายตาอีกคู่หนึ่งที่กำลังมองมาอยู่เหมือนกัน ดวงตาสีดำเรียวคู่นั้นฉันจำมันได้แม่นยำก็นั่นแหละเนื้อคู่ของฉันที่เพิ่งแยกจากกันมาเห็นไหมละฉันไม่ได้จินตนาการเข้าข้างตัวเองนะ พ่อเจ้าดูคาติคนนั้นน่ะคนที่สวรรค์ส่งมาให้ชัดๆ

“160 ครับพี่”ฉันหยิบเงินชื้นๆในกระเป๋าสตางค์ส่งให้เด็กปั้มไปเป็นจำนวนสองร้อยบาทระหว่างที่รอเงินทอน ฉันหันกลับไปสบตาเขาอีกครั้งเพื่อแสดงออกว่าจำได้ส่วนเขาก็ค้อมศีรษะเล็กน้อยเป็นการทักทายกลับมาเหมือนกัน ความคิดฝ่ายมโนของฉันล่องลอยไปไกลเสียแล้วก่อนจะถูกดึงกลับมาด้วยน้ำเสียงกระชากๆของเด็กปั้ม

“อะเงินทอน” ฉันยื่นมือไปรับเงินก่อนจะหยิบหมวกกันน็อคขึ้นมาใส่ สายตาเจ้ากรรมยังไม่วายจะหันไปมองเจ้าดูคาติคันนั้นและเจ้าของด้วยความอาลัยอาวรณ์อีกครั้ง...เป็นครั้งสุดท้ายคงถึงเวลาที่ต้องบอกลากันจริงๆแล้วสินะ

“บ๊ายบายค่ะเนื้อคู่”

“ห๊ะ! พี่ว่าอะไรนะ”เด็กปั้มคนเดิมหันขวับมาทันที แถมยังทำหน้าเหมือนผีหลอกใส่ฉันอีก

“เฮ้ย พี่ไม่ได้พูดกับน้องนะ”

“เอ้า พี่ยืนอยู่กับผมสองคนไม่ได้พูดกับผมแล้วพูดกับใครอะท่าทางจะเป็นไข้นะพี่น่ะ รีบๆกลับบ้านไปกินยานอนซะนะ”พูดจบเด็กปั้มจอมกวนก็เดินโคลงหัวหนีไปทันทีแน่นอนความอายแล่นเป็นริ้วๆอยู่ที่ใบหน้ากันเลยทีเดียวก็เจ้าเด็กนั่นดันพูดเสียงเสียงดัง คนที่อยู่ห่างไปแค่เพียงตู้น้ำมันนั่นไม่ได้ยินก็เกินไปละคราวนี้ฉันเลยรีบก้มหน้าก้มตาขึ้นมอเตอร์ไซค์แล้วขับจากมาทันที

หลังจากที่ผ่านวันฝนตกมาหลายวันฉันก็ลืมไปเลยว่าครั้งเคยติดฝนอยู่กับดูคาติมอนส์เตอร์แดงดำจนกระทั่งได้ผ่านเส้นทางนั้นอีกครั้งความรู้สึกวูบเล็กๆในอกทำให้ฉันได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้นดังอย่างชัดเจนอดคิดไม่ได้ว่าโชคชะตามีของเล่นแปลกๆ มาทดสอบมนุษย์อย่างเราเสมอบางสิ่งบางอย่างเราใช้เวลามากมายเพื่อทำความรู้จัก แต่กับบางอย่าง แค่เสี้ยววินาทีกลับถูกบันทึกไว้ในความทรงจำทุกรายละเอียดฉันหยุดคิดไปเรื่อยเปื่อยเพื่อตั้งสติขี่มอเตอร์ไซค์คันเก่งของตัวเองบังคับให้มันเลี้ยวเข้าไปจอดในลานวัดที่มีร้านค้าตั้งอยู่มากมาย ชีวิตต่างจังหวัดกับ‘ตลาดนัด’ มันแทบจะแยกกันไม่ออกจริงๆ นี่ล่ะสถานที่จ่ายตลาดของฉันเองได้เวลาช็อปปิ้งประจำสัปดาห์แล้ว

ร้านรวงมากมายละลานตานั้นทำให้สองมือของฉันเต็มอย่างรวดเร็ว ส่วนมากก็ของกินทั้งนั้นอดค่อนตัวเองไม่ได้ถึงความไม่เจียมสังขารที่กล้าหอบหิ้วเสียขนาดนี้ทั้งที่ขี่มอเตอร์ไซค์มาแท้ๆเสร็จจากการซื้อผักในร้านสุดท้ายฉันก็เลือกที่จะหันหลังกลับบ้านทันทีขืนโอ้เอ้เอ้อระเหยต่อไปของในมือมันคงจะเพิ่มพูนมากกว่านี้แน่

“เฮ้ย!!!”ฉันอุทานออกมาเสียดังลั่นพร้อมทั้งหลับตาปี๋ด้วยเพราะคิดว่าถอยหลังไปชนกับร่มคันใหญ่ที่ร้านขายผักกางไว้กันแดดเสียอีกแต่เมื่อไม่มีเสียงโครมตามมาฉันถึงลืมตาขึ้นมามอง แล้วก็พบว่าสิ่งที่ฉันชนไม่ใช่ลมแต่กลับกลายเป็นเจ้าของดูคาติมอนส์เตอร์คันนั้น

“ขอโทษค่ะ” ฉันเอ่ยขอโทษพร้อมทั้งยกมือที่หิ้วของพะรุงพะรังมาประนมมือไว้โดยอัตโนมัติ

“อ่อไม่เป็นไรครับ ผมไม่เป็นไร” เขารีบรับไว้ก่อนจะโบกไม้โบกมือปฏิเสธฉันอดยิ้มแหยไม่ได้ รู้สึกสมเพชความซุ่มซ่ามของตัวเองจริงๆ ให้ตายเถอะต่อหน้าเนื้อคู่ที่ฟ้าส่งมาให้ฉันจะมีมาดดีๆกับเขาไม่ได้บ้างเลยหรือไง

“เอ่อ ผมขอทางเดินเข้าไปซื้อของหน่อยนะครับ”เขาค้อมหัวน้อยๆพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพ ทำเอาฉันต้องยิ้มแหยอีกรอบ รับคำ“เอ่อ!!!ค่ะ ขอโทษด้วยค่ะ” พร้อมทั้งพาตัวเองเดินออกมาจากทางของเขาทันที

ฉันเหลียวหลังกลับไปมองเขาอีกครั้ง ก่อนจะเดินกลับมาที่รอมอเตอร์ไซค์ของตัวเองที่จอดอยู่ดูคาติสีแดงดำคันโตที่บังเอิญมาจอดคู่ข่มกันอย่างเห็นได้ชัดฉันยิ้มเล็กน้อยก่อนจะไพล่คิดไปถึงเจ้าของรถ ความบังเอิญช่างน่าขบขันเสียจริงโลกตั้งกว้างแต่เราก็บังเอิญพบกันง่ายๆ และฉันก็รู้สึกหวั่นไหวในช่วงเวลาสั้นๆ แล้วสุดท้ายเราสองคนก็จากกันในที่สุดสรุปแล้วความรู้สึกของคนเราคงเป็นแค่ของเล่นของโชคชะตาเท่านั้นกระมังฉันอดส่ายหัวกับความคิดเรื่อยเปื่อยของตัวเองไม่ได้ก่อนจะตัดสินใจกลับบ้านเสียทีหลังจากที่โอ้เอ้มานาน

การจากลากันครั้งนี้ฉันคงต้องขอบคุณความบังเอิญ ขอบคุณฝนตกและขอบคุณเจ้าของดูคาติคันนั้น แม้ไม่มีอะไรเกินเลยไปกว่าความหวั่นไหว แต่มันก็ทำให้ฉันยังรู้สึกได้ว่าหัวใจเต้นแรง

...........................................................................................

[1] Ducati มอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์สัญชาติอิตาลีกำลังเป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวาง

[2]Candy Crash เกมยอดฮิตใน Facebook




Create Date : 26 กุมภาพันธ์ 2557
Last Update : 26 กุมภาพันธ์ 2557 21:45:17 น.
Counter : 668 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

นาตนงจบนะ!
Location :
ราชบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]



สะบายดีหัวใจ...โชคดีที่หัวใจเรายังสบายดี
New Comments