เมื่อความรักครั้งสุดท้ายได้ผ่านพ้นไป ผมก็ไม่รู้ว่าจะทนอยู่ได้อีกนานแค่ไหน
Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2552
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
1 สิงหาคม 2552
 
All Blogs
 
เวลาแห่งการจัดกระเป๋า

ในที่สุดก็ได้ตั๋วและเที่ยวบินเรียบร้อยแล้ว

กางปีกเหินฟ้าก็ตอน 0700 ของวันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม โดยสายการบินปีกแดงอย่างไทยแอร์เอเชีย ไปถึงชางฮีก็ตอนสิบโมงของเวลาที่นู่น

จริงๆก็เป็นเวลาเก้าโมงบ้านเรานั่นแหละ แต่ที่นู่นเวลาเดินเร็วกว่าบ้านเราชั่วโมงนึง

ข้าพเจ้าคิดว่าการที่คนที่อยู่ต่างบ้านต่างเมืองแล้วคิดถึงบ้านมากๆนั้น ถ้าเป็นประเทศที่อยู่ไกลกันมากๆ อย่างยุโรปหรืออเมริกา ความรู้สึกนี้จะยิ่งรุนแรงยิ่งกว่าประเทศที่อยู่ใกล้ๆอย่างแถบเอเชียตะวันออกแถวๆนี้

สาเหตุก็มาจากว่าเรื่องความต่างของเวลานั่นเอง ความรู้สึกของคนที่ทำกิจกรรมร่วมกันแต่ต่างเวลากัน มันส่งผลมากกับความรู้สึกที่คิดถึงกัน
แม้ปัจจุบันเทคโนโลยีจะทันสมัย เราสามารถติดต่อสื่อสารกับคนที่อยู่ไกลข้ามโลกได้ เอาแบบเห็นหน้ากันชัดๆ แต่อย่างนึงที่เรายังทำไม่ได้ก็คือ การปรับเวลาของแต่ละฝ่ายให้ตรงกันนั่นเอง

ทำไมข้าพเจ้าประเมินออกมาเช่นนั้น?

ยกตัวอย่างก็ได้ครับ

เช่น คุณอยู๋อเมริกา ส่วนแฟนคุณอยู่เมืองไทย แม้ว่าจะได้คุยกันง่ายๆด้วยโปรแกรมอย่างMSN หรือสไกป์ หรือโทรศัพท์ทางอินเตอร์เน็ตข้ามโลกอย่างของทรู

แต่เวลาที่คุยกันนั้น คนนึงอาจเป็นเวลากลางวันแดดเปรี้ยงอีกคนอยู่ในช่วงกลางดึก คนนึงกำลังยุ่งอยู่กับงานในตอนสาย แต่อีกคนนึงกำลังว่างเพราะเพิ่งกลับมาจากทำงาน

จริงๆหลายๆคนอาจมองเป็นเรื่องเล็กน้อย และมองข้ามไป แต่จริงๆแล้วมีผลทางจิตวิทยาที่สูงมาก

แรกๆอาจจะไม่รู้สึกอะไร แต่พอนานๆไป คนที่คุยในเวลางานจะไม่ค่อยได้คุยแล้วและอาจจะขอให้ไปคุยตอนที่ตัวเองเลิกงานแล้ว ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นคนที่อยู่ในช่วงว่างหลังเลิกงาน ก็อาจกลายเป็นว่าตัวเองไม่สะดวกเพราะต้องไปคุยช่วงเวลาที่ตัวเองทำงานเสียเอง

ทีนี้เวลามันก็จะไม่ตรงกันแล้ว

ซึ่งก็ต้องหาเวลาที่ทั้งสองฝ่ายว่างตรงกัน เช่นคนนึงช่วงหกโมงเช้า อีกคนนึงช่วงหกโมงเย็น

แต่ไม่รู้สินะ ในความคิดของข้าพเจ้าคิดว่า เวลานั้นแหละเป็นเวลาโลกแตกของทั้งสองฝ่าย คนนึงเพิ่งจะตื่นอีกคนก็เพิ่งจะเลิกงาน ซึ่งก็ไม่รู้จะตื่นหรือยังหรือว่าเลิกงานจริงๆหรือยัง

นี่แค่ยกตัวอย่างคร่าวๆนะครับ จริงๆแล้วมันมีตัวแปรอีกเยอะ อย่างเช่นเวลากิจกรรมของแต่ละฝ่าย ทำให้ไม่มีเวลาที่ตรงกันพอดี

เหล่านี้ล่ะครับทำให้ความห่างเหินของคนที่อยู่ไกลกัน มันก็ยิ่งถ่างออกไปเรื่อยๆ

เมื่อห่างกันแม้จะรักกันแค่ไหน แต่ถ้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจิตใจไม่เข้มแข็ง ขี้เหงา อ่อนไหวง่าย นั่นก็เป็นช่องว่างให้อั้ยเจ้าความ"เหงา"มันแทรกเข้ามา

ทีนี้ล่ะจบเห่ เพราะนั่นก็เป็นช่องทางให้มือที่สามเข้ามาทำลายชีวิตรักของคนสองคน

ข้าพเจ้าถึงบอกคนที่รู้จักกันให้รู้ไว้อยู่เสมอๆว่า ถ้าหากใครมีแฟนหรือคนรักจะต้องไปทำงานหรือเรียนต่อที่ต่างประเทศเป็นเวลานานๆ ขอให้ทำใจล่วงหน้าไว้เลยว่า เลิกกันแน่นอน

ทางที่ดี ตอนที่ไปส่งที่สนามบินก็ให้ร่ำลาบอกเลิกกันให้เรียบร้อยไปเลย ถ้าถึงเวลากลับมาแล้วปรากฎว่า ไม่มีใครเอาทั้งคู่ เอ๊ยไม่ใช่ ถ้ายังรักกันอยู่จรงๆ กลับมาก็ค่อยเป็นแฟนกันต่อ

เห็นมาเยอะมาก ต้องบอกว่ามากจริงๆ ทั้งจากมุมมองจากที่เมืองไทย และจากมุมที่ไปอยู่ที่ต่างประเทศ ตอนแรกก็รับปากตกปากรับคำกันเป็นอย่างดี ไม่นานหรอก เดินควงกับแฟนใหม่สบายใจเฉิบ ลืมกันไปแล้วว่าตัวเองเคยเอ่ยสัจจะอะไรไว้

แย่ยิ่งกว่านั้นก็คือ ยังมีหน้าไปบอกแฟนเก่าที่อยู่คนละประเทศอีกว่า ฉันยังมีเธอคนเดียว ไม่ได้มีคนอื่นเลย

ประเภทที่ว่าเราเห็นควงฝรั่งอยู่เมืองนอกแบบเต็มๆชนิดที่เรียกว่าแทบจะแหกตูดดม แต่พอกลับมาเมืองไทย เห็นอี๋อ๋อกับแฟนคนไทยแบบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ...พวกนี้เห็นความรักคืออะไร คือเครื่องมือบำบัดความเหงาหรือเปล่า คนอื่นคิดอะไรข้าไม่สน ขอให้ข้าหายเหงาหายเสี้ยนก็พอ ...

เฮ้อ โลกนี้ เห็นแก่ตัวและมีแต่ความปลิ้นปล้อนหลอกลวงกันจริงๆ เอาแต่ได้คิดแต่เรื่องของตัวเองไว้ก่อนเป็นหลัก....

โม้ซะยืดยาว จริงๆก็จะบอกแค่ว่า การไปสิงคโปร์ของข้าพเจ้าหนนี้ ด้วยความต่างของเวลาแค่ชั่วโมงเดียว อั้ยความรู้สึกห่างเหินที่ว่าก็จะไม่รู้สึกว่าเกิดขึ้น

จริงๆมันก็คงจะเป็นเรื่องดี ถ้าข้าพเจ้ามีแฟนอยู๋ที่เมืองไทยน่ะนะ 555

แต่มันไม่มีเนี่ยสิ ก็ไม่เกิดประโยชน์ในด้านเกี่ยวกับชีวิตคู่

แต่กับชีวิตทั่วๆไปแล้ว ข้าพเจ้าก็คิดว่ามันก็ส่งผลดีเช่นกัน เช่นเรื่องการปรับตัวทั้งเรื่องกิน เรื่องนอน ก็ไม่ต้องปรับนาฬิกาตัวเองใหม่เหมือนตอนอยู่คูเวต ชั่วโมงเดียวถือว่าโอเค เพราะปกติข้าพเจ้าก็ตื่นเช้าอยู่แล้ว ส่วนตอนเที่ยงก็อาจจะปรับบ้างเล็กน้อย เพราะต้องกินข้าวเร็วขึ้นชั่วโมงนึง แต่ปกติข้าพเจ้ากินข้าวตอนบ่ายสองเวลาที่เมืองไทย ซึ่งก็ต้องดูว่าที่สำนักงานใหญ่ เขาพักกันกี่โมง

แต่จริงๆการไปสองเดือนนี่ถือว่าน้อยไปหน่อยนะ ข้าพเจ้าคิดว่า ร่างกายเพิ่งจะอยู่ตัวกับสถานที่ใหม่ แต่ก็ต้องได้เวลากลับมาเมืองไทยเสียแล้ว

บอกตามตรงว่าอยากไปนานกว่านั้น สักสี่เดือนกำลังดี เพราะว่ามันอยู่ใกล้ด้วยแหละ ข้าพเจ้าสามารถหาตั๋วไปกลับเที่ยวสั้นๆได้ไม่ยาก ใช้เวลาเดินทางไม่นาน ดังนั้นตอนไหนที่อยากจะมาซื้อของอะไรที่เมืองไทย ก็ตีตั๋วกลับมาแปปเดียว

เรื่องซื้อของก็เรื่องนึง แต่เรื่องเที่ยวก็อีกเรื่องนึง คนที่ไปอยู่สิงคโปร์หลายๆคนมักจะมาบ่นๆว่าสิงคโปร์มันน่าเบื่อตรงที่มันมีแต่เมือง มีแต่ตึก ไม่มีที่เที่ยว จริงๆก็ไม่ยากหรอกถ้าจะแก้ปัญหา ก็นั่งเครื่องมาสักภูเก็ตก็น่าจะโอเค เที่ยวทะเลสักวัน ก็สบาย เดินทางออกจากสิงคโปร์เช้าวันเสาร์ กลับเย็นวันอาทิตย์ ก็น่าจะได้นะ

แต่ท้ายสุดก็ขอแค่ว่า ขออย่าให้ข้าพเจ้าได้ไปเจอเจ้ากรรมนายเวรอะไรที่นั่นจนไม่เป็นอันทำงาน อยู่ก็ไม่เป็นสุขจนต้องเผ่นกลับมาเมืองไทยอีกก็แล้วกัน เพราะข้าพเจ้าก็ตั้งใจไว้ว่า จะไม่ไปสังคมอะไรกับใครที่ไหนอีก ทำงานแล้วก็กลับมาบ้าน สองเดือนมันไม่ทำให้เรารู้สึกอยากไปเจอใครที่ไหนนักหรอก ไม่เหมือนตอนอยู่ที่คูเวต

แต่สิ่งที่ข้าพเจ้าห่วงจริงๆก็มีเรื่องเดียว ก็เรื่องดูหนังนี่แหละ แต่เอาเถอะ หนังช่วงซัมเมอร์ก็ผ่านไปหมดแล้ว ต่อไปก็คงเหลื่อแต่หนังฟอร์มเล็กๆ ไม่น่าเป็นห่วงมากนัก หนังสือก็เอาไปในปริมาณที่เอาไปอ่านได้ในเวลาสองเดือนกำลังพอดีๆ

สองเดือนมันแปปเดียวเองนี่เนอะ

......

เมื่อวานไปรับเล่มหนังสือเดินทางมาเรียบร้อยแล้ว เปิดมาดูหน้าของตัวข้าพเจ้าเองก็รู้สึกแตกต่างกับเล่มเก่าที่ทำไว้เมื่อปลายปี 49 พอสมควร อย่างน้อยๆก็ผอมลง แต่ความชราดูเหมือนจะเท่าๆเดิมนะ

วันนี้ข้าพเจ้ามีเรื่องต้องทำอีกมากมายนัก แต่ตอนนี้ก็ได้แต่รอเวลา"ห้างเปิด" เพราะสิ่งที่จะทำนั้น ส่วนมากอยู่แต่ในห้างนั่นแหละ

กระเป๋าก็จัดเสร็จเรียบร้อย ต้องบอกว่าเป็นการจัดกระเป๋าด้วยตัวเองที่ผลออกมาน่าพอใจมากๆ ไม่เคยจัดกระเป๋าได้เรียบร้อยอย่างนี้มาก่อนเลยในชีวิต (ทุกทีมีอะไรก็จับยัดๆเข้าไปหมด) แต่หนนี้ไม่มีแม่กับพี่สาวมาคอยจัดให้แล้ว ถ้าไม่ทำให้ดี กระเป๋ามันก็จุได้น้อยลง

แต่หนักมากเลยนะ ข้าพเจ้ายังสงสัยว่า ทำไมมันหนักอย่างนี้ ทั้งๆที่ก็เอาไปไม่ได้มากมายอะไร มีแต่เสื้อผ้ากับหนังสือเท่านั้นเอง

วันนี้มีสิ่งที่ต้องทำก็คือไปไหว้พระพิฆเณศ พระตรีมูรติ ที่เซ็นทรัลเวิลด์ แล้วก็ไปไหว้พระพรหมที่โรงแรมเอราวัณ

แล้วก็ไปหาซื้อ กกน. ต้องหาที่มันใหม่ๆหน่อย เผื่อตกเครื่องบินหรือไปเจอเหตุให้ม่องเท่งที่โน่น เวลาเขาเห็นศพเขาจะได้ไม่ว่าเอาได้ว่าอั้ยนี่ใส่ กกน.เก่าจังเลย

แล้วก็ไปซื้อโปรแกรมที่ใช้กับงาน 3D ถ้ามีเวลาก็จะดูแฮรี่กับพับลิกอีเนมี่

...แค่นั้นก็คงจะหมดแล้วมั้ง เวลาวันนี้ทุกอย่างก็คงจะเรียบร้อยหมด

พรุ่งนี้ก็คงจะออกเดินทางแต่เช้า แต่ถ้าเย็นนี้กลับมาแล้วมีเวลา ก็จะกลับมาเขียนเรื่องของวันนี้อีกทีก็น่าจะดี


ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองเพื่อน ญาติ พ่อแม่พี่น้อง และใครบางคนให้อยู่ในแผ่นดินไทยด้วยความสุขความเจริญ และปลอดภัยจากภยันอันตรายทั้งปวงด้วยเถิด

ขอให้สิ่งศักดิ์จงปกป้องคุ้มครองในหลวง จากภยันตรายใดๆและมีพระพลานามัยแข็งแรง ทรงเป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยไปนานเท่านานด้วยเทอญ




Create Date : 01 สิงหาคม 2552
Last Update : 1 สิงหาคม 2552 8:26:31 น. 5 comments
Counter : 935 Pageviews.

 
หวัดดีค่ะ แวะมาทักทาย


โดย: Monaiz วันที่: 1 สิงหาคม 2552 เวลา:12:21:04 น.  

 
เวลา....ก็เป็นอุปสรรค์ ในการคุยกัน มิใช่น้อยเลย


โดย: น้ำค้างหยกเก้าบุปผา วันที่: 1 สิงหาคม 2552 เวลา:16:22:01 น.  

 
เห็นด้วยคะ ขนาดตอนอยู่เมืองไทย แฟนอยู่ดูไบ ห่างกันแค่ 3 ชม. จะคุย msn กัน

2 ทุ่มครึ่ง แฟนเพิ่งเลิกงานและกลับถึงบ้าน แต่ที่เมืองไทย 5 ทุ่มครึ่งแล้ว บางครั้งเราก็เข้านอนแล้วเพราะเหนื่อยกับลูกมาทั้งวัน บางครั้งก็นั่งรอเพื่อจะให้ได้คุยกันแต่ก็คุยกันได้แค่ครึ่งชั่วโมงก็ไม่ไหวแล้วคะ


โดย: O_NeG วันที่: 1 สิงหาคม 2552 เวลา:20:59:12 น.  

 
เวลา....ก็เป็นอุปสรรค์ ในการคุยกัน มิใช่น้อยเลย
แต่ทุกอย่างอยู่ที่ใจ


โดย: somphoenix วันที่: 2 สิงหาคม 2552 เวลา:0:28:17 น.  

 
นั่นจิ...


โดย: Suessapple วันที่: 5 สิงหาคม 2552 เวลา:1:47:22 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

คนเล็กของเล่นใหญ่
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add คนเล็กของเล่นใหญ่'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.