บล๊อกหุ้นสำหรับคนเล่นหุ้น แนวโน้มขึ้นให้ซื้อแนวโน้มลงให้ขายเล่นง่ายๆสไตล์ลุยเดียว ถ้าคุณสนใจเก็งกำไรหุ้นและทอง หาจังหวะซื้อ-ขายการทำกำไรคาดการณ์แนวโน้มทิศทางตลาด ตะลุยหุ้นไปกับลุยเดี่ยว โทร 083-883-4707.... Luydrew@hotmail.com คำเตือนการลงทุนมีความเสี่ยง ถ้าคุณมีวินัยและการวางแผนที่ดี โอกาสย่อมเป็นของคุณ
Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2556
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
2425262728 
 
27 กุมภาพันธ์ 2556
 
All Blogs
 
ปรัชญาการลงทุนสไตล์ลุยเดี่ยว




ช่วงนี้เพื่อนพ้องและน้องพี่ของลุยเดี่ยวคงต้องใช้เคล็ดลับวิชาเล่นหุ้นหลักสูตรรวบรัดจากศาตร์ของสำนักเขาบู๊ตึงโดยท่านปรมานจารย์จางซันฟง ซึ่งถือว่าเป็นวิชามวยที่โด่งดังในยุทธจักรของสำนักเขาบู๊ตึ๊ง ซึ่งลุยเดี่ยวขอให้พี่น้องนำมาใช้ในตลาดหุ้นได้ โดยวิชานี้จะเน้นความสงบมาสยบความเคลื่อนไหว ใช้ความอ่อนหยุ่น พิชิตความแข็งแกร่ง ใช้ความช้าเข้าต่อกรกับความเร็ว ใช้ช่วงสั้นเอาชนะช่วงยาว ฝึกฝนทั้งภายในและภายนอก ให้ความสำคัญทั้งทางด้านรูปลักษณ์และจิตรวมใจให้เป็นหนึ่งไม่กลัวไม่กล้า เคล็ดวิชานี้แนะให้พี่น้องลองใช้กับตลาดหุ้นไทยเวลานี้ดูนะครับน่าจะใช้ได้ผล

"เล่นหุ้นต้องมีกำไร” หลักคิดของลุยเดี่ยวหมายถึงก่อนเล่นหุ้น ก่อนซื้อหุ้นทุกครั้งทุกรอบต้องไตร่ตรอง พิจารณาทุกแง่ทุกมุม ไม่ผลีผลาม หรือด่วนตัดสินใจโดยอารมณ์เป็นมูลเหตุ ความรอบคอบ รอบรู้ จะสามารถทำให้เรามีความมั่นใจ จงให้ความสำคัญอย่างมากๆ สำหรับการซื้อหรือขายหุ้นแต่ละครั้ง ดังที่รู้ๆ กันอยู่ว่าการลงทุนในตลาดหุ้นนั้นมีความเสี่ยงค่อนข้างสูง ดังนั้น การพิถีพิถันต่อการลงทุนไม่ว่าจะเป็นฝั่งซื้อหรือฝั่งขายทุกครั้งก่อนตัดสินใจที่จะเข้าออก ควรต้องศึกษาในตัวหุ้นให้เข้าถึงอย่างลึกซึ้งถึงความเป็นมาเป็นไป นั่นเท่ากับว่าเราให้ความสำคัญกับเม็ดเงินที่ลงทุนหรือลงทุนไปแล้ว ย่อมเป็นสิ่งที่ดี เมื่อพ่ายแพ้ เจ็บปวด และขาดทุนหุ้น จงอย่าสูญเสียบทเรียนไปโดยเปล่าประโยชน์ สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต บางครั้งเป็นเรื่องที่เศร้า ทุกข์ แต่เราเองก็สามารถนำสิ่งเรานั้นมาเป็นกรณีศึกษา เป็นมูลฐานแห่งการเรียนรู้ ปรับปรุงตัวเพื่อสร้างความเข้มแข็ง พร้อมสู้กันต่อในอนาคตให้ได้มาในสิ่งที่ตนเองแสวงหาบนความไม่ประมาท เชื่อลุยเดี่ยวไหม

เล่นหุ้นเอาตังส์ไม่ใช่เอาถ้วย

เปรียบเทียบปรัญญาการต่อสู้กับการลงทุน ลุยเดี่ยวคิดว่า น่าจะประยุกต์ใช้ได้ดีสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการเก็งกำไรหุ้น ที่จะต้องประเมินโอกาสที่จะเข้าทำคู่ต่อสู้เทียบกับ การโดนคู่ต่อสู้สวนกลับ เปรียบดังความเสี่ยงและผลตอบแทน ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ลุยเดี่ยวเห็นได้ชัด คือไม่มียอดฝีมือคนไหน หรือ Champion คนใด ขึ้นสู่จุดสูงสุดได้โดยไม่เคยเจ็บตัว เพียงแต่ผู้นั้น เป็นผู้ที่เรียนรู้และพัฒนา เพื่อลดข้อผิดพลาดและเสริมจุดแข็งที่ตัวเองมีอยู่ โดยจะต้องฝึกซ้อม และปฎิบัติอย่างมีสติ

“การทำกำไร หรือการขาดทุนเป็นเรื่องปกติ ของชีวิตการต่อสู้ เพียงแต่เราพร้อมที่จะเรียนรู้และก้าวข้ามตรงจุดนั้นไปหรือเปล่า”

เปรียบเทียบจังหวะและความเร็วเทคนิคที่ใช้ในการเล่นหุ้นเหมือน
การต่อสู้บางครั้งอาจตัดสินกันด้วยความเด็ดขาดเพียงเสี้ยววินาที เพราะหลายครั้งที่ซามูไร เมื่อดวลดาบกัน แม้ผู้ชักดาบก่อนแต่ยังมีความลังเลอยู่ก็อาจพ่ายแพ้ จากความเด็ดขาดของอีกฝ่ายได้
ดังนั้นทักษะสำคัญของผู้เป็นนักลงทุนในตลาดหุ้น จะต้องมีคือความรวดเร็วและเด็ดขาด จะมาง้างหมัด หรือลังเลระหว่างการออกดาบไม่ได้ เพราะคุณกำลังเปิดช่องให้ความเสี่ยงของราคา ที่จะไหลไปทางใดทางหนึ่งเกิดขึ้นจนทำให้ต้นทุนของราคาคุณเปลี่ยนไป

“ความเร็วและการตัดสินใจ เป็นสิ่งที่นักลงทุนทั่วไป ต้องพ่ายแพ้ต่อนักลงทุนรายใหญ่ หรือนักลงทุนผู้มีประสบการณ์มากกว่า ดังนั้น สิ่งที่นักลงทุนมือใหม่ควรต้องฝึกฝน คือเรื่องการตัดสินใจ สติ และความเด็ดขาด ซึ่งจะทำได้ดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับการฝึกซ้อมและการใส่ใจ แต่อย่างไรก็ดี บางเรื่องพูดแล้วอาจนึกไม่เห็นภาพจนกว่าจะต้องเจ็บตัวเสียก่อนถึงจะจำได้ “


ในการต่อสู้ หากเราสามารถคำนวณระยะต่อสู้ของคู่ต่อสู้ของเราได้ ก็จะสามารถป้องกันตัวเองได้ โดยไม่เข้าไปอยู่ในระยะที่คู่ต่อสู้ทำอันตรายได้ 
ดังนั้นการลงทุนหรือการเก็งกำไรต่างๆ หากอยู่ในสภาวะที่ไม่แน่ใจหรือประเมินคู่ต่อสู้ไม่ออก  ก็ควรที่จะออกมาห่างจากรัศมีการต่อสู้ของคู่ต่อสู้ ก็จะไม่เจ็บตัวโดยไม่จำเป็น

“หากเกิดความไม่แน่ใจ หรือดูตลาดไม่ออก ควรออกจากตลาด  หากคุณไม่สามารถประเมินทิศทางของตลาดได้”



ในการต่อสู้การไม่ชก ไม่ได้หมายความว่าแพ้ ดังนั้นการออกหมัดแต่ละครั้ง ต้องมีความหมายและคุ้มค่ากับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น  ซึ่งบางจังหวะนักต่อสู้ที่ดีต้องเลือกที่จะถอยฉากออกมารอบนอกจนกว่าจะเกิด จังหวะหรือมุมที่มั่นใจ และค่อยเลือกชก  เพราะการชกที่มากเกินไปอาจทำให้ความแม่นยำนั้นน้อยลง และบางครั้งทำให้เกิดความล้าได้ โดยหากเลือกชกทุกครั้งแม้ว่าจะยอมโดนสวนหมัดบ้าง ก็อาจทำให้เกิดอาการผวาและเมาหมัดจากการโดนสวน ซึ่งจะทำให้สติและความเฉียบคมน้อยลง

“จงเรียนรู้ที่จะต้องรอ จังหวะ และอดทนต่อความโลภ เพื่อให้ได้มาซึ่งรางวัลที่ยิ่งใหญ่ เปรียบเสมือน สิงโต ที่ดักรอซุ่มเหยื่ออย่างเงียบ จนกว่าถึงจังหวะที่มั่นใจ แล้วจึงไล่ตะครุบเหยื่อ”




http://www.facebook.com/profile.php?id=100002782555913&ref=tn_tnmn#!/profile.php?id=100002782555913

คำเตือน การลงทุนมีความเสี่ยง ความเห็นในบล็อกนี้เป็นความเห็นส่วนตัวลุยเดี่ยวไม่ขอรับผิดชอบความเสียหายใดๆจากบทความนี้ ผู้ลงทุนควรพิจารณาใช้ข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุนโชดดีนะครับพีน้อง

 


วันนี้อยากเขียนเรื่องนี้ เพราะมันเป็นสิ่งที่ลุยเดี่ยวต้องการตอกย้ำให้มันเข้าไปอยู่ในก้นหัวใจของพีjน้อง และคอยย้ำเตือนให้คิดถึงพระในบ้านในสายตาลุยเดี่ยว จริงๆแล้วลุยเดี่ยวเขียนถึงเรื่องพวกนี้บ่อยมากนะและไม่มีทางเบื่อด้วยเรียกว่าเขียนได้เป็นวรรคเป็นเวรเลยเชียวแหละชอบเขียนถึงเรื่องพวกนี้ครับ ลองอ่านเรื่องนี้ดูนะอย่าพึงเบื่อขอเวลาสักนิดให้อ่านหน่อย

ความหมายของ “พระ” ในสายตาของคนทั่วๆไปคือท่านพร้อมจะยกมือทั้งสองขึ้นไหว้บูชา หรือยอมก้มศีรษะพร้อมทั้งกายหมอบกราบกรานด้วยความเต็มใจมิได้ตะขิดตะขวงหรือลังเลสักนิด
“ความเป็นพระ” อย่างที่ว่ามานั้นหรือในความคิดที่ลุยเดี่ยวว่ามิใช่จะมีเฉพาะกับนักบวชในศาสนานะตามความเข้าใจของคนทั่วไป

ความจริงถ้าเรารู้จักคิดนะลุยเดี่ยวว่า “พระในบ้าน” ที่เรามีอยู่ไม่ได้อยู่ไกลจากตัวเราเท่าไหร่หรอกครับ บางคนอาจเกิดความแคลงใจขึ้นมาเมื่อได้ยินคำนี้เข้า ว่ายังไงไม่เข้าใจเหตุใดพระจึงไปอยู่ในบ้าน ดูออกจะขัดๆ หูอยู่ ด้วยตามปกติเรามักจะเห็นพระท่านอยู่แต่ในวัดหรืออยู่ในถ้ำในเขาเท่านั้น แม้หากจะเข้าบ้านบ้างในบางคราว ก็อยู่ชั่วระยะเวลามีกิจเสร็จแล้วท่านจะกลับวัดอย่างเดิม

แต่พระที่อยู่ในบ้านในความหมายลุยเดี่ยวหมายถึงพ่อแม่ครับ คือพระที่อยู่ในบ้าน ทำไมลุยเดี่ยวจึงบอกพ่อแม่เป็นพระล่ะ เหตุที่ท่านทั้งสองลุยเดี่ยวเรียกเป็นพระนั้น เพราะท่านมี “ความเป็นพระ” คือคุณธรรมความดีทีมีอยู่ในตัว และได้ปฏิบัติภารกิจอันเป็นหน้าที่ของตัวอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ ทั้งในด้านจิตใจก็เปี่ยมล้นด้วยความรัก ความปรารถนาดี และความสงสาร อันเป็นเหตุชักจูงให้ท่านได้เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เสียสละ ยอมเป็น “ผู้ให้” อยู่ตลอดมา หรือคุณจะเถียงลุยเดี่ยวว่าพ่อแม่คุณไม่มีสิ่งเหล่านี้ให้คุณ

อย่างนี้ไงลุยเดี่ยวจึงเรียก พ่อแม่ คือ พระในบ้าน ตามปกติคนทั่วไปในสังคมไทยมักจะแสวงหาพระ ไปกราบไว้พระกันตามวัดตามถ้ำ ตามป่า หรือแม้อยู่บนยอดเขาก็ยอมไปกันด้วยความมุ่งมั่นว่าจะเป็นมงคลแก่ตัว แม้จะต้องไปค้างอ้างแรมกัน หรือใช้เวลาเดินทางไปเป็นวันๆ ก็ยังทนหอบหิ้วสังขารไปจนกระทั่งถึงท่านจนได้ พอได้เห็นท่านได้กราบไหว้บูชาท่านแล้วก็กลับ เท่านี้เกิดความอิ่มเอิบใจหายเหน็ดเหนื่อย โอกาสหน้าก็แวะเวียนไปหาท่านบ่อยๆ เล่าทุกข์สุขให้ท่านฟังให้ท่านช่วยแก้ปัญหาชีวิตซึ่งมันคับอกคับใจให้ เป็นต้น

“พระนอกบ้าน” ที่ว่ามานี้พวกคุณไปหาได้ บูชาได้ แล้วทำได้บ่อยๆเสียด้วยซ้ำไป แต่ในมันจะมีสักกี่คนเล่าที่นึกถึง“พระในบ้าน” กัน พระในบ้านที่ใจจดใจจ่อรอท่าที่บรรดา “ลูกๆ” จะมาหามากราบไหว้บูชา หรืออย่างน้อยๆมาให้เห็นหน้าก็ดีใจถมไปแล้ว โดยมากเราต่างก็มักจะเอื้อบำรุงอุดหนุนกันแต่พระนอกบ้าน หรือดั้นด้นไปเช่าพระนอกบ้าน ซึ่งปราศจากลมหายใจเข้ามาไว้ในบ้านด้วยราคาแพงๆ ทำที่ประดิษฐานบานไว้ด้วยห้องหรูๆ ราคาแพงลิบแต่พระในบ้านซึ่งยังมีลมหายใจอยู่ เรากลับปล่อยให้อดอยากปากแห้ง ปล่อยให้ใจแล้งอับเฉา และเศร้าใจอยู่ตามลำพัง เพราะปราศจากน้ำใจลูกๆนั้น อาจยิ่งกว่า “ข้าวคอยฝน” อย่างที่เราชอบเปรียบกันเสียอีก

ลุยเดี่ยวหวังว่าพี่น้องคงจะมิใช่เป็นผู้หนึ่งในจำนวนโดยมากนั้นชิมิๆๆ เพี๊ยง ถ้าใช่ก็ยังไม่สายตราบใดที่พระในบ้านยังมีลมหายใจอยู่ดูแลท่านแค่นี้ก็คุ้มแล้วที่เกิดมาเป็นคน =ชาติหน้าไม่รู้ว่ามีจริงหรือเปล่าตายไปไม่รู้จะได้เจอกันไหมไปกลับไปดูแลท่านให้ดีเชื่อเหอะมันเป็นความสุขจริงๆ อย่าปล่อยทิ้งท่านไว้ในบ้านแต่ตามลำพังวันๆก็รอคอยลูกๆเมื่อไหร่จะกลับมา บางคนเอาไปฝากไว้ในบ้านพักคนชรา เชื่อไหมมันเหงาสุดๆไม่เชื่อคุณลองไปดูสิ ลองไปถามดูคนที่อยู่ในนั้นนั่งเหม่อลอยนั่งเฝ้ารอลูกหลานจะมาเยี่ยมมันน่าเศร้าจริงๆเลยครับ


คนเรารู้ว่าใครดีไม่ดีก็ต่อเมื่อได้เห็นน้ำใจกันก่อน น้ำใจย่อมมีค่าสูงและมีพลังมากกว่าน้ำใดๆ ในโลก “พระในบ้าน”ปรารถนาเหลือเกิน จะได้เห็นน้ำใจจากลูกๆ ที่ท่านอุตส่าห์เลี้ยงดูอุ้มชูมาแต่น้อยคุ้มใหญ่ แต่ความปรารถนาของพ่อแม่จะสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับน้ำใจของเราผู้เป็นลูกเท่านั้นพ่อแม่นั้นอุตสาห์เลี้ยงเรามาก็เพื่อประสงค์ว่า


ยามมีกิจ หวังให้เจ้า เฝ้ารับใช้
ยามป่วยไข้ เป็นหวังให้เจ้า เฝ้ารักษา
ยามถึงคราว ล่วงลับ ดับชีวา
หวังให้เจ้า ปิดตา เวลาตายฯ

.........................................................

อยากให้ลองอ่านเรื่องนี้ดูครับมันเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยลองอ่านดูไหมแล้วนั่งคิดตามว่าคุณเป็นอย่างนี้ไหมเผื่อช่วงหยุด 3 วันคุณจะได้รู้ว่าจะกลับไปทำอะไรในช่วง 3 วันนี้

มีคุณนายคนหนึ่ง…..
ใจบุญสุนทาน…ตักบาตรทุกเช้า
ตักบาตรเสร็จ.. ก็แต่งสำรับกับข้าว…อย่างบรรจงประณีต ..
เพื่อเอาไปถวาย…..พระองค์หนึ่งซึ่งชาวบ้านแถบนั้นเคารพนับถือ
ด้วยความเคารพนับถือ..ในจริยวัตรของท่าน
และชอบฟังท่านคุย….เล่าเรื่องต่าง ๆ…
เรียกว่า….ตักบาตรเสร็จ…
คุณนายต้องมาวัดทุกวัน…
ถวายอาหารเสร็จ…ก็คุยกับพระองค์นี้…

วันหนึ่ง…
หลังจากคุณนายกลับแล้ว….
มีเด็กวัดคนหนี่ง….ซึ่งเป็นศิษย์ก้นกุฏิของพระองค์นี้
เข้าไปกราบเรียนว่า…
คุณนายคนนี้…ใจบุญสุนทานจริง ๆ….
แต่เคยได้ยินว่า…เป็นคนใจแคบ…
เหลือแม่อยู่คนเดียว..
ปล่อยให้อดๆ..อยากๆ…ไม่เอาใจใส่…..
ปล่อยให้อยู่ห้องแคบ ๆ…หลังบ้าน
ส่วนตัวเองและลูก ๆ ..
อยู่ตึกใหญ่โต…สะดวกสบาย….

เวลาพูดจากับแม่…ก็ฟังไม่ได้..
หยาบคาย….ขู่ตะคอก…กระแทกกระทั้น…
ผิดกับตอนมาคุยกับพระคุณท่าน…
ชนิดหน้ามือ..เป็นหลังมือ…
แม่…จะออกมาเดินเล่นหน้าบ้าน..ก็ไม่ได้…
ไม่ยอมให้ออก…
มีแม่แก่…หลงๆ ลืม ๆ..สติไม่สมประกอบ..
อายเขา…
มีคนเขาเล่าให้ฟัง…หลายรายแล้ว…
เท็จจริงอย่างไร….ไม่ทราบได้…

พระคุณท่าน….นั่งฟังเฉย…ไม่พูดว่าอะไร
วันหนึ่งมีกิจนิมนต์…ไปทำบุญบ้าน
ขากลับ….เดินผ่านหน้าบ้านคุณนาย…
ท่านก็แวะบ้านคุณนายก่อน…
คุณนายดีใจมาก…ที่พระคุณท่านมาเยี่ยมถึงบ้าน..
ถือเป็นมงคลอย่างสูง…
ที่พระคุณท่าน…มาเยี่ยมบ้าน…
จึงเรียกลูกหลาน…มากราบเท้าท่าน…เป็นการใหญ่..
แล้วก็คุยกันเรื่องต่างๆ ..มากมาย..

ในตอนหนึ่ง…
พระคุณท่าน…ถามคุณนายว่า..
พระในบ้าน…มีไหม…?
มีเจ้าค่ะ…
พระในบ้าน..มีหลายองค์…
เป็นพระเก่า ๆ ทั้งนั้น
สมัยสุโขทัยก็มี…เชียงแสนก็มี…
อาราธนาะพระคุณท่าน….ขึ้นไปดูข้างบน…..
พระคุณท่าน….เฉย….แล้วถามต่อว่า
ได้ทราบข่าวว่า…
คุณนายมีแม่อีกคน….เดี๋ยวนี้อยู่เสียที่ไหน…?
คุณนายสะอึก…เสียวแปลบเข้าไปในหัวใจ…

จะตอบตามตรง…ก็กลัวว่า..
พระคุณท่านจะเดินไปดู…
เห็นสภาพความเป็นอยู่ของแม่…
แล้วท่านจะติเตียน…
อึกๆ …อักๆ …อยู่ครู่หนึ่ง….แล้วจึงตอบว่า…..
ตอนนี้ท่านไม่อยู่เจ้าค่ะ….
ออกไปเยี่ยมญาติ…อีกนานจึงจะกลับ….
พระคุณท่านนั่งนิ่งอยู่สักครู่….แล้วจึงลากลับ…
คุณนายก็ยังคงไปวัด…เป็นปกติ……

วันหนึ่ง….
พระคุณท่านเห็นว่า..วันนี้…
คุณนายยิ้มแย้มแจ่มใส…พูดจาร่าเริง…
อารมณ์ดีหลังการทำบุญทำทาน…
พระคุณท่านจึงถามว่า…
พระในบ้านของโยม….โยมดูแลเรียบร้อยแล้วหรือยัง…?
เรียบร้อยเจ้าค่ะ….
ดิฉันจุดธูปเทียน…ถวายอาหาร….
บูชาเสร็จแล้ว…จึงมาที่วัด…
ท่านไม่ต้องเป็นห่วง….

อาตมา..ไม่ได้หมายถึง…พระพุทธรูป…
พระในบ้านที่อาตมาถามถึงนี่…
เป็นพระที่ยังมีลมหายใจ….
คือ…แม่พระ….ผู้มีพระคุณสูงสุดแก่โยม…
แม่..ให้ชีวิตเรามา…โดยเอาชีวิตตัวเองเขาแลก…
เลี้ยงดูเรามา..ตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย….จนได้ดิบได้ดีทุกวันนี้…

แม่เหน็ดเหนื่อย….ทุกข์ทรมาน…แสนสาหัส…
แม่…ทนหิว…เพื่อให้ลูกอิ่ม….
แม่…ทนหนาว..เพื่อให้ลูกอุ่น…
แม่..ไม่เคยนอน..ถ้าลูกของแม่…ยังไม่หลับ…
ยามลูกเจ็บป่วย…..ร้องไห้
หัวใจแม่ก็เจ็บปวด…และร้องไห้พร้อมกับลูกด้วย…..
แม่อยากเอาความเจ็บปวดทั้งหมด…ของลูก…มาไว้ที่แม่…
ถ้าทำได้……
แม่…ยอมตายเพื่อลูกได้….

พระคุณของแม่นี้…..ใหญ่หลวงเกินกว่าจะคณานับ…..
เราต้องตอบแทนบุญคุณท่านบ้างน่ะโยม….
เอาตาดู…หูใส่….เอาใจใส่ท่านบ้าง….
ไม่ใช่ปล่อยให้ท่าน …อด ๆ…อยากๆ……
เจ็บไข้ได้ป่วย….ก็ดูแลท่านบ้าง….
อาตมาได้ข่าวว่า….
คุณโยมเหลือแม่อยู่คนเดียว……
และ…ไม่ค่อยสนใจความเป็นอยู่ของท่าน….
ปล่อยให้อยู่ในห้องแคบๆ อดๆ อยาก ๆ
ไม่สงสารท่านบ้างหรือ….โยม….?

โยมจัดอาหารมาถวายพระได้ทุกวัน….
แต่พระในบ้านอีกองค์…..โยมไม่เคยจัดให้….
และตอนที่โยมจัดมาให้อาตมา…..
สังเกตดู….โยมจัดมาให้อย่างดี…..ประณีตบรรจง…
แต่ก่อน…..
อาตมาไม่รู้ว่า…อะไรเป็นอะไร…
ก็ฉันของโยมตามปกติ….
แต่ตอนนี้…บอกตรงๆ…เลยว่า…
กลืนไม่ค่อยลง…มาหลายวันแล้ว…..
อาตมาเป็นพระในวัด…
ไม่ควรเอาเปรียบพระในบ้าน….ของโยมเกินไป….

ถ้าพระในบ้าน…ยังอด…
พระในวัด…ก็…กลืนไม่ลง…
การทำบุญให้ได้บุญมากนะโยม…
เลี้ยงพ่อแม่…ให้อิ่มหนำสำราญเสียก่อน…
แล้วจึงถวายพระ……
คุณนาย….ไม่พูดอะไร…. นั่งน้ำตาไหล….
ลูกๆที่รักทุกคน…
ได้ดูแลพระในบ้านของลูกๆ…แล้วหรือยัง…?
ถึงแม้ว่า…จะเพียงเล็กน้อย….ก็ยังดี….
บางคน…..
กว่าจะรู้…พ่อแม่เป็นพระในบ้านผู้ประเสริฐ…
ก็สายเสียแล้ว…
คือ..รู้เมื่อท่านทั้งสอง…..ไม่มีตัวตนอยู่ในโลกนี้แล้ว…....

คนเราจะรู้ว่าใครดีไม่ดีก็ต่อเมื่อได้ เห็นน้ำใจกันก่อน น้ำใจย่อมมีค่าสูงและมี พลังมากกว่าน้ำใดๆ ในโลก “พระในบ้าน” ปรารถนาเหลือเกิน จะได้เห็นน้ำใจจากลูกๆ ที่ท่านอุตส่าห์เลี้ยงดูอุ้มชูมาแต่น้อยคุ้มใหญ่ แต่ความปรารถนาของพ่อแม่จะสำเร็จ หรือไม่ ขึ้นอยู่กับน้ำใจของเราผู้เป็นลูกเท่านั้น

พ่อแม่นั้นอุตส่าห์เลี้ยงเรามาก็เพื่อประสงค์ว่า ยามมีกิจ หวังให้เจ้า เฝ้ารับใช้ ยามป่วยไข้ หวังให้เจ้า เฝ้ารักษา ยามถึงคราว ล่วงลับ ดับชีวา หวังให้เจ้า ปิดตา เวลาตายฯ การเลี้ยงน้ำใจพ่อแม่คือ การทำอย่างไรก็ได้ที่จะให้ท่านเกิด ความเบิกบานใจ ไม่ทุกข์กังวล เดือดร้อนหรือไม่สบายใจ เพราะการกระทำของเรา เพราะเราเป็นต้นเหตุ

รักใดเล่า รักแน่ เท่าแม่รัก ผูกสมัคร ลูกมั่น มิหวั่นไหว ห่วงใดเล่า เท่าห่วง ดังดวงใจ ที่แม่ให้ กับลูก อยู่ทุกครา ยามลูกชื่น แม่ขม ตรมหลายเท่า ยามลูกเศร้า แม่โศก วิโยคกว่า ยามลูกหาย แม่ห่วง คอยดวงตา ยามลูกมา แม่หมด ลดห่วงใย




จำได้สมัยเรียนมัธยมของลุยเดี่ยว


ขณะครูสอนหนังสือ(ครูวิไล)หงุดหงิดอย่างแรง เมื่อเหลือบไปเห็น

เด็กนักเรียนคนหนึ่งที่อยู่แถวหลังสุด แอบนั่งสัปหงก มันชื่อไอ้ต่อ

ไม่สนใจบทเรียนที่ครูวิไลกำลังบรรยาย ครูวิไลจึงตะโกนบอกเพื่อนนักเรียนที่นั่งอยู่ข้างๆ มันชื่อไอ้บู้ ว่า

"นี่เธอนายบู้...ปลุกหมอนั่น(ไอ้ต่อ)ให้ตื่นขึ้นเดี๋ยวนี้" ครูไม่ชอบนะเวลาเรียนหนังสือแล้วมานั่งหลับในเวลาของครู

ไอ้บู้มันได้ยินครูวิไลพูดดังนั้น ไอ้บู้จึงตะโกนตอบกลับครูวิไลไปว่า

"ครูเป็นคนทำให้ไอ้ต่อหลับนะครับ ครูก็ควรเป็นคงปลุกไอ้ต่อเองซิครับ" ............ 55555

ไอ้บู้นายแน่มากลุยเดี่ยวพูด




Create Date : 27 กุมภาพันธ์ 2556
Last Update : 14 มีนาคม 2556 6:55:41 น. 8 comments
Counter : 2981 Pageviews.

 
ขอบคุณมากค่ะ


โดย: อติภา IP: 101.108.43.62 วันที่: 27 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา:9:05:28 น.  

 
ขอขอบคุณสำหรับคำเตือน ดีใจที่คุณลุยเดี่ยวมา
หายไปนานเลยนะครับ


โดย: phendlert IP: 49.48.200.98 วันที่: 27 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา:9:23:21 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณลุยเดี่ยว ทักทายก่อนเด๋วตามขึ้นไปอ่านค่ะ จะลองแอดไลน์คุณลุยเดี่ยวค่ะ


โดย: แฟนคลับ IP: 58.11.39.187 วันที่: 27 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา:9:45:21 น.  

 
สวัสดึค่ะคุณลุยเดี่ยว ดีใจมากค่ะที่เข้ามา
ขอทักทายก่อนค่ะ และจะกลับไปอ่านอีกรอบ
ชอบมากค่ะที่เขียนเรื่องพระในบ้าน ขอบคุณค่ะ


โดย: กุหลาบสวย IP: 125.27.110.161 วันที่: 27 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา:10:33:17 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณลุยเดี่ยว และเพื่อนๆ ขอให้วันนี้เป็นวันที่ดี
เพราะ set เขียวดีค่ะ


โดย: กุหลาบสวย IP: 125.27.78.107 วันที่: 28 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา:10:00:23 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณลุยเดี่ยว และเพื่อนๆ
ขอบคุณมากค่ะ พอร์ตกำลังเขียวดี


โดย: กุหลาบสวย IP: 101.109.109.248 วันที่: 1 มีนาคม 2556 เวลา:10:03:12 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณลุยเดี่ยว และเพื่อนๆ
มีความสุขกับเช้าวันจันทร์กันน๊ะค๊ะ..


โดย: กุหลาบสวย IP: 125.27.78.208 วันที่: 4 มีนาคม 2556 เวลา:9:52:44 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณลุยเดี่ยว และเพื่อน ๆ


โดย: กุหลาบสวย IP: 101.109.103.85 วันที่: 5 มีนาคม 2556 เวลา:9:52:14 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ลุยเดี่ยว
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 47 คน [?]




รู้ไหมในตลาดหุ้นมีโจรใส่สูทที่คอยดักปล้นเงินนักลงทุนอยู่ไม่น้อยโดยใช้กลลวงหลอกล่อให้เราเข้าไปซื้อหุ้นต้องถามว่าท่านทำใจได้ไหมถ้าเงินที่เก็บหอมรอมริบต้องหมดไปมีเงินใช่ว่าจะเล่นหุ้นได้สิบกว่าปีในวงการเห็นคนรวยก็เยอะเจ๊งก็แยะรวยไม่ว่าแต่ที่เจ๊งนีสิเป็นที่อนาจสำหรับลุยเดี่ยวคนที่เก็บเงินมาทั้งชีวิตต้องมาหมดไปกับหุ้นเขาจะอยู่อย่างไรดำรงชีพต่อไปยังไงไม่มีใครรู้ลูกเมียล่ะในที่สุดปัญหาๆต่างๆเหล่านี้จะกลายมาเป็นปัญหาของสังคมที่จะพัฒนาไปเป็นปัญหาต่างๆ บล๊อกนี้จึงก่อกำเนิดขึ้นเป็นบล๊อกที่ลุยเดี่ยวต้องการจะบอกให้นักลงทุนที่สนใจเล่นหุ้นได้รู้ทันก่อนทีจะเข้าไปอยู่ในวงล้อมของพวกที่จ้องจะสูบเงินโดยใช้เทคนิคต่างๆเพื่อให้นักลงทุนหลงเชื่อเพื่อให้เป็นไปตามที่เค้ากำหนดลุยเดี่ยวจึงต้องการให้นักลงทุนได้รู้ถึงจังหวะของหุ้นแนวโน้มทิศทางหุ้นถ้าเป็นอย่างนี้มันจะลงถ้าเป็นอย่างนี้มันจะขึ้นโดยใช้การคาดการณ์ทางเทคนิคและจิตวิทยาในการเล่นหุ้นเพื่อเป็นไกด์ไลน์ให้กับนักลงทุนในการซื้อขายหุ้นใช้พิจารณาตัดสินใจก่อนและหลังการลงทุนเพื่อเป็นแนวทางไม่ให้ท่านตกเป็นเหยื่อของพวกชอบปล้นสดมภ์ในกิเลสความโลภของคนที่อยู่ในระบบของทุนนิยมสามานย์ความเห็นทั้งหลายในบล๊อกนี้เป็นความเห็นส่วนตัวและประสบการณ์ต่างๆที่พบเห็นในอดีตอาจไม่ใช่ข้อมูลที่ถูกต้องตรงตามหลักวิชาการแต่เป็นความคิดเห็นส่วนตัวลุยเดี่ยวมิได้มิเจตนาจะชี้นำให้นักลงทุนซื้อขายหลักทรัพย์ใดๆนักลงทุนควรพิจารณาตรวจสอบข้อมูลก่อนการตัดสินซื้อขายทุกครั้งลุยเดี่ยวจึงไม่ขอรับผิดชอบความเสียหายใดๆที่เกิดขึ้นไม่มีใครรู้ว่าหุ้นจะขึ้นหรือลงบนโลกนี้มีอยู่สองคนที่รู้คือคนที่ยังไม่เกิดและคนที่ตายไปแล้วหากันเองก็แล้วกัน
Friends' blogs
[Add ลุยเดี่ยว's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.