“ในฐานะนักทำหนังคนหนึ่ง ผมปฏิบัติกับหนังของผมประดุจลูกชายและลูกสาว เมื่อผมให้กำเนิดเขา พวกเขาก็มีชีวิตเป็นของตนเอง ผมไม่ใส่ใจว่าผู้คนจะรักหรือเกลียดลูกของผม ตราบใดที่ผมสร้างเขาขึ้นมาด้วยความตั้งใจและความพยายามอย่างสูงสุด ถ้าลูกๆ ของผมไม่สามารถอาศัยอยู่ในประเทศของเขาเองไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอันใดก็ตาม ก็ปล่อยเขาเป็นอิสระเถิด เพราะมันยังมีพื้นที่อื่นๆ ที่ต้อนรับเขาอย่างอบอุ่นในแบบอย่างที่เขาเป็น มันไม่มีเหตุผลเลยที่ต้องทำให้พวกเขาพิกลพิการจากระบบแห่งความกลัวหรือความละโมบ มิฉะนั้นแล้วมันก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่คนสักคนหนึ่งจะสร้างงานศิลปะต่อไป”
-- อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล
(คำปรารภหลังจาก "แสงศตวรรษ" ผลงานภาพยนตร์จากผู้กำกับคนไทย พูดภาษาไทย ใช้ดาราคนไทย ถูกกองเซนเซ่อประเทศไทยบังคับให้ตัดฉากสำคัญ 4 ฉากออกหากต้องการฉายในโรงภาพยนตร์ของประเทศไทย)




“ผมคิดว่าพระกลุ่มนี้โดนจี้จุดจึงร้อนตัวเกินไป หรือเป็นพวกอยากดัง จึงต้องทำตัวเป็นข่าว อยากถามว่าทำไมไม่ไปเรียกร้องหรือแก้ปัญหาพระที่ออกมาแก้ผ้า มั่วสีกา หรือใช้มีดกรีดร่างกาย หลอกลวงประชาชน ทั้งนี้หากจะฟ้องก็ยินดีให้ฟ้องได้ทุกศาล หรือว่าจะไปฟ้องจตุคาม ศาลเจ้าแม่กวนอิม พระอินทร์ พระอิศวร ก็เชิญ ผมไม่สนใจ แต่เห็นว่าพระกลุ่มนี้ไม่เหมาะสมในสมณะ และเป็นพระหน้าเดิมที่ออกมาเดินขบวนเรียกร้องการบรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ”
-- ถวัลย์ ดัชนี
(คำตอบโต้ภายหลังกลุ่มพระสงฆ์ที่ชุมนุมประท้วง ขู่ฟ้องคดีอาญาต่ออธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร นายอนุพงษ์ผู้วาดภาพภิกษุสันดานกาและหมานุษย์ และคณะกรรมการที่ตัดสินรางวัลศิลปกรรมแห่งชาติ ในข้อหาหมิ่นศาสนา)
Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2549
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
3 ตุลาคม 2549
 
All Blogs
 
แซ่บเรื่องหนัง(3) : Superman Returns/ แก๊งชะนีกับอีแอบ/ The Alibi/ Lady in the Water/ Sad Movie



Date : 7 กรกฎาคม 2549
Location : SF Cinema MBK

Superman Returns ภาคต่อของมหากาพย์อภิมหาภาพยนตร์อย่าง Superman เมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน ภาคนี้เจ้าของบล็อกได้ยลโฉมในโรง Digital Cinema ของเอสเอฟซะด้วย ล่อเข้าไป 150 - -*
ทำไงได้ รอบมันไม่มีแล้วนี่หว่า...

Digital Cinema ถ้าจะเทียบกะโรงธรรมดาก็เหมือน DVD กับ VCD นั่นแหละ โรงธรรมดาหนึ่งร้อยบาทที่ฉายจากฟิล์มก็จะมีรอยขีดข่วนของฟิล์มเป็นเส้นๆไปทั้งเรื่อง เห็นมาจนชิน ส่วน Digital Cinema ก็จะไม่มีปัญหานี้ ภาพจะเนียนกว่าเยอะ แต่เมื่อเทียบข้อดีแค่นี้ 150 บาทไม่คุ้มเอาซะเลย - -*

ภาคนี้ action น้อยกว่าภาคก่อนๆที่เคยเห็น และสอดแทรกความเป็น drama ลงมาในเนื้อเรื่องเหมือนที่หนัง superhero ยุคนี้ชอบทำกัน (เพราะทำแล้วนักวิจารณ์ชอบเหลือหลาย อย่าง Spider-Man 2 นั่นไง นักวิจารณ์ยกมือชมเกรียวกราว)

หลังจากที่ Superman จากโลกไป 5 ปีเพื่อสืบหากำพืดตัวเองที่ดาว Krypton เมื่อเขากลับมาปรากฏว่า Lois Lane แฟนสาวดันแต่งงานมีลูกไปซะแล้ว (แถมลูกยังอายุ 5 ขวบอีกแน่ะ เอ๊อ...) พร้อมกับรับรางวัล Pulitzer จากบทความ Why This World Doesn’t Need Superman? ที่พ่อซุปของเราเห็นแล้วช้ำชอกใจเหลือแสน จนถึงกับต้องบินไปถามที่บ้านในยามวิกาล แต่ก็พบกับภาพครอบครัวที่มีความสุขจนไม่กล้าเข้าไปแทรกกลาง

ตัวร้ายหัวล้านคลาสสิกอย่าง Lex Luthor ก็ยังพยายามคิดหาวิธีการฆ่า Superman อยู่ได้ทุกภาคๆ ภาคนี้ได้ดาราออสการ์อย่าง Kevin Spacey มาเล่น (หนังฮีโร่หลังๆ ตัวร้ายนี่ชอบเอาดาราดังๆมาเล่นนะ.. อย่าง Batman ภาค Joker ก็เอา Jack Nicholson มาเล่นเป็นโจ๊กเกอร์ ภาค Freezer ก็เอา Arnold Schwarzenegger มาเล่นเป็นฟรีซเซอร์ หรือ Lex Luthor ในภาคก่อนก็รับบทโดย Gene Hackman) ถึงจะดูไม่เข้ากับหัวล้านเท่าไหร่แต่ก็ถือว่าเล่นได้โอเค.. (โอเคในที่นี้คือ ต่ำกว่ามาตรฐานดาราออสการ์ แต่แก้ตัวได้ว่าคนเขียนบท เขียนบทของ Lex ได้แค่แบบผิวเผิน ไม่ลงลึกในรายละเอียด ทำให้ตัวละครตัวนี้ตื้นเขินไป)

แผนการของ Lex ในภาคนี้อย่างการสร้างทวีปของตัวเองด้วย Kryptonite ปริมาณมหาศาล โดยไม่แยแสกับชีวิตคนนับพันล้าน (อันนี้ Lex พูดเอง) ที่ต้องโดนน้ำทะเลหนุนท่วมตาย เรียกว่าแยบยลมาก ได้ทั้งดินแดนตัวเองแล้วยังได้ฆ่า Superman อีกต่างหาก (ภาคนี้พี่ซุปเราจะไปจะไปหลายทีแล้ว แต่จะไปก็ไม่ได้ เดี๋ยวไม่มีภาคต่อ)

พูดถึงการแสดง.. Brandon Routh ที่เป็นพ่อซุป เล่นได้สากกะเบือในระดับหนึ่ง เอาเถอะ ดาราใหม่.. จะว่าไปก็เหมาะกะบทนี้ดี แค่ว่ายังต้องฝึกการแสดงเพิ่มอีก แค่นั้น.. Kate Bosworth ในบท Lois Lane ก็เล่นได้ดีนะ แต่ว่าหน้าตาดูบึ้งๆ ไม่สดใสเลย (คิดถึง Rachel McAdams จาก Red Eye จัง) ส่วนลุงเคฟ สเปซีย์ พูดไปแล้ว..

หนังจบแบบจะต่อภาคต่อไปเพราะรู้ว่าทำเงินแน่ๆ แถมยังทิ้งปริศนาไว้อีกว่า ตกลงลูก Lois นี่มันลูกใคร? เอาไว้ไปดูภาคต่อไปก็แล้วกัน - -*

7 เต็ม 10



Date : (Can't remember)
Location : SF Cinema MBK

หนังเต็มตัวของแก๊งชะนีช่องสาม (ปอปุ้ยไก่นีน่ากาละแมร์) ที่แสดงร่วมกันครบทีมเป็นเรื่องแรก เป็นหนังตลกที่ทำได้ดีกว่าที่คิดเยอะ..

เรื่องราวของ "แก๊งชะนี" (ในหนังไม่ได้ชื่อนี้หรอก แต่ว่าชื่อนี้ก็เข้ากะลักษณะนิสัยของกลุ่มนี้ดี) 5 สาวที่เป็นเพื่อนซี้กัน (ตรงนี้อาจจะติได้ว่าไม่ตรงกับหลักความเป็นจริง เพราะเจ๊ปุ้ยกะไก่มีสุขอายุห่างกันเกินไป 5555) จนวันหนึ่งไก่มีสุขเกิดจะต้องแต่งงานขึ้นมา สี่สาวที่เหลือก็เกิดสงสัยสุดฤทธิ์ว่า แฟนเพื่อนมีแววจะเป็นเกย์

สี่สาวเลยพยายามทุกวิถีทางเพื่อป้องกันเพื่อนตัวเองจากว่าที่สามีผู้มีแววจะเป็นเกย์ ทั้งความทันสมัยและเชี่ยวชาญในเรื่องเครื่องสำอาง ("อย่างแป้งน่ะต้องเอิร์ธโทนนนน") ระเบียบวินัยจัด เสื้อผ้าไฮคลาส สะอาดสะอ้าน ฯลฯ จึงไปปรึกษากับเกย์รุ่นใหญ่ (รับบทโดย ไมเคิล เชาวนาศัย - ฮีโร่กึ่งสาว Iron Pussy จากซีรี่ส์ซูเปอร์ฮีโร่ของ เจ้ย-อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล) แล้วก็เริ่มเห็นว่า มีแววมากขึ้นเรื่อยๆ...

แต่เมื่อดูไปเรื่อยๆ (หลังจากที่สี่สาวไปเที่ยวสืบประวัติแฟนเพื่อนซะถึงรากถึงโคน ขนาดที่ไปสืบถึงโรงเรียนเก่าเลยทีเดียว) เหมือนกับว่า "ก้อง" แฟนหนุ่มของเพื่อนนั้นมีลักษณะเป็นชายที่เป็นเกย์แต่ยังไม่รู้ตัวเองมากกว่าเกย์ที่จีบสาวเพื่อบังหน้าสร้างสถานภาพชายแท้ให้ตัวเอง หลังจากที่ subplot เกี่ยวกับเพื่อนสนิทของก้องถูกใส่เข้ามาในหนัง เป็นตัวช่วยสนับสนุนในประเด็นนี้

ชวนให้คิดเหมือนกันว่าที่สี่สาวไปทำลายงานหมั้นของเพื่อน สมควรแก่เหตุแล้วหรือ?

เรื่องการแสดงนั้น 5 สาวทำได้ดีเกินมาตรฐาน (มีก็แค่ก้องที่เล่นได้สากกะเบือ แถมยังพากย์เสียงทับอีกต่างหาก ขัดมาก) คนที่เลิศขึ้นมาก็คือนีน่ากุลนัดดา กับ ปออรปรียา ที่เล่นได้เนียนและเปลี่ยนภาพลักษณ์มาก (ปอ-อรปรียากลายเป็นสาวที่เชี่ยวเรื่องเซ็กส์ นึกภาพตอนเป็นพิธีกรเรื่องเล่าเช้านี้ไม่ออกเลย, ส่วนนีน่าภาพรวมเล่นได้ดีทั้งฉากเศร้าที่โดนบอกเลิก และฉาก "แม่ชีตบะแตก" ฮามาก..)

นอกจาก 5 สาว อีกคนที่โดดเด่นขึ้นมาก็คือ ยาโน่ คาซูกิ ในบทแฟนหนุ่มรุ่นพ่อของนีน่า ที่ขโมยซีนสุดๆ (ในฉากซื้อส้มตำไก่ย่าง) ผลงานล่าสุดก็คือ Seasons Change ในบทครูสอนตีกลองที่ได้ใจมาก

หนังดีกว่าที่คิด มีอะไรให้ขบอีกเยอะ 7 เต็ม 10



Date : 16 กรกฎาคม 2549
Location : Lido Multiplex

จำไม่ได้แน่ชัดว่าเป็นหนังรีเมครึเปล่า กับเรื่องราวของบริษัทรับจ้างเป็นพยานอ้างที่อยู่ให้กับผู้ประพฤติผิดศีลผิดธรรมทั้งหลาย (โดยเฉพาะตาแก่ทั้งหลายที่พยายามหลบเมียไปมีอีหนู) ด้วยการวางระบบที่น่าอัศจรรย์บันลือโลก (ว่าไปนั่น – ก็แค่ตัดสายโทรศัพท์ทุกสายที่โทรเข้ามาหาลูกค้าแล้วทำเป็นว่าประชุมอยู่ ฯลฯ แถมเสียงแบ็คกราวนด์ให้เสร็จสรรพ) แต่ว่าบริษัทนี้มีกฎเหล็กก็คือ ห้ามยุ่งเกี่ยวกับอาชญากรรมโดยเด็ดขาด

แต่เอาเข้าจริงๆ ก็เกิดเรื่องจนได้ เมื่อลูกชายของลูกค้าประจำของเจ้าของบริษัทที่รับบทโดย Steve Coogan (จำชื่อในเรื่องไม่ได้ ให้ตายเถอะ ไปเปิด imdb ก่อน) ดันไปเผลอฆ่าคู่ขาของตัวเองตาย (ขณะกำลังพยายามมีเซ็กส์วิปริตด้วยการเอาเชือกรัดคอ – ที่มีงานวิจัยอะไรซักอย่างบอกว่า คนเราเมื่อใกล้ตายสุดๆจะสุขสุดๆ เป็น euphoria เหมือนตอน orgasm น่ะ - -*) แล้วแผนการเที่ยวนี้ตาเจ้าของบริษัทดันเอาบัตรเครดิตของตัวเองไปให้ลูกค้าเวรนี่ใช้ ถ้าตำรวจลงมือสืบอะไรขึ้นมาซักหน่อย คนซวยก็คือเจ้าของบริษัท

ถัดจากนั้นก็เป็นเรื่องราวหักเหลี่ยมเฉือนคมกันเองระหว่างตำรวจ เจ้าของบริษัท และลูกค้าเวรรายนี้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของแต่ละฝ่าย

หลังจากที่ครึ่งแรกของเรื่องใช้เวลาไปกับการแนะนำและปูเนื้อเรื่องถึงตัวละครทุกตัวที่มีผลกับครึ่งเรื่องหลังแล้ว ครึ่งเรื่องหลังหนังก็เปลี่ยนโทนจังหวะการเดินเรื่องจากจังหวะ normal กลายเป็นจังหวะแร็ปโย่ว - -* เพราะกระฉับกระเฉงและตามแทบไม่ทัน แต่ถ้าใครตามทันแล้วจะพบว่า บทหนังในช่วงครึ่งหลังนี้เนียนมากๆ

การแสดงนี่ Steve Coogan กินขาดอยู่แล้ว ในขณะที่ James Marsden (Cyclops ใน X-Men สามภาค) ในบทไอ้ลูกค้าเวรก็ถือว่าเล่นได้ดี ส่วนอีกบทเล็กๆที่โดดเด่นออกมาก็คือ Adelle เมียเก็บของลูกค้าประจำที่พยายามยั่วสวาทเจ้าของบริษัทอย่างออกหน้าออกตา Selma Blair เล่นได้น่ารักน่าชังมาก (หื่นออก 55+)

หนังเล็กๆ ดีๆ ที่หลายคนพลาดไปเรื่องนี้ ได้คะแนนไป 8 เต็ม 10



Date : 30 กรกฎาคม 2549
Location : Lido Multiplex

หนังเรื่องล่าสุดของผู้กำกับ M. Night Shyamalan (หรือที่คอหนังคนไทยเรียกกันอย่างสนิทสนมว่า พี่มาโนช) ที่สร้างชื่อบันลือโลกจาก Sixth Sense ที่หักมุมตอนจบได้แบบช็อคคนดูสุดๆ แต่ว่าผลงานหลังๆมากลับค่อยๆสาละวันเตี้ยลง นักวิจารณ์เริ่มมองภาพลบกับผู้กำกับที่ชอบเล่นหนังตัวเองอย่างพี่มาโนชมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่ Unbreakable, Signs และ The Village ก็ไม่ค่อยโดนใจนักวิจารณ์ (และคนดูที่หวังดูหนังสยองขวัญ) สักเท่าไหร่นัก

แต่อีกกระแสหนึ่งก็บอกว่า ลุงมาโนชแกเป็นคนทำหนังแบบตามใจตัวเอง อย่างคราว Lady in the Water คราวนี้ลุงแกก็มีปัญหากับ Disney เพราะแนวหนังของนายทุนกับผู้กำกับขัดแย้งกัน จนลุงมาโนชต้องแยกตัวออกมาตั้งค่ายหนังของตัวเองเพื่อให้สามารถสร้างหนังตามใจตัวเองได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ (ฝั่งดิสนีย์เห็นว่าเรื่องราวน่าจะเป็นแฟนตาซีแอ็คชั่นสนุกสนานกว่านี้ แต่ลุงมาโนชอยากให้หนังดำเนินเรื่องแบบเนิบนาบเรียบช้ามากกว่า) แต่เพราะความทำหนังตามใจตัวเองนี่แหละ ทำให้เขาสามารถสอดแทรกแนวคิดของตัวเองลงไปในหนังแต่ละเรื่องได้ โดยแนวคิดแต่ละอย่างสอดแทรกอยู่ภายใต้เรื่องราวต่างๆ และปิดท้ายด้วยการหักมุมที่กลายเป็นเครื่องหมายการค้าไปซะแล้ว

Lady in the Water หักมุมและหักหลังนักวิจารณ์ + คนดูได้สุดตีนมากๆ..
หักมุมแบบไหน? ดูเองสิ 555+

เนื้อเรื่องจากนิทานก่อนนอนของลุงมาโนชที่เล่าให้ลูกฟัง (ตามที่แกบอกน่ะนะ) เกี่ยวกับความเชื่อมโยงของโลกใต้น้ำและโลกมนุษย์ ที่ปัจจุบันนี้แทบตัดขาดกัน จนเมื่อนาร์ฟ(ประมาณว่าพรายน้ำอะแหละ) Story (รับบทโดย Bryce Dallas Howard สาวตาบอดหน้าใสจาก The Village และนางเอกเรื่อง Manderlay ที่ค่ายหนังทำ VCD ออกมาแต่พากย์ไทย ชิท!!) ได้ขึ้นมาบนโลกเพื่อบอกกล่าวโชคชะตาในภายภาคหน้าของโลกให้มนุษย์โลกได้รับรู้ผ่านทางเจ้าของอพาร์ตเมนต์ The Cove อย่าง Cleveland (Paul Giamatti นักแสดงอ้วนใส่แว่นหัวล้านมากฝีมือที่โดนออสการ์เมินมาสองสามปีติดกันแล้ว.. น่าสงสารยิ่งนัก!)

แต่ถ้าเรื่องราวจบแค่นี้ก็ไม่ใช่หนังน่ะสิ...
เพราะว่าในโลกบาดาลด้วยกันเองก็มีพวกที่ต่อต้านมนุษย์โลกอยู่ และจ้องจะฆ่านาร์ฟทุกตัวที่ขึ้นมาบอกความเป็นไปให้แก่มนุษย์โลก และด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้ Story ต้องตกอยู่ในอันตราย... Cleveland กับคนในอพาร์ตเมนต์จึงต้องรวมตัวกันเพื่อช่วยเหลือ Story ให้กลับโลกบาดาลได้โดยไม่ได้รับอันตราย ซึ่งเรื่องราวความเป็นไปของนาร์ฟนี้ ก็ไปพ้องกับนิทานปรัมปราของชาวเกาหลีที่อาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์พอดีซะด้วย!

เนื้อเรื่องจริงๆแล้วเป็นพล็อตแฟนตาซีแบบพื้นๆ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่ลุงมาโนชแทรกลงมาในหนังก็จิกกัดสังคมและสภาพแวดล้อมภายนอกได้เช่นกัน ตั้งแต่การให้นักวิจารณ์ภาพยนตร์เป็นคนแรก(และคนเดียว)ในเรื่องที่ถูกสัตว์ประหลาดฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยม (เพราะคิดว่าสัตว์ประหลาดจะวิ่งกวดเข้าหาตัวเองไม่ทัน ตามแนวหนังดาษๆทั่วไป! ลุงมาโนชกำลังบอกว่า หนังกูไม่ดาษนะโว้ยยย) อีกทั้งเรื่องราวของนาร์ฟที่เป็นนิทานปรัมปราของเกาหลี ในขณะที่นักเขียนชาวอเมริกันที่อาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์กลับมือฝืด เขียนเรื่องไม่ออกมาร่วม 20 ปีแล้ว.. และผู้ที่จะเปลี่ยนโลกตามคำทำนายของนาร์ฟ ก็กลายเป็นชาวอินเดีย (พอจะสื่อถึงโลกฮอลลีวู้ดภายหลังที่เน้นการรีเมคหนังจากเอเชียรึเปล่า? โดยเฉพาะจากตลาดใหญ่อย่างญี่ปุ่นและเกาหลี) ชวนให้ขบคิดตีความไปได้เรื่อยๆ เหมือนกับคำทำนายของนอสตราดามุส ว่าไปนั่น!

เอกลักษณ์อีกอย่างในหนังของพี่มาโนชคือ... ถ้าเรื่องไหนไม่มีพี่แกเข้าฉาก ไม่ใช่หนังพี่แก!
หลังจากที่ใน Sixth Sense, Unbreakable, Signs และ The Village ออกมาแค่เรื่องละไม่กี่ฉาก มีบทพูดไม่เกินหนึ่งประโยค เรื่องนี้เหมือนทำเพื่อสนองตัณหาตัวเอง
ยัดบทนักเขียนชาวอินเดียผู้จะเปลี่ยนโลกให้ตัวเองมันซะอย่างงั้น!!

แล้วทีนี้เป็นยังไง?
เน่าน่ะสิครับ - -*
ก็พี่แกเล่นได้สากกะเบือมากน่ะสิ ให้ตายเถอะ (ถึงจะไม่สากเหมือนนางเอก “เหยื่อมาร” ช่องสามที่ไม่ใช่จินตหราก็ตาม) ช่วยกลับไปออกแค่ฉากเดียวเหมือนเรื่องก่อนๆด้วย

เอาเถอะครับ.. หนังก็ใช่ว่าจะไม่มีอะไรดี
ให้ 6 เต็ม 10




Date : 1 สิงหาคม 2549
Location : SF Cinema MBK

เรื่องราวแสนโศกของคู่รักสี่คู่แห่งเกาหลี และด้วยการดำเนินเรื่องแบบโคตรดราม่าและเน่าสุดฤทธิ์ น่าจะเรียกน้ำตาคนอารมณ์อ่อนไหวได้ไม่ยาก

คู่แรก – นักดับเพลิง กับ คนแปลภาษาใบ้รายการข่าว
คู่สอง – สาวใบ้สวมหัวตุ๊กตาในสวนสนุก กับ จิตรกรสมัครเล่น
คู่สาม – หนุ่มไร้อนาคต กับ สาวแคชเชียร์ผู้เรียกหาอนาคตจากแฟนหนุ่ม
คู่สี่ – แม่บ้างาน กับ ลูกชายขาดความอบอุ่น

ทั้งสี่คู่นี้มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันไม่มากเท่าไรนัก (เป็นไปในแนวทางคล้ายกับ Love Actually ของอังกฤษ) แต่ว่าทุกเรื่องอยู่ใน theme เดียวกันคือ Sad Movie (ตั้งชื่อซะขนาดนี้น่าจะเดาทางได้ว่าเรื่องราวจะจบลงแบบไหน) แล้วแต่ว่าคนดูจะ sad กับคู่ไหนมากกว่ากัน... พูดง่ายๆ.. คู่ไหนเน่ากว่ากันนั่นเอง

เน่าขนาดที่ว่า คนกำลังจะตายยังมีกะจิตกะใจใช้กล้องอัดวิดีโอให้อีกฝ่ายดูต่างหน้า ซะอย่างงั้น!

เน่าสนิทได้ใจ ประมาณว่าน้ำตากำลังจะหยด พอเจอบทสรุปเน่าขนาดนี้โผล่มาอยู่ตรงหน้า เล่นเอาซึ้งไม่ออกไปเลย - -* (ทั้งๆที่อีกคู่นั้นแค่พูดกับตัวเองหน้ากระจกก็ทำให้แทบจะร้องไห้ตาม ไม่จำเป็นต้องเน่าขนาดนี้ซะหน่อย)

เอาเถอะ แต่ความน่ารักของแต่ละคู่นี่ก็เรียกได้ว่า ทำให้คนดูอินไปกับความรักของคนสี่คู่นี้ได้พอสมควร (ตัวละครที่ได้ใจไปเลยคือสาวใบ้ที่ทำงานเป็นคนสวมชุดตัวการ์ตูนในสวนสนุก ตอนจีบพ่อจิตรกรนี่โคตรน่ารัก)

ตัดคะแนนความเน่าเกินเหตุออกไปละกันนะ 7 เต็ม 10


Create Date : 03 ตุลาคม 2549
Last Update : 4 ตุลาคม 2549 10:51:18 น. 1 comments
Counter : 708 Pageviews.

 
ขี้เกียจอ่าน


โดย: ขี้ IP: 61.90.38.31 วันที่: 25 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา:17:11:34 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

nanoguy
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




คนในสังคมจารีตที่มีความคิดทางเวลาแบบไตรภูมิจะไม่ให้ความสำคัญแก่เวลาตามประสบการณ์ กล่าวคือไม่ให้ความสำคัญแก่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นจริงของชีวิตและสังคมว่าดำเนินมาและดำเนินไปอย่างไร เชื่อในการคลี่คลายเปลี่ยนแปลงของชีวิตและสังคมซึ่งจะต้องเป็นเช่นนั้นตามกฎแห่งเวลาของพุทธศาสนา

- อรรถจักร สัตยานุรักษ์
(จากบทความ "ความเปลี่ยนแปลงความคิดทางเวลาในสังคมไทย" วารสารเศรษฐศาสตร์การเมือง 4 ตุลาคม 2531)




Let this song rhyme our souls
when your voice and mine become one and whole.

Let it carry us high above
When we recite our poetry of love
that when there's love then there's hope.

Your love is my light,
and it'll get us through this lonely night.

- รักแห่งสยาม (ซับไตเติ้ลอังกฤษเพลง กันและกัน ท่อนฮุค)









Friends' blogs
[Add nanoguy's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.