“ในฐานะนักทำหนังคนหนึ่ง ผมปฏิบัติกับหนังของผมประดุจลูกชายและลูกสาว เมื่อผมให้กำเนิดเขา พวกเขาก็มีชีวิตเป็นของตนเอง ผมไม่ใส่ใจว่าผู้คนจะรักหรือเกลียดลูกของผม ตราบใดที่ผมสร้างเขาขึ้นมาด้วยความตั้งใจและความพยายามอย่างสูงสุด ถ้าลูกๆ ของผมไม่สามารถอาศัยอยู่ในประเทศของเขาเองไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอันใดก็ตาม ก็ปล่อยเขาเป็นอิสระเถิด เพราะมันยังมีพื้นที่อื่นๆ ที่ต้อนรับเขาอย่างอบอุ่นในแบบอย่างที่เขาเป็น มันไม่มีเหตุผลเลยที่ต้องทำให้พวกเขาพิกลพิการจากระบบแห่งความกลัวหรือความละโมบ มิฉะนั้นแล้วมันก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่คนสักคนหนึ่งจะสร้างงานศิลปะต่อไป”
-- อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล
(คำปรารภหลังจาก "แสงศตวรรษ" ผลงานภาพยนตร์จากผู้กำกับคนไทย พูดภาษาไทย ใช้ดาราคนไทย ถูกกองเซนเซ่อประเทศไทยบังคับให้ตัดฉากสำคัญ 4 ฉากออกหากต้องการฉายในโรงภาพยนตร์ของประเทศไทย)




“ผมคิดว่าพระกลุ่มนี้โดนจี้จุดจึงร้อนตัวเกินไป หรือเป็นพวกอยากดัง จึงต้องทำตัวเป็นข่าว อยากถามว่าทำไมไม่ไปเรียกร้องหรือแก้ปัญหาพระที่ออกมาแก้ผ้า มั่วสีกา หรือใช้มีดกรีดร่างกาย หลอกลวงประชาชน ทั้งนี้หากจะฟ้องก็ยินดีให้ฟ้องได้ทุกศาล หรือว่าจะไปฟ้องจตุคาม ศาลเจ้าแม่กวนอิม พระอินทร์ พระอิศวร ก็เชิญ ผมไม่สนใจ แต่เห็นว่าพระกลุ่มนี้ไม่เหมาะสมในสมณะ และเป็นพระหน้าเดิมที่ออกมาเดินขบวนเรียกร้องการบรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ”
-- ถวัลย์ ดัชนี
(คำตอบโต้ภายหลังกลุ่มพระสงฆ์ที่ชุมนุมประท้วง ขู่ฟ้องคดีอาญาต่ออธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร นายอนุพงษ์ผู้วาดภาพภิกษุสันดานกาและหมานุษย์ และคณะกรรมการที่ตัดสินรางวัลศิลปกรรมแห่งชาติ ในข้อหาหมิ่นศาสนา)
Group Blog
 
 
พฤศจิกายน 2549
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
3 พฤศจิกายน 2549
 
All Blogs
 

ปิดเทอมกับนิยายแปล

เท้าความกันก่อนว่านิยายเหล่านี้เป็นนิยายที่ค่อนข้างจะเก่าเก็บสำหรับหลายๆคน ถ้าเห็นชื่อแล้วคงมีหลายคนบอก "ว้ายย.. ชั้นอ่านจบไปปีครึ่งแล้วย่ะ" แหงๆ..

ทำไงได้ล่ะตะเอ๊งง ก็เค้าไม่มีเวลาอ่านนี่ - -*
ใครจะมีเวลาว่างไปอ่านล่ะ เค้าต้องเอาเวลาไปเรียน ทำการบ้าน อ่านหนังสือสอบ ทำงานคณะ ดูหนัง และออนเอ็ม

คราวนี้ก็ต้องมานั่งเคลียร์นิยายอันมากมายก่ายกองที่ยัดทะนานอยู่ในตู้ไม่ต่ำกว่า 20 เล่ม พร้อมกับตั้งจิตตั้งใจว่า งานหนังสือเดี๋ยวกูไปปีหน้าก็ได้วะ..

ไปๆมาๆ แม่ก็ลากไปงานหนังสือ ตอนแรกก็ลั่นวาจาไว้อย่างแรงกล้าว่า โอ๊ยย ซื้อมาก็ไม่มีที่เก็บหรอก เค้าอยากให้ไปเดินด้วยก็ไปซะหน่อยละกันวะ..

เมื่อแม่ spent money อันมากมายไปกับหนังสือหลายต่อหลายเล่ม (โดยเฉพาะหนังสือในหลวงเล่มละ 999) ระหว่างที่นั่งรออยู่แม่ก็เดินมาถาม "ไม่ซื้ออะไรเหรอ?"

ตอบไปว่า "ก็อยากซื้อ แต่ไม่มีเงินซื้อ"

แม่ยื่นแบงค์พันมาหนึ่งใบแล้วบอก "ไม่เกินนี้นะ"

ถึงจะซื้อได้ไม่หมดตามที่อยากได้ แต่ก็ได้หนังสือมานั่งยัดๆในตู้อีก 7-8 เล่ม เหอๆๆ - -

เอาเถอะ คราวนี้มาพูดถึงหนังสือเก่าๆที่เพิ่งอ่านไป..
เล่มใหม่ไว้ค่อยว่ากัน



รวมฮิตนิยายอันมากมายของ Akagawa Jiro


คนบ้าอะไรก็ไม่รู้ ปั่นนิยายยังกะตำส้มตำ ไม่แน่ใจว่าอาทิตย์นึงเฮียแกเขียนเรื่องสั้นได้กี่เรื่อง ถึงได้มีผลงานเยอะแยะมากมายก่ายกองแบบนี้ ทั้ง "แมวสามสียอดนักสืบ", "นักศึกษาสาวยอดนักสืบ", "โอนุกิ สารวัตรจอมป่วน", "คู่ซ่า หลังคาเดียวกัน", "สาวสามยอดนักสืบ", "ซายากะ", "เอริกะ แวมไพร์"

หมดรึยังไม่รู้ แต่นี่เยอะจัด

แต่ตามอ่านไม่หมดหรอกว่ะ.. เยอะเกินไปแล้ว สำนักพิมพ์ก็แปลแบบติดๆกันตั้งแต่ตอนแมวสามสีดังเป็นพลุแตก.. สำนักพิมพ์นู้นๆนี้ๆ ก็ฉกงานของลุงจิโร่มาแปลกันใหญ่..

เจ้าของบล๊อกได้อ่านแค่ 4 เรื่อง แต่แค่นี้ก็พอจะตัดสินได้ในระดับนึงว่า ตาลุงอาคากาว่า จิโร่ เนี่ย.. เป็นนักเขียนประเภท "เผางาน" คนหนึ่งเลยล่ะ เพราะเท่าที่อ่านมา 4 เรื่อง มี "แมวสามสียอดนักสืบ" นี่ได้เกรดดีที่สุด ในขณะที่เรื่องอื่นบางเรื่องอยู่ในขั้นติดเอฟ

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าสไตล์การเขียนของนักเขียนชื่อก้องแห่งแดนยุ่นคนนี้เป็นแนว humouric detective (ประมาณๆนี้ล่ะ จำชื่อจริงๆมันไม่ได้ก็มั่วไปละกันนะ) เพราะงั้นจะไม่ได้เป็นในแนวคดีซีเรียสแบบเต็มร้อยเหมือนนักสิบเล่มอื่นๆ

เริ่มที่เรื่องที่เบิกทางชื่อเสียงของลุงจิโร่ในประเทศไทยอย่าง "แมวสามสียอดนักสืบ" ที่เรื่องนี้มีสัดส่วนความซีเรียสของคดีประมาณ 75 และอีก 25 ที่เหลือคือมุขตลกที่สอดแทรกเข้ามา ด้วยลักษณะนิสัยแปลกประหลาดของตัวละครเอกอย่าง "คาตายาม่า โยชิทาโร่" ตำรวจที่เกลียดเลือดและกลัวผู้หญิงที่สุดในชีวิต โดยมักมาพร้อมกับมุขประเภทเจอสาวสวยแล้วขาสั่น หรือว่าป้าผู้แสนดีมักจับเข้าพิธีดูตัวแบบไม่บอกไม่กล่าวอยู่เรื่อย , ตัวละครตำรวจร่างใหญ่ผู้กลัวแมวและตะกละที่สุดในโลกอย่าง "อิชิสึ" ที่ก็มากับมุขแบบเดิมๆ ตามลักษณะนิสัย

ออกมา 9 เล่ม (เพิ่งอ่านไป 7) ก็มีมุขประมาณนี้กระเส็นกระสายอยู่ตลอดเรื่อง แต่ถือว่าได้ผลค่อนข้างดี และเรื่องนี้ถือว่าสนุกที่สุดในบรรดางานของ อาคากาว่า จิโร่ ที่อ่านมาทั้งหมด..

แต่ในบรรดา 7 เล่มที่อ่านมาทั้งหมด ความสนุกไม่ได้ถือว่าคงเส้นคงวาเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะในเล่ม 6 ที่เนื้อเรื่องจบแบบไม่มีที่มาที่ไป ผิดฟอร์มจากห้าเล่มแรกอย่างมาก

ส่วนเรื่องที่สองอย่าง โอนุกิ สารวัตรจอมป่วน ที่เป็นเรื่องสั้นหลายๆตอน เรื่องนี้ความซีเรียสของคดีกับมุขตลกอยู่ในสัดส่วนราวๆ 60-40 แต่ว่าในเรื่องนี้มุขตลกทำได้ผลมากๆ ด้วยอุปนิสัยของสารวัตรโอนุกิที่เป็น "ตำรวจเลว" แบบเต็มขั้น ทั้งขี้เกียจ ขี้งก ตะกละ ไม่ฟังคนอื่น ชอบใส่ความผู้ต้องสงสัย ฯลฯ เรียกว่าเป็นตลกร้ายที่ได้ผลโคตรๆ

อ่านไปอาจจะนึกถึงตำรวจไทยแบบตะหงิดๆ 55555

เรื่องนี้ให้ความบันเทิงคนอ่านได้ดีเหมือนกัน ถ้าไม่คิดจะอ่านแนวสืบสวนที่ซีเรียสมากนัก

นักศึกษาสาวยอดนักสืบ นิยายเรื่องนี้อยู่ในอัตรา 60-40 เหมือนกัน แต่ว่ามุขตลกจะไม่ฮาร์ดคอร์เท่ากับ "โอนุกิ" อยู่ในระดับอ่านได้เรื่อยๆ

คู่ซ่า หลังคาเดียวกัน กับพลอตหลุดโลกอย่างตำรวจสาวกับโจรหนุ่มอาศัยอยู่บ้านเดียวกัน (พูดง่ายๆก็เป็นผัวเมียกันนั่นล่ะ) และสัดส่วน 20-80

เนื้อเรื่องซ้ำๆ เดิมๆ คดีไม่มีความซีเรียสอะไร เน้นมุขเอามัน โครงเรื่องซ้ำๆเดิมๆ เริ่มเรื่องที่บ้าน ผัวเมียต่อปากต่อคำ เสร็จแล้วก็เอากันหนึ่งที ก่อนจะมีคดีมาให้สืบ

ไม่น่าหลงซื้อมาเล้ยยย



The Bourne Ultimatum - เลือดเดือด
Robert Ludlum


สายลับความจำเสื่อม Jason Bourne กลับมาครั้งสุดท้ายเพื่อจัดการกับศัตรูตัวสำคัญที่ไล่ล่ากันมาเกือบครึ่งชีวิตอย่าง Carlos the Jackal ในภาคสุดท้ายของไตรภาคสายลับเรื่องนี้ (สองภาคแรกคือ The Bourne Identity กับ The Bourne Supremacy ที่เจ้าของบล๊อกยังไม่เคยดูหนังเลย ให้ตายเถอะ)

ภาคนี้เริ่มการผจญภัยด้วยการตามหาคนของ "เมดูซ่า" อดีตหน่วยงานของเจสัน บอร์นที่เคยปฏิบัติการในอินโดจีนคราวสงครามเวียดนาม เพราะคนเหล่านั้นต้องสงสัยว่ามีความเกี่ยวข้องกับคาร์ลอสเดอะแจ๊คกัล ฆาตกรชื่อก้องโลกชาวเวเนซุเอลาที่จนบัดนี้ยังไม่มีใครจัดการได้

หลังจากนั้นเรื่องราวก็เป็นการไล่ล่าหักเหลี่ยมเฉือนคมกันระหว่างสองฝ่าย ด้วยเรื่องราวหนาร่วม 1200 หน้า (จากทรงหนังสือแบบยุคปี 2519 ทำให้ต้องแยกเป็นสองเล่ม) แต่เชื่อมั้ยครับ - -
กระผมอ่านสองวันจบ!!
(ไม่นับ 200 หน้าแรกที่อ่านก่อนสอบแอดมิชชั่นแล้วดองมาจนป่านนี้)

อ่านไปอ่านมา เข้าขั้นติดงอม (ถึงคุณสุวิทย์ ขาวปลอด จะแปลขัดกันเองมั่งนิดๆหน่อย + ภาษาเป็นยุค 2519 บ้าง -- เช่น "ไฟแช็ค" ใช้คำว่า "ไลเตอร์") มันเล่นผจญภันข้ามโลกตั้งแต่หมู่เกาะแถวแคริบเบียน ข้ามไปฝรั่งเศส ว่างๆก็กลับมาเล่าเรื่องแถวเขมรแถวเมืองไทย แล้วก็ไปถึงรัสเซีย มันส์โคตร.. โรเบิร์ต ลัดลั่มเก็บรายละเอียดดีมากอะ

ถ้าหาได้ แนะนำให้อ่าน
ไม่ก็รอดูหนังที่กำลังจะเข้า



Level 7 - ฆาตกรรมระดับ 7
มิยาเบะ มิยูกิ


เมื่อชายหนุ่มหญิงสาวตื่นขึ้นมาในห้องปริศนา ชุดของพวกเขาถูกเปลี่ยนเป็นชุดขาว พวกเขาจำอะไรไม่ได้เลย.. ในห้องมีของอยู่มากมายที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต และเงินอีกนับร้อยล้านเยนที่วางอยู่ในตู้เสื้อผ้าอย่างเป็นปริศนา

ชินเงียวจิ เอ็ตสุโกะ พนักงานของเครือข่ายเพื่อนทางโทรศัพท์ "เนเวอร์แลนด์" ก็กำลังออกตามหาเด็กสาวชื่อ ไคยาระ มิซาโอะ เพื่อนสนิทของเธอที่หายตัวไปจากบ้านอย่างเป็นปริศนา

เนื้อเรื่องสองย่อหน้าแรกดูเหมือนจะไม่เกี่ยวกัน แต่มิยาเบะ มิยูกิเขียนให้มันเกี่ยวกันได้ ชีเลิศศศ

เนื้อเรื่องที่ตัดสลับไปมาระหว่างสองพลอตย่อยๆนี่แหละ ที่เจ๊มิยาเบะแกเขียนแบบตัดฉับๆๆๆ สลับไปๆมาๆ อ่านไปรู้สึกเหมือนดูหนังไปเลย ชอบตรงนี้มากๆ (เหมือนกับ The Bourne Ultimatum ที่ก็เปลี่ยนฉับๆแบบนี้เหมือนกัน) ส่วนตอนจบนี่ทำได้ดีมากๆ..

ที่สะกิดใจมากๆอย่างหนึ่งก็คือ การหยิบยกเรื่องอิทธิพลและอำนาจมาพูด เกี่ยวกับตัวร้ายของเรื่องที่ต้องพยายามปกปิดความชั่วร้ายของตัวเองเพื่อคงไว้ซึ่งอำนาจที่ตัวเองมีอยู่ในเมืองเล็กๆเมืองนั้น ตรงนี้อ่านแล้วเศร้าใจมาก...



คินดะอิจิยอดนักสืบ ตอน บทเพลงปีศาจ
โยโคมิโซะ เซจิ


เล่มสามของมหากาพย์นักสืบคินดะอิจิเล่มนี้ ทำได้ดีกว่าเล่มที่สองพอสมควร อาจจะเพราะว่าการใช้ชื่อในแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น (นามสกุลอยู่หน้า ชื่ออยู่หลัง) ที่คุ้นเคยมาตั้งนานนม (เพราะเล่มสองดันกระแดะเอาชื่อมาอยู่หน้า อ่านแล้วตะหงิดๆทั้งเล่ม) อีกอย่าง เล่มนี้อ่านแล้วนึกภาพออกมากกว่าเล่มสอง เพราะเล่มสองนี่มีอะไรญี่ปุ่นๆเต็มเล่มไปหมดจนอ่านแล้วมึนๆ

เล่มสามว่าด้วยเรื่องราวของตระกูลขุนนาง ที่หัวหน้าครอบครัวผู้ชื่นชอบการเป่าขลุ่ยหายตัวไปจากบ้านอย่างไร้ร่องรอย ทำให้ลูกสาวของบ้านต้องไปว่าจ้างให้ คินดะอิจิ โคสุเกะ เข้ามาสืบสาวเรื่องราว และคดีฆาตกรรมก็บังเกิดขึ้นอย่างสยดสยอง

โครงเรื่องของเล่มนี้จริงๆวางไว้ได้ดีมากๆ อ่านแล้วไม่รู้สึกสะดุด พอถึงตอนจบก็ทำได้ค่อนข้างดี การแปลก็ดี (เล่มนี้เปลี่ยนคนแปลมาเป็นคุณชมนาด ศีติสาร, อ.คณะอักษร จุฬา) อ่านแล้วไหลลื่นและรู้สึกย้อนยุคดีเหมือนกัน

แต่ว่าสไตล์การเขียนของ โยโคมิโซะ เซจิ อย่างนึงที่ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ คือการเขียนที่ทำเหมือนกับหนังสือทั้งเล่มเป็นบันทึกคดีของนักสิบคินดะอิจิ คือเป็นแนวการเขียนที่ดีจริงอยู่ แต่ด้วยข้อจำกัดบางอย่าง ทำให้เดาตอนจบได้ตั้งแต่กลางเล่ม (ด้วยการใช้โวหารเหมือนกับรำพึงรำพัน ประมาณว่า "แหม้ ถ้ารู้งี้นะ...") ทำให้ตอนจบที่น่าจะดีกว่านี้ อยู่แค่ในระดับ ก็ดี เฉยๆ



หลง (Deal Breaker)
Harlan Coben


Myron Bolitar เอเยนต์นักกีฬามือใหม่ ที่กำลังพยายามหาความก้าวหน้าทางอาชีพด้วยการเป็นตัวแทนให้ควอเตอร์แบ็คดาวรุ่งชื่อดังอย่าง Christian Steele แต่กลับต้องเข้ามาพัวพันกับการหายตัวไปของแฟนสาวของคริสเตียนซะนี่

เรื่องนี้หนาพอควร แต่อ่านวันเดียวจบ เพราะสนุกมากๆๆๆ.. งานของ Harlan Coben ยังไม่ทำให้ผิดหวังซักเล่ม เดี๋ยวว่างเมื่อไหร่ต้องอ่าน "กลลวง (Drop Shot)" ต่อ ถ้าเล่มนี้ถูกใจอีก ซีรี่ส์ Myron Bolitar โดนเหมาแน่

ตรงที่ชอบมากๆ ก็คือตัวละคร Myron ที่แปรปรวนเอาแน่เอานอนไม่ได้ บางตอนก็น่ารักน่าถีบ บางตอนก็นึกจะหักคอคนเล่นขึ้นมาซะงั้น



งานของโอตสึ อิจิ


ตอนแรกก็ไม่ได้อะไรมากมายกะนักเขียนคนนี้ จนกระทั่งได้อ่าน "ฤดูร้อน ดอกไม้ไฟ กับร่างไร้วิญญาณของฉัน" ที่แนวคิดเอาศพเป็นตัวเล่าเรื่องนี่โดนได้ใจไปสุดๆ

แต่ว่าที่สุดของที่สุดต้องเป็น Goth:คดีตัดข้อมือ ที่สยองขวัญสันหลังวาบกันเลยทีเดียว และทำให้ตัดสินใจได้ว่า "กูจะกวาดงานของไอ้นี่ให้เรียบ!!" สรุปไปสรุปมา ตอนนี้ก็มีงานของเฮียโอตสึดองอยู่ในตู้หลายเล่มอยู่

เทอมนี้ที่เคลียร์ไปก็คือ Shisso Holiday(ฉันหายไปในวันหยุด) และ Zoo (ที่เป็นแนวเหมือนกับ Goth)

เล่มแรก Shisso Holiday เป็นเรื่องสั้นสองเรื่องคือ "ฉันหายไปในวันหยุด" เรื่องสั้นขนาดกลางเกี่ยวกับลูกเลี้ยงเศรษฐีกำพร้าแม่ที่ปฏิบัติการ "ลักพาตัวเอง" เพื่อพิสูจน์ความจริงเกี่ยวกับคนในครอบครัว โดยมีสาวใช้เป็นผู้ช่วยจำเป็น
เรื่องที่สอง "เพื่อนร่วมบ้านที่มองไม่เห็น" เมื่อเด็กหนุ่มผู้แยกตัวเองออกจากโลกได้มาอาศัยในบ้านเช่าหลังหนึ่ง แต่พออยู่ได้ไม่นานนัก ก็เริ่มรู้สึกถึง "อีกชีวิต" ที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ด้วย

เทียบกันเองระหว่างสองเรื่องนี้ เรื่องแรกจะเป็นแนวสืบสวนเล็กๆ กับการวางแผนของลูกสาวเศรษฐีเพื่อไม่ให้คนในบ้านรู้ความจริง ก่อนที่จะเริ่มรู้สึกตัวว่า "นี่กูทำอะไรอยู่วะ?" และก็มาคลายปมในตอนท้าย..

ส่วนเรื่องที่สองก็เป็นแนวสืบสวนเล็กๆเหมือนกัน (คือคดีไม่ได้ซีเรียสอะไรมากนัก ไปเน้นที่บริบทอย่างอื่นซะมากกว่า -- อยากอ่านนิยายที่เป็นคดีซีเรียสๆของโอตสึ อิจิดูเหมือนกัน) แต่เรื่องนี้ชอบประเด็นที่พระเอกตัดตัวเองออกจากสังคมภายนอกเพราะเข้าสังคมไม่เก่ง บวกกับกลัวภาพลักษณ์ของตัวเองต้องเสียไป จนเมื่อเขาย้ายเข้ามาในบ้านหลังนี้ "อีกชีวิต" ในบ้านนี้กลับเป็นคนสอนให้เขาพาตัวเองออกจากความมืดและรับแสงสว่างจากสังคมรอบข้างที่เขามองด้วยความเนกาตีฟมาตลอด

ตรงนี้เป็นประเด็นที่ทำให้เรื่องสั้นขนาดสั้นๆเรื่องนี้ได้ใจมากๆๆ

เรื่องที่สอง Zoo ของสำนักพิมพ์ NB Horror ฟากเนชั่น (เล่มแรกเป็นของผู้เกือบผูกขาดนิยายแปลญี่ปุ่นในประเทศไทยอย่าง Bliss) ที่ทำ Goth ออกมาได้ใจคนอ่านมาก เล่มนี้ก็เป็นแนวคล้ายๆกัน

เล่มนี้เป็นเรื่องสั้น 10 เรื่องที่ให้อารมณ์ต่างๆกัน (ในคำนำหนังสือเปรียบเปรยไว้ว่า เหมือนกับเดินดูสัตว์ในสวนสัตว์ ก็เลยชื่อ Zoo) แน่นอนว่าเมื่ออารมณ์ต่างกัน ความชอบก็ต่างกันไปด้วย ในขณะที่ Goth เป็นแนวสยอง โหด ถึงเลือดถึงเนื้อทุกเรื่อง เลยออกจะชอบเล่มนั้นมากกว่านิดนึง

ตินิดนึงว่าคำนำผู้แปลแอบสปอยตอนจบของบางเรื่อง ทางที่ดีอย่าเพิ่งอ่านคำนำผู้แปลก่อนอ่านเด้อ

10 เรื่องของ Zoo มีตั้งแต่อารมณ์นัวร์สุดๆ จนไปถึงดราม่าสุดๆ และคอมเมดี้ไปเลยก็มี..

"คาซาริกับโยโกะ"(Drama/Noir) -- เรื่องของฝาแฝดตามชื่อเรื่องที่ชีวิตเหมือนละครน้ำเน่า.. เมื่อคาซาริผู้น้องเป็นที่รักของแม่ ปรนเปรอเอาใจใส่อย่างดี แต่ว่าโยโกะผู้พี่กลับต้องนอนในครัว กินของเหลือ ใส่เสื้อมอซอไปโรงเรียน นอกจากชีวิตในบ้านแล้วยังลามไปถึงชีวิตในโรงเรียน ที่ผู้คนมองคาซาริเหมือนนางฟ้า ส่วนโยโกะเป็นแค่เศษขยะ ก่อนที่เธอจะได้เจอกับซูซูกิซัง หญิงชราที่มองเธอไม่เหมือนที่คนอื่นมอง

"ไปตามหาเลือดมา!"(Not-to-serious Suspense/A little bit comedy) -- เล่าถึงพ่อของตระกูลหนึ่งเป็นโรคประหลาดคือร่างกายไม่สามารถรับความรู้สึกเจ็บปวดได้ แม้แต่กระดูกหักก็ยังไม่รู้ตัว จนวันหนึ่งที่ตื่นมาระหว่างเที่ยวอยู่กับครอบครัว (ลูกสามคน กับ หมอประจำตัวอายุ 95) อยู่ดีดีก็เกิดเลือดไหลออกมาราวน้ำก๊อก แถมถุงเลือดสำรองที่หมอประจำตัว(อายุ 95)เอามา อยู่ดีดีก็ดันหายไปซะอีก...

"บทกวีแห่งมุมอุ่นไอแดด" (Drama) -- หญิงสาวคนหนึ่งตื่นขึ้นมา พบเพียงชายหนุ่มคนหนึ่ง ที่บอกว่าเป็นคนสร้างเธอขึ้นมา ท่ามกลางโลกที่ไม่เหลือใคร

"SO-far โซ-ฟา" (Drama/Suspense) -- เมื่อเด็กชายวัยอนุบาลคนหนึ่งรับรู้ว่าพ่อตายแล้วจากทางแม่ และแม่ตายแล้วจากทางพ่อ แต่ก็ยังเห็นทั้งสองคนอยู่ในบ้านนี่หว่า... ตกลงมันยังไงกันแน่ฟะเนี่ย!!

"บ้านขาวในป่าเย็น" (Drama) -- ชายหน้าตาอัปลักษณ์คนหนึ่งถูกกดขี่มาตลอด ความเก็บกดนั้นทำให้เขาก่อเรื่องสยองอย่างการสร้าง "บ้านขาวในป่าเย็น" จากวัสดุสุดสยอง

"Closet" (Suspense) -- ฆาตกรซ่อนศพไว้ในตู้เสื้อผ้า พยายามไม่ให้ใครรู้ แต่อยู่ดีดีดันมีคนส่งจดหมายมาวันละฉบับๆ ยังกับรู้เรื่องทั้งหมดซะอย่างงั้น!

"วาจาศักดิ์สิทธิ์" (Noir) -- เด็กหนุ่มผู้เป็นเลิศทางวิชาการคนหนึ่งเกิดรู้ความสามารถเรื่อง "วาจาศักดิ์สิทธิ์" ของตัวเอง พร้อมกับความรู้สึกเกลียดชังโลกใบนี้.. แล้วเขาจะทำยังไงล่ะ?

"ZOO" (Drama) -- ชายหนุ่มคนหนึ่งได้รูปใบหน้าศพของแฟนสาวที่ตายไปจากตู้ไปรษณีย์วันละรูปๆ เขาเฝ้าเก็บมันมาเป็นเวลานาน จนวันหนึ่งเขาทนไม่ได้ และออกค้นหาความจริง

"SEVEN ROOMS" (Thriller) -- เมื่อพี่สาวน้องชายคู่หนึ่งตื่นมาในห้องลึกลับ มีเพียงประตูเหล็ก ไม่มีหน้าต่าง ได้อาหารแค่วันละมื้อ และมีรางน้ำประหลาดๆอยู่ในห้อง.. น้องชายร่างเล็กได้ลองมุดผ่านรางน้ำ ก่อนจะพบความจริงอันน่าสะพรึงของห้องประหลาดเหล่านี้

"ในเครื่องบินที่กำลังจะตก" (Comedy) -- หญิงสาวคนหนึ่งกำลังต่อรองกับเซลส์แมนตกอับเพื่อซื้อยาพิษมาปลดทุกข์ตัวเองไม่ให้ตายเพราะเครื่องบินตก ในขณะที่นักศึกษาสอบตกโทไดห้าปีซ้อนกำลังจี้เครื่องบินให้ไปชนมหาลัย

ถ้าถามว่าชอบเรื่องไหนที่สุด
ชอบ "คาซาริกับโยโกะ" , "SO-far" , "วาจาศักดิ์สิทธิ์" และ "Seven Rooms" มากที่สุด เหมือนกับทั้งสี่เรื่องมันนัวร์ได้ใจดี อ่านแล้วสยอง (มี โซฟาร์ ที่อ่านแล้วอึ้งกับแนวคิดของเรื่องมากๆ) สันหลังวาบๆ

แนะนำๆ ^^



ศพ (Postmortem)
Patricia Cornwell


คดีฆาตกรรมต่อเนื่องห้ารายซ้อนในเมืองริชมอนด์ รัฐเวอร์จิเนีย สร้างความประหวั่นพรั่นพรึงให้กับผูคนในเมืองอย่างมาก และสร้างความปวดหัวให้กับหัวหน้าหมอนิติเวชอย่างหมอ Kay Scarpetta มากมายเช่นกัน

การสืบสวนดำเนินไปเรื่อยๆ แถมยังมีเรื่องข้อมูลของคดีรั่วไหลจากสำนักงานนิติเวชของหมอเคย์อีกตะหาก

หมอ Kay ก็เป็นผู้หญิงธรรมดาๆ อารมณ์มีขึ้นมีลงบ้าบอคอแตก สบถเป็นว่าเล่น แถมอธิบดีแอมเบอร์กีย์ยังพยายามจะเล่นงานเจ๊จากคดีข้อมูลรั่วไหลนี่อีก..
น่าปวดหัวจริงๆ ให้ตายเถอะ... เป็นหมอเคย์นี่เอาหัวโขกโต๊ะตายไปแล้ว

เรื่องนี้เป็นนิยายสืบสวนที่ดำเนินเรื่องไม่เหมือนเรื่องอื่นซักเท่าไหร่ เรื่องราวเหมือนเล่าไปเรื่อยๆซะมากกว่า (แต่ไม่นิ่ง เนือย เรียบเหมือนกับนิยายของ Michael Connelly) แต่เรื่องนี้ใช้ตัวละครได้คุ้มดี โดยเฉพาะตอนวางแผนจับฆาตกรตอนสุดท้าย...

จริงๆเนื้อเรื่องน่าจะสนุกกว่านี้ ถ้าคนแปลไม่แปลออกมาเป็นสำนวนแข็งๆ แบบนี้ (แถมเรื่องนี้ยังมีเรื่องของคอมพิวเตอร์ที่ยากเอามากๆ อ่านกี่รอบๆก็ไม่เก๊ต 55+)




 

Create Date : 03 พฤศจิกายน 2549
26 comments
Last Update : 5 พฤศจิกายน 2549 15:46:06 น.
Counter : 731 Pageviews.

 

ตี้อ่านหนังสือไปเยอะมากๆเลยนะเนี่ย พี่ดิ ไม่มีเวลาว่างให้อ่านเล้ยยยย ยิ่งเทอมนี้ ตายแหงๆ เฮ้อ

 

โดย: อะ-โล-ฮ่า 6 พฤศจิกายน 2549 17:07:31 น.  

 

อยากอ่าน Level 7 - ฆาตกรรมระดับ 7 กับ ZOO อ่า แต่ยังไม่มีเวลาอ่านเลยเหอะ

เรื่องบันได13 ขั้นจากแดนประหารเนี้นหนุกมากเลยนะเฟ้ย ถ้าแกว่างอ่านเมื่อไหร่จะเอามาให้ บังคับอ่านสุดตีน

อยากให้วันนึงมีสามสิบชั่วโมงจะได้มีเวลาดูหนัง อ่านหนังสือ ดีวีดีกองท่วมบ้าน 46 แผ่นยังไม่ได้ดูเลยเหอะ

 

โดย: cheatoneself 7 พฤศจิกายน 2549 0:01:58 น.  

 

เอิ่ม จะบอกว่าอ่านคนละแนวกะกูเลยหว่ะ
เม้นไม่ถูกอ๊ะ
เหอๆ

 

โดย: yong IP: 58.8.60.214 7 พฤศจิกายน 2549 0:51:30 น.  

 

กี๊ซซซซซ มีหนังสือหลายเล่มเลยที่เราได้ครอบครองแล้วแต่ยังไม่ได้อ่านง่า

เพราะงั้นยังไม่อ่านรีวิว เชอะ

เดี๋ยวตะลุยอ่านหมดแล้วจะมาอ่านรีวิวอีกรอบเน้อนาโนฯ

 

โดย: สาวไกด์ใจซื่อ 7 พฤศจิกายน 2549 14:46:27 น.  

 

อ้อ..ลืมบอกราคาเค้ก

ก็เค้กแปดชิ้น เอ..หรือเจ็ดง่ะ กับน้ำสามขวด ก็แปดร้อยกว่าบาทอะจ้า

 

โดย: สาวไกด์ใจซื่อ 7 พฤศจิกายน 2549 15:39:29 น.  

 

Level 7 - ฆาตกรรมระดับ 7 น่าสนใจแฮ่ะ

เดี๋ยวต้องไปเลียบๆเคียง ตามแผงหนังสือบ้างแร๊ะ ... แต่เบื่อตรงที่เดินไปแผงหนังสือ(เก่า)นี่ซิ เดินไปทุ้กที มันก็ถามทุ้กทีว่า ..." พี่ๆ โป๊ไหมพี่"

 

โดย: merf1970 8 พฤศจิกายน 2549 13:23:31 น.  

 

อ่านสือเยอะมากมายอ่ะ นอกจากจะเปนแฟนหนังแล้วยังเปนเซียนหนังสืออีก

เรานี่มะแตะเลยอ่ะ

 

โดย: platong IP: 58.9.58.157 9 พฤศจิกายน 2549 0:33:05 น.  

 

มีหลายเล่มนะที่มีในครอบครอง

แล้วก็มีหลายเล่มที่อ่านแล้ว

แต่ว่าก็มีที่ยังไม่ได้อ่าน....... อยากอ่านว่ะ... ใครส่งมาทีดิ หนังสือมันแพงโว้ย....... ไม่มีปัญญาซื้อ!!!!!

 

โดย: Noir IP: 62.254.128.5 9 พฤศจิกายน 2549 1:03:02 น.  

 

อยากอ่านHarlan Coben เห็นชื่อทุกๆเรื่องแล้ว สนใจง่ะ เหอๆ

*เลเวล7 น่าอ่าน!! เนื้อเรื่องท่าจะเจ๋งว่ะ

*ยังอ่านคินดะไม่จบเลยกรู

*สู้ตายเว่ย ไอ้ตี้

 

โดย: จั่น* IP: 58.8.73.190 9 พฤศจิกายน 2549 1:12:23 น.  

 

หนังสือที่นี่ส่วนมากกูอ่านไม่ออกว่ะ

 

โดย: เณี้ยบ IP: 210.250.2.96 9 พฤศจิกายน 2549 22:01:26 น.  

 

อะไรฟะ...พิมพ์ไปแล้วละมันเด้ง

พี่ชอบโกธมากเลย

จิตดี....

 

โดย: PADAPA--DOO IP: 210.75.123.194 10 พฤศจิกายน 2549 17:29:42 น.  

 

ห่างเหินหนังสือไปนานแล้ววว

 

โดย: 125 66 IP: 58.9.45.50 10 พฤศจิกายน 2549 20:59:48 น.  

 

เล็งอยู่หลายทีแล้วค่ะสำหรับ ฆาตกรรมระดับ 7 แต่ยังมะได้โอกาสหยิบมาเป็นเจ้าของเลย

หนังสือน่าสนใจทั้งนั้นเลยค่ะ

 

โดย: renton_renton 11 พฤศจิกายน 2549 7:08:59 น.  

 

ปิดเทอมที่ผ่านมา
กรูอ่านไป 2 เล่มเอง
เหอะๆๆๆๆ

อยากอ่านชุด Harlan Coben อ่า
แต่หนังสือก็ค้างบานแบะแล้ว
อิๆๆ

 

โดย: MadSatan IP: 203.113.34.13 11 พฤศจิกายน 2549 11:22:09 น.  

 

แมวสามสีเราก็อ่านค่ะ แต่รู้สึกว่่าบางเล่มไม่คอ่ยหนุกแฮะ - -" เลยไม่ได้ซื้อเก็บต่อ
ส่วนของโอตสึ อิจินี่ชอบมาก
โดยเฉพาะ"เพื่อนร่วมบ้านที่มองไม่เห็น"

 

โดย: aritsumemoon (a r i t s u m e m o o n ) 12 พฤศจิกายน 2549 18:45:12 น.  

 

โอ้ว ไอ่ตี้

นี่ขนาดงบเเค่พันเดียว

....
เเต่เด๋วเปิดเทอมก็อดอ่านเเล้วอ่ะดิ

ฮิๆ

 

โดย: Om IP: 192.150.249.114 16 พฤศจิกายน 2549 16:23:28 น.  

 

แวะมาเยี่ยมครับ พร้อมกับตกใจรูปในกล่องคอมเมนท์นิด ๆ ดีวีดีที่ผมดูส่วนใหญ่จะมาจากร้านเช่าครับ บางทีก็ไปซื้อที่แม่สาย เชียงราย มา เห็นที่กรุงเทพ ฯ มีแถวจตุจักร

 

โดย: Johann sebastian Bach 17 พฤศจิกายน 2549 18:46:13 น.  

 

เฮ้ย ตี้ ไม่บอกกันเลยว่ามีมิเกะฯ
เอามายืมมั่งเดะ นิทรรศการฆาตกรรมน่ะ

เออ แล้วก็ ของฮาร์ลาน โคเบน แนะนำอีกสองเล่ม "หาย (Gone for good)" กับ "อย่าบอกใคร (Tell no one)" เอาคอเป็นประกันว่ามันส์โคตรๆ (ได้ข่าวว่ายังไม่ได้อ่าน = =")

 

โดย: Shelling Ford` 18 พฤศจิกายน 2549 3:44:55 น.  

 

ขออีกจึ้ก ลืมมองว่าโลโก้รันเลขคอมเมนท์เป็นสิงห์ดำ รักสถาบันจริงๆเลยนะเฟร่ย (เด๋วเอาเกียร์ไปแปะบล็อกมั่ง << ได้ข่าวว่าปิดอยู่ ห้าๆๆ)

เออ ลืมไปเว่ย รัสปูตินที่ซื้อมาจากงานหนังสือ ยังไม่ได้อ่านเลย ตอนนี้บ้าปัวโรต์อย่างแรง เพิ่งไปศูนย์หนังสือฯเอามาอีกเล่มเนี่ย (รู้สึกว่าจะไม่มีตังกินข้าวแล้วด้วย โฮะๆๆๆ << กำแท้ๆ)

สุดท้ายและ จองตั๋วเดธโน้ตสองยัง ถ้ายัง จองกับกรูมั้ย อยากได้แฟ้มว่ะ

 

โดย: Shelling Ford` 18 พฤศจิกายน 2549 3:53:36 น.  

 

ตี้ แกอ่านแนวสืบสวนหรอเนี่ย
เยี่ยมๆ
ว่าจะยืมมาอ่านสักหน่อย แต่ช้านไม่นิยม
หนังสือญี่ปุ่นหวะ (อคติส่วนตัว)

เรื่อง หลง ก็เล็งไว้นานแล้วเหมอืนกัน
พอแกบอกว่าอ่านวันเดียวจบ..แสดงว่ามันคงโอเค ไว้จะหามาอ่านนะ

เด๋วนี้บล็อกแก เริ่มมีหลายแนวนะเนี่ย ปกติไม่เรือ่งหนัง ก็เป็นเรือ่งการเมือง ดีเว่ยๆๆ มีสาระ

 

โดย: K-i_i-K IP: 203.113.35.11 19 พฤศจิกายน 2549 22:34:31 น.  

 

แอบมาอีกรอบ...

เปลี่ยนรูปกล่องคอมเม้นซะทีดิ่วะ

กินข้าวอยู่เนี่ย

เสียวฟัน

 

โดย: PADAPA--DOO 21 พฤศจิกายน 2549 18:00:11 น.  

 

เหอะๆๆๆ
ชีวิตแกหนังสือกะดูหนังจิงๆ

 

โดย: >>J:o:Y<< IP: 58.8.183.68 21 พฤศจิกายน 2549 22:32:21 น.  

 

ตอนนี้เราอ่านคินดะอิจิเล่ม 2 หมู่บ้านแปดหลุมศพอยู่ ใกล้จบและ
พบสำนวน "ถ้ารู้งี้นะ.." เต็มไปหมดจริง ๆ

แกอ่านหนังสือเยอะดีนะ ไว้วันหลังจะไปหาเล่มที่แกแนะนำมาอ่านมั่ง

 

โดย: zonya~ IP: 203.131.208.83 22 พฤศจิกายน 2549 16:20:51 น.  

 

โอ๊ะ แนวเดียวกันเลย มีเหมือนกันหลายเล่ม อิอิ จบไปกว่าครึ่งเอง

ชอบ zoo กับ ฉันหายไป....เรื่อง ก่อนนั้นก็ชอบ อ่านจบแล้ว แบบว่า โห สุดยอดอ่ะ

ขำ คนที่เสียวฟันอ่ะ

 

โดย: จังไม (ทำไมต้องล็อกอิน ) 30 มกราคม 2550 22:27:55 น.  

 

กร๊ากก

 

โดย: อับดุล IP: 203.121.131.5 9 เมษายน 2550 13:47:02 น.  

 

โห ไม่น่าเชื่อว่าจะอ่านของ Harlan Coben ด้วย 55+

 

โดย: McMurphy 28 เมษายน 2554 16:29:11 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


nanoguy
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




คนในสังคมจารีตที่มีความคิดทางเวลาแบบไตรภูมิจะไม่ให้ความสำคัญแก่เวลาตามประสบการณ์ กล่าวคือไม่ให้ความสำคัญแก่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นจริงของชีวิตและสังคมว่าดำเนินมาและดำเนินไปอย่างไร เชื่อในการคลี่คลายเปลี่ยนแปลงของชีวิตและสังคมซึ่งจะต้องเป็นเช่นนั้นตามกฎแห่งเวลาของพุทธศาสนา

- อรรถจักร สัตยานุรักษ์
(จากบทความ "ความเปลี่ยนแปลงความคิดทางเวลาในสังคมไทย" วารสารเศรษฐศาสตร์การเมือง 4 ตุลาคม 2531)




Let this song rhyme our souls
when your voice and mine become one and whole.

Let it carry us high above
When we recite our poetry of love
that when there's love then there's hope.

Your love is my light,
and it'll get us through this lonely night.

- รักแห่งสยาม (ซับไตเติ้ลอังกฤษเพลง กันและกัน ท่อนฮุค)









Friends' blogs
[Add nanoguy's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.