Sanctuary........... The state of being protected or safeguarded, as from danger or hardship
Group Blog
 
 
กันยายน 2553
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
26 กันยายน 2553
 
All Blogs
 
เชิงพาณิชย์ (ตอนที่ ๔)







“ฮาย เอฟวรี่วัน.....ฮาย...มวย...ฮาย....ยีง...อาร์ ยู โอ เค๊ ???? ”
ตาบรู๊ส วิลลิส ส่งเสียงทักทาย พร้อมกับนำกระเป๋าและคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ควางบนโต๊ะทำงานซึ่งอยู่ข้างซ๊ายมือของโต๊ะฉัน
“น๊อท ทู แบ๊ด....ไม่เลวหรอกย่ะ” หมวยตอบพร้อมยักไหล่
“แอม โอ เค้ แต๊งยู.....สบายดี ขอบใจที่ถามนะ” ฉันตอบตาเหม่งบ้าง
“ทุกคนครับลงไปเข้าแถวด่วนเร็ว...เร็ว...เร็ว....โอ เค ออล ทีชเชอร์ซ์ซ์...พลีส เม๊ค เดอะ โรว ...อิทส ทาม...คั่มมอน...”
น้องโน๊ต หัวหน้าหมวดทั้งต้อนทั้งไล่บรรดาครูทั้งหัวดำ หัวทอง ลงไปเตรียมพร้อมเคารพธงชาติ แอ่นด์ ร้องเพลงหน้าเสาธง




ลานปูนกว้างหน้าโรงเรียนที่เคยมีเสียงเด็กวิ่งอึกทึกและเสียงพูดคุยหยอกล้อเฮฮา บัดนี้เต็มไปด้วยแถวของนักเรียนหญิงจำนวนมากที่ยืนแบ่งฟากชั้น ปวช. และ ปวส.กันอยู่อย่างเป็นระเบียบ มีส่วนน้อยที่แอบพูดคุยหรือแกล้งกันในแถวอยู่บ้าง แต่สักพักเดียวก็จะมีอาจารย์บางท่านเดินไปกำราบแบบประชิดตัว



“หมวย.....อ้อยไปยืนตรงใหนเหรอ” ฉันเอ่ยปากกระซิบเบาๆ
“อ๋อ...เห็นบอกว่าวันนี้ลูกๆห้องที่อ้อยเป็นที่ปรึกษาเข้าแถวข้างล่าง...มันเลยต้องไปยืนคุมแถว...โน่นไงเจ๊....ซ๊ายมือน่ะ...ยืนหัวโด่นั่นไง.....” หมวยอธิบาย



ฉันเลยได้ความรู้ใหม่เพิ่มว่า หากนักเรียนห้องที่เราเป็นที่ปรึกษาเข้าแถวข้างล่าง เราก็ต้องอยู่คุมด้วย แต่หากนักเรียนเรามีเรียนคาบเช้า พวกเขาสามารถนั่งรอเรียนคาบแรกที่ห้องเรียนได้เลย เพียงแต่ที่ปรึกษาต้องเข้าไปอยู่ดูแลด้วย ที่สำคัญก็คือภาพการเข้าแถวและภาพการให้โอวาทของผู้บริหารจะถ่ายทอดสดผ่านไปยังโทรทัศน์ที่ติดตั้งภายในห้องเรียนทุกห้อง.....อืม...เข้าถึงประชาชนจริงๆ



ว่าแต่.....เราจะได้เป็นที่ปรึกษาห้องใหน แล้วเด็กจะเป็นอย่างไรบ้างก็ไม่รู้สินะ...ชักกังวลแล้วสิเรา



หลังจากร้องเพลงชาติไทยและสวดมนต์เสร็จ ส่วนมากแล้วพวกอาจารย์ฝรั่งก็จะขึ้นไปบนตึกก่อน เหลือเฉพาะครูไทยที่ต้องคอยดูแลนักเรียนให้ตั้งใจฟังโอวาทจากท่านผู้อำนวยการโรงเรียน และครูเวรประจำวัน ซึ่งวันนี้ท่าน ผอ. พูดเรื่องการปฏิบัติตามพระราชดำรัสของในหลวง เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีการเรียกนักเรียน ปวช. สองคน ขึ้นมายกตัวอย่างการทำตัวแบบพอเพียงในชีวิตประจำวัน สำหรับฉันถือว่าโรงเรียนสอนให้เด็กคิดดีมาก แต่การตอบโต้ซักถามระหว่าง ผอ.และนักเรียนก็ใช้เวลาค่อนข้างนาน ฉันเหลือบมองดูที่นาฬิกาข้อมือ เข็มสั้นชี้เกินเลข ๘ เล็กน้อย ส่วนเข็มยาวชี้ที่เลข ๔


อืม...แปดโมงเกือบครึ่งแล้วหรือนี่ คาบแรกฉันต้องสอนเด็กปวช. วิชาสนทนาอังกฤษเพื่อการพยาบาลเสียด้วย ห้องนี้ยังไม่เคยได้เจอกัน ป่านนี้คงจะเล่นกันคุยกันเสียงดังลั่นห้องแล้วกระมัง



ทันทีที่บอกเลิกแถว ฉันดิ่งเข้าห้องพักครู รีบไปคว้าหนังสือสองเล่มที่วางอยู่บนโต๊ะจากนั้นเดินอย่างเร็วไปยังห้องที่จะต้องสอนซึ่งโชคดีมากที่อยู่ชั้นเดียวกัน และทันทีที่เปิดประตูห้องเรียนเข้าไป ฉันก็พบกับภาพที่ประหลาดใจ หรือเรียกว่าไม่คิดว่าจะได้เห็น



อาจารย์ก้อย รองหัวหน้าหมวดภาษาอังกฤษกำลังนั่งล้อมวงพูดคุยหยอกล้อกับนักเรียน โดยที่มีเด็กคนหนึ่งยืนถักเปียให้อาจารย์อย่างสวยงาม....เอ่อ....สวยจริงๆนะเพียงแต่มันใช่เวลาหรือปล่าว

“อ้าว....ผอ.พูดเสร็จแล้ว อาจารย์ก็มาแล้ว หยิบหนังสือขึ้นมาเร็ว...ลูก....” อาจารย์ก้อยพูด พร้อมๆกับหันมายิ้มให้ฉัน แล้วเดินออกจากห้องไป



ฉันเหมือนตกอยู่ในภวังค์ แต่พอได้ยินอาจารย์เรียกเด็กว่า...ลูก...เลยได้รู้ว่าเธอเป็นที่ปรึกษาของนักเรียน ปวช. ห้องนี้นี่เอง อาจารย์มาอธิบายฉันเพิ่มเติมภายหลังว่า..แม่...ต้องทำทุกวิถีทางให้..ลูก...รู้สึกไว้วางใจ รู้สึกสนิทสนม จนถึงขั้นไม่ว่ามีปัญหาส่วนตัวอะไร หนักหนาแค่ใหน... ไม่มีเงินมาโรงเรียน โดนแฟนทำร้าย หรือแม้กระทั่ง...มีสิ่งมีชีวิตใหม่ก่อกำเนิด


แม่จะคอยช่วยแก้ไข และ ปกป้องคุ้มภัยให้พวกเธอ


“เอาล่ะนะคะทุกคน พอดีเหลือเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง งั้นวันนี้ช่วยแนะนำตัวสั้นๆเป็นภาษาอังกฤษพอให้ครูได้รู้จักพวกหนูนะคะ ระหว่างนี้ครูจะได้เช็คชื่อไปด้วย....” หลังแนะนำตัวเสร็จ ฉันก็รวบรัดเข้าประเด็นทันที












นักเรียนห้องนี้ค่อนข้างน่ารักและเป็นมิตร บางคนแม้จะพูดผิดพูดถูก เพื่อนๆก็จะหัวเราะขำแบบเบาๆ เชิงหยอกล้อมากกว่าเย้ยหยัน ไม่มีแต่งหน้าในห้อง ไม่มีคุยมือถือ ไม่มีหน้าหงิกหน้างอ ยกเว้น แอบหลับหนึ่งคน



“จรียาหนูไม่สบายหรือปล่าวคะ.....ดูสิฟุบหน้ากับโต๊ะเชียว”
“ขอโทษค่ะจารย์...พอดีหนูเป็นคณะกรรมการนักเรียนน่ะค่ะ เมื่อวานเป็นตัวแทนเข้าประชุมร่วมกับฝ่ายบริหารเรื่องจัดนิทรรศการเศรษฐกิจพอเพียง กว่าจะเลิกกว่าจะกลับถึงบ้านก็ค่ำแถมเมื่อเช้าต้องยืนตากแดด ช่วยอาจารย์เวรคุมแถวคนที่มาสายอีก....เดี้ยงเลยจารย์...ของีบนิดนะคะ” จรียายกมือไหว้แล้วฟุบลงกับโต๊ะด้วยท่าเดิม



อืม....คนที่ฉลาดและทำงานคล่องมักถูกใช้จนเกินคุ้ม...เป็นแบบนี้ทุกที่จริงๆ



คาบต่อไปฉันว่างจนถึงบ่ายโมง.....ดีจัง...จะได้ลงไปหาข้าวเช้ากินเสียหน่อย แต่ก่อนอื่นเอาหนังสือไปเก็บก่อนดีกว่า ขี้เกียจแบกเดินไปเดินมา



“ฮาย...ยยย...ยีง....” ตาบรูส วิลลิส กล่าวสวัสดี
“ฮาย......” ฉันยิ้มและกล่าวทักทายตอบสั้นๆแบบมืออาชีพ เพราะกำลังรีบจะลงไปข้างล่าง


ระหว่างที่ฉันเก็บหนังสือและ เปิดลิ้นชักหยิบกระเป๋าเงิน ตาโล้นวิลลิสก็..ถาม...ถาม...และถาม...แบบไม่มีหยุด....ทำไมคุณไม่เก็บเอกสารของคนเก่าไว้ที่อื่นครับ....หนังสืออยู่บนโต๊ะเยอะแบบนี้คุณทำงานถนัดหรือ....คุณมีปากกาเขียนกระดานสีแดงหรือยัง...คอมพิวเตอร์คุณระบบอินเตอร์เน็ตเชื่อมต่อเรียบร้อยมั๊ย...บลา...บลา...บลา....บลา......


เวลาผ่านไปแค่ห้านาที...แต่คุณพี่ถามประมาณ ๖๘ คำถาม


“ฮัลโหล.....อ๋อ..สบายดี...แล้วตัวเองเป็นไง.....โอ้ ซอรี่ บรูส ...ไอ แฮพ อะ คอล...ซี ยู เลเธ่อร์.....” ฉันเสแสร้งทำเป็นมีสายเข้าเพื่อตัดบทสนทนา จากนั้นตีชิ่ง ซอยกีบลงไปโรงอาหารอย่างรวดเร็ว




วันนี้เลือกกินกระเพาะปลา รสชาติก็ปานกลางนะ แต่ราคาน่ะอุ่นใจดีแท้ รู้สึกเหมือนท้องยังโหวงเหวงโคลงเคลงอยู่ อย่ากระนั้นเลย หันไปที่พิกัด ๔๕ องศามีร้านขนมหวานอยู่ อืม...ได้ลอดช่องถ้วยเล็กล้างปากสักถ้วย....น่าจะพอดี



“ฮ๊าด....ชิ่ว...วว...ฮ๊าด..ดด...ชิ่ว...วว....” จบของหวานดันจามติดกันสองครั้งซะงั้น

“อาจารย์.....ทานอะไรคะ....” เด็ก ปวส. กลุ่มหนึ่งที่เดินผ่านมาเอ่ยปากถาม
“กระเพาะปลาค่ะ...” ฉันตอบพร้อมฉีกยิ้มทั้งที่ยังจำนักเรียนไม่ได้สักคน
“คาบนี้ว่างเหรอจารย์....จารย์ไปนั่งเล่นห้องสมุดดิ....จารย์เคยไปยัง..แอร์เย็นฉ่ำนะ...”




ราวกับนางฟ้ายื่นมือมาช่วยเด็กน้อยผู้หลงทางกลางป่าใหญ่ ฉันลืมไปได้อย่างไรนะว่าทุกโรงเรียนต้องมีห้องสมุด สถานที่อันเต็มไปด้วยหนังสืออันหลากหลาย ถึงพร้อมด้วยบรรยากาศที่เงียบสงบ(เพราะมีป้ายห้าม) ซึ่งเหมาะกับจริตฉัน ผู้นิยมปลีกวิเวกโดยใช้หนังสือแทนหลุมหลบภัย
“ชั้น ๘ ใช่มั๊ยคะ...โอเคค่ะขอบใจมาก” ฉันถามย้ำด้วยความลิงโลด หางตั้ง หูชัน จากนั้นดีดตัวจากโรงอาหารมุ่งตรงสู่ลิฟท์ที่มีอยู่ตัวเดียวของโรงเรียนทันที








ห้องสมุดของที่นี่มีขนาดใหญ่พอสมควร พื้นที่ทั้งหมดแบ่งออกเป็นสองส่วน โดยห้องที่ทุกคนต้องผ่านเครื่องสแกนเข้าไปเป็นห้องแรกคือห้องใหญ่ ขวามือของทางเข้าเป็นที่ตั้งเคาน์เตอร์ซึ่งเป็นส่วนที่ใช้ทำงานของอาจารย์บรรณารักษ์จำนวน ๒ ถึง ๓ ท่าน เยื้องกันนั้นเต็มไปด้วยชั้นหนังสือหมวดธุรกิจ หมวดเทคโนโลยี่ ประมาณ ๑๐ กว่าชั้นได้ ขณะที่ทางด้ายซ้ายเป็นมุมที่ใช้นั่งอ่านนิตยสาร ซึ่งมีทั้งเกี่ยวกับดารา แฟชั่น เย็บปักถักร้อย หรือแม้กระทั่งการเลี้ยงสัตว์.......แอร์ทั้งห้องเย็นฉ่ำ แถมมีนักเรียนอยู่แค่ห้า หกคน...




ฉันเลือกที่นั่งแบบเหมาะๆ เป็นโต๊ะที่ติดหน้าต่างอันมีแสงแดดอ่อนๆส่องรำไร พร้อมทั้งปะทะสายลมเย็นจากแอร์อันแสนจะสดชื่น หากไม่ติดว่าวิวที่มองออกไปเบื้องล่างคือ...เอ่อ....คลองระบายน้ำเสีย.....ที่นี่...ก็คือโลเคชั่นที่ดีที่สุดในบ้านทรายทองของป้าพจมาน




ห้องเล็กที่อยู่ฝั่งตรงข้ามปิดไฟมืด มองเห็นลางๆ ว่ามีชั้นหนังสืออยู่เพียบ...ฝากไว้ก่อนเถอะวันหลังค่อยเจอกัน



“ฟู่ว....วววว....ฟู่ว....เอิ๊ด....ดด....ดดด”



เปิดหนังสือแฟชั่นได้แค่ไม่กี่หน้า พลันหูก็ได้ยินเสียงเหมือนมีเครื่องอะไรสักอย่างกำลังทำงานอยู่ เสียงลมดัง...ฟู่ว..วววว...มีมากระทบโสตประสาทเป็นพักๆ ก่อความรำคาญ จนต้องหาต้นตอให้คลายสงสัย ฉันวางหนังสือคว่ำหน้าลง จากนั้นค่อยๆย่องไปทางด้านหลังของชั้นหนังสือเหล็กขนาดสูงใหญ่ที่อยู่หลังโต๊ะของฉัน ตรงนี้เป็นมุมค่อนข้างอับ หากไม่มีเสียงตะกุกตะกัก คงไม่มีใครสนใจจะเดินผ่านเป็นแน่....พระเจ้าช่วยกล้วยทอด!!!!!





เด็กนักเรียน ปวช. ๕ คน กำลังนั่งล้อมวงแต่งหน้าทาปากอยู่กับพื้น มีอยู่ ๒ คนที่ผลัดกันใช้ไดร์เป่าผมอันใหญ่จัดแต่งทรงผมให้แก่กันและกัน พวกเขาไม่ได้มีท่าทางตกใจหรือเขินอายเมื่อเห็นฉัน ตรงกันข้ามกลับยกมือไหว้ แล้วทำทุกอย่างตามเดิม



อืม....มมมม....จุกที่ท้องน้อยจริงๆ



“อาจารย์....อาจารย์เพิ่งมาใหม่ใช่มั๊ยคะ....มีบัตรห้องสมุดหรือยัง...เดี๋ยวเช็คข้อมูลในคอมแล้วทำบัตรให้เลยดีมั๊ยคะ”



ฉันหันไปมองตามเสียงเรียก สตรีรูปร่างท้วมผู้มีเส้นผมสีดอกเลา ขยับแว่นสายตากรอบทองของเธอ พร้อมส่งยิ้มหวานอันแสดงถึงความเป็นมิตร ฉันยิ้มรับ กล่าวขอบคุณ และได้คำตอบแล้วว่า.....ทำไมพวกเด็กๆ ถึงไม่ค่อย...ยำเกรง...กับสถานที่อันเรียกว่าห้องสมุด


“นี่ค่ะอาจารย์...บัตรเรียบร้อยแล้ว....ยืมได้ไม่เกินครั้งละ ๗ เล่มและคืนภายใน ๑๐ วันนะคะ คืนช้าเกินกำหนดปรับวันละ ๑ บาทค่ะ...”

“ป๊าด....ดดดด” ( แอบตะโกนในใจ ) ค่าปรับทำไมถูกจังซี่หว่า งั้นยืมไปอ่านวันนี้เลยดีกว่าเรา






ฉันหอบหนังสือเรื่องสั้น ๓ เล่ม และหนังสือการใช้โปรแกรม photoshop หนึ่งเล่มใหญ่ลงไปห้องพักครู อ้อยแกล้งแซวว่าป้ามีเวลาอ่านด้วยหรือ ขณะที่มีเรื่องให้ประหลาดใจยิ่งนัก.......เมื่อเคลื่อนร่างไปถึงโต๊ะตัวเอง





counter  :  59  Pageviews




Create Date : 26 กันยายน 2553
Last Update : 26 กันยายน 2553 18:13:15 น. 3 comments
Counter : 244 Pageviews.

 
สวัสดียามเช้าครับพี่หญิง

ผมว่าเด็กเดี๋ยวนี้รับมือยากมากครับ 555

หนึ่งคือข้อมูลเค้าเยอะ
สองคือ พ่อแม่เลี้ยงดูมาแบบตามใจมาก

นี่กลายเป็นปัญหาของครูเลยนะครับ









โดย: กะว่าก๋า วันที่: 26 กันยายน 2553 เวลา:6:51:40 น.  

 
เป่าผมค่ะครูหญิงขา...บ่ได้ทำอย่างอื่นเด้อ

อึ่มถ้าทำแบบในหนังที่พี่ดูมาเสียงอย่างอื่นชัวร์


เฮ๊ย...หนังเรื่องไหนจะได้ให้หญิงทายถูก


จะทายไหมจ๊ะเองเงิงเงย


โดย: พี่แหม๋ว (ฟ้าคงสั่งมา ) วันที่: 26 กันยายน 2553 เวลา:12:58:44 น.  

 
น้องก๋า....



ปัญหามาจากหลายๆส่วนปนกันนะ แต่ส่วนใหญ่คงเริ่มจากที่บ้านนั่นล่ะค่ะ



ดีใจแทนครูนะที่กำลังจะทำเรื่องเพิ่มเงินเดือนให้ (นานหน่อย....ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย) ฟังพี่ที่เขาเป็นครูแบบเต็มตัวบ่นให้ฟัง ทั้งสอน ทั้งทำคะแนน ไปเยี่ยมบ้านเด็ก อบรมอะไรอีกสารพัด....เพิ่มเงินให้ครูจะได้มีกำลังใจค่ะ







พี่แหม๋ว....


ทายไม่ถูกหรอกค่ะพี่แหม๋ว ช่วงนี้ไม่ค่อยได้ดูหนัง ไม่ได้อ่านหนังสือ ...สักเท่าไหร่ค่ะ


ส่วนที่เจอเด็กไดร์ผมในห้องสมุด...อึ้งน่ะค่ะ...เกิดมาเพิ่งสัมผัส


โดย: My_Sanctuary วันที่: 26 กันยายน 2553 เวลา:18:09:54 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

My_Sanctuary
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add My_Sanctuary's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.