Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2553
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
16 ธันวาคม 2553
 
All Blogs
 
ตอนที่ 125 - อย่าเสียใจที่รักผม

***ฟิค <แปล> เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผู้เขียนแต่งขึ้น เพื่อความรักของคนทั้งสองเท่านั้น หาได้มีเจตนาอื่นหรือไม่ จึงขอให้อ่านด้วยความบันเทิง และเชื่อมั่นในรักของพวกเขาด้วย****


ที่ห้องพักของฮวางโบในโรงแรม

เธอ เพิ่งจะอาบน้ำเสร็จหมาดๆ ระหว่างที่กำลังยืนเช็ดผมให้แห้งอยู่ในห้องน้ำนั้น เธอก็นึกไปถึงสิ่งที่เธอเพิ่งคุยกับฮยอนจุงก่อนที่เขาจะกลับไปที่ห้องพัก

”ผมขอไปที่งานแป๊บนึกเพื่อดูความพร้อมก่อนเปิดการแสดงรอบค่ำน่ะฮะ รอผมก่อนน่ะ อย่าเพิ่งหลับล่ะ”

”เธอจะอยู่ที่นั่นเลยก็ได้นะ ไม่ต้องห่วงชั้น ชั้นโอเค ”เธอพูดเพื่อให้เขาคลายความกังวลใจที่ปล่อยให้เธอต้องอยู่ในห้องพักเพียงลำพัง

”แต่ผมไม่โอนี่นา ผมไม่อยากทิ้งคุณให้อยู่คนเดียว ถึงแม้จะแค่ในห้องนี้ก็ตาม!”เขาแย้งทันที

เธอมองภาพสะท้อนของตัวเองจากในกระจกพร้อมกับนึกในใจว่า
“เธอช่างดูแตกต่างราวกับมาจากคนละโลกเลยน่ะ...นี่เธอคือฮวางโบ ฮเยจุง จริงๆน่ะหรือ...?”

แล้วก็นึกบอกตัวเองขำๆว่า ..แต่ ชั้นต้องยอมรับเรื่องนึงนะ...ว่าเธอดูสวยขึ้น...มากเลยอ่ะ หรือว่าเธอมีแฟนเด็ก เธอจึงเด็กตาม ในขณะที่คิมฮยอนจุง เฮ้อ นับวันยิ่งทำตัวแก่ลงแก่ลง กลัวจะไม่ได้แก่หรือไงกันน่ะ”

ที่ห้องพักของวง SS501
เหล่าเมมเบอร์กำลังมารวมตัวกันเพื่อรอรับคีย์การ์ดจากผู้จัดการซึ่งเป็นคนดูแลเรื่องการจัดงานคอนเสิร์ตที่ญี่ปุ่น

ผู้จัดการ (หัวหน้าคิม) บอกกับหนุ่มทั้ง 4 “พวกนายนอนด้วยกันห้องละ 2 คนน่ะ”จากนั้นก็หันมาเรียกลีดเดอร์

ฮยอนจุงเงยหน้าขึ้นมาขานรับ “ว่าไงฮะพี่?”

ผู้จัดการคิมว่า “นายนอนห้องเดียวกับชั้นก็แล้วกันน่ะ”

“...หา อ่ะไรน่ะฮะ?”<งานเข้าแล้วสิชั้น แล้วงี้จะกลับไปนอนห้องภรรเมียได้ไงกันอ่ะ>

!!! ยองแซงก็ตกใจไม่แพ้กันหันขวับมามองพี่ผู้จัดการ

ผู้จัดการคิมออกคำสั่งต่อไปว่า “นายขนสัมภาระของนายตามชั้นออกไปนะ ห้องพักของเราอยู่อีกฝั่งหนึ่งน่ะ ตามไปเร็วๆเข้า ให้ไวเลย”

ลีดเดอร์มึนตึ้บทำอะไรไม่ถูก ได้แต่หันไปมองเพื่อนซี้ด้วยสายวิงวอนขอความช่วยเหลือ...


แต่ซี้ปึ๊กแก้มป่องก็อยู่ในอาการเดียวกัน นั่งหน้าเหวอพูดอะไรไม่ออก...
ลีดเดอร์ซึ่งอยู่ในอาการเครียดจุกอก ถอนหายใจออกมาอย่างแรงเมื่อเฮียคิมเดินพ้นออกไปจากห้อง

จองมินได้ยินก็ถามลีดเดอร์ทันที “นายเป็นอะไรอ่ะ ทำไมถอนหายใจดัง เฮือกๆซะขนาดนี้?”


ฮยอนจุงนิ่งไร้ปฏิกริยาโต้ตอบ...

ม้ามินสังเกตสีหน้าของลีดเดอร์ก่อนจะถามอีกครั้งว่า...”มีอะไรที่มันกวนใจนายอยู่รึเปล่าน่ะ?”


จุนเบบี้รีบเข้ามาแจมทันทีและถามม้ามินว่า “เกิดอะไรขึ้นอ่ะ?”

ลีดเดอร์ยังคงนิ่งเงียบไม่ตอบ นอกจากถอนหายใจออกมาอีกรอบแล้วเดินหิ้วกระเป๋าของเขาออกจากห้องไป

เมื่อ ไม่ได้คำตอบจากเจ้าตัว ม้ามินจึงซักยองแซงเป็นรายต่อไป “นี่มันเกิดอะไรขึ้นเหรอ? ลีดเดอร์เป็นอะไรไปอ่ะ ทำไมเขาทำหน้าเหมือนคนท้องผูกถ่ายไม่ออกมา 7 วัน แถมยังถอนหายใจเฮือกๆแบบนั้นอีก?“


ยองแซงก็ทำหน้าไม่ถูกได้แต่ผสมโรง ถอนหายใจตามลีดเดอร์ไปด้วย...


ที่ห้องพักของผู้จัดการคิม
ผู้จัดการเดินออกมาจากห้องน้ำหลังจากเพิ่งอาบน้าเสร็จ ก็พบว่าฮยอนจุงยืนอยู่กลางห้องโดยที่มือยังคงถือกระเป๋าเดินทางของเขาเอาไว้

ผู้จัดการคิมทำหน้าพยักเพยิดไปทางเตียงนอนใหญ่พร้อมกับบอกว่า “นายนอนที่เตียงนั้นก็แล้วกันน่ะ”

“.......................”

ผู้ จัดการเห็นว่าชายหนุ่มยังยืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อนจึงถามไปว่า “นายบอกเองไม่ใช่เหรอว่าคืนนี้จะเข้านอนแต่หัวค่ำน่ะ? แล้วทำไมยังอยู่แบบนี้อีกล่ะ น่าจะหลับไปตั้งนานแล้วไม่ใช่หรือ?”


“.......................”

ที่ห้องพักของเมมเบอร์
จุนเบบี้ร้องเสียงหลงออกมาเมื่อได้ยินสิ่งที่ยองแซงเล่า “อะไรอ่ะ ทำอย่างงั้นได้ไง บร้าไปแล้ว??!!”

ยองแซงนิ่งเงียบ...

คยูจงถามขึ้นมาว่า “งั้น ตอนนี้พี่เขาจะทำยังไงต่อไปน่ะ ชั้นอยากรู้จัง?”

“ชั้นเดาว่า...คงทำอะไรไม่ได้จริงๆอ่ะ”เพื่อนซี้ตอบด้วยน้ำเสียงที่ดูหดหู่เล็กๆ

“แล้วเราบอกพวกพี่ๆเขาไปไม่ได้หรือฮะว่าพี่สะใภ้อยู่ที่นี่อ่ะ..?”จุนเบบี้เปิดประเด็นขึ้นมา

ม้า มินเหวี่ยงสายตาใส่น้องเล็กก่อนจะถามว่า “นายไม่รู้รึไงว่า ตั้งแต่เดือนที่แล้ว ผู้จัดการของพวกเราเขาจับตามองลีดเดอร์ยังกะแมวจ้องตะครุบหนูอ่ะ? เฮียคิมคงจะไม่ปลื้มอย่างแรงถ้าได้ยินเรื่องนี้..”.

จุนเบบี้ออกความเห็นบ้าง “แต่ยังไง...เขาก็รู้ว่าพี่สะใภ้มาที่บ้านพักของเราตลอดเลยน่ะ”

“แต่นั่นมันคนละเรื่องเดียวกันกับสถานการณ์ตอนนี้นะ”ยองแซงแย้งขึ้นมา

“แล้ว นี่เราจะทำยังไงกันดีเรื่องพี่สะใภ้อ่ะ? พี่เขาคงจะต้องเหงามากเลยนะ...หลังจากที่อุตส่าห์ข้ามน้ำข้ามทะเลบินมาที่ นี่ด้วยตัวเองคนเดียว”...น้องเล็กพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูเป็นห่วงเป็นใย

“หุหุ”ยองแซงได้ยินก็หัวเราะออกมาแล้วถามว่า “นี่มันไม่ดูเป็นเรื่องน่าขันหรอกเหรอ?”

“อะไรหรือฮะ?” คยูจงถามพร้อมกับทำหน้างง <มาขำอะไร ผิดที่ผิดเวลาแบบนี้ เมาอะไรรึเปล่าอ่ะ>

พี่รองของวงรีบเฉลยทันทีว่า “ก็ทำไมพวกเราถึงต้องมานั่งหน้าเครียดเป็นทุกข์เป็นร้อนกับเรื่องของคนอื่นกันแบบนี้ด้วยเล่า?”


ม้ามินทำหน้ายิ้มเยาะก่อนจะตอบไปว่า “ถูกของนายเลยล่ะ..ชั้นเดาว่า..พวกเราคงจะมีเวลาว่างมากเกินไปซ่ะแล้ว”..

จุน เบบี้แย้งทันทีว่า “แต่สำหรับชั้น...ชั้นไม่รู้สึกเลยนะว่า มันเป็นเพียงแค่เรื่องของคนอื่นน่ะ นี่มันคือเรื่องของคนในครอบครัวตังหากล่ะ”<แบบว่าชั้นอยากมีส่วนร่วม>

ขณะเดียวกันที่ห้องพักของผู้จัดการ
ผู้ จัดการคิมเอนตัวลงบนเตียงนอนพร้อมกับบอกฮยอนจุงซึ่งยังคงยืนเป็นรูปปั้นอยู่ กลางห้องว่า “เฮ้ย มานอนได้แล้ว นายบอกเองไม่ใช่หรือ ว่าเพลียอยากจะพักผ่อนน่ะ?”


ชายหนุ่มเดินมาทรุดตัวลงนั่งที่ริมขอบเตียงเงียบๆไม่พูดไม่จา...<เอาไงดี (วะ) บอกๆพี่เขาไปให้หมดเรื่องหมดราวดีมั้ย>

ผู้จัดการยังคงออกคำสั่ง “พรุ่งนี้พวกเราต้องตื่นกันตั้งแต่เช้า จะได้มีเวลาเตรียมตัวก่อนจะไปซ้อม ตอนนี้นายก็น่าจะรีบเข้านอนซะ”

“........................”

ผู้จัดการสังเกตุเห็นท่าไม่ดีจึงเอ่ยปากถาม “นี่นายยังมีอาการนอนไม่หลับอยู่อีกหรือ?”


“...ไม่แล้วฮะ”เขาตอบพร้อมกับทำหน้าเซ็งๆ

ผู้จัดการคิมมองดูชายหนุ่มอย่างระมัดระวังแล้วถามว่า “หรือว่านาย...รู้สึกอึดอัดไม่สะดวกใจ?”


“.................”<ไม่ใช่อึดอัดหรอกฮะ...แค่อยากจะไปนอนห้องเดียวกับภรรยาของผมมากกว่า>

“ไม่เอาน่า ไม่ใช่ว่าพวกเราจะเกลียดกันซะจน ไม่สามารถจะนอนห้องเดียวกันได้ซะหน่อย?”



<ถามซักคำมั๊ย ว่าอยากนอนด้วยหรือเปล่า เฮ้อ เซ็ง เหงาจิต>ฮยอนจุงยังคงนิ่งเงียบได้แต่ถอนหายใจออกมาแรงๆ

“มีอะไร? นายอยากจะพูดอะไรกับชั้นรึเปล่า พูดมาเหอะน่า ชั้นรับได้น่ะ รับได้จริงๆ?”ผู้จัดการคิมเริ่มรำคาญแล้ว

ในที่สุดฮยอนจุงก็ตัดสินใจพูดโพล่งออกมาว่า...”ผมไม่อยากพักห้องนี้ฮะ”

พี่ผู้จัดการกระพริบตางงๆก่อนร้องออกมาว่า “อะไรนะ?”

ฮยอนจุงลุกขึ้นยืนแล้วพูดอย่างเด็ดเดี่ยวว่า “ผมจะไปพักห้องอื่น”

“ทำไมล่ะ ห้องนี้มีผีอ่างทองเหรอ?”

“.....................”ฮยอนจุงนิ่งไม่รับมุขที่ผู้จัดการคิมส่งให้

“ฮ่า ฮ่า เห็นว่าเครียดเลยจัดมุข เผื่อจะฮา”ผู้จัดการยังไม่เลิก

“.................”ฮยอนจุงไม่ตอบ แถมยังนั่งไว้อาลัยมุขไม่ฮายังพาเซ็งอีก

ผู้จัดการคิมเมื่อเห็นว่าไม่ได้ผลจึงเริ่มถามจริงจัง “เอาล่ะ เอาล่ะ ว่าแต่ทำไมนายถึงอยากจะไปพักห้องอื่นล่ะ”

“เธอ...อยู่ที่นี่ฮะ”เขาตอบอย่างเคร่งเครียด

“...ว่าไงน้า?” พี่ผู้จัดการถึงกับร้องเสียงหลงเมื่อได้ยิน


ทางด้านห้องพักของเมมเบอร์สี่หนุ่ม
จุนเบบี้ถามขึ้นมาว่า “พวกเราไม่ได้รับอนุญาต...ให้มีอิสระถึงขนาดนั้นเลยเหรอ?”
ยองแซงนิ่งเงียบหน้าตาหดหู่...

ส่วนจองมินกลับแย้งว่า “พูดตามจริงแบบไม่อคตินะ...ชั้นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้...มันเกินขอบเขตของการให้อิสระด้วยซ้ำไปนะ”

น้องเล็กงง “มีอิสระมากเกินไปเหรอ?”


จองมินหันมาตอบ “ชั้นหมายความว่า...ลีดเดอร์เขาออกนอกลู่นอกทางจนไม่สามารถจะควบคุมได้...เมื่อดูจากมุมมองของบริษัทฯอ่ะ...”

คยู จงถอนหายใจออกมาแรงๆก่อนจะออกความเห็นว่า “ถ้ากรณีที่เกิดขึ้นเป็นพวกเรา...แบบนั้นอาจจะเรียกว่าอิสระมากเกินไปอย่าง ที่นายว่า...แต่สำหรับกรณีของลีดเดอร์ชั้นรู้สึกว่ามันเป็นธรรมชาติมากๆที่ เขาจะทำเรื่องอะไรที่มันโลดโผนเสี่ยงภัยแบบนี้น่ะ”


ระหว่างนั้นยองแซงยังนั่งฟังน้องๆถกกันต่อไปเงียบๆ

จองมินพูดต่อไปว่า “แต่ยังไง..คนอื่นๆคงจะไม่ยอมผ่อนผันหรือว่าปรานีเป็นกรณีพิเศษเพียงเพราะว่า เขาคือลีดเดอร์ของเราหรอกนะ”...

....จุนเบบี้หัวเราะคิกพร้อมกับพูดว่า “ชั้นรู้ว่าเรื่องนี้มันอาจจะฟังดูเชยๆไปหน่อยน่ะ”

“เรื่องอะไร?”ม้ามินถามทันที

“ชั้น อยากจะยกความเป็นอิสระทั้งหมดที่ชั้นได้รับอนุญาตจากทางบริษัทไปให้กับลี ดเดอร์..เพราะว่าชั้นเองก็ไม่ค่อยจะได้ใช้ประโยชน์จากมันอยู่แล้วอ่ะ”จุนเบ บี้ว่า...

ยองแซงซึ่งนั่งเงียบอยู่นานถึงกับอดไม่ได้ต้องพูดออกมา ฮาาา...”นายจะต้องสำนึกเสียใจในภายหลังอย่างแน่นอนกับสิ่งที่นายพูดไป”

น้องเล็กหัวเราะคิกแล้วตอบไปว่า “ถ้าชั้นรู้สึกอย่างนั้นขึ้นมาจริงๆล่ะก็...ชั้นก็จะไปขอมันคืนจากลีดเดอร์ไงฮะ!”


สิ้นสุดคำ บรรดาเมมเบอร์ได้แต่ส่ายหน้ากับความคิดเด็กๆของน้องเล็กจุนเบบี้


ที่ห้องของผู้จัดการ
ฮยอนจุงว่า “เพราะพรุ่งนี้เธอก็จะไปที่งานคอนเสิร์ตของพวกเรา ยังไงพี่ก็คงจะรู้อยู่ดี..เธอพักอยู่ที่โรงแรมนี้บนชั้น 8 ฮะ”

ผู้จัดการคิมหน้าตาซีเรียสขึ้นมาทันทีที่ได้ยิน...

ฮยอนจุงยังคงอธิบายต่อไป “กว่าเธอจะมาถึงที่นี่ได้ เธอต้องเจอกับความลำบากมากมาย ดังนั้นผมจึงไม่สามารถจะทิ้งให้เธอต้องอยู่คนเดียว”

“นี่ คิมฮยอนจุง...”

“ฮะ”

“นายต้องทำตัวให้มันดีๆกว่านี้..รู้ตัวมั้ยว่าทำอะไรลงไป”ผู้จัดการกล่าวด้วยความฉุนเฉียว
ฮยอนจุงไม่โต้ตอบแต่เริ่มชักสีหน้าขึ้นมาทันที...

“บริษัทของเรามีนโยบายในบางเรื่องอยู่....ถ้านายยังขืนทำตัวแบบนี้ต่อไป...แล้วพวกเราจะจัดการควบคุมดูแลสมาชิกคนอื่นๆได้ยังไงกัน?”

“.....................”

“การ เป็นคนดัง...ไม่ว่านายจะชอบหรือไม่ก็ตาม...นายเป็นไอดอลเป็นแบบอย่างให้กับ บรรดาวัยรุ่น...นายจะสามารถพูดได้ว่า”อย่ามาคอยจู้จี้บ่นว่าผม ไม่ว่าผมจะทำอะไรก็ตาม” ก็ต่อเมื่อนายได้ตัดสินใจจะออกจากวงการนี้แล้วเท่านั้น”

...ชายหนุ่มยืนกลอกตาไปมาเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง

ผู้ จัดการยังคงหน้ามึนอธิบายต่อไป “นายเองก็อยู่ในวงการนี้มาเกือบ 5 ปีแล้ว...นี่มันก็น่าจะถึงเวลาแล้วไม่ใช่เหรอ...ที่นายควรจะต้องมีความ รู้สึกรับผิดชอบต่องานของตัวเองในระดับนึง?”

“...นี่เป็นเพราะผมรู้สึกว่าต้องมีความรับผิดชอบ....”

ผู้จัดการคิมถายเย้ย “เนี่ยนะที่บอกว่ารู้สึกรับผิดชอบ? เลยเป็นเหตุผลที่ต้องแอบเอาผู้หญิงของนายมาไว้ที่นี่อย่างงั้นเหรอ?

ฮยอน จุงตัวสั่นด้วยความโมโหเมื่อได้ยินคำพูดถากทางจากพี่ผู้จัดการ จึงโต้กลับไปทันทีว่า..”มันก็จริงฮะที่ผมต้องรับผิดชอบต่อแฟนคลับที่ยังเป็น วัยรุ่น...แต่สิ่งที่มีค่าที่สุดสำหรับผมก็คือภรรยาของผม”...

พี่ผู้จัดการหรี่ตาเมื่อได้ยินคำพูดที่ฟังดูทะแม่งๆ “ภรรยา?”

“ถ้าพี่กำลังบอกว่าผมควรจะมีความรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง...งั้นผมก็กำลังทำมันตามที่พี่บอกเด๊ะเลยฮะ”

พี่ผู้จัดการทำหน้าผากย่นเพราะเริ่มงงกับคำพูดของชายหนุ่ม...?

“ผม ไม่ชอบการตกเป็นข่าวซุบซิบและที่ไม่ชอบมากกว่านั้นก็คือ..การปล่อยให้ชื่อ และภาพของผู้หญิงที่ตัวเองรักต้องไปอยู่ในพาดหัวข่าวของหนังสือพวกที่ชอบเอา เรื่องคนดังมาแฉ..สำหรับผมแล้ว ผู้หญิงที่ไม่สามารถเปิดเผยความรักของเธอให้คนอื่นรับรู้ได้...เนื่องมาจาก ไอ้สถานะของการเป็นไอดอลบ้าๆของผมเนี่ย...และผู้หญิงที่ก้มหน้ายอมรับเรื่อง งี่เง่าต่างๆนาๆที่เกิดขึ้นอย่างไม่มีวันจบสิ้นด้วยความเต็มใจ..เป็นคนที่มี ค่ามากกว่าแฟนคลับวัยรุ่นที่ทำอะไรไม่ยั้งคิดและหลงใหลในตัวผมอย่างไม่ลืมหู ลืมตาทั้งๆที่คิมฮยอนจุงคนนี้ภายในแล้วว่างเปล่าไม่มีอะไรเลย...คนที่ผมควร จะต้องแสดงความรับผิดชอบก็คือผู้หญิงคนนั้นฮะ!”


ผู้จัดการนั่งอ้าปากหวอเมื่อได้ฟังลีดเดอร์ร่ายยาว...
“ถ้าพี่กังวลในประเด็นเรื่องการผิดจริยธรรมแล้วล่ะก็ ผมไม่มีอะไรที่จะต้องรู้สึกอับอาย เพราะว่าผมแต่งงานแล้ว

“อะไรน้าา ?” ผู้จัดการคิมหน้าเหวอ

“ถึง แม้พวกเราจะแต่งงานกันอย่างลับๆ...แต่ที่ผมทำไปก็เพราะรู้สึกว่ามันเป็นวิธี ที่ดีที่สุดที่จะทำให้ตัวเองไม่รู้สึกผิดต่อเธอและแฟนคลับของผม...”

พี่ ผู้จัดการถามขึ้นมาทั้งๆที่ยังไม่หายมึนดี “นี่คือ...”สไตล์การพูดอันลือชื่อของ คิมฮยอนจุง” ที่ชั้นเคยได้ยินคนอื่นเขาพูดถึงกันใช่มั้ย?”


“...คนเรามักจะต้องตัดสินใจพูดความจริงออกมา เมื่อเขาถูกต้อนไปจนมุม ผมเชื่ออย่างนั้นฮะ...”


ผู้จัดการเริ่มถามเสียงอ่อยๆ “การแต่งงานนั่นหน่ะ...มีใครที่รับรู้บ้าง บอกมาให้ชั้นรู้หน่อยซิ?”


เขาตอบ “บาทหลวงที่ทำพิธีให้กับผมและภรรยาของท่าน...พ่อแม่ของพวกเรา...และท่านประธานฯฮะ”

“...นายหมายถึงท่านประธานของเราน่ะเหรอ?” ผู้จัดการคิมถามด้วยความแปลกใจ

เขาพยักหน้าตอบ “ใช่ฮะ”

“ท่านรู้เรื่องนี้แล้วงั้นสิน่ะ?”

“ใช่ฮะ”

“...นี่นายไม่ได้แกล้งอำชั้นอยู่ใช่มั้ย?”

“พี่จะลองโทรถามท่านดูเลยก็ได้ฮะ”

เจอคำตอบนี้เข้าไปพี่ผู้จัดการถึงกับอึ้งกิมกี่ <นี่มันเรื่องบ้าบออะไรกัน(วะ)เนี่ย...?>


ที่ห้องพักของฮวางโบ
เธอกำลังนั่งอยู่บนเตียงแต่สายตากลับเหม่อมองออกไปด้านนอกหน้าต่าง

ชั้นเดาว่าเธอคงจะกลับมาที่นี่ไม่ได้สินะ”.

“...มันคงจะดีมากๆ ถ้าพวกเราสามารถจะอยู่ด้วยกัน...แต่มันก็ไม่เป็นไรหรอกนะ ถ้าเราไม่สามารถจะทำอย่างนั้น...”


ฮวาง โบนั่งนึกถึงวันแห่งความเหน็ดเหนื่อยในการพยายามพาตัวเองขึ้นเครื่องบินมา ญี่ปุ่นเพื่อมาพบชายผู้เป็นที่รัก เธออดนึกถึงบางอย่างที่อยู่ในใจไม่ได้

“ชั้นคิดถึงเธอ...ถึงแม้ว่าชั้นจะเจอหน้าเธอไปเมื่อ 2 วันก่อน...ชั้นก็ยังคิดถึงเธออยู่ดี แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลเดียวที่ทำให้ชั้นต้องพยายามมากถึงขนาดนี้...ชั้นไม่ อยากทำให้เธอต้องผิดหวัง...เธอรู้มั้ย? ชั้นไม่อยากทำให้เธอต้องรู้สึกผิดหวังอีกแล้ว...

ที่ผ่านมาชั้นทำ ได้เพียงแค่แอบมองดูเธอขณะที่หลับอยู่ข้างๆชั้นด้วยความรู้สึกเสียใจ...เธอ ซึ่งเป็นฝ่ายที่มาหาชั้นเพื่อที่เราจะได้สามารถอยู่ด้วยกัน...ตลอด 5 เดือนที่ผ่านมาเธอทำอย่างนั้นโดยที่ไม่เคยปริปากบ่นเลยแม้แต่น้อย...
ชั้น สามารถทำเพียงสิ่งนี้สิ่งเดียวให้เธอ..ซึ่งตอนนี้เธอซูบผอมลงไปตั้งมาก มาย...มันทำให้หัวใจของชั้นรู้สึกเจ็บปวดและรู้สึกผิดทุกครั้ง.....เพราะว่า ชั้นคิดถึงเธอ...คิดถึงเธอจนแทบบ้า...

ในตอนนี้ ไม่ว่าเธอจะเอ่ยปากขอชั้นเมื่อไหร่ก็ตาม...ชั้นจะไปหาเธอ...นั่นคือเหตุผล ที่ชั้นมาที่นี่...และ...ชั้นยังอยู่ภายใต้ท้องฟ้าเดียวกัน...เมืองเดียวกัน กับเธอ...เพียงแค่นั้น ชั้นก็สามารถจะมีความสุขได้...ราตรีสวัสดิ์จ้ะ... คนดีของชั้น”


ฮวางโบลุกขึ้นยืนเพื่อปิดสวิทช์ไฟห้องก่อนจะเดินกลับไปที่เตียงเพื่อเข้านอน
แต่แล้วก็มีเสียง

ดิ๊ง ด่อง” ดังขึ้นจากหน้าประตู เธอจึงรีบเดินไปที่หน้าห้องแล้วค่อยๆแง้มประตูอย่างระมัดระวังและพบว่าฮยอน จุงกำลังยืนรออยู่ด้านนอกห้อง

“ผมกำลังคิดว่าจะกลับไปถ้าเกิดคุณกำลังหลับอยู่...แต่ว่าคุณยังไม่ได้นอน..”เขาพูดด้วยความดีใจ.

จู่ๆ เธอก็เกิดรู้สึกอ่อนไหวขึ้นมาพูดเสียงเครือตอบไปว่า “ชั้นกำลังคิดว่าสิ่งแรกที่จะทำตอนพรุ่งนี้เช้าก็คือนั่งเครื่องกลับโซล ถ้าคืนนี้เธอไม่มา...แต่ว่าในที่สุดเธอก็มาอยู่ตรงนี้แล้ว..”.

ฮยอนจุงหลับตาลงพร้อมกับพ่นลมหายใจออกมาก่อนจะบอกว่า “สิ่งที่ผมทำไปมันเป็นเรื่องดี...ผมรู้สึกภูมิใจในตัวเองมากเลยฮะ...”

ฮวางโบยิ้มทั้งน้ำตาเมื่อได้ยิน
คุณสามีเมื่อเห็นใบหน้าของคนรัก จึงถามยิ้มๆว่า แล้ว..”.จะทำไงต่อไปกันดีฮะ?”

“..หา?”

“คุณอยากจะยืนขาแข็งกันอยู่ตรงนี้ตลอดคืนเลยหรือฮะ?”

“หุหุ”<อยากเข้าห้องก็ไม่บอกดีๆ ต้องมีมุขก็ได้>

เขาก้าวเข้ามาในห้องพร้อมกับหิ้วกระเป๋าเข้ามาด้วย

เมื่อเธอเห็นเข้าก็แกล้งถามว่า “เกิดอะไรขึ้น?...นี่เธอหอบเสื้อผ้าหนีตามชั้นมาเหรอเนี่ย?”


“หุหุ ฮ่าฮ่าฮ่า...”

เขาโอบตัวภรรยาสุดที่รักเข้ามากอด และดันตัวเธอล้มลงบนเตียง

เขามองหน้าภรรยาด้วยแววตาที่คิดถึง ในใจเขาอยากขอบคุณ ฮวางโบที่ต้องมารักคนอย่างเขา รักแล้วกว่าจะได้พบกันแต่ละทีมันแสนยากเย็นจริงๆ เมื่อไหร่น่ะ ทั้งแฟนคลับฯ และ ผู้จัดการฯ รวมถึงบริษัทฯ จะอนุญาตให้เขาได้เปิดเผยความรักของเขาต่อคนทั้งโลกอย่างจริงจังเสียที เขามองตามเธออีกครั้งพร้อมกับพูดว่า

“คุณน่ารักและแสนดีอย่างนี้ ผมจะปล่อยให้คุณอยู่ตามลำพังได้ยังไง ฮึ”ว่าแล้วเขาก็ลูบผมของแธออย่างอ่อนโยน

“นี่เธอไปหัดคำพูดเลี่ยนนี้มาจากไหนกันนะ แค่นี้ชั้นก็รักเธอจะแย่อยู่แล้ว”เธอเอานิ้วแตะที่จมูกโด่งๆของเขาด้วยความเอ็นดู

“ทั้งหมดมันมาจากใจ ไม่ได้ไปหัดมาจากไหนหรอก เฮ้อ ผมมาหาคุณทั้งที น่าจะมีรางวัลให้ผมหน่อยน่ะ”เขาเริ่มออดอ้อน

“เหรอ เธออยากได้อะไรล่ะ”

“ถ้าผมขอคุณจะให้ผมจริงๆเหรอฮะ”

“ก็ต้องบอกมาก่อนสิ”

“รับรองคุณให้ผมได้แน่ๆ”

“จริงอ่ะ ไหนบอกมาจิ”

“คืน นี้คุณต้องตามใจผมทุกอย่าง เพื่อเป็นของขวัญที่ผมก่อวีรกรรมเพื่อมาหาคุณ” ว่าแล้วเขาก็ส่งดวงตาเป็นประกายที่บ่งบอกว่าหากเธอตามใจเขาแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาจะเป็นอะไร

“555 จริงๆเล้ย สามีชั้น”พูดจบเธอก็ดึงศรีษะเขาค่อยๆลงมาหาเธอ แล้วก็บรรจงจูบเบาๆที่หน้าผาก แก้มทั้งสองข้าง ดวงตาทั้งสองข้าง และริมฝีปากแดงที่น่าจูบชมัดของเขา

ความห่างไกล มันก่อให้เกิดความคิดถึง ความคิดถึงก่อให้เกิดความเสน่หา ซึ่งตอนนี้ไม่มีใครสามารถห้ามทั้งสองไว้ได้อีกแล้ว ริมฝีปากแดงของเขาค่อยๆไต่ไปตามส่วนโค้งเว้าของใบหน้า และค่อยๆเลื่อนต่ำลงมา เธอรอรับสัมผัสที่อบอุ่นจากเขาที่กำลังบรรเจิดไปตามอารมณ์ที่มีให้แก่เธอ มีเพียงคนทั้งสองคนเท่านั้นที่รับรู้ความรู้สึกนี้ได้


ติตตามอ่าน คู่รักผักกาดหอม ตอนต่อไป
ขอบคุณสมาชิกที่เม้นท์ให้กำลังใจอย่างจริงจังและจิงใจ
ยาย(นาจา)

****ป. ล.มุขอ่างทอง หมายถึง จังหวัดหนึ่งที่อยู่ใกล้สิงห์บุรี ในที่นี้เป็นมุขคือ ผีอ่างทอง คือ ใกล้ สิง(ห์) งงไหม ถ้างงก็โทรมาถามแร้วกันน่ะ ตะเอง**


Create Date : 16 ธันวาคม 2553
Last Update : 16 ธันวาคม 2553 16:47:14 น. 0 comments
Counter : 353 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

นักรักจัยโยเย
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




"ห้ามนำไปเผยแพร่ต่อที่อื่น นอกจากจะได้รับอนุญาตจากเจ้าของบล๊อคก่อนเท่านั้น"

:: Online User
Friends' blogs
[Add นักรักจัยโยเย's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.