สิงหาคม 2550

 
 
 
1
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
15
16
17
18
19
20
21
22
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog
ความโง่ ภาษา ประชาธิปไตย และรัฐธรรมนูญ ปี 2550

1. ความโง่ ?

มักจะมีคนในแวดวงวิชาการ สื่อสารมวลชน และนักการ เมืองทั้งหลาย ออกมาพูดกันอยู่เสมอๆว่า มีแต่เราต้องให้การศึกษา อบรมความรู้เรื่องระบอบประชาธิปไตย ให้กับคนในชาติ เท่านั้น จึงจะสามารถพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของไทย ให้ก้าวหน้าเทียบเท่านานา อารยะประเทศได้.. โดยเฉพาะสำหรับคนที่ อยู่ในบ้านนอกชนบท.. ที่ไม่รู้เท่าทันนักการเมือง มักถูกนักการเมืองหลอกใช้ ซื้อเสียงเข้าไปในสภาแล้วก็โกงกินชาติบ้านเมือง
ลงท้ายคนที่พูดนี้ ก็มักจะบอกว่า ปัญหาการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของไทย เกิดจากการที่ ประชาชนถูกซื้อเสียง ถูกหลอกต้ม.. เพราะขาดการศึกษา.. เข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสาร.. พูดง่ายๆ ก็คือ.. มักมีการมองกันผาดๆว่า ประชาชนนั้น “ ไม่รู้เรื่องอะไร” หรือ “โง่”อยู่ เป็นปกติวิสัย.
ดูเหมือนว่าคำพูดข้างต้นนี้. เริ่มพูดกันมาตั้งสมัยเมื่อแรกเริ่มที่จะนำแนวความคิดเรื่องระบอบประชาธิปไตย มาใช้ในการปกครองประเทศเลยทีเดียว นั่นคือเมื่อประมาณเกือบ 100 ปี ที่ผ่านมา ซึ่งอาจจะถือได้ว่าเริ่มขึ้นพร้อมกับการก่อสร้างทางรถไฟสายแรก ในสมัยนั้นเลยก็ว่าได้
คำถามก็คือว่า แล้วใครที่ปล่อยให้ประชาชนโง่อยู่ได้เป็นร้อยปี และประชาชนนะโง่จริงๆหรือ.. อย่าลืมว่าการพัฒนาการศึกษาของประเทศ เพื่อให้ประชาชนมีความรู้เรื่องระบอบประชาธิปไตย โดยใช้ระยะเวลาร่วม 100 ปี นั้น ต้องนับว่านานจนผิดปกติ เพราะมันนานเท่ากับช่วงชีวิตของคนๆ หนึ่ง เลยทีเดียว นาน จนไม่น่าเชื่อว่า ด้วยเหตุผล กลใด ประเทศไทยเราจึงจะต้องใช้เวลา ในการพัฒนาประชาธิปไตย นานขนาดนั้นด้วย
จนมาถึงปัจจุบันนี้ ทัศนะและแนวคิดที่ว่านี้ ก็ยังคงจำหลักอยู่อย่างเหนียวแน่น ใน “โครงสร้างความจำ” หรือระบบรับรู้ของบรรดา ชนชั้นนำ นักการเมือง รวมทั้งนักวิชาการ(หลายท่าน) ทั้งหลาย. โดยมีร่องรอย ล่าสุด ปรากฏอยู่ในเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2550 ที่กำลังจะลงประชามติ กันเร็วๆ นี้. อย่างชัดเจนด้วย..
และนับว่าเป็นเนื้อหาที่จำต้องพูดกันให้รู้เรื่อง ถึงแก่น ว่า การร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ สุดท้ายกลุ่มผู้ร่างทั้งหลาย ก็มีทัศนะตอกย้ำ ความเชื่อดั้งเดิมของพวกเขา ที่ “ยังขาดความไว้วางใจต่อประชาชน และมองว่าประชาชน ไม่มีขีดความสามารถ (Competency) ในการปกครองตนเอง” หรืออาจแปลความอย่างลึก ได้ว่า. ก็ยังเห็นว่าประชาชน “ยังโง่อยู่” อย่างไม่เปลี่ยนแปลง นั่นเอง..
ถามว่า ทำไม สมาชิกวุฒิสภา ถึงต้องมาจากการแต่งตั้ง 74 เสียง. ซึ่งต้องถือว่ามีจำนวนเกือบเท่ากับสมาชิกวุฒิสภา ที่มาจากการเลือกตั้งถึง 76 เสียง นั่นก็เป็นเพราะว่า ผู้ร่างไม่มีความไว้วางใจ เสียงที่มาจากประชาชน. ในทางกลับกัน กลับไปไว้วางใจผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้เป็นคนดี มีความรู้สูงส่ง เที่ยงธรรม (ซึ่งก็ไม่รู้ว่า เป็นคนดี มีความรู้สูงส่ง เที่ยงธรรม จริงหรือไม่)ให้เป็นผู้ทำการคัดเลือกเข้ามาแทน
เหตุนี้เอง เราจึงมีหน้าที่ ต้องสอบสวน สิ่งที่เรียกว่า “ความโง่ของประชาชน” นี้ จำต้องเค้นหาความหมายของมัน อย่างจริงจังว่า แท้จริงแล้ว มันคืออะไรกันแน่ มันคืออวิชชา หรือข้อเท็จจริง คือความรู้สึก ความต้องการ หรือข้ออ้างของกลุ่มบุคคลหนึ่ง คณะใดในสังคม ที่มุ่งจะตีค่าความหมายของประชาชน ให้ลดคุณค่าลงไป เพื่อที่จะทำลายโอกาสของคนอื่น และสร้างโอกาส เพื่อที่จะยึดอำนาจและหวงแหนมันเอาไว้ จัดสรรทรัพยากร และโอกาสในการครอบครองสินทรัพย์ประเภทต่างๆไว้ให้กับตัวเอง หรือไม่ อย่างไร.
ตลอดเวลากว่า 75 ปีที่ผ่านมา. แม้จะกล่าวได้ว่า ประเทศไทยเราต้องตกอยู่ในอิทธิพลของชนชั้นนำทางทหาร เป็นส่วนมาก. และมักหมุนวนอยู่ในวงจรอุบาทว์ของการยึดอำนาจ ซึ่งนำไปสู่ตั้งรัฐบาลทหาร หรือกึ่งรัฐทหารเพื่อจะสวมเสื้อคลุมระบอบประชาธิปไตยให้ดูดี แล้วต่อมาก็มักถูกขับไล่ หรือถูกปฏิวัติให้ลงจากอำนาจ โดยกลุ่มคณะนายทหารอีกกลุ่มหนึ่ง. วนเวียนกลับไป กลับมา อยู่เช่นนี้ หลายครั้ง หลายคราว.
และการปฏิวัติรัฐประหารทุกครั้ง ก็มักจะมีข้ออ้างสำคัญประการหนึ่งในการยึดอำนาจว่า. เพื่อต้องการจะนำประเทศไปสู่ระบอบประชาธิปไตย พัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ให้มีความมั่งคั่งและมั่นคง ปราศจากการคอรัปชั่น. ซึ่งในทุกครั้งนั้น ก็จะมุ่งเน้นไปที่การร่างรัฐธรรมนูญให้ดูดี หรือให้เป็นที่ยอมรับได้ เสมอ.
แต่หลังจากนั้นแล้ว ก็มักจะไม่สามารถปฏิบัติให้สอดคล้องกับนโยบาย หรือกฎหมายที่ตัวเองได้ตราขึ้น เพราะมักจะหลงมัวเมาในอำนาจ ปกครองประเทศโดยไม่ยึดหลักนิติรัฐและขาดนิติธรรม จนขาดความชอบธรรม ไม่สามารถที่จะปกครองประเทศต่อไปได้ นั่นแหละ ถึงจะเป็นโอกาสของพลเรือน ที่จะได้เข้ามาบริหารประเทศบ้าง.
อย่างไรก็ดี การปกครองทั้งในระบอบเผด็จการทหารและรัฐบาลพลเรือน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แม้จะได้มีความพยายามในทางที่เป็นคุณต่อระบอบประชาธิปไตยอยู่บ้าง แต่ก็ไม่สามารถที่จะสร้างสรรค์ พัฒนาสังคมในทั้งในชนบท และในเมืองบางส่วนให้มีระบบเศรษฐกิจ และสังคมที่ดี ขึ้น อย่างเสมอภาค และทั่วถึงกันได้ ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนกลับถ่างออกไปเรื่อยๆ
ทั้งนี้ เหตุเหนึ่งย่อมนื่องมาจากผู้ปกครอง หรือชนชั้นนำมีทัศนะ หรือความเชื่อที่เป็นอุปสรรคในการแก้ไขปัญหาของชาติที่น่าจะเรียกว่า “เป็นความเชื่อแบบผิดๆ” อยู่ในขั้นร้ายแรง หลายประการ และกลายเป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศ ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เช่นการมองว่า การศึกษาอันเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนทางการเมือง ทางสังคมและเศรษฐกิจ นั้น หมายถึงรูปแบบการแข่งขันกันท่องจำของนักเรียน นักศึกษา เพื่อแย่งกันเข้ามหาวิทยาลัย การศึกษาหมายถึงการได้เรียนสูงๆ เพื่อให้ได้รับปริญญา เอาไว้อวดกัน หรือใช้เป็นใบเบิกทาง เพื่อจะได้เป็นเจ้าคน นายคน หรือเพื่อให้พ้นไปจากการเป็นลูกชาวไร่ ชาวนา พ่อค้าขายของชำ และจะได้มีโอกาสทำงานสบายๆ ในออฟฟิศ ไม่ต้องลำบาก หรือการมองว่า ถ้าประชาชนไม่ได้เข้าเรียนภาคบังคับ (ซึ่งก็ไม่มีมาตรฐานที่แน่นอนว่าจะต้องบังคับกันจนถึงชั้นไหน ถึงจะสามารถเชื่อใจไว้วางใจได้ว่า ประชาชนมีการศึกษาแล้ว) ประชาชนเหล่านั้น ก็จะถูกมองว่าเป็นคนโง่ ไป ถูกซื้อเสียงได้ง่าย
ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว การศึกษาเพื่อให้เราจดจำได้ว่าอะไร คืออะไรนั้น ไม่ได้ทำให้คนเราฉลาด หรือโง่ได้เลย ตัวอย่างเช่น ถ้าจู่ๆ มีคนถามเราว่า เรารู้หรือไม่ว่า สาร เบต้า แคโรทีน มีอยู่ในพืชผักอะไรเยอะที่สุด ระหว่าง ใบย่านาง กับ แครอท.. เราก็อาจตอบไม่ได้ ถ้าเราไม่ได้อ่านตำรา หรือรับรู้จากแหล่งความรู้ แหล่งใด แหล่งหนึ่ง มาก่อน แต่คำถามนี้ก็ตัดสินไม่ได้ว่าเราโง่ หรือฉลาด
ก็เหมือนกับ วลีซ้ำๆที่ติดปากพิธีกรคนหนึ่งทางโทรทัศน์ ในรายการเกมยี่สิบคำถาม นั่นแหละ “จำไว้ว่า ถ้าคุณตอบคำถามที่ผมถามคุณไม่ได้ ไม่ได้หมายความว่าคุณเป็นคนโง่ มันขึ้นอยู่กับว่าคุณ “รู้ หรือไม่รู้” เท่านั้นเอง” และจะเห็นว่าในรายการนั้น มีหลายคนที่เรียนจบ ปริญญาตรี หรือโท ก็ไม่สามารถตอบคำถามง่ายๆ (ง่ายสำหรับคนที่รู้) หลายๆคำถาม ของพิธีกรนั้นได้
ก็เช่นเดียวกับคำถามที่ว่า ระบอบประชาธิปไตย คืออะไร หรือผู้สมัคร ส.ส.คนไหนดีที่สุด บางคนก็อาจจะตอบไม่ได้ เช่นกัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เพียงการตอบคำถามนี้ไม่ได้เพียงคำถามเดียว จะทำให้คนบางคนนั้นกลายเป็นคนโง่ไปได้

2. ภาษา ?

ภาษา*คือสิ่งสมมุติ ถือเป็นนวัตกรรมอย่างหนึ่ง ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ในการสื่อสารระหว่างกัน ของมนุษย์ การรู้ภาษา ก็คือการรู้ว่าอะไร คืออะไร หรือสิ่งนี้เรียกว่าอะไร สิ่งนั้นเรียกว่าอะไร การจะรู้ภาษาได้ต้องใช้ระบบความจำของสมอง ถ้าเราจำอะไรไม่ได้ เราก็พูดไม่ได้ สื่อสารอะไรก็ไม่ได้ เพราะไม่มีวัตถุดิบ หรือเครื่องมือที่จะพูด คนที่รู้อะไรมาก จึงเป็นคนที่จดจำอะไรได้มาก อ่านมาก รับรู้จากคนอื่นมามาก การรู้เรื่องภาษาจึงเป็นบันไดสำคัญที่จะ นำไปสู่ การคิดและใคร่ครวญ สำรวจหาเหตุผล หรือการสังเคราะห์สิ่งใหม่ สุดท้าย ก็จะนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า “ปัญญา” อันเป็นการสันดาปกัน ระหว่าง ความจดจำได้ กับธาตุทางปัญญา หรือ ธาตุรู้ ที่มีอยู่แต่เดิมแล้วตามธรรมชาติในตัวของแต่ละคน ดังนั้น อาจพูดได้ว่า การจดจำได้ –รู้ภาษา กับการ มีการศึกษานั้น ย่อมเป็นคนละเรื่องกัน มีตัวอย่างเพื่อให้มองเห็นชัดขึ้นอีกว่า เช่น เราทราบมาว่า ผู้ที่เป็นไข้หวัดใหญ่ มักมีอาการตัวร้อนไม่สบาย แต่นั่นก็มิได้หมายความว่า ผู้ที่เป็นไข้ทุกคน จะต้องเป็นไข้หวัดใหญ่เสมอไป อาจเป็นไข้หวัดธรรมดา เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันของอากาศ หรืออาจเกิดขึ้นเมื่อมีความผิดปกติของร่างกายอย่างใด อย่างหนึ่ง ก็อาจทำให้เป็นไข้ได้ ดังนั้น จากตัวอย่างนี้ จึงจะเห็นได้ว่านอกจากเราจะต้องจดจำชื่อของโรค อาการของโรค ชนิดของโรคได้แล้ว เราจำเป็นต้องแยกแยะว่า อาการไข้นั้นมีสาเหตุมาจากอะไรด้วย(ที่มาของโรค) เราจึงจะเข้าใจโรคนั้น อย่างแท้จริง นั่นหมายถึงว่าจะต้องมีการวิเคราะห์ เชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ ที่สมองเราจดจำไว้เข้าด้วยกัน เพื่อหาข้อสรุปปรากฏการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น นี่แสดงถึงการมี การศึกษา เพราะการศึกษาที่แท้ คือการย่อยความรู้ที่เราจดจำไว้ เพื่อนำไปใช้กับชีวิตที่เราเผชิญอยู่จริงๆ ซึ่งจะต้องมีการปรับประยุกต์ให้เหมาะสม
อย่างไรก็ดี ภาษาก็เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของแต่ละคนด้วย อย่างภาษาในอาชีพของแพทย์ก็มักจะเป็นที่ทราบและเข้าใจกันดีเฉพาะในหมู่แพทย์ มีศัพท์แสงต่างๆ เป็นการเฉพาะ ที่เกี่ยวกับการรักษาคนไข้ เนื่องเพราะแพทย์มีหน้าที่รักษาคนไข้ นั่นเอง ดังนั้น การจะเข้าใจภาษาอะไรได้ดี จึงขึ้นอยู่กับว่า เราอยู่ในอาชีพไหนด้วย เพราะโอกาสในการเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับกิจกรรมในอาชีพของเราอย่างลึกซึ้ง ก็จะทำให้เราเข้าใจภาษาในอาชีพของเราได้ดีขึ้นด้วย
นอกจากนั้นแล้ว ขีดความสามารถในการเข้าใจภาษา ก็ยังขึ้นอยู่กับความสนใจของแต่ละคน และประโยชน์ต่างๆ ที่ผู้เข้าไปเกี่ยวข้อง ต้องการจะได้รับด้วย


3.ภาษา - ประชาธิปไตย?

คำว่าประชาธิปไตยเป็นคำ ที่เกี่ยวข้องกับ การเมือง การปกครอง หมายถึงระบอบการปกครองของประชาชนโดยประชาชน เพื่อประชาชน โดยเมื่อเกือบหนึ่งร้อยปีก่อน เป็นคำพูด ที่พูดกันเฉพาะในหมู่ชนชั้นนักปกครอง นักการเมือง แต่ปัจจุบัน คำว่าระบอบประชาธิปไตย ถูกพูดถึงกันในหมู่ประชาชน โดยทั่วไปพอสมควร แต่ก็มีน้ำหนักของความสำคัญ ในการพูด แตกต่างกันไป ไม่มากก็น้อย ดังที่เราได้พูดถึงกันไปแล้วว่า ศัพท์คำใด ก็ขึ้นอยู่กับวิถีชีวิต หรือประโยชน์ที่คนที่ใช้ภาษานั้นจะได้รับด้วย คนที่เป็นนักการเมือง ย่อมมีความเข้าใจและตระหนักในความหมายของ คำว่าประชาธิปไตย มากกว่า ชาวนา ชาวสวน หรือ พ่อค้า นักธุรกิจ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า นักการเมืองเหล่านั้นจะต้องมีระบบสมองฉลาดกว่าคนในอาชีพอื่นๆ
เช่นเดียวกับคนที่เป็นแพทย์ แม้จะรู้วิธีการรักษาคนไข้ แต่ก็อาจจะไม่รู้วิธีที่จะใส่ปุ๋ย ปักดำ ทำนา เท่ากับชาวนาซึ่งมีอาชีพปลูกข้าว
ดังนั้นถ้อยคำที่ว่า “ระบอบประชาธิปไตย” ซึ่งไม่อยู่พจนานุกรมของอาชีพ ไม่อยู่ในวิถีชีวิตของคนที่เป็นชาวนา ชาวสวน หรือผู้คนในสังคมชนบท ซึ่งมีวิถีชีวิตที่แตกต่างกับชาวเมือง ชาวนาหรือชาวสวนเหล่านั้น ก็ไม่จำเป็นต้องรู้ หรือเข้าใจมากไปกว่าคำพูดปกติ หรือภาษาที่อยู่ในอาชีพของตน เช่นเข้าใจความหมายของวิธีการลงแขก เข้าใจคำว่า ปุ๋ยเคมี หรือ ปุ๋ยคอก หรือสามารถวิเคราะห์ และคิดอย่างเชื่อมโยงได้ว่า เพราะเหตุใด ผลผลิตของเขาถึงดีหรือไม่ดี ในแต่ละปีที่ผ่านไป มากกว่าจะให้เขาอธิบายคำว่าการเมือง การปกครอง หรือระบอบประชาธิปไตย นั้นคืออะไร
โดยเฉพาะระบอบประชาธิปไตย ที่หมายถึงการหาเสียงของบรรดา ส.ส. และพอเลือกตั้งเสร็จก็หายเข้ากลีบเมฆ จดจำคำสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนไม่ได้ กลายเป็นการเมืองที่ไม่จำเป็นต้องรักษาคำพูด อ้างข้อจำกัดต่างๆ ของงบประมาณ ผิดสัญญาประชาคม สุดท้ายก็หาประโยชน์อันใดจากการเลือกตั้งนั้น มิได้
ควรจะต้องพูดเช่นนี้ ด้วยซ้ำไปว่า “ภาษาการเลือกตั้ง”ของคนในชนบท หมายถึงการเสียสละเวลาทำมาหากินของตัวเอง เพื่อจะต้องเดินทางไปกาบัตรเลือกตั้ง ตามที่กฎหมายกำหนด ให้กับคนที่อาจไม่รู้จัก ไม่รู้ว่าเป็นใคร มีความเป็นมา เป็นไปอย่างไร กาบัตรเลือกตั้งแล้ว ก็ไม่รู้ว่าจะได้อะไร จากการ กา นั้นด้วย หรือแม้ว่าอาจจะได้รับ ก็ไม่รู้ว่าจะสอดคล้อง สามารถแก้ปัญหาของตัวเองที่กำลังเผชิญอยู่หรือไม่(แน่นอนว่า ย่อมไม่ใช่ปัญหาหุ้นตก ปัญหาน้ำเสีย ปัญหารถติด หรือปัญหาการจราจร)
ส่วน"ภาษาการเลือกตั้งของคนในเมือง" ก็ย่อมเป็นอีกภาษาหนึ่ง ที่ย่อมแตกต่างกับคนชนบท เพราะมีวิถีชีวิตที่แตกต่างกัน ปัญหาต่างๆที่กำลังเผชิญอยู่ รวมทั้งความรุนแรงของปัญหา ก็แตกต่างกัน
เหตุนี้ การเลือกผู้แทนของคนชนบท และคนในเมืองจึงย่อมมีกระบวนการตัดสินใจ ที่แตกต่างกัน และย่อมรวมถึงการให้ผลลัพท์ที่แตกต่างกันด้วย
ที่ควรใส่ใจ พิจารณาก็คือ เราจะแก้ไขความแตกต่างระหว่าง เมือง และชนบท ที่เกิดจากผลของการพัฒนาที่สร้างสภาพแวดล้อมและบริบทของสังคม ให้แตกต่าง จนขาดความสมดุล และนำไปสู่ความแตกแยก ไม่เข้าใจกัน ของคนในสังคม ได้อย่างไร
ความแตกต่างทางของวิถีชีวิตในด้านความเจริญทางวัตถุ ทางเทคโนโลยี่ หรือในเชิงกายภาพ ที่กล่าวถึงนี้ น่าจะเป็นความแตกต่างที่เรามองเห็นได้ชัดเจนที่สุด ซึ่งในขณะนี้ได้กลายเป็นปัจจัยเกื้อหนุน กระทบและขับเคลื่อน สร้างความขัดแย้ง แตกแยกให้เกิดขึ้นแก่ พล-สังคม ในสองรูปแบบดังกล่าว ในหลายมิติเป็นอันมาก ทั้งทางด้านการแย่งชิงทุน งบประมาณ ทรัพยากร และโอกาสในด้านต่างๆ ที่ควรจะได้รับ รวมถึงสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย และบริการที่รัฐพึงจัดหาให้ตามรัฐธรรมนูญ หรือจัดหาให้ในฐานะที่เป็นประชาชนของรัฐคนหนึ่ง ที่ควรจะมีความเสมอภาค ตามหลักการของระบอบประชาธิปไตย ที่เราพร่ำบ่นถึงเสมอๆ
ความแตกต่างที่เกิดขึ้นนี้ ยังมีผลสะเทือนไปสู่โครงสร้างด้านอื่นๆ ทั้งทางวัฒนธรรม ประเพณี ชาติพันธุ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะทำให้สังคม มี"ภาษา" ที่แตกต่างกันมากขึ้น ทำให้ขาดความเข้าใจกันมากขึ้น รวมทั้งมีผลสะเทือนขมวดเข้าสู่สิ่งเล็กๆในระดับปัจเจก ที่เรียกว่า บุคลิกภาพที่ขัดแย้งในตัวเอง ของคนไทย ในแต่ละส่วนสังคม และจนแม้แต่จะลงลึกไปสู่ปัญหาความรักระหว่างหนุ่มสาว ก็มองได้ ปมปัญหาทั้งหลายเหล่านี้ ล้วนเกิดขึ้นจากกระบวนวิธีคิดที่แตกต่าง อันเกิดขึ้นจากความคิดเห็นและทัศนะคติ ภายในใจของผู้ขับเคลื่อน หรือผู้ปกครองก่อนเป็นด้านหลัก
นอกจากนั้นแล้ว ความแตกต่างที่เกิดขึ้น ยังแสดงให้เห็นถึงกระบวนการที่เกิดขึ้นของอำนาจ องค์กร และการจัดการของเจ้าของอำนาจ วิธีการบริหารจัดการงบประมาณ รวมถึงวิธีการลำดับว่าอะไรสำคัญมาก อะไรสำคัญน้อย อะไรคือเร่งด่วนและก่อนหลัง ของผู้ปกครอง เหล่านี้นี่คือประเด็นหัวใจของปัญหา ในระบอบประชาธิปไตยของไทย
ที่สำคัญที่สุด มีคำถามขมวดลงไปว่าผู้ปกครองทั้งหลาย ที่ผ่านมา เขาได้ถือเอา ความเห็นแก่ตัว ถือตัวเองเป็นศูนย์กลาง หรือไม่ เพราะความเห็นแก่ตัวเหล่านี้ จะนำไปสู่การสร้างให้มีความเสมอภาค หรือไม่เสมอภาค ได้ในบั้นปลายของการพัฒนา หรือพูดอีกอย่างก็คือ กระบวนวิธีคิดเหล่านี้ของผู้ปกครองจะนำไปสู่ความมี หรือไม่มีเอกภาพ ภราดรภาพ หรือไม่ในสังคมประเทศชาติอย่างไม่ต้องสงสัย


4.ร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2550

ก่อนหน้านี้ไม่นานนัก ขณะที่กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้นและเร่งรีบนั้น ได้มีนายทหารเกษียณอายุราชการที่เคยเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองใหญ่คนหนึ่ง ออกมาให้ความเห็นต่อสาธารณะชนว่า “ต่อให้ร่าง (รัฐธรรมนูญ) ให้ตาย.. ” ประเทศชาติก็ไม่มีวัน ที่จะเป็นประชาธิปไตยขึ้นมาได้
นั่นยังไม่รวมอดีตนักการเมืองในพรรคการเมืองเดียวกัน ที่ออกมากล่าวผ่านบทความของเขาว่า พวกที่ยึดถือแนวคิดว่าปัญหาของประเทศชาติที่เกิดขึ้น เป็นเพราะรัฐธรรมนูญยังไม่ดีพอ -เป็นพวกที่บ้าลัทธิรัฐธรรมนูญ
แต่อย่างไรเสีย รัฐธรรมนูญก็ย่อมมีความสำคัญอยู่ดี ไม่ว่าเราจะบ้า หรือไม่บ้าลัทธิรัฐธรรมนูญ ก็ตาม เพราะรัฐธรรมนูญย่อมหมายถึงกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ เป็นกฎหมายที่สามารถกำกับทิศทางของประเทศได้ ว่าจะเดินไปทางใด ผู้ที่ทำการยกร่างและกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ จึงมีความสำคัญมาก
ที่ผ่านมา หลังการรัฐประหารทุกครั้ง ก็มีการฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง แล้วก็ร่างขึ้นใหม่ทุกครั้ง จนประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญอยู่มากมาย หลายฉบับ โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญแบบเผด็จการ หรือกึ่งเผด็จการทหาร
จนมาถึงรัฐธรรมนูญฉบับ ปี 2540 ที่ถือกันว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน อย่างแท้จริง เพราะมีจุดริเริ่มมาจากประชาชน กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญก็มีกลไกที่เปิดให้ประชาชน เข้ามามีส่วนร่วม มากที่สุด ภายใต้บรรยากาศของประชาธิปไตย โดยการผลักดันของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ทุกอย่างล้วนเอื้ออำนวย โดยเฉพาะทัศนะและวิธีคิดที่สำคัญประการหนึ่ง นั่นคือการเคารพและไว้วางใจประชาชนของผู้มีส่วนในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งสะท้อนออกมาสู่เนื้อหาของรัฐธรรมนูญ ที่แสดงออกถึงความเป็นประชาธิปไตย ให้สิทธิเสรีภาพกับประชาชน แม้จะมีข้อบกพร่อง ที่มาพบในภายหลังอยู่บ้าง ก็เป็นปกติวิสัย ที่ต้องแก้ไขกันตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย
อย่างไรก็ดี ท้ายที่สุด รัฐธรรมนูญดังกล่าวก็ถูกฉีกทิ้ง โดยการรัฐประหารของ คณะนายทหาร ที่เรียกตัวเองว่า คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ผู้ก้าวเข้าเป็นผู้ปกครอง ด้วยภารกิจสำคัญ ในนามความขัดแย้ง แตกแยกกันของประชาชน
มูลเหตุสำคัญของการยึดอำนาจนั้น มองได้สองด้าน ด้านหนึ่งเกิดจากตัวระบบ(รัฐธรรมนูญ) อีกด้านหนึ่งมีเหตุเนื่องมาจาก ตัวบุคคล ที่มีความร่ำรวย และมีขีดความสามารถสูง ในการใช้อำนาจ บริหารจัดการองคาพยพของประเทศ ได้ก้าวเข้ามาสู่การเมือง ภายใต้รัฐธรรมนูญที่เปิดโอกาสให้เขาได้แสดงความสามารถแสดงอย่างเต็มที่ และ ปรากฏว่ามีเสียงตอบรับถล่มทลายจากประชาชน จากการเลือกตั้ง เพื่อเข้าสู่อำนาจทั้งสองครั้ง แต่ภายหลังความร่ำรวยของเขา ก็กลายเป็นหอก กลับมาทิ่มแทงตัวเขาเอง ทำให้เกิดการประท้วงของคน ทั้งคนในเครื่องแบบ และนอกเครื่องแบบประชาธิปไตย กลายเป็นภาคประชาชน พันธมิตรขนาดใหญ่
โดยใช้ข้อหาจริยธรรม และความดี เป็นแหลนหลาว ทิ่มแทงให้คนที่ประชาชนส่วนใหญ่เพิ่งเลือกมา ลงจากอำนาจ อ้างว่าอำนาจในรัฐธรรมนูญปี 2540 ไม่สามารถตรวจสอบ คนที่สวมหมวกหลายใบได้ อ้างว่ารัฐธรรมนูญได้ถูกฉีกไปก่อนหน้านี้แล้ว จึงขาดความชอบธรรม ดังนั้น สมควรให้ลาออกและขอพระราชทาน นายกฯ ตามมาตรา 7.. แต่ทว่า. เมื่อ “พระองค์ท่าน”บอกว่า. นั่นมันแบบมั่วแล้ว ก็เลยไปกวักมือเรียกทหารเข้ามาทำการรัฐประหาร โดยอ้างว่านี่เป็น “นายทหารคนดี” ที่จะเข้ามากอบกู้ชาติ กู้ความมั่นคง และ เมื่อรัฐประหารเสร็จ ก็ฉีกทิ้งรัฐธรรมนูญตามธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันมา แล้วก็จัดให้มีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ พร้อมกำหนดให้มีการลงประชามติกันในเร็ววัน ท่ามกลางการวิพากษ์วิจารณ์จากหลากหลายฝ่ายอยู่ในขณะนี้ ซึ่งบ้างก็บอกว่าจะรับ บ้างก็บอกว่าจะคว่ำ- เพื่อต่อต้านการรัฐประหาร
ย้อนกลับไปพิจารณาคำพูดของสองอดีตนักการเมืองพรรคใหญ่ ข้างต้น ให้ดีๆ อีกครั้ง จึงได้ข้อคิดขึ้นมาอีกอย่างหนึ่งว่า ในที่สุดแล้ว รัฐธรรมนูญนั้นก็เป็นแต่เพียงตัวหนังสือในกระดาษ ต่อให้ร่างให้ตายถ้าเราไม่รู้จักที่จะเคารพ และใช้มันก็ไม่มีความหมาย
ขณะที่คุณฉีกรัฐธรรมนูญฉบับหนึ่งที่ได้ชื่อว่า เป็นฉบับประชาชน ทิ้งไป เพราะมองว่ามันไม่ดี ใช้ไม่ได้ นั่นต้องถือว่าคุณขาดความเคารพแล้วในกฎหมาย เมื่อคุณเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่อีกฉบับ ก็มาบอกเราว่า อย่างน้อยก็ควรเคารพสิ่งที่คุณพยายามเขียนขึ้น แม้มันจะมีข้อบกพร่องอยู่หลายมาตรา ก็ควรใช้มันไปก่อน แล้วค่อยแก้ทีหลังก็ได้ ถามว่าเราควรจะเคารพความคิดเห็นของคุณบนตรรกะอะไร เพราะก่อนหน้าที่ คุณจะเรียกร้องให้คนอื่นเคารพกฎหมายที่ว่า คุณก็เพิ่งฉีกรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนทิ้งไป อยู่หยกๆ ไม่รวมว่าในบางมาตราในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีเนื้อหาที่ขัดแย้งกันเอง และได้ทำลายหลักกฏหมายสูงสุด หากประกาศใช้ออกมา ก็เท่ากับเป็นการสร้างธรรมเนียมการใช้อำนาจนอกระบบ เป็นบรรทัดฐานรับรองการรัฐประหารสมัยใหม่ ว่าสามารถทำได้อีกเรื่อยๆ ในทางปฏิบัติ แม้ในหน้ากระดาษจะเขียนห้ามไว้ก็ตาม โดยการอ้างความจำเป็น โดยเฉพาะในนามความมั่นคง และความแตกแยกของประชาชน ที่ไม่น่าไว้วางใจ
แท้ที่จริงแล้ว กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ ที่จะสามารถสร้างภาวะความเป็นประชาธิปไตยขึ้นได้ และแม้แต่กระบวนการจะปฏิรูปการเมืองอะไรก็แล้วแต่ ขอแนะนำว่า ขั้นแรกคุณต้องรู้จักเคารพประชาชน ไว้วางใจประชาชน ด้วยน้ำใสจริงเสียก่อน จงอย่าได้ดูถูกและมองว่าประชาชนนั้นโง่เขลา เบาปัญญา เสียแต่ต้น จากนั้นจึงค่อยคิดอ่านว่าคุณจะทำอะไร วิธีไหนต่อไป เพราะนี่คือจิตวิญาณในระบอบประชาธิปไตยที่คุณจำเป็นต้องมี เพราะการปกครองในระบอบประชาธิปไตย นั้น เป็นการปกครองโดยประชาชน เพื่อประชาชน ไม่ใช่การปกครองโดย เสนา ขุนนาง อำมาตย์ ชนชั้นนำ และนักวิชาการเขื่อง ๆ ทั้งหลาย อย่างที่คุณตั้งธงไว้ และอยากให้เป็น. ถ้าคุณทำไม่ได้. หรือทำใจไม่ได้. ก็ขอให้ถอยออกไปเสีย..




*ภาษาในที่นี้ มีความหมายอย่างแคบว่า เป็นภาษาพูด ภาษาหนังสือ ไม่ใช่ภาษากาย(Body language) เช่น หน้าแดงเพราะความอาย เป็นต้น




Create Date : 02 สิงหาคม 2550
Last Update : 21 พฤษภาคม 2551 9:19:16 น.
Counter : 259 Pageviews.

6 comments
  
เยี่ยมจริงๆครับท่าน
โดย: hi-jinarashi วันที่: 5 สิงหาคม 2550 เวลา:18:23:41 น.
  
เข้ามาชมครับ
โดย: mambococonut วันที่: 5 สิงหาคม 2550 เวลา:18:56:47 น.
  

ขอบคุณ คุณ hi-jinarashi และ คุณ mambococonut สำหรับคำทักทาย และความเห็นครับ ว่างๆ เชิญมาเสวนากันได้นะครับ ขอบคุณอีกครั้งสำหรับไฟล์วีดีโอ หลายๆไฟล์ ของคุณ mambococonut ทำให้ไม่พลาด เหตุการณ์ และ รายการสำคัญๆ สุดยอดครับ
โดย: เนื่อง มาจากเหตุ วันที่: 5 สิงหาคม 2550 เวลา:21:20:04 น.
  
เป็นภาษาที่เข้าใจง่ายมากฮับ นับถือ ๆฮับ
โดย: drunkcat วันที่: 24 สิงหาคม 2550 เวลา:9:53:42 น.
  
ความโง่ มนุษย์ทุกคนมี มากน้อยไม่เท่ากัน

ภาษา ใช้เพื่อหาช่องโหว่ และเอารัดเอาเปรียบผู้ไม่รู้เท่าทัน

ประชาธิปไตย ประเทศเราไม่มี
เพราะ คนบางคนบางกลุ่มไม่ต้องการให้เกิดขึ้น

รธน 50
กระดาษที่รอวันฉีกไปเช็ดก้นในอนาคต
โดย: KongMing วันที่: 10 กันยายน 2550 เวลา:23:27:23 น.
  
ขอบคุณ kongming สำหรับความเห็นที่น่าฟัง ครับ
โดย: เนื่อง มาจากเหตุ วันที่: 12 กันยายน 2550 เวลา:17:38:46 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

เนื่อง มาจากเหตุ
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]