Group Blog
 
<<
กันยายน 2553
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
3 กันยายน 2553
 
All Blogs
 
โยโกโซ ตอนที่ 5 ศาลเจ้า ยากาซ่า วัดโคไดจิ และโอโคโนมิยากิ ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องเดียวกัน

ความตั้งใจของโปรแกรมวันนี้ คือ จะเอาป้ายขอพร ซึ่งน้านุ้ยส่งไปให้แม่ถึงเมกา เอามาแขวนที่ศาลเจ้ายาซาก้า พรจะได้สมใจนึก จากนั้น กะจะดูตามสถานการณ์ว่า จะไปได้สักกี่แห่ง
ศาลเจ้านี้หาไม่ยาก เพราะมีโทริสีแดงเบ้อเริ่มอยู่ตรงสามแยกใหญ่ ไปยังไงก็ไม่หลง เพราะเป็นสามแยกที่คนญี่ปุ่นเค้ากินเค้าเที่ยวกัน กลางคืน จะมีผับบาร์มากมาย (อันนี้ ฟังเล่ามาอีกที มิมีโอกาสได้ลอง)
ไปถึง เราก็โพสต์ท่าล้างมือล้างไม้ก่อนเข้าวัด จากนั้นก็บริจาค เพื่อจะได้สั่นกระดิ่ง กระพรวน เพื่อขอพรพระ มีการตบมือสองที ตามที่น้านุ้ยสอนมาเป็นอย่างดี น้านุ้ยบอกว่า ถ้าตบสามที แสดงว่ามาจากแผ่นดินใหญ่ เอิ้กกก
จากนั้น เราหาทำเลเหมาะๆ แขวนป้ายขอพร
"เจ้าประคู้ณ ขอให้บรรลุสมปรารถนาด้วยเทอญ"

เสร็จกิจ นู๋ก็ลีลาทันที แสดงอาการชัดๆ ว่า ไม่ต้องการก้าวไปที่ไหนทั้งสิ้น
"เหนื่อยนะเฟ้ย ต้องง้อบ่อยๆ เนียะ" อยากประกาศให้โลกรู้จริงๆ ได้แต่กล้ำกลืน ปาดเหงื่อที่หยดติ๋งๆ ทำไมถึงร้อนได้ใจหยั่งงี้ กลับบ้านทุกวัน เสื้อจะมีขี้เกลือขาวๆ ติด คิดดูละกัน (เกลือนะ ไม่ใช่คราบไขมันของแม่)
ได้แต่หลอกล่อนู๋ไปตามเรื่อง ตัวช่วยที่ดีมาก คือ ตู้เครื่องดื่มหยอดเหรียญ นู๋หน่ะ ไม่ค่อยสนใจเครื่องดื่มหรอกก่ะ สนใจหยอดเหรียญละมาก โชคดี ที่ตู้นี้ มีหาได้ตลอดเส้นทางเที่ยว
ขยับไปได้อีกยี่สิบเมตร ก็ถึงวัดอะไรไม่รุ มีชาวบ้านมาทำบุญวันโอบองมากมาย แม่ชวนนู๋ถ่ายรูปเป็นหลักฐานไว้เยอะ เพราะเค้ามีแขวนโคมที่ทำขึ้นจากฝีมือเด็กๆ นู๋เลยเพลินดูงานศิลปะชองเด็กญี่ปุ่นไปซ้า
ขยับต่อไปอีก ทีนี้ ยากขึ้นมาอีก สายตาต้องสอดส่ายหาตัวช่วยตลอด
โชคดีอีกเช่นกัน ย่านนี้ เค้ามีทำโปรโมชั่นการท่องเที่ยว มีแนะนำให้ลูบไล้เทวรูปต่างๆ ตลอดทาง ทำให้นู๋เพลินขึ้นมาได้ นู๋จะคอยถามตลอดว่า "องค์นี้จับแล้วเป็นยังไง" ถึงแม้ตอนนี้ เวลาดูรูป นู๋ก็ยังถามคำถามนี้อยู่
แม่พยายามนำนู๋ไปวัดโคไดจิ เดินเท่าไหร่ก็ไม่ถึงเสียที นู๋ชักบ่นมากขึ้น เพราะแม่เริ่มหาเทวรูปให้นู๋ลูบไล้ไม่ค่อยได้ ขณะเดียวกัน แม่ก็ปวดท้องอึด้วยละ ทีนี้ เริ่มเข้าใจมรรคณิชามากขึ้น เวลาที่นู๋ปวดอึแล้วต้องเดินท่อมๆ เนียะ นู๋อดทนมากเลย
ในที่สุด ก็ถึงวัดจนได้ แม่ไม่สนใจรายการซึ่งเจ้าหน้าที่พยายามนำเสนอว่า จะซื้อตั๋วเข้าชมกี่วัด สายตาเหลือบมองห้องส้วมที่อยู่ใกล้ๆ กะบู้ธขายตั๋ว (วัดนี้เป็นวัดแรกที่เห็นส้วมอยู่ข้างหน้า ตระหง่านซะงี้) ปากก็จิ้มๆ เอาอย่างแพงสุดมาเร้ย ไม่ไหวแร้น จ่ายเงิน รับตั๋ว แม่ลูกก็พุ่งไปห้องน้ำทันที
แฮ สาบายยยย
เดินชมวัดอย่างเพลิดเพลิน นู๋เองก็ชอบด้วย โดยเฉพาะส่วนที่เป็นลานกว้าง ไว้นั่งชมสวนหิน ซึ่งก็ไม่ได้ตกแต่งวิจิตรพิสดาร แฝงปริศนาธรรมเหมือนอย่างวัดเรียวอันจิ แต่เราแม่ลูกชอบมาก เพราะมีรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมขนาดใหญ่เป็นแบ็คกราวด์อยู่หลังสวนหิน ทำให้สถานที่สงบเยือกเย็นอย่างประหลาด
นู๋วนเวียนถ่ายรูปสิ่งละอันพันละน้อยภายในวัดมาอย่างมากมาย ไม่นับรวมรูปเท้าแม่เดินย่ำบนพื้นชนิดต่างๆ เยอะมากเลยก่ะ นู๋ต้องคิดอะไรอยู่แน่ๆ เลย เออ พอเห็นหลายๆ ใบเข้า แม่ชักชิน บางครั้ง นู๋จะเที่ยวประกาศให้ใครต่อใครรู้ว่า เราแม่ลูก ใส่รองเท้ายี่ห้อสเก็ซ เหมียนๆ กัลล์ .... อือ... มีใครเข้าใจมรรคณิชาบ้างไหมก่ะ
ออกจากวัดปุ๊บ แม่พานู๋ไปตากแอร์เย็นๆ ภายในพิพิธภัณฑ์ที่อยู่ใกล้ๆ เนื่องจากตั๋วที่แม่ซื้อโดยไม่ใช้สมองคิด รวมการเข้าชมพิพิธภัณฑ์นี้ไว้ด้วย
จริงๆ นู๋เป็นเด็กที่ชอบเดินชมมิวเซี่ยมด้วยแหละ พอนู๋ได้เห็นรูปปั้น รูปภาพที่บรรยายถึงนรก สวรรค์ นู๋เป็นอันสงสัย ต้องซักฟอกคุณแม่เสียขาว
ออกจากมิวเซี่ยม นู๋ร้องของกินโคริ นั่นแน่ เด๋วนี้ชักเก่ง อ่านป้ายร้านขายน้ำแข็งไสเป็นแล้วเร๊อะ
แม่ก็อยากกินด้วยเหมือนกันแหละ แต่คิวยาวล้านเจ็ด อากาศร้อนๆ แบบนี้
แม่เลยชวนนู๋เดินหาตู้น้ำดื่ม หรือ ร้านขายโคริอื่นๆ
เชื่อหรือไม่ โลเกชั่นแถวนี้ ไม่มีเลยทั้งสองอย่าง !!!!
คาดว่า ตอนประมูลที่ คงมีการฮั้วกันอย่างแน่นอน อีร้านหลังวัดโคไดจิ ถึงได้ขายดีนัก
สงสารนู๋มากเลย
ร้านค้าส่วนใหญ่บริเวณนั้น จะขายสินค้าที่เป็นศิลปะ โดยอาร์ตติสท์เอง และมีร้านอาหารมากมาย ซึ่งล้วนแต่พร้อมใจกันขายอาหารเซ็ทญี่ปุ่นทั้งนั้น แม่เองก็อยากชิมอยู่ แต่ติดด้วยว่า เราสองคนไม่มีทางฟาดหมดแน่ๆ เลยเซ็ทนึงๆ มีอาหารตั้งเจ็ดแปดจาดอ่ะ จึงต้องตัดใจ
นี่ถ้าไม่ติดว่า นู๋หิวน้ำมากๆ นะ แม่ก็อยากเดินชมสถาปัตยกรรมของร้านรวง และบ้านพักอาศัยแถวๆ นั้น เพราะแต่ละหลัง ตกแต่งสวยงาม เรียบง่ายแบบญี่ปุ่น เห็นแล้วอิ่มใจเป็นที่สุด แต่มีมรรคณิชาร้องโอดครวญใกล้ๆ ง่า... เสียอารมณ์วุ้ย...
ในที่สุด สายตาคมกริบของแม่ มองลอดเข้าไปในร้านขายของที่ระลึกแห่งหนึ่งเข้า เห็นตู้ใสๆ ข้างในมีชาเขียว เลยเดาว่า คงจะมีการชงชิมชาเขียวฟรีๆ แน่ๆ เลยรีบลากนู๋เข้าไป ถึงตอนนี้ คิดว่านู๋คงไม่ลีลามาก เพราะเราสองแม่ลูกหิวน้ำจริงๆ
บุกประชิดตัวเจ๊ ที่ยืนอยู่ข้างตู้ชาเขียวเย็นๆ ถึงได้เห็นป้าย เจ๊เค้าขายชาเขียวคะ แก้วละ 150 เยน ซึ่งนับว่าแพงโหด เพราะแก้วเล็กติ๊ดเดียว เป็นแก้วกระดาษที่มีตามออฟฟิศทั่วไป สำหรับให้พนักงานดื่มน้ำแหละคะ
แต่ ยังไงก็ต้องซื้อคะ เด๋วจะเดี้ยงเอาเสียก่อน
นู๋ดื่มชนิดไม่รอรี เพราะเป็นชาเขียวผสมน้ำตาล ทำให้มีรสหวานชื่นใจ กร๊วกเข้าปากจนแทบจะลืมแม่แท้ๆ ที่นั่งกลืนน้ำลายอยู่ข้างๆ
ร้อยห้าสิบเยนนี้ แม่เอาซะคุ้ม เพราะเจ๊เค้ามีน้ำเปล่าให้กดดื่มด้วย สองแม่ลูกเลยไม่ลุกไปไหน เดินไปกดน้ำดื่มเย็นๆ ร่วมยี่สิบรอบ เอิ้กกก ตอนนี้ ไม่บ่นแล้วว่าแพง
ระหว่างนั่งดื่มน้ำฟรี เจ๊ก็เอาขนมมาแซมเปิ้ลให้ชิม ถึงได้หันไปเห็นว่า ในร้านเค้าทำขนมนี้สดๆ แพ็คกันสดๆ เด๋วนั้น
อุ๊ย หยิบมาชิม อร่อยมากมาย เป็นแป้งกรอบๆ ผสมกะถั่วปากอ้า รสเค็มปะแล่มๆ นิดๆ เลยซื้อมานั่งกินห่อนึง และเอาไปฝากน้านุ้ยอีกห่อ อยากซื้อเยอะ แต่กลัวว่า มันจะอยู่ไม่ทนจนถึงวันกลับไทย ที่ไหนได้ วันที่เราลาจากน้านุ้ยๆ แอบยัดเอาขนมนี้ไว้ด้านหน้ากระเป๋าแม่ ปรากฏว่า ป่นปี้ยับเยินคะ (นี่น๊า ยัดมาตอนไหนไม่รุ อีกหน่อยใครยัดยาบ้าเข้ามา แม่ต้องถูกจับโดยไม่รู้เรื่องแน่ๆ) แต่ ถึงจะยับเยินบดละเอียด พี่น้องที่ไทยเปิดออกมาชิม ต่างชมกันเปาะว่า อร่อยเหาะ
ดังนั้น จึงขอแนะนำ ใครผ่านไปแถวนั้น อย่าลังเล คว้ามาเลยสิบห่อ คุณแม่รับรองก่ะ
แม่ลูกสิงในร้านขนมอยู่นาน นู๋ไม่ยอมไปไหน ชอบดูกรรมวิธีการทำขนมนี้มาก อะไรจะอินขนาดนั้น แม่เลยปล่อยให้นู๋นั่งดู นั่งถ่ายรูปไป ตัวแม่ก็เดินชมสินค้าของที่ระลึกไปเพลินๆ ปรากฏว่า เค้ามีขายลูกปัดสำหรับร้อยสร้อย หรือ ทำเครื่องประดับสารพัดแบบ ล้วนแต่มีดีไซน์ญี่ปุ๊นญี่ปุ่น อยากได้มากเลย แต่พอคำนวณจำนวนชิ้นที่ต้องใช้ร้อย แม่ก็ต้องรีบท่องคาถา อาณาปาณสติ อิอิ
แม่กะปิดท้ายรายการด้วย วัดเอ็นโคคุอิน ซึ่งรวมอยู่ในราคาตั๋วที่ซื้อไว้ แม่เฉยๆ นะ แต่ดูนู๋สนใจ เพราะมีการแสดงภาพวาดนรก สวรรค์ วันฮาโลวีน บนกระดาษโบราณยาวๆ อ่ะ นึกออกกันไหมก่ะ
มีอยู่ห้องนึง นู๋ถามได้น่าสนใจมาก คือ เป็นห้องที่ตั้งพระพุทธรูปไว้ แต่ด้านหลังองค์พระ ตกแต่งด้วยภาพวาดรูปวิญญาณญี่ปุ่น ... นู๋สงสัยว่า ทำไมถึงเป็นแบบนี้ วิณณาณนั้นทำอะไร ถึงได้มาอยู่ตรงนี้...แหะ แหะ ปกติแม่จะรู้ทุกเรื่องจ๊ะ .... ยกเว้น เรื่องนี้ อิอิ
แม่พยายามหาทางเดินกลับ ไปป้ายรถเมล์ แต่ด้วยผลบุญที่ทำมาดีแต่ปางก่อน (ว่าเข้านั่น) ทำให้เจอเกอิชากำลังจะนั่งรถลาก ใครๆ ก็มุงกันใหญ่ขอถ่ายรูป พวกเรารึจะมีพลาด แม่รีบควานหากล้องทันที "อ้าว เฮ้ย ไม่มี อยู่ที่นู๋หรือเปล่า" นู๋บอกว่าไม่มี แม่เลยให้นู๋พยายามคิดว่า ครั้งสุดท้ายนู๋ถ่ายอะไร เพราะช่วงหลัง แม่ไม่ได้แตะกล้องเลย
ปากก็ซักไซร้ ขาก็พานู๋เดินย้อนกลับไปวัดสุดท้ายที่เราจากมา ไม่สนใจละว่า จะมีป้ายห้ามเข้า ทางเข้าอยู่ด้านนู้น ฉันลืมของ ฉันรีบ
ไปยืนๆ มองแถวๆ ที่เราถอดรองเท้า ก็ไม่พบอะไร ใจแป้วเลย เสียดายรูปหลายร้อยใบหน่ะสิ
แต่เอ ไม่มีของหายในญี่ปุ่น ชิมิก่ะ
คุณแม่เลยตามหาเจ้าหน้าที่ของวัดให้มาช่วยกันหา ปรากฏว่า ชีเก็บไว้ให้อย่างดีคะ... แม่ลูกรีบโค้งแล้วโค้งอีก
"อาริกาโต้ๆๆ"

เดินออกมาอีกที เกอิชาไม่อยู่แร้น เหอ เหอ
ไม่เป็นไรจ๊ะ เราค่อยๆ เดินไปขึ้นรถเมล์นะ
ปรากฏว่า แม่เลือกเส้นทางได้เก๊งเก่ง เจอเจดีย์ยากาซ่า โดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งขอบอกว่า เซอร์ไพรส์มาก เพราะเดินเพลินๆ ชมอาคารบ้านเรือน ถนนเล็กๆ เนินสูงๆ จู่ๆ เจดีย์นี้ก็โผล่มาในสายตา ท่ามกลางตรอกซอกซอยเล็กๆ และไม่ใช่แม่คนเดียวที่เซอร์ไพรส์ เพราะยืนดูสักพัก ก็เห็นบรรดารถลาก ลากผู้โดยสารมาเซอร์ไพรส์ ณ จุดนี้กันทั้งนั้น หุหุ
ที่เด็ด คือ บริเวณนั้น จะมีวัดเล็กๆ แห่งนึง คาดว่า เป็นวัดที่เกี่ยวกับคนที่แท้งแล้วมาทำบุญให้เด็กที่เสียไป เพราะมีตุ๊กตาเด็กเยอะแยะ แม่เองก็เป็นพวกโพสิทีฟ เลยสอนนู๋ให้ขอพรพระที่วัดนี้ "ขอให้น้าเป๊ปป้าคลอดน้องง่ายๆ นะ"
จังหวะดี เจอไมโกะ (เด็กที่เตรียมฝึกเป็นเกอิชาในอนาคต) มาถ่ายรูปอยู่ที่นี่ แม่เลยแอบกดถ่ายรูปไมโกะมาเสียเลย ดูสิ โชคดีจังเน๊าะ พลาดจากเกอิชา ก็มาเจอ ไมโกะ
นู๋เองก็ไปโพสต์ท่าอยู่หน้าเจดีย์หลายใบ รูปที่คาใจแม่มั่กๆ คือ รูปนู๋โหนเสาไฟ ... ทำไม แม่นึกถึงพวกเต้นในบาร์อโกโก้ ก็ไม่รุ

ขึ้นรถเมล์ได้ นู๋ก็สลบคร่อก รถเมล์ของญี่ปุ่นนี้ เป็นรถแอร์ทุกคัน และไม่โกงแอร์ด้วย เย็นฉ่ำจนยะเยือก แม่ต้องคอยเอาพัดกัน ไม่ได้ลมแอร์โดนหัวนู๋
ขำ น้านุ้ยสั่งไว้นักหนา เวลาขึ้นรถเมล์ ไม่ให้แม่สนใจคนแก่ หรือเด็ก ให้ทำไม่รู้ไม่ชี้นั่งไป ไม่ต้องลุกให้ เพราะคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่เป็นอย่างนั้นจริงๆ พอขึ้นรถได้ ก็จะอ่านหนังสือ หรือไม่ก็หลับ (เทคนิคเดียวกะพี่ไทยเลย) แต่นะ เห็นคนแก่มากๆ แล้วก็สงสารอ่ะ อดไม่ได้... ทั้งๆ ที่รู้ว่า พอยืนแล้ว ต้องยืนยาว และรถจะแน่นมาก ตอนผ่านป้ายกิออน

เราถึงบ้านน้านุ้ยได้เวลาดี๊ดี ไม่ค่ำจนเกินไป น้านุ้ยถามด้วยความเป็นห่วงว่า จะไปกินโอโคโนมิยากิ ไหวหรือเปล่า เพราะต้องเดินไปร้านนี้ไกลพอควร แม่รู้ว่านู๋หน่ะ คงเมื่อยสุดๆ แต่ถ้าไม่ไปคืนนี้ คืนไหนๆ ก็คงเมื่อยและเหนื่อยแหละ เลยบอกน้านุ้ยว่า ค่อยๆ เดินเพลินๆ ละกัน ซึ่งปรากฏว่า เดินไม่ลำบากนัก เพราะเย็นแล้วไม่มีแดด มีลมเอื่อยๆ และน้านุ้ยพาเดินลัดซอกซอยเล็กๆ ทำให้รู้สึกสนุก
ร้านนี้ เป็นร้านเก่าแก่ และขอบอกว่า เป็นโอโคโนมิยากิที่อร่อยที่สุด ล้ำเลิศคะ ในร้านมีแค่ที่นั่งหน้าเคาเตอร์เตาของคุณป้านิดหน่อย และโต๊ะเดี่ยวอีกแค่สองโต๊ะ ตอนไปถึง เจอคุณพ่อและน้องสาวของยาซูชิกำลังหม่ำอยู่ อูย เห็นของในกะทะแล้วน่ากินจัง
น้านุ้ยน่ารัก จัดแจงขอให้ป้าผัดแบบมังสวิรัติให้แม่ และสั่งข้าวผัดห่อไข่แสนอร่อยให้นู๋เป็นพิเศษ นอกเมนูของร้าน พวกเราปิดท้ายด้วยโซบะอีกจาก พอเรียกมาคิดค่าเสียหาย ก็ตกใจแทบล้มทั้งยืน
ทั้งหมดราคาไม่ถึงสองพันเยน เป็นไปได้งายเนียะ
จัดแจงอาริกาโต้คุณป้าเสียยกใหญ่ น้านุ้ยแซวว่า "เอ้า แข่งกันโค้งใหญ่ พวกเราชนะ"
พอเดินออกจากร้าน คุณป้าไม่ยอมอ่ะ ตามออกมาโค้งอีก เหอ เหอ งั้นนู๋ยกให้ป้าชนะไปครั้งนี้ละกัน เด๋วต้องมีขอแก้มือครั้งหน้าอีกแน่นอนก่ะ
ขาเดินกลับ ได้ยาซูชิมาช่วยชีวิต หลอกล่อนู๋ให้วิ่งแข่งกันกลับบ้าน เร็วกันจนแม่และน้านุ้ยตามไม่ทัน
คืนนี้ คงหลับสบายแน่นอนเลยลูกแม่


Create Date : 03 กันยายน 2553
Last Update : 3 กันยายน 2553 0:02:35 น. 1 comments
Counter : 345 Pageviews.

 


โดย: MaFiaVza วันที่: 7 กันยายน 2553 เวลา:5:50:40 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

มรรคณิชา
Location :
Sleepless in Seattle United States

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




สวัสดีคะ
นู๋ชื่อ มรรคณิชา.... เรียกนู๋เต็ม ๆ นะคะ เพราะนู๋ไม่มีชื่อเล่นคะ ... อยากรู้จักนู๋ ก็ต้องตามไปช่วยอ่าน ช่วยคอมเม้นต์นะคะ แม่นู๋จะได้มีกำลังใจ
แก้ไขเพิ่มเติมคะ....
มีคุณน้า คุณพี่ หลายคนมักถามคุณแม่เสมอๆ ว่า "ชื่อของนู๋ แปลว่าอะไร"
บอกเลย ไม่เล่นตัว...อิอิ
มรรค มาจากคำว่า "มรรค 8" ในศาสนาพุทธไงคะ...คุณแม่คงอยากเห็นนู๋เป็นเด็กดี...แถมเวลาสะกดเป็นภาษาปะกิต คุณแม่ใช้ชื่อคุณพ่อสะกดซะเลย...งานนี้ คุณพ่อหน้าบานคะ
ส่วน ณิชา แปลว่า บริสุทธ์
พอมารวมกะ "มรรค" ชื่อนู๋เลยเก๋กู๊ดซ้า

แก้ไขเพิ่มเติม (อีก 5/29/2011)
แขกเค้ามีดาราหญิงชื่อ มานิชา คล้ายชื่อนู๋มากเลย แรกๆ แม่ก็ปลื้มหรอกนะ แต่หลังๆ ชักหวั่นไหว เพราะเพื่อนร่วมงานของพ่อชื่อนี้เปี๊ยบ เป็นตัวป่วนที่ทำคุณพ่อปรี๊ดส์บ่อยๆ

แม่พบว่า เด๋วนี้ เวลาเรียกมรรคณิชาเต็มๆ คือการทำเสียงเข้ม ในเหตุการณ์ปกติ แม่เรียกนู๋ ว่า "ลูก" "นู๋" หรือ ไม่ก็ "ชิชา" "ชา"
Friends' blogs
[Add มรรคณิชา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.