ตัวของเรา สไตล์ของเรา ทำไมต้องเหมือนใคร
Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2560
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
26 มิถุนายน 2560
 
All Blogs
 
หัวโบราณ.....แบบไหนคือหัวโบราณ





เมื่อไม่นานนี้เองผมเพิ่งได้เจอเรื่องที่มีการพูดถึงความหัวโบราณ ทำให้มันสะกิดไอเดียผมบางอย่างก็เลยมานั่งคิดว่า เออ นั่นสิ แล้วแบบไหนที่เราคิดว่าหัวโบราณกันแน่นะ....ก็เป็นที่มาของบล๊อกนี้ครับ


ส่วนใหญ่คนมักจะมองว่าคนที่อะไรก็ต้องยึดติดอยู่กับความเป็นไทย อะไรๆ ก็ต้องแบบไทย ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงและสิ่งที่มาจากต่างชาติ ไม่ยอมรับความเป็นสากล ทั้งที่ยุคนี้อะไรๆ มันก็ไปถึงไหนกันแล้ว อะไรประมาณนี้ใช่มั้ยครับที่เรียกว่าหัวโบราณ

แต่ส่วนตัวผมมองว่าคำว่าหัวโบราณคือคนที่ยึดติดอยู่กับสิ่งเดิมหรือแนวความคิดเดิมจนไม่เปิดรับสิ่งใหม่หรือแนวความคิดใหม่ๆ เลยนั่นแหละครับคือหัวโบราณ....ฟังดูก็น่าจะเหมือนกับคนอื่นๆ ทั่วไปใช่มั้ยครับ แต่จริงๆ แล้วมันต่างออกไป เดี๋ยวจะอธิบายครับว่าต่างยังไง


ในขณะที่คนส่วนมากมองว่าการยึดติดอยู่กับความเป็นไทยคือหัวโบราณ และการทำตามฝรั่งทุกอย่างจะทำให้เราเจริญขึ้นจึงเป็นแนวทางของคนหัวคิดสมัยใหม่ แต่ผมกลับมองว่าทั้งคนที่ยึดติดอยู่กับความเป็นไทยและคนที่ยึดติดอยู่กับการเดินตามฝรั่ง โดยเฉพาะอเมริกาซึ่งเห็นอยู่มากในปัจจุบัน คนทั้งสองกลุ่มนี้ผมถือว่าหัวโบราณทั้งคู่ครับ

คนที่ยึดติดอยู่กับความเป็นไทยจนไม่รู้จักปรับเปลี่ยนสิ่งที่ไม่ดีให้ดีขึ้นหรือเหมาะกับขีวิตความเป็นอยู่ในยุคนี้ก็หัวโบราณ เพราะคนเราต้องรู้จักปรับเปลี่ยนและพัฒนาสิ่งที่ไม่ดีให้ดีขึ้น เปลี่ยนสิ่งที่เป็นปัญหาให้ไม่เป็นปัญหา เนื่องจากความเป็นอยู่ของคนสมัยนี้ไม่ได้เหมือนเมื่อ 80 ปี 100ปี ที่แล้ว ส่วนคนที่เดินตามฝรั่งทุกอย่างจนไม่แยกแยะว่าอะไรควรตามและอะไรไม่ควรตาม ตามเพราะคิดว่า
นี่คือสิ่งที่ทำให้เราทันสมัย ทำให้เราเจริญขึ้น โดยไม่ได้เข้าใจว่าฝรั่งทำอย่างนั้นเพราะอะไรเรียกว่าหลับหูหลับตาตาม แบบนี้ก็หัวโบราณ เพราะลองมองย้อนไปดูครับว่าเราเดินตามฝรั่งมาราว 80 ปีแล้ว ในยุคนี้ที่อะไรๆ เปลี่ยนไปแล้ว คนที่ยังคิดแต่จะตามฝรั่งอยู่ผมมองว่าก็เป็นคนหัวโบราณเหมือนกัน



สิ่งที่คนไทยเรามักจะทำตามฝรั่งคืออะไรบ้าง......ขออธิบายสักหน่อยครับ เชื่อว่าหลายๆ คนคงจะมองภาพนี้ไม่ออก

ที่เห็นชัดๆ เลยนะครับ ก็...


รูปประกอบจากอินเตอร์เน็ต

การแต่งตัว....ที่ปัจจุบันนี้คนส่วนใหญ่อ้างอิงการแต่งตัวกับเทรนด์ โดยเริ่มละเลยความเหมาะสมและอ้างว่า "นี่มันยุคไหนสมัยไหนกันแล้ว" ผู้หญิงจะแต่งเปิดหรือรัดโชว์กันซะจนเกินความเหมาะสม ผู้ชายก็จะนิยมโชว์รูปร่างด้วยการใส่เสื้อผ้ารัดรูปเหมือนกันซึ่งหลายครั้งมันก็เกินความเหมาะสมเหมือนกัน ด้วยไอเดียว่า "เพราะมันเป็นเทรนด์แฟชั่น" ซึ่งมองให้ลึกอีกนิดครับว่าเทรนด์แฟชั่นเหล่านั้นมาจากไหน มันก็มาจากฝรั่ง (โดยเฉพาะอเมริกา ที่คนไทยส่วนมากมักเอาเป็นแบบอย่าง) นั่นเอง คนส่วนมากก็ยินดีที่จะทำตามกันโดยไม่มีข้อสงสัยหรือความรู้สึกขัดแย้งใดๆ บางคนอาจบอกว่าไม่จริงฉันชอบเทรนด์เกาหลีต่างหาก ดูดีๆ เกาหลีเองก็อ้างอิงรูปแบบเทรนด์จากทางฝรั่งเป็นหลักเหมือนกันครับ แต่ถ้าเป็นเทรนด์จากที่อื่นคนไทยส่วนมากจะไม่ค่อยสนใจ แบบนี้แล้วมันก็ไม่ได้ต่างอะไรจากการบอกว่า "ฉันเลือกแต่งแบบนี้เพราะมันเป็นแบบที่ฝรั่งแต่งกัน".....รวมไปจนถึงการแต่งตัวที่จะต้องแต่งตัวอย่างนั้นอยางนี้ถึงจะดูดีซึ่งก็เรียกว่าก๊อปฝรั่งมาทั้งตัวเลย ถ้าแต่งเหมือนฝรั่งแต่งกันเราจะมองว่าดูดีแต่ถ้าไม่เหมือนจะถูกมองว่าไม่ดี แย่ หรือหนักๆ ก็โดนดูถูกไปเลย โดยที่หลายคนไม่ได้มองถึงความเหมาะสมกับชีวิตของคนไทยหรือไม่



รูปประกอบจากอินเตอร์เน็ต

มุมมองในเรื่องต่างๆ....เวลาที่เราจะตัดสินว่าอะไรดีหรือไม่ดี อะไรควรจะเป็นอย่างไร คนไทยไม่น้อยมักจะเห็นพ้องไปกับมุมมองแบบฝรั่ง เช่น เรื่องการแต่งตัว คนไม่น้อยก็จะมองว่าแต่งอย่างฝรั่ง (สไตล์นะครับ ไม่ใช่ตัวเสื้อผ้า....ดูรูปข้างบนประกอบ) ถึงจะดูดี ถ้าเป็นสไตล์อื่นจะดูไม่ดี......หรืออย่างหนังควรถ่ายทำออกมาเป็นอย่างไร ซึ่งคนไทยไม่น้อยและน่าจะเป็นส่วนมากด้วย มักจะมองว่าหนังควรจะออกมาเป็นแบบหนังฮอลลีวู้ด ถ้าไม่งั้นก็จะเป็นหนังที่สร้างไม่ดี ไม่สมจริง....หรืออย่างเรื่องรูปร่างและสีผิวคน ผมสังเกตุว่าคนไทยไม่น้อย (น่าจะส่วนใหญ่ด้วยซ้ำ) ก็เห็นพ้องตามฝรั่งนะครับ เช่นคนเราควรมีรูปร่างแบบไหนถึงจะเรียกว่าดี สีผิวแบบไหนถึงจะดี (ดูรูปข้างบนประกอบ)....บ้านจะต้องเป็นดีไซน์แบบฝรั่งถึงจะดีและถ้าไม่ใช่สไตล์ฝรั่งคนส่วนมากก็มักไม่ให้ความสนใจ (แต่ในช่วงที่โพสเรื่องนี้ก็ดูเหมือนคนไทยจะเริ่มมองแนวอื่นๆ บ้างแล้วครับ)....เรื่องแฟน ใครไม่มีแฟนเป็นเรื่องแปลก ผู้ชายไม่มีแฟนต้องเป็นเกย์เป็นกระเทย (แต่ในวันที่โพสเรื่องนี้ก็ดีขึ้นกันกว่าก่อนหน้านั้นแล้วครับ)....หรืออย่างฮีโร่ ปัจจุบันพอพูดถึงฮีโร่คนไทยส่วนมากก็จะนึกถึง iron man หรือคนที่ตัวใหญ่ๆ มีกล้ามเยอะๆ หรือคนใส่ชุดปิดหน้าเปิดตากับปาก หรือมีผ้าคลุม และมองภาพอื่นกันแทบไม่ออก ขนาดฮีโร่ของทรูมูฟที่ชื่อ H-Man ซึ่งคนไทยดีไซน์ขึ้นมาเองยังเป็นแบบใส่เกราะเหมือน iron man มีหมวกหรือเกราะหัวที่ดูเหมือนคลุมหัวแล้วเจาะช่องตากับปาก มีผ้าคลุม มีตัวหนังสือที่อก ทั้งหมดนี้มันเป็นลักษณะของฮีโร่แบบฝรั่ง (อเมริกา) เต็มๆ เลยข้อสังเกตุคือทำไมคนไทยเราถึงนึกออกแต่ไอเดียสไตล์ฝรั่ง ทำไมเราถึงนึกอะไรในแบบอื่นๆ ไม่ออกเลย ถ้าไม่ใช่อะไรที่เป็นแบบฝรั่งแล้วคนไทยเรามักจะนึกไม่ออกกันเลย....และยังมีอื่นๆ อีกมากครับ ลองไปสังเกตุกันดูครับ

คือถ้ามีไอเดียไปเหมือนฝรั่งมันก็ไม่ได้ผิดอะไรหรอกนะครับ ถ้าไอเดียนั้นมันเกิดมาจากมุมมองของเจ้าตัวเอง แต่ส่วนใหญ่ที่ผมเจอคือที่มาหรือจุดเริ่มต้นของไอเดียมันไม่ได้มาจากตัวเขาเองแต่มาจากการอ้างอิงกับฝรั่งเช่นคิดว่าก็ฝรั่งยังคิดหรือทำแบบนี้เลย หรือเป็นเพราะเอาแต่รับสื่อของฝรั่งจนคิดว่ามันก็ต้องเป็นแบบนี้แหละ อะไรที่ฝรั่งไม่ทำก็ไม่เคยจะไปรับรู้จนคิดว่าทุกอย่างมันต้องเป็นแบบที่ฝรั่งทำนี่แหละ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วเจ้าตัวเขาก็จะไม่พูดออกมาตรงๆ หรอกนะครับ เราต้องจับความคิดเขาเอาเอง ส่วนมากก็จะออกมาในลักษณะว่าชอบอย่างนี้หรือทำอย่างนี้เพราะฝรั่งบอกว่าแบบนี้ดีกว่า (ส่วนใหญ่ก็จะหมายถึงอเมริกา)




ภาษา....อันนี้ตามอเมริกาเต็มๆ เลย ทุกวันนี้คนไทยหันมาเรียนภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน (us english) กันหมด แม้แต่ในโรงเรียนยังสอนเป็นแบบอเมริกันเลยครับ....ปัจจุบันคนไทยพยายามพูดให้ได้สำเนียงแบบอเมริกัน ตัว Z ก็เปลี่ยนจากเรียกว่า "แซ่ด" มาเป็น "ซี" (ต้องทำเสียงสั่นด้วยในปากด้วย) จะได้เหมือนกับอเมริกัน แล้วก็บอกว่าฝรั่งเค้าเรียกว่า ซี ไม่ได้เรียก แซ่ด ซึ่งจริงๆ แล้วทางยุโรปเรียกว่า แซ่ด นะครับเพียงแต่มันไม่ใช่การออกเสียงแบบ แซ่ด ในภาษาไทยอย่างนั้น มันออกเสียงแบบ เซ่ด และต้องทำเสียงสั่นในปากด้วยเหมือนเวลาเรียกว่า ซี นั่นแหละ การออกเสียงก็จะประมาณ zed หรือ zet ครับ แต่คนไทยทุกวันนี้กลับสอนกันว่าต้องเรียกว่า ซี ไม่ให้เรียก แซ่ด แถมยังไม่ได้บอกด้วยว่าที่จริงแล้วมันเรียก แซ่ด ก็ได้ แล้วทีนี้พอคนอ่าน ซี โดยทำเสียงสั่นในปากไม่ได้ เราก็ไม่รู้แล้วครับว่ามันหมายถึงตัวที่ 3 (C) หรือตัวสุดท้าย (Z) กันแน่....การออกเสียงตัว r ท้ายคำเยอะๆ ตามอเมริกันซึ่งถ้าเป็นแบบอังกฤษ (uk english) จะออกเสียง r น้อยกว่า.....ที่หนักไปกว่านั้นคือคนไทยส่วนมากไม่ค่อยสนใจภาษาอื่นนอกจากอังกฤษแบบอเมริกัน คำบางคำมาจากภาษาอื่นเราก็เอามาอ่านเป็นอังกฤษกันไปหมด หรือคำบางคำเป็นศัพท์เฉพาะเราก็อ่านตามแบบภาษาอังกฤษกันหมดโดยไม่ได้สนใจว่าเขาจะให้อ่านว่าอะไร ที่จริงชื่อเฉพาะสามารถเขียนยังไงก็ได้ตามหลักการสะกดขึ้นอยู่กับคนตั้งแม้ว่ามันอาจจะออกเสียงไม่เหมือนกับลักษณะที่เราคุ้นกันแต่ก็ถือว่าไม่ผิดถ้าจะให้อ่านแบบนั้น


นี่เป็นตัวอย่างบางส่วนครับ ลองสังเกตุสิ่งอื่นๆ รอบๆ ตัวดูจะเห็นได้อีกเยอะ


อย่างที่ได้อธิบาย คนไทยส่วนมากจะชอบทำตามฝรั่งแต่ก็ไม่ได้ทำให้เป็นฝรั่งจริงๆ ที่ทำอยู่ส่วนใหญ่ก็แค่พยายามลอกเลียนแบบมาแต่เปลือกเท่านั้นเองครับ


ทีนี้หลังจากเดินตามฝรั่งมา 80 ปี ทุกวันนี้เราพัฒนาอะไรไปบ้าง มองลึกๆ แล้วเราแทบไม่ได้พัฒนาอะไรเลย เรายังสร้างอะไรใหม่ๆ ด้วยตัวเองไม่ค่อยได้ เรายังต้องอาศัยสิ่งต่างๆ จากฝรั่งอยู่ดี เรายังต้องซื้อของต่างๆ สินค้าต่างๆ จากฝรั่ง (และจากที่อื่นด้วย) ในส่วนลึกๆ แล้วเราไม่ได้เรียนรู้อะไรจากฝรั่งเพื่อพัฒนาตัวเอง เราได้แต่ลอกเลียนแบบเปลือกของฝรั่งเท่านั้นเอง........เพราะงั้นคนที่มีแนวคิดแบบเดินตามฝรั่งไปเรื่อยๆ ผมก็เรียกคนแบบนี้ว่า "หัวโบราณ" เหมือนกันครับ



ทำแบบไทยดั้งเดิมก็ว่าหัวโบราณ....ทำแบบฝรั่งก็ว่าหัวโบราณ แล้วแบบไหนล่ะถึงจะเป็น "คนรุ่นใหม่" หรือ "หัวสมัยใหม่"..................



ผมมองว่าการทำตามฝรั่งเพื่อให้เขายอมรับเรา เพื่อที่จะได้เจรจากันได้นั้นมันเป็นเรื่องในอดีต ปัจจุบันนี้พวกฝรั่งไม่ได้โลกแคบแบบนั้นแล้ว พวกเขามองโลกนี้กว้างกว่าแต่ก่อนมาก ฝรั่งเองก็รู้จักวัฒนธรรมของประเทศอื่นมากขึ้น และยอมรับความแตกต่างมากขึ้น (เหลือแค่บางอย่างแหละครับที่พวกเขาจะยังไม่ยอมเข้าใจ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ฝรั่งเป็นอยู่อย่างนั้น) เราจึงไม่จำเป็นต้องทำตัวเหมือนเขาเพื่อให้เขายอมรับอีกต่อไปแล้ว......

คนที่เป็นหัวสมัยใหม่หรือคนรุ่นใหม่จึงน่าจะเป็นคนที่เข้าใจสิ่งนี้ได้ และหันมามองสิ่งที่ต่างชาติเป็นหรือมีเพื่อการเรียนรู้จากพวกเขาแล้วเอามาพัฒนาตัวเรา สังคมของเราหรือประเทศของเรา และควรมีมุมมองที่กว้างกว่าเดิมคือไม่ใช่มองแค่ฝรั่งหรืออเมริกาแต่มองทุกประเทศในโลกว่าประเทศไหนมีอะไรดีและเอามาพัฒนาเราได้ ไม่ใช่เอาแต่มองอเมริกาหรือฝรั่งเท่านั้น ประเทศในเอเซียก็มีอะไรดีๆ อีกมากที่เราน่าจะเรียนรู้จากเขา แนวทางของฝรั่งไม่ได้เหมาะกับเราเสมอไป แนวทางของเอเซียจะเหมาะกับเรามากกว่าด้วย แม้แต่ประเทศที่เรามักมองว่าเขาด้อยกว่าเราบางครั้งก็มีอะไรดีๆ ที่น่าเอาอย่างและสามารถเอามาพัฒนาเราเองได้เหมือนกัน ในปัจจุบันที่อะไรๆ เปลี่ยนแปลงไปมากฝรั่งไม่ใช่คนที่เก่งหรือดีที่สุดอย่างที่คนไทยเคยคิดในสมัยก่อน (โดยเฉพาะอเมริกาที่คนไทยชอบตามกัน) การมองประเทศอื่นๆ ด้วย ทั้งฝรั่งที่นอกสายตา เอเซียและที่อื่นๆ จะทำให้เราเห็นว่าใครมีอะไรที่ดีที่สุดและเหมาะกับเราที่สุดซึ่งจะทำให้เราพัฒนาไปได้อีก.....และเมื่อรับเอาสิ่งใหม่มาจากต่างชาติแล้วก็รู้จักที่จะผสมมันเข้ากับรูปแบบของเราเองเพื่อพัฒนาเราให้ดีขึ้นโดยรักษารูปแบบของเราเอาไว้ ไม่ใช่การรับสิ่งใหม่มาแล้วทิ้งรูปแบบของเราเองไป


จากรูป...ถ้าเรามองที่เดียวเราจะมีต้นแบบเดียว ซึ่งอาจไม่เห็นสิ่งที่ดีกว่าก็ได้ ทำให้เราไม่สามารถพัฒนาไปได้อย่างที่ควรจะเป็น แต่ถ้าเรามองหลายๆ ที่ เราจะมีต้นแบบมากกว่า 1 ทำให้เห็นสิ่งที่ดีกว่าและสามารถจะเลือกเอาสิ่งดีๆ จากหลายที่มาใช้ได้และเราก็จะสามารถพัฒนาไปได้ไกลกว่าการมองเพียงที่เดียว

การผสมสิ่งที่รับมาจากต่างชาติเข้ากับรูปแบบของเราเองโดยไม่ทิ้งรูปแบบของเราไป ตัวอย่าง เช่น.....การลดอำนาจระบบอาวุโสของผู้ใหญ่แบบไทยดั้งเดิม ให้เด็กอธิบายได้ แย้งได้ด้วยเหตุผล คุยด้วยเหตุผลได้ไม่ถือเป็นการเถียง แย้งผู้ใหญ่ได้ถ้าเห็นว่าผิดหรือไม่ถูกต้อง แต่ไม่ได้หมายความว่าเด็กไม่ต้องเคารพคนที่อาวุโสกว่า แบบเจอหน้าผู้ใหญ่แล้วยกมือมาข้างนึงพร้อมพูดว่า "อ้าว เฮ้ย หวัดดีเว่ย" หรือพูดกับญาติผู้ใหญ่แบบ "หวัดดีฮะ ยูมาหาพ่อไอเหรอ รอเดี๋ยวนะไอจะไปเรียกให้" ยังงั้นไม่ใช่แล้วครับ (อาวุโสที่ว่านี่ก็เด็กผู้ใหญ่ รุ่นพี่รุ่นน้อง อะไรก็ว่าไปนะครับไม่ใช่ใช้กันเลอะเทอะจนแบบ ฉันอยู่ที่นี่มาก่อนนะเพราะงั้นฉันมีสิทธิ์มีเสียงมากกว่า) .....แบบที่ผมพูดถึงนี้เป็นการเอาข้อดีของระบบแบบฝรั่งเข้ามาคือให้พูดคุยชี้แจงและแย้งหรือเห็นต่างกับผู้ใหญ่ได้โดยไม่ถือว่าเป็นการเถียงหรืออื่นๆ (ที่จริงฝรั่งก็ไม่ได้ให้แย้งหรือชี้แจงมุมมองของเด็กได้ทุกครั้งไปหรอกนะครับ) กับความนอบน้อมแบบเอเซียมาผสมกัน ผลที่ได้คือจะมีความนอบน้อมอย่างการไหว้ของไทยเราก็รักษาเอาไว้ แต่ก็สามารถพูดคุยชี้แจงความเห็นได้ แย้งได้ถ้าเห็นว่าไม่ถูก ไม่ใช่ว่าผู้ใหญ่มีอำนาจเบ็ดเสร็จทำอะไรก็ถูกไปซะหมดครับ

การที่เราจะเรียนรู้จากต่างชาติหรือประเทศอื่น คือการที่เรามองและทำความเข้าใจได้ว่าทำไมมันถึงเป็นอย่างนั้น ที่เขาทำให้มันเป็นอย่างนั้นเพราะต้องการจัดการกับอะไร อย่างไร การทำแบบนั้นมันแก้ปัญหาอะไร แล้วเอาวิธีการเหล่านั้นเข้ามาปรับใช้กับเรา โดยที่รู้จักมองและแยกแยะได้ว่าสิ่งไหนเหมาะกับเรา พอรับสิ่งใหม่จากต่างชาติมาก็เอามาดูกันก่อนว่ามันจะใช้กับคนหรือสังคมในประเทศเราได้อย่างไร อาจจะทำไม่เหมือนแต่เอาไอเดียเดียวกันมาใช้วิธีจัดการกับของเราให้เหมาะสมได้ ไม่ใช่ไปยกของเขามาตรงๆ โดยไม่ผ่านการประมวลผลใดๆ เห็นเขามี เห็นเขาทำ ก็จะมีบ้าง ทำบ้าง แบบนั้นคือการเดินตามหรือที่เรียกว่า "ตามตูด" นั่นเองครับ



จากที่ได้เล่าไปทั้งหมดนี้ ในมุมมองของผม คนรุ่นใหม่หรือคนหัวสมัยใหม่จึงควรจะเป็นคนที่รู้จักเรียนรู้เพื่อพัฒนาไม่ใช่เพื่อเพียงแค่เดินตาม....ถ้าเรารู้จักที่จะเรียนรู้แล้วพัฒนาเราจะขึ้นไปยืนข้างๆ กับคนหรือประเทศที่เราศึกษาและเรียนรู้จากเขาได้ และอาจแซงหน้าเขาได้ด้วย แต่ถ้าเราเอาแต่เดินตามเราจะทำได้แค่เพียงตามอยู่ข้างหลังเขาเท่านั้นครับ.....แล้วเราอยากจะเดินข้างๆ เทียบชั้นกันได้ หรืออยากจะแค่เดินตามอยู่ข้างหลังไปเรื่อยๆ กันล่ะ.....



โดย นาย nyo

รูปประกอบเนื้อหาจากอินเตอร์เน็ต


Create Date : 26 มิถุนายน 2560
Last Update : 30 มิถุนายน 2560 17:43:38 น. 0 comments
Counter : 263 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

nyo
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 18 คน [?]




สงวนลิขสิทธิ์ ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ 2539 ห้ามผู้ใดทำการคัดลอก ส่วนใดส่วนหนึ่งของบล๊อกนี้ไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของบล็อค


ติดต่อผมได้ที่
naai.nyo@gmail.com

____________________

บล๊อกนี้ผมเขียนขึ้นมาจากสิ่งที่ผมไปรู้ไปเห็นมาก็เลยเอามาเล่าต่อเพื่อเป็นการแชร์ความรู้กัน หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นบ้างไม่มากก็น้อยครับ


กรูณาใช้ภาษาให้เหมาะสมในการแสดงความคิดเห็นด้วยนะครับ
Friends' blogs
[Add nyo's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.