ลุ้นพายุ ลัดฟ้าหากระบี่

การเดินทางในครั้งนี้ พาหนะของเราก็เป็นเครื่องบินอีกครั้งนึง ตามธรรมเนียมก็เลยต้องเปิดงานด้วย ภาพจากบนเครื่องบิน ครั้งนี้คงจะเป็นการเดินทางที่เงียบเหงากันสักหน่อย เพราะว่าผมจำรายละเอียดต่างๆ ไม่ค่อยได้ครับ เนื่องจากกำหนดการถูกเปลี่ยนไปตามสภาพอากาศ ทำให้แผนการเดินทางที่บริษัททัวร์ส่งมา มันไม่ตรงกันเลย เอาเป็นว่าจำที่ไหนได้ช่วยบอกด้วยล่ะกันครับ จะได้เป็นข้อมูลให้กับเพื่อนๆ ได้

เริ่มต้นการเดินทาง ครั้งนี้ไปขึ้นเครื่องที่ดอนเมือง ขาไปใช้บริการของนกแอร์ แอบเคืองอยู่เล็กน้อยตรงที่ไม่ยอมให้บินไปแต่เช้า ไปซะรอบสายเชียว เครื่องออก 8.30 น. สบายๆ ไม่ต้องรีบออกจากบ้าน ไม่เหมือนเมื่อปีที่แล้ว ที่ต้องไปขึ้นสุวรรณภูมิ แถมเครื่องออก 6.00 น.

การเดินทางครั้งนี้หลายๆ คน ค่อนข้างเป็นกังวลกับสภาพอากาศมาก เพราะเป็นช่วงที่กำลังเริ่มมรสุมพอดี แต่จะทำไงได้ ในเมื่อหัวใจมันเรียกร้อง จะไปกลัวทำไมกับพายุ



ตอนเช้าท้องฟ้ายังสดใสอยู่ เมฆสวยจริงๆ



เครื่องใช้เวลาบินไม่นานนัก ก็พาเรามาอยู่เหนือทะเลอ่าวไทย ด้านล่างที่เห็นอยู่นั้น ก็คือ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง



เริ่มมองเห็นแผ่นดินอีกครั้ง ไม่แน่ใจว่าแถวนี้คือที่ไหน



ถ้าเห็นแม่น้ำแบบนี้แสดงว่าใกล้ถึงที่หมายแล้ว ก่อนจะถึงกระบี ขอบ่นสักหน่อย เครื่องบินโลว์คอสนี่ที่นั่งแคบจริงๆ นั่งแล้วเมื่อมาก หรือว่าผมจะขายาวเกินไปหว่า อีกเรื่องก็คือ ทำไมเครื่องมันสั่นแรงอย่างนี้ ยิ่งกลัวๆ อยู่ด้วย



และแล้วเราก็มาถึงกระบี่โดยสวัสดิภาพ ลงจากเครื่องก็รอรับกระเป๋า ท้องฟ้าที่กระบี่ช่างใสจริงๆ นี่หรือที่ว่ามีพายุ ไหนกันล่ะ ยังไม่เห็นเมฆสักก้อน ระหว่างนี้พี่ไกด์ก็โทรเช็คสภาพอากาศกับคนเรือ พี่ไกด์วางโทรศัพท์พร้อมกับยิงคำถาม "วันนี้เรือออกเกาะได้ แต่พรุ่งนี้ไม่รู้ เอาไงดีครับ" แน่นอนอยู่แล้วใครจะไปเสี่ยงกับวันพรุ่งนี้ล่ะครับ ไม่ต้องรอเสียงตอบกลับแค่มองตาก็เหมือนจะรู้ใจ "OK งั้นเดี่ยวไปถึงร้านอาหารแล้วรีบทานอย่างเร่งด่วนเลยครับ จะได้รีบไปลงเรือกัน"

ตามโปรแกรมเดิม วันนี้บ่ายเราจะต้องไปพายคายัคกันที่อ่าวท่าเลน แต่หลายๆ คนกลัวการพายเรือกัน โปรแกรมออกเกาะก็เลยต้องมาเป็นอันดับแรกก่อน

เราออกจากสนามบินก็เกือบเที่ยง นั่งรถจากสนามบินไปที่ร้านอาหารก็ใช้เวลาไม่นานมาก พอมาถึงที่ร้านเห็นแล้วไม่อยากกินเลย อยากจะรีบคว้ากล้องไปถ่ายให้ทั่ว ร้านนี้บรรยากาศดีมาก ตกแต่งได้อย่างสวยงาม ถึงจะอยากรีบไปถ่ายรูป แต่ก็ต้องไปทานไว้ก่อน ไม่งั้นเดี่ยวหมด อด เพราะแต่ละคนยังไม่ได้กินข้าวเช้ากันมาแบบเต็มที่ ตอนนี้ก็เลยหิวกันสุดๆ

อาหารของเรามาแล้ว อย่างแรก ยำส้มโอ



ต่อไป ปลา...ทอด (ไม่รู้ชื่อปลาครับ ปลาทรายหรือปลาตาเดียวนี่แหละ)



ต่อไป น้ำพริก มาครั้งนี้มีน้ำพริกให้กินทุกร้านเลย น้ำพริกเติมได้ไม่อั้น แล้วมีหรือที่พวกเราจะหยุดกันอยู่แค่ถ้วยเดียว อาหารจานต่อๆ ไป อีกหลายอย่าง ไม่มีมาให้ดู เพราะถ่ายไม่ทัน



ไปดูบรรยากาศรอบๆ ร้านกันบ้าง



ทางเดินภายในร้าน



ทางเดินริมสระบัว ภายในร้านมีพื้นที่ให้หามุมถ่ายภาพค่อนข้างมากครับ หากใครจะมาเพื่อถ่ายภาพควรจะมีเวลาให้มากกว่านี้สักหน่อยครับ ของผมเวลามีน้อยครับ เลยต้องรีบถ่ายให้เร็วที่สุด อากาศตอนนี้ แดดร้อนมากๆ



บึงน้ำอีกแห่งนึง ช่วยสร้างความร่มรื่น เย็นใจ ภายใต้แสงแดดที่ร้อนแรงในตอนนี้ได้



ดอกบัวสีชมพู เป็นที่หมายปองของเจ้าแมงปอตัวน้อยทั้งหลาย



ทุ่งนาจำลองภายในร้านที่ในวันนี้แทบจะไม่เห็นต้นข้าวเลย ไม่รู้ทางร้านจงใจให้เป็นแบบนี้รึเปล่า



ดอกไม้สีสดใส



ชิงช้าสวรรค์ที่ทำด้วยไม้ ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหลังร้าน ไม่แน่ใจว่าสามารถขึ้นไปเล่นได้หรือไม่



เด็กน้อยสองคน นั่งยิ้มต้อนรับแขกผู้มาเยือน ไม่ว่าอากาศจะร้อนเพียงใด รอยยิ้มก็ไม่เคยจางหาย

โดยรวมสำหรับร้านนี้ เรื่องอาหารผมถือว่าใช้ได้ครับ ส่วนเรื่องบรรยากาศร้านผมชอบมากเลยครับ หากมาช่วงกลางวันแดดก็อาจจะร้อนสักหน่อยครับ ใครที่รู้ชื่อร้านช่วยบอกด้วยนะครับ เพื่อนๆ ที่เข้ามาดูจะได้มีข้อมูลครับ

สำหรับผมนั้นหากเป็นการเดินทางลักษณะไปกับทัวร์ ผมจำชื่อและเส้นทางไม่ค่อยได้ครับ แต่ถ้าขับรถไปเอง ไม่มีลืมแน่นอนครับ



ได้เวลาบอกลาเด็กน้อย 2 คนแล้ว รถออกจากร้านอาหารพาพวกเราเข้าสู่ที่พักเพื่อเก็บของและเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดลุยทะเล ที่พักในครั้งนี้อยู่ที่อ่าวนาง ชายหาดที่มีชื่อเสียงที่สุดของกระบี่ เวลามีค่อนข้างน้อย ทำให้ต้องเร่งรีบที่จะจัดการกับข้าวของที่มากมาย เจ้าหน้าที่พาไปที่ห้องพัก พอเดินไปได้สักระยะนึง ชักเหงี่อตก ทำไมยังไม่ถึงสักที น้องที่พาไปส่งห้อง บอกว่าต้องเดินขึ้นเขาไปอีก อยู่ด้านบนนู่น ผมก็แหงนหน้าขึ้นไปมอง "ไหนล่ะด้านบน ยังไม่เห็นบ้านเลย เห็นแต่ต้นไม้" หลายคนได้ที่พักใกล้ Front เดินไม่ไกล ส่วนอีกหลายคน ได้ที่พักอยู่บนภูเขา เวลาจะออกไปไหนต้องวางแผนให้ดีๆ และต้องไม่ลืมของ เพราะไกลมาก แถมเป็นการเดินขึ้นอย่างเดียว

สรุปคือ กลุ่มที่อยู่บนภูเขาลงมาถึงรถช้าที่สุด ก็มันช่วยไม่ได้นี่หน่า แค่นี้ก็จะหมดแรงไปเกาะแล้ว

มาถึงท่าเรือไม่รอช้า รีบลงเรือออกทันที ท่าเรือในช่วงบ่ายช่างเงียบนัก ส่วนมากคนที่ไปเกาะ จะไปกันช่วงเช้า และกลับมาช่วงบ่าย โปรแกรมที่เราไปกัน ที่เรียกกันทั่วไป ก็คือ โปรแกรม 4 เกาะ มี หาดถ้ำพระนาง เกาะไก่ เกาะทับ เกาะหม้อ (ทะเลแหวก) เกาะปอดะ เกิน 4 เกาะหรือยังเนี่ย

ทะเลมีคลื่นสูงพอสมควร เล่นเอาเจ็บได้เหมือนกัน เรือที่ใช้เป็น Speed Boat ทำให้ใช้เวลาไม่นานนัก ก็มาถึง หาดถ้ำพระนาง ผู้คนในเวลานี้ค่อนข้างน้อย ทำให้การท่องเที่ยวเป็นไปอย่างสบายตัว ผมชอบคนน้อยๆ แบบนี้ที่สุด ไม่เหมือนปีที่แล้วที่ไป อ่าวมาหยา ครั้งนั้นนึกว่าเดินอยู่ในตลาดนัด ที่เห็นคนเยอะในภาพ เป็นกลุ่มผมเกือบทั้งนั้น

เราเดินกันไปที่ถ้ำพระนาง ท่ามกลางแดดที่เผาสุดๆ ทรายที่นี่นิ่มเท้ามาก เดินแล้วให้ความรู้สึกที่สบายจริงๆ



ใกล้เข้าไปเรื่อยๆ



หน้าผาอันสวยงาม ที่ถูกรังสรรค์งานศิลปโดยช่างที่ชื่อว่า "ธรรมชาติ"



หินงอกเหนือทะเล เป็นสิ่งที่หาดูได้ไม่ยากนัก ที่ทะเลภาคใต้



ออกจากถ้ำพระนาง เราก็นั่งเรือต่อไปชมเกาะไก่กัน และดูน้ำว่าสามารถลงดำน้ำได้หรือไม่ คนขับเรือเลยเสนอว่าเดี่ยวจะพาไปอีกที่นึง แต่ไม่รู้จะไปไหนไหม เพราะคลื่นแรงมาก พอเรือออกไปได้สักระยะ คลื่นก็เริ่มเปลี่ยน จากคลื่นแบบสนุกสนาน เริ่มกลายเป็นคลื่นลูกโตๆ น่ากลัวมาก เรือต้องลดความเร็วลง ทั้งลำเรือเงียบกันไปหมด

เรามาถึงจุดดำน้ำ และลงไปดำน้ำกัน น้ำค่อนข้างขุ่น มองไม่ค่อยเห็นอะไรเท่าไหร่ ถ้ามาในช่วงน้ำใส ตรงจุดนี้จะต้องสวยมากๆ แน่ ในเมื่อดำน้ำแล้วไม่ค่อยเห็นอะไร ก็เลยขึ้นเรือเร็วกว่ากำหนด เดี่ยวเราจะมุ่งหน้ากลับมาที่ ทะเลแหวก

ทะเลแหวกในวันนี้ เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก ผมเคยมาที่นี่ก่อนหน้าที่จะเกิดซึนามิหลายปี ตอนนั้นกับตอนนี้ สันทรายเปลี่ยนแปลงไปพอสมควร ทะเลแหวกเกิดขึ้นจากสันทรายของเกาะ 3 เกาะ คือ เกาะไก่ เกาะทับ เกาะหม้อ เชื่อมต่อกันจนเป็นทางเดิน เวลาที่น้ำลงต่ำสุด ทางเดินก็จะแหวกทะเลออกจนเป็นที่มาของทะเลแหวก

ว่าแล้วเราก็ไปเดินแหวกทะเลกันดีกว่า



ความใสของน้ำทะเลกับความงามของท้องฟ้า ทำให้สาวๆ อดใจไม่ได้ ต้องไปสัมผัสกับมันอย่างถึงเนื้อถึงตัว อย่าว่าแต่สาวๆ เลยครับ ผมเองก็ปาไปครึ่งตัวเหมือนกัน แหมใครจะไปอดใจได้ นี่ถ้าไม่ห่วงกล้องคงลงไปกลิ้งเล่นทั้งตัวแล้ว



การมาเที่ยวเกาะในช่วงนี้ ใช่ว่าจะไม่มีอะไรดีๆ เจอสิ่งดีๆ หลายอย่างที่นอกจากกระแทกคลื่นแรงกว่าปกติ ก็คือนักท่องเที่ยวจะน้อย ทำให้เราชื่นชมกับธรรมชาติได้อย่างเต็มที่

เราต้องบอกลาทะเลแหวกกันแล้ว จุดหมายต่อไปคือเกาะปอดะ แต่ก็เกิดอุบัติเหตุขึ้น คณะของเราคนหนึ่งระหว่างขึ้นเรือ คลื่นก็ซัดเรืออย่างแรง ทำให้เสียหลักใบพัดเรือเฉือนขาเข้า ทำให้เราต้องรีบนำเรือกลับเข้าฝั่งอย่างเร็ว โชคดีที่ไม่เป็นอะไรมาก นี่ถ้าใบพัดเรือหมุนอยู่คงไม่จบแค่เย็บแผล เวลาไปเที่ยวไม่ว่าจะแบบไหนก็ตาม ต้องระวังกันให้มากๆ นะครับ เราจะได้เที่ยวกันอย่างมีความสุข

เรากลับถึงฝั่งกันเกือบ 4 โมง หลังจากนั้นเราก็มุ่งหน้ากลับโรงแรมกัน



ปกาสัย รีสอร์ท เป็นที่เอนกายพักผ่อนสำหรับเราในการเดินทางครั้งนี้ รีสอร์ทตั้งอยู่ที่อ่าวนาง ซึ่งเปรียบเสมือนศูนย์กลางการท่องทะเลของ จ.กระบี่ ก็ว่าได้

ห้องที่ผมพักเป็นแบบอะไรนั้น ผมเองก็ไม่อาจรู้ได้ ผมรู้แต่เพียงว่าห้องของผมนั้นต้องเดินขึ้นเขาไปไกล ซึ่งเวลาที่ผมจะออกจากห้องเพื่อจะไปทานอาหาร หรือไปเที่ยวตามที่ต่างๆ นั้น ผมจะต้องไม่ลืมสิ่งของอะไรไว้ในห้อง เพราะถ้าลืมนั่นหมายถึงผมจะต้องเดินขึ้นเขาไปอีก เรียกได้ว่าจะไปไหนต้องวางแผนกันให้ดีๆ เลยทีเดียว

มาชมภายในห้องพักกัน เมื่อต้องแลกกับการเดินขึ้นเขานั้น ห้องพักของผมจึงพิเศษกว่าห้องอื่นที่อยู่ด้านล่าง ที่พิเศษนั้น คือ ห้องกว้างกว่า วิวเกือบจะดีกว่า และเป็นส่วนตัวมากกว่า ผ้าม่านสีแดง ยามที่ปิดม่านทั้งห้องก็จะเปลี่ยนเป็นสีแดงดูแล้วแปลกพิลึก ในภาพที่เห็นเป็นประตูใต้แอร์ ก็คือ ห้องน้ำ



มี Day Bed ให้นอนเอนกายอยู่ริมหน้าต่าง



เปิดม่านให้ชมกันบ้าง พอเปิดประตูบานเลื่อนออก ก็จะเป็นส่วนของห้องน้ำ จะแยกเป็นตู้เสื้อผ้า อ่างล่างหน้า และห้องอาบน้ำ ห้องที่ผมพักจะไม่มีอ่างอาบน้ำ ซึ่งสำหรับผม คิดว่าที่ห้องน้ำก็ยังเหลืออีกมาก น่าจะมีอ่างอาบน้ำด้วย



มาดูด้านหลังประตูกัน จะมีตู้เสื้อผ้า และมีตู้เซฟให้ ที่เห็นเขียวๆ เป็นตระกร้าไม่รู้ทางรีสอร์ทตั้งใจไว้ให้ไปจ่ายกับข้าว หรือว่าใช้เพื่ออะไร แต่สำหรับพวกผมใช้ใส่สัมพาระตอนที่ออกไปเที่ยวกันครับ ตรงอ่างล้างหน้า มีเป็นกระจกบานใหญ่ พร้อมด้วยอุปกรณ์ต่างๆ ครบครัน



ห้องน้ำแบบเปิดโล่ง โชว์ทุกสัดส่วน เป็นปัญหาสำหรับหลายๆ คู่ในทริปนี้ เนื่องจากประตูมันไม่มีที่ให้ล๊อก



ของตกแต่งภายในห้อง



สระว่ายน้ำ ขนาดกำลังดี ไม่ใหญ่ ไม่เล็กจนเกินไป ด้านหน้าเป็นสามารถชมวิวจากมุมสูงได้ ส่วนด้านหลังก็เป็นวิวภูเขา ว่ายน้ำไปชมวิวไปแบบนี้ ช่างสุขใจยิ่งนัก



Pool Bar ริมสระน้ำ



สระว่ายน้ำอีกมุมนึง ช่วงเวลาที่มานี้เหมือนพวกเราจะยึดสระเอาไว้พวกเดียว เพราะตลอดเวลาที่เล่นน้ำกันอยู่นั้น แทบจะไม่มีใครมาใช้บริการสระเลย ทำให้เราเล่นกันได้อย่างเต็มที่ โดยที่ไม่ต้องเกรงใจใคร



ไม่รู้ว่าสระว่ายน้ำเคยมีการปล่อยน้ำแล้วขัดพื้นบ้างหรือไม่ ตามร่องกระเบื้องจะเป็นคราบดำๆ แบบว่าถ้านั่งพิงขอบสระ มันก็จะเป็นรอยดำติดชุดว่ายน้ำ พอลองเอามือไปถูดู โอ้โห ดำปี๋เลย ผมว่าช่วงที่ไม่ค่อยมีคนไปเที่ยว น่าจะทำความสะอาดบ้างก็ดีนะครับ แต่ก็เป็นข้อเสียที่พวกเราหลายๆ คนมองข้ามไป มันจะดำก็ช่างมันเดี๋ยวซักก็หาย มีหรือที่จะหยุดไม่ให้พวกเราเล่นน้ำได้



บริเวณ Front ด้านหน้า มีโซฟายาวน่านั่งมาก ตกกลางคืน มันจึงเป็นที่ถ่ายรูปของพวกเรา ถ่ายไปรูปแรก "เอ๊ะ มันไม่ชัดน่ะ ความไวชัตเตอร์มันต่ำถือไม่ไหว" ทันใดนั้นก็เหลือบไปเห็น "นี่ไง พอดีเลย" เราเลยไปลากโต๊ะมาแทนขาตั้งกล้องซะเลย พี่พนักงานที่นั่งอยู่ตรงนั้น เห็นพวกเราแล้วก็คงแปลกใจ "พี่ผมขอยืมโต๊ะไปตั้งตรงนู่นก่อนนะ" ก็ได้รับรอยยิ้มกลับมา และยังมาช่วยลากโต๊ะให้อีกด้วย ทั้งยังบอกว่าตามสบายเลยครับ เสียดายที่ไม่มีรูปใน Front มาให้ดู เพราะจะถ่ายทีไร ก็จะต้องมีคนวิ่งเข้ามาในกล้องทุกที



มีสนามเด็กเล่น ให้คุณหนูๆ ทั้งตัวเล็กตัวใหญ่ เล่นกันได้อย่างสนุกสนาน



ดอกไม้สีสด อีกแล้ว เห็นเป็นไม่ได้ ต้อง แชะ



ทางเดินภายในรีสอร์ท ที่นี่มีต้นไม้น้อยใหญ่มากมาย ทำให้ภายในรีสอร์ทร่มรื่น เหมือนอยู่ในป่า



บริเวณทานอาหารเช้า



ตอนแรกนึกว่ามาเดินป่าซะอีก



กลางคืนทางบางช่วงก็ค่อนข้างมืด โดยเฉพาะทางเดินขึ้นห้องที่เป็นบันไดไม้ แต่ก็ไม่ถึงกับน่ากลัวมากนัก เดินต้องคอยระวังไว้บ้าง เพราะบันไดขึ้นห้องมันสูง



ตกกลางคืน เราก็มาทานอาหารกัน ที่ร้านอาหารใกล้ๆ กับรีสอร์ท มื้อนี้อาหารรสชาดใช้ได้ มีแต่ภาพอาหารมาให้ดู ส่วนบรรยากาศร้านนั้น ไม่สะดวกที่จะถ่าย เพราะตอนนั้นคนเต็มร้าน ก็เลยเกรงใจแขกท่านอื่นๆ



เช้าแล้วววววว

วันนี้จะไปพายเรือคายัคกันที่อ่าวท่าเลน อากาศตอนนี้ร้อนกำลังดีเลย

ก่อนไปต้องไปทานอาหารก่อน อาหารก็เป็นอาหารเช้าที่รีสอร์ท ก็เป็นแบบบุฟเฟ่ ให้เลือกตักกันตามสะดวก อาหารเช้าที่นี่มีให้เลือกน้อยมากครับ ปีที่แล้วไปภูเก็ตว่าน้อยแล้วนะ มาเจอที่นี่น้อยกว่า รสชาดก็สุดแสนจะธรรมดา ที่เห็นในจานผม ก็เกือบจะทั้งหมดที่มีแล้วครับ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเราไปกันช่วงโลว์รึป่าว อาหารก็เลยมีให้ไม่มาก



ซูมกันให้เห็นแบบจะจะ



วันนี้เราจะพายเรือคายัคกันที่อ่าวท่าเลน จากรีสอร์ทนั่งรถไปก็เกือบชั่วโมง พอไปถึง "อ้าว ไหงทำงี้ล่ะ" ฝนตกครับ ทำเอาพวกเราวิ่งหาที่หลบแทบไม่ทัน และนี่ก็เป็นที่มาของการไม่มีภาพตอนพายเรือเลยครับ ไม่กล้าเอากล้องไป แบบว่าพึ่งถอยออกมาใช้ทริปแรก พึ่งจะผ่อนได้ไม่กี่เดือนเอง ไม่อยากเสี่ยงครับ

พอฝนเริ่มซาลง พวกเราก็ทยอยกันลงเรือ ก่อนจะลงเรือ แต่ละคนก็ "กลัว พายไม่เป็น เดี๋ยวไปแล้วกลับไม่ได้ทำไง" แต่พอได้ลงไปกันแล้ว แต่ละคนที่พูดนั้น แซงหน้าผมไปกันหมดเลย ไอ้ผมก็เกรงใจเลยปล่อยให้แซงกันไป จริงๆ แล้วกลัวเหนื่อยครับ หนทางยังอีกยาวไกล ขืนมาหมดแรงกลางทางก็เสียหน้าแย่สิครับ

การพายเรือคายัคที่อ่าวท่าเลนนั้น เป็นการพายเรือเพื่อชมป่าชายเลน ก็ต้องพายจากท่าเรือที่อยู่เกือบจะถึงปากอ่าวเข้าไปด้านใน เรียกว่าเป็นแม่น้ำไม่รู้จะถูกรึเปล่า จนถึงบริเวณที่จะพายเข้าไปในป่าชายเลน ด้านในนั้นพายยากมากครับ เพราะทางแคบและมีรากไม้อยู่เต็มไปหมด เราเคยเห็นแต่รถติดในกรุงเทพแล้วใช่ไหมครับ ที่นี่คุณจะได้เห็นเรือติดครับ ข้างในมีเรือมากมายหลายคณะเลยครับ

ใครที่ชอบการพายเรือต้องมาสัมผัสธรรมชาติที่นี่ให้ได้ครับ รับรองว่าต้องชอบแน่นอนครับ พวกเราพายกันจนครบรอบ และกลับมาถึงท่าเรือ พอมาถึง ฝนมาต้องรับอีกแล้วครับ "เออ แปลกดี ไปก็ตก กลับมาถึงก็ตก"

หลังจากล้างเนื้อล้างตัวกันเป็นที่เรียบร้อย ก็ได้เวลารถออกมุ่งหน้าสู่ร้านอาหารโดยด่วนครับเพราะใช้พลังงานไปมาก ตอนนี้หิวมากแล้วครับ

ร้านอาหาร จำชื่อไม่ได้ เป็นร้านอาหารอยู่ริมถนนครับ จานแรก ปูผัดพริกไทดำ เด็ดมากๆ ครับ



ต่อด้วยกุ้งอบวุ้นเส้น และอื่นๆ อีกมากมาย มื้อนี้หมดภายในพริบตาครับ เหนื่อยมาก ก็หิวมากด้วยเช่นกัน



ดอกบัวงามๆ ที่ร้านอาหาร



หลังจากอิ่มหมีพลีมัน กับอาหารมื้อนี้แล้ว ก็กลับไปที่รีสอร์ท เพื่อโดดน้ำเล่น พักผ่อนกันตามอัทยาศรัย ตกเย็นเราไปเดินเล่นกันที่อ่าวนาง ที่นี่มีร้านขายของมากพอสมควร แต่เมื่อเทียบกับหาดป่าตองที่ จ.ภูเก็ตแล้ว ดูจะเงียบเหงาไปสักนิด

วันสุดท้ายของการเดินทาง วันนี้โปรแกรมไม่ผจญภัยกันครับ เน้นสบายๆ ที่แรกที่ไปวันนี้คือ ศูนย์เพาะพันธุ์ปลานี่โม่ (ชื่อเล่น) ส่วนชื่อจริงนั้น ใครรู้ช่วยบอกด้วยนะครับ ที่นี่เป็นศูนย์เพาะพันธุ์ปลาการ์ตูน หรือที่รู้จักกันในชื่อ นีโม่ และยังมีปลาอื่นๆ อีกมากมาย

มาเริ่มกันที่ปลาปักเป้า



ปลาปักเป้าอีกพันธุ์หนึ่ง เจ้าหน้าที่เรียกว่า เฮลิคอปเตอร์ ที่มาของชื่อก็มาจากการกระพือปีกของมันแหละครับ เวลาอยู่บนมือมันจะกระพือปีกเหมือน คอปเตอร์ ตอนแรกผมนึกว่ามันบินได้เหมือนกับ คอปเตอร์ ซะอีก



เจ้าเฮลิคอปเตอร์ครับ แต่ตัวนี้ใหญ่กว่าตัวเมื่อกี้



เต่าทะเลตัวน้อยๆ



เจ้าหน้าที่กำลังให้อาหารมันอยู่ครับ



เจ้าปลานี่โม่จิ๋ว มีมากมายหลายร้อยบ่อ พอเอานิ้วจิ้มลงไป พวกมันก็มารุมกันทันทีเลยครับ แต่ละคนจิ้มกันอย่างสนุกสนาน เดี๋ยวมาดูผลของการเอานิ้วจิ้มลงไป ในภาพถัดไปครับ



เอานิ้วจิ้มลงไปในบ่อนีโม่กันอย่างสนุกสนาน แต่พอเดินมาเห็นที่เสามีกระดาษอะไรแปะไว้ไม่รู้ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นเลยไปอ่านดูครับ "อ้าว แล้วกันซิ แล้วทำไมพึ่งจะมาเห็นละเนี่ย" ลองอ่านในกรอบเล็กๆ กันดูนะครับ จ๋อยกันไปตามๆ กัน ดีที่ผมไม่ได้เอานิ้วจิ้มลงไปด้วย ไม่รู้ตอนนี้มีใครถูกแฟนทิ้งกันไปบ้างรึยัง



มีบ่อเลี้ยงปลาขนาดใหญ่อยู่ด้านนอก สามารถเดินชมโดยรอบได้ครับ



และแล้วก็มาถึงอาหารมื้อสุดท้าย สำหรับทริปนี้ มื้อนี้เต็มที่เลยครับ เน้นซีฟู้ดเป็นหลัก

ปูม้าตัวโตๆ นึ่ง



หอยแมงภู่อบ จานนี้เด็ดมากครับ จานเดียวไม่พอยังไปลักของโต๊ะข้างๆ มาอีก แหม ก็ไม่ยอมกินกันนี่ ไอ้เราก็เสียดายแทน เลยช่วยจัดการให้



มาดูกันให้เห็นชัดๆ



กุ้งอบเกลือ จานนี้ผมเฉยๆ เพราะกินจนเบื่อล่ะ



โป๊ะแตก สมชื่อจริงๆ ครับ จานนี้ไม่ค่อยมีคนแตะเท่าไหร่ แบบว่าหน้าตามันไม่ค่อยน่ากินน่ะครับ



พระเอกของงานนี้เลย หอยชักตีน อาหารขึ้นชื่อของ จ.กระบี่ ขึ้นชื่อเสียจนตอนนี้ใกล้จะสูญพันธุ์แล้วครับ สังเกตุได้จากการที่หากินได้ยากมาก

ผมว่าอนุรักษ์ไว้บ้างก็ดีนะครับ จะได้มีกินกันนานๆ ตัวเล็กตัวน้อยถูกจับมากินหมดแล้วอีกหน่อยจะเหลือหรือครับ



พอทานอาหารเสร็จก็มาแวะที่วัดถ้ำเสือเป็นที่สุดท้าย เวลาน้อยมากครับ ให้มาได้ 20 นาที อย่าว่าแต่ขึ้นจุดชมวิวบนเขาไม่ทันเลยครับ แค่จะเดินให้รอบนี่ ยังต้องรีบเลยครับ

หากใครมีเวลา พลาดไม่ได้เลยครับ กับการเดินขึ้นไปชมวิวด้านบน ทางเดินเป็นบันไดครับ ประมาณ พันกว่าขั้น ก่อนมาที่นี่ผมได้เห็นรูปจากเพื่อนที่เคยมาและปีนขึ้นไปข้างบน ข้างบนวิวสวยมากครับ เสียดายที่เวลามีน้อยทำให้ผมไม่มีโอกาสขึ้นไปสัมผัสมันด้วยตัวเอง

ที่นี่มีลิงเยอะพอประมาณครับ เวลาเดินต้องคอยระวังไว้ให้ดีครับ เพราะอาจจะถูกแย่งของได้



หางยาวๆ



สักการะเจ้าแม่กวนอิม ขอพรให้เดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ



และแล้วเวลาแห่งความสุขก็ต้องมีวันสิ้นสุด เมื่อถึงเวลาที่ต้องเดินทางกลับไปผจญกับความน่าเบื่อในกรุงเทพ แต่จะทำอย่างไรได้ล่ะ ก็ต้องทนกันต่อไป เพื่อที่จะได้มีวันแห่งความสุขเช่นนี้อีก

ขากลับใช้บริการของการบินไทยครับ เครื่องบินใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงก็มาถึงดอนเมือง แต่เอ๊ะ ทำไมเครื่องไม่ยอมลงจอดสักที มันบินแปลกๆ นะเนี่ย เหมือนมันจะบินวนเลย หลังจากเครื่องบินวนได้ 2 รอบ พี่สจ๊วตที่นั่งอยู่ตรงข้ามคงเห็นสายตาแห่งความสงสัยของผม ก็เลยบอกว่า "พอดีที่ดอนเมืองฝนตกหนัก ก็เลยต้องบินวนก่อน กัปตันไม่กล้าเสี่ยงเอาเครื่องลง ต้องขอโทษด้วยครับ ที่ทำให้เสียเวลา" ผมเลยบอกไปว่า "ไม่เป็นไรครับ" แหม ก็จะมีปัญหาได้ไงล่ะครับ ยอมถึงบ้านช้า ครึ่งชั่วโมง ดีกว่าขาไม่ได้แตะพื้นครับ เรื่องนี้ผมว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องครับ ความปลอดภัยต้องมาก่อน ต้องขอบคุณกัปตันมากครับ ที่ไม่เสี่ยงเอาเครื่องลง สุดท้ายแล้วเราก็กลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ

ขอปิดการเดินทางครั้งนี้ด้วยภาพจากสนามบิน จ.กระบี่ครับ สำหรับการเดินทางในครั้งนี้เป็นการเดินทางที่สร้างความประทับใจให้กับผมอีกครั้งครับ (สำหรับผมประทับใจทุกครั้งแหละครับ)

การเดินทางไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเที่ยวแบบหรู หรือเที่ยวแบบติดดิน เราไม่ควรจะไปคาดหวัง หรือ กำหนดสิ่งที่เราจะต้องได้รับไว้สูงมากนัก เพราะเราไม่สามารถรู้ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราจะได้รับอะไรบ้าง เราอาจจะเจอสิ่งดีๆ ตามที่หวังไว้ หรือเราอาจจะเจอสิ่งที่เราไม่อยากจะเจอก็เป็นได้ ถ้าเราไปคิดมากกับมันจนเกินไป การไปเที่ยวก็อาจจะหมดสนุกได้นะครับ ไปเที่ยวเพื่อให้เกิดความสุข ไม่ใช่ไปเที่ยวเพื่อให้เกิดความทุกข์ครับ

ขอบคุณที่ติดตามชมการเดินทางของผมครับ ขอกำลังใจด้วยการคอมเม้นท์จากเพื่อนๆ ทุกคนก็แล้วกันครับ แล้วพบกันใหม่ทริปหน้าครับ




Create Date : 16 พฤศจิกายน 2551
Last Update : 9 กรกฎาคม 2555 12:46:40 น. 7 comments
Counter : 4659 Pageviews.

 
ร้านอาหารที่แวะร้านแรกชื่อร้านต้นข้าวค่ะ

อยู่ซ้ายมือเลยสี่แยกไฟแดงที่จะไปอ่าวพระนางประมาณ 50 เมตร

ขอบคุณที่แวะมาเที่ยวกระบี่นะคะ


โดย: smile family วันที่: 16 พฤศจิกายน 2551 เวลา:23:37:24 น.  

 
นู๋ไปสองที่หลังมาเหมือนกานคะ แต่ เรื่องของเรื่องเนี่ย ทำไม พี่เอานิ้วลงไปจิ้มๆๆๆๆๆๆๆๆ นีโม้ได้อ้าาาาาาาาาาาาาา ไม่ยอมๆ ตอนนู่ไปมีพี่คนดูแลคอยอธิบายด้วย ขนาดไปกันสองคนยังมีคนอธิบาย ขอเอานิ้วลงไปจิ้มมะให้จิ้มด้วย
ฮือออออออ.....จิ้มได้ไง ไม่ยอมๆ อิอิ ล้อเล่นคะ น่ารักมากเลย

ทำไมอาหารน่ากินขนาดจัง หิวๆ


โดย: kapaos วันที่: 17 พฤศจิกายน 2551 เวลา:2:05:30 น.  

 
อยากตามไปเที่ยวด้วยจัง

รูปสวยทุกรูปเลยครับ

ถ่าย macro ก็ขัด

ใช้กล้องไรอะครับ


โดย: chalawanman วันที่: 17 พฤศจิกายน 2551 เวลา:16:52:06 น.  

 
สวัสดีครับ คุณ chalawanman

ขอบคุณสำหรับคำชมครับ

ผมใช้กล้อง Olympus SP-570 ครับ


โดย: Naaaa วันที่: 17 พฤศจิกายน 2551 เวลา:20:50:57 น.  

 
ตามมาจากทู้กล้องค่ะ มาชมภาพ พอดีเลยค่ะ
กำลังหาทริปภูเก็ต-พังงา-กระบี่ พอดี มาครั้งเดียวได้ 2 เรื่องเลย
ขอแอดไว้นะคะ จะได้เข้ามาดูภาพได้บ่อยๆ
เพราะใช้กล้อง OLY เหมือนกันค่ะ ยังไม่ชินมือเลย
ได้มาไม่ถึง 2 เดือนค่ะ แต่เป็นรุ่น sp-565 uz

เดี๋ยวจะไปตะลอนบล็อคอื่นคุณต่อนะคะ
มีภูเก็ตเพียบเลย


โดย: Jiji&Kaka วันที่: 13 มกราคม 2552 เวลา:11:42:47 น.  

 
รูปของกิน ถ่ายชัด
น่ากินมากกก

แหะๆ


โดย: [f]ang_khAw IP: 118.173.150.182 วันที่: 6 พฤศจิกายน 2552 เวลา:22:45:15 น.  

 
ภาพสวยมากคับ


โดย: k IP: 114.128.38.244 วันที่: 8 พฤศจิกายน 2552 เวลา:1:57:11 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Naaaa
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




บทความและภาพถ่ายทุกๆ ภาพสงวนลิขสิทธิ์ ห้ามเผยแพร่ ดัดแปลง โดยไม่ได้รับอนุญาต

หากผู้ใดมีความประสงค์ต้องการนำบทความและภาพถ่ายไปเผยแพร่ หรือเพื่อการอย่างอื่นอย่างใด ผมไม่หวงครับ แต่กรุณาขออนุญาตกันอย่างถูกต้องด้วยครับ ขอบคุณครับ


Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2551
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
16 พฤศจิกายน 2551
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add Naaaa's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.