80's






ชิวๆ กันไปอีกหนึ่งอาทิตย์ รอดมาได้ก็บุญที่แล้ว

ช่วงนี้อาการผื่น ลมพิษกำเริบ ได้ยานอนหลับมากินอีกแล้ว จิงๆ มันก็ยาแก้แพ้นั่นแหละ แต่หมอรู้ว่าหลับยากเลยให้มาซะ 25mg. เอาเข้าไป ไม่ต้องเป็นอันทำอาราย แต่โชคดี เจ้านายไม่อยู่ 2 อาทิตย์ เหมือนรู้ หุหุ เลยไปทำงาน 11 โมงชิวๆ กลับก็เต็มที บ่าย 3 ลืมตัวนึกว่าเป็น ceo 555

อืม แล้วมันเกี่ยวกับ 80's ตรงไหนอ่ะเหรอ ไม่มีไรก็ดันหลงเข้าไปในบล็อคนึง ได้ระลึกอดีตฝันนี้สีชมพูเข้า เลยขุดเอาเพลงเก่าๆ มาฟังเป็นการใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น spandau ballet, wham! , omd , the blow monkeys, china crisis, howard jones และอีกมากมาย ดันมาหยุดที่เพลงนี้ Human ของ Human League น่าเป็นปลายๆ ยุคชะส่วนใหญ่ ก็แหมเราไม่ได้แก่ขนาดนั้น โซซ๊งโซซิคก็ยังฟัง


ว่าแล้วก็มาบังคับให้ฟังเพลงกันเลย ++ ไว้เจอกันใหม่ ค่อยว่ากันนะ




ขอเพิ่มบทความของหลานชาย หน่อยตอนนี้เรียนอยู่ม.2
ที่อาบูดาบี UAEโน่น อ่านแล้วอึ้ง

เปิดฟ้าหาประสบการณ์

นี่แหละคนไทย

คุณผู้อ่านบางท่านเคยนึกหรือรำพึงบ้างไหมครับว่า
เราเรียนภาษาอังกฤษไปทำไม? เรียนเพื่ออะไร?
แล้วทำอย่างไรถึงจะเก่งอังกฤษ? จากประสบการณ์
ของผมเพียง8ปีแห่งการเรียนรู้ภาษา ซึ่ง
ปัจจุบันยังคงเหมือนเดิม(ไม่ใช่) คืออันที่จริง
ภาษาอังกฤษเรียนไปทำไม สังเกตได้เลยครับ
ตามป้ายโฆษณา หรือสินค้าต่างๆ หนัง ล้วนแต่
เขียน พูดเป็นภาษาอังกฤษหมดและที่สำคัญ
พูดกันทั่วโลก ทุกประเทศ(สากล)
และสามารถไปประยุกต์กับงานการที่ท่านทำก็ได้
สมัยนี้ท่านไหนที่ไม่รู้ภาษา โดยเฉพะอังกฤษ
ถือว่าเชยมาก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผมก็ไม่สามารถ
มาสั่งคุณ หรือจ้ำจี้จ้ำไชคุณได้ ส่วนอุปสรรคใน
ภาษาอังกฤษนั้นมีเยอะเหลือเกิน ผมขอเริ่ม
จากอย่างแรกเลย สำเนียง คนส่วนมากจะมีปัญหา
พูดไม่ชัด ฝรั่งฟังไม่ออก ฝรั่งพูดเร็วเกินไป
ไม่เข้าใจที่พูด ผมขอบอกเลยนะครับ ถ้าท่าน
ไม่เคยได้คุย หรือคิดอะไรเป็นภาษาอังกฤษ
ท่านก็จะไม่มีทางรู้ จะอ่านจากหนังสือก็ลำบาก
เขา(ผู้เขียน) ไม่สามารถที่จะแปลเสียง คำพูด
จากอังกฤษเป็นไทยให้ได้เปะเสมอไป นอกจาก
ท่านจะซื้อแผ่นเสียงหรือเทปมาฟัง เนื่องจาก
ภาษาอังกฤษ ไม่มีวรรณยุกต์ ไม่มีอักษรสูง
กลาง ต่ำ ไม่มีมาตรา แม่ กด กม เกย เกว กน
อะไรพวกนี้ ไม่ว่าคุณ จะพูด การ กาน กาณ
กาฬ กาล กาญ ก็ล้วนออกเป็น น หมด
และอักษรบางตัวของภาษาอังกฤษที่ไม่มีใน
อักษรไทยก็ได้แก่ g, v, z, th, sh แต่สำหรับ
บางท่านที่เกลียดภาษาอังกฤษเนื่องจากครูใจร้าย
แต่คุณคิดดูในอนาคตคนจะต้องประสบกับ
ปัญหาอีกมากในภาษา ไม่ว่าจะเป็น สำนวน
หรือวลี สุภาษิต กลอน โอ๊ยศัพท์วิชาการ
คำแสลง อีกเยอะครับ เออ!และศัพท์เฉพาะด้วย
แล้วเริ่มแรกเราจะทำอย่างไร?

จากที่มีนักวิชาการได้ตรวจสอบชี้แจงมาแล้ว
ว่าประเทศไทยมีการสอนอังกฤษแบบ
ไม่ถูกหลักเหมือนประเทศอื่น ก็แน่ละดู
ครูสอนซิ แก่หงำเหงือกแล้วจะพูดภาษา
ก็ช้าทำให้เด็กพูดช้าไปด้วยแถมสำเนียง
ก็ระดับวัยทอง คืออันที่จริงสังเกตได้เลย
นะครับ ตั้งแต่ป.1ถึงป.6 ที่ผมไปเรียนเนี่ย
มีแต่ไวยากรณ์ แกรมม่า พาสเท้น ซึ่งพอ
ผมมาเรียนที่นี่(ยูเออี) ทำให้ผมมึนตึ๊บ
อันที่จริงเราควรเริ่มจากการให้เด็กหัดคิด
เขียน พูดเป็นภาษาอังกฤษจะดีกว่า อย่าง
น้อยเวลาพูดกับฝรั่งจะได้ไวนึกคำได้ทัน และ
ปัญหาก็อยู่ที่ครู แต่ผมเห็นมีแต่เด็กไปเรียน
กวดวิชากันซึ่งยิ่งทำให้เรามึนเมื่อมาทบทวน
กับสิ่งที่เราเรียน และอย่างยิ่งท่านผู้อ่านควร
ที่จะลองพูดกับคนต่างชาติ ชาติอื่นๆ ไม่ต้อง
ฝรั่งก็ได้ เช่น แขก อาหรับ ฟิลิปปินส์ ปากียก็ได้
จะได้ลองภูมิดูว่าเราเก่งแค่ไหน ถ้าเกิดเขา
ฟังเราออก และเราก็ควรฟังสิ่งที่เขาพูดเช่นกัน

ทำอย่างไรถึงเก่งภาษาอังกฤษ?
อันนี้หลายคนตอบว่าง่ายนิดเคียว
ก็หัดพูดหัดเขียนซิ ใจมันรักนี่ ก็ใช่แต่
ที่จริง(จากที่เคยเห็นเป็นประจำ) คนไทย
ก็ไม่เห็นจำเป็นที่จะต้องไปออกเสียงให้
เหมือนฝรั่งเด๊ะเลยนี่ คุณก็แค่ทำตัวปกติ
ไม่ต้องไปออกเสียง Accent ให้มากก็ได้
หรือบางคำที่ไม่มี sก็อย่าไปออกเสียงให้
เปลืองน้ำลาย ผมสังเกตพวกชาวอินเดีย
ซึ่งผมชะงักทุกครั้งเวลาพูดกับผม
เพราะสำเนียง วรรณยุกต์ สระที่เป็นตัว
กำหนด ถ้าท่านอยากเก่งแบบเนียบก็ลอง
พูดกับคนฝรั่งเลยซิ เหอะๆ แต่พูดเร็วไป
ฝรั่งก็ฟังไม่ออกนะจะบอกให้ แต่ไอ้นิสัย
yesของคนไทยยังไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง
อย่างเช่นเวลาฝรั่งสอนหรือบอกอะไรเนี่ย
สุดท้ายประโยคคือDo you understand?
และเราก็เป็นพวกไม่ยอมอยู่แล้วนี่
มาดไว้ก่อน(ซึ่งบางครั้งผมก็เป็น
เหมือนกัน) แทนที่จะบอกให้อธิบายใหม่
หรือบอกความหมาย ก็เลยตอบไปว่า yes.
โดยที่ไม่รู้อะไรเลยและก็ต้องไปถามคนอื่น
ส่วนบางท่านที่ได้เรียนภาษากับคนไทยซึ่ง
เขาพูดอังกฤษหมด ผมรู้อยู่แล้วว่าท่านกล้า
ถาม เพราะดีกรีความกลัวมากน้อยจะต่างกัน
ยิ่งถ้าเป็นฝรั่งสอนคุณคงนั่งเงียบกันทั้งชั้น
แต่นี่คนไทยประโยคที่ฮิตที่สุดคือ Can you
translate in Thai? Or I would like you
to speak Thai. ก็คืออยากพูดไทยแค่งั้นเอง
ขอให้ท่านลองฟังวิทยุ เพลง ดูหนังแบบ
บรรยายไทย มันอาจจะช่วยท่านในการฟัง
ให้คุ้นหู หรือไม่ก็หัดลองนึกอะไรก็เขียน
ไม่ว่าจะภาษาอะไรก็ตาม ผมไม่ขอสนับ
สนุนแบบท่องจำLearn by rote เพราะจะ
ทำให้เราไม่รู้จักการค้นคว้า คือท่องอย่าง
เดียวเช่นท่องคำศัพท์ ถ้าท่านมีปัญหากับ
การฟัง ไม่เข้าใจไม่รู้เรื่อง ก็ลองบอกเขา
ไปว่า could you speak slowly? อย่าลืม
ว่าเป็น พาส เออ! หัดอ่าน นิยายเป็นภาษา
อังกฤษก็ได้ทำให้ท่านพบคำศัพท์ใหม่ๆ
และได้หัดอ่านในเวลาเดียวกัน ถ้าเป็นไทย
ด้วยอังกฤษด้วยก็ดี แต่เราก็ต้องดูด้วยว่า
เรามีงบประมาณเงินพอไหม แต่ทางที่ดี
เรียนรู้จากในห้องเรียน ห้องสมุด ง่ายกว่าเยอะ
สำหรับบางท่านได้ไปเรียนเมืองนอกเมืองนา
ลูกครึ่งก็ควรขวนขวายภาษาอื่นบ้างนะครับ
จะได้ทันเขา





Create Date : 29 กรกฎาคม 2549
Last Update : 31 กรกฎาคม 2549 17:09:53 น. 4 comments
Counter : 248 Pageviews.

 
จริงของเด็กมันนิ


โดย: nongnoo IP: 125.24.83.181 วันที่: 31 กรกฎาคม 2549 เวลา:17:07:10 น.  

 
เห็นด้วยสุดๆ ค่ะ คุณป้า


โดย: nunaggie IP: 203.209.28.157 วันที่: 31 กรกฎาคม 2549 เวลา:17:17:51 น.  

 
เปิดฟ้าหาประสบการณ์

ออกเสียงยังไง?

อย่างที่ผมบอก ภาษาอังกฤษ คนไทยไม่จำเป็นต้องไปออกเสียงPronunciation ให้เหมือนอังกฤษมากก็ได้ ขอให้เข้าใจคำศัพท์ ความหมายที่เขาหมายถึง คุณๆท่านๆก็สามารถพูดอังกฤษได้โดยไม่ต้องเน้นไรมาก เป็นสำเนียงไทยก็ได้ ฝรั่งก็ฟังออกดูอย่างพวกอินเดียซิ ส่วนจากคราวที่แล้วอักษรอังกฤษที่ไม่มีในอักษรไทยซึ่งเป็นปัญหาใหญ่สำหรับคนที่แต่งเรื่องเป็นภาษาอังกฤษและให้ออกเสียงเป็นภาษาไทยคือ g ปัญหาอยู่ตรงที่ ตัวg คล้ายกับตัว jซึ่งเป็นตัว จ.จาน ของไทย ไม่ว่าคุณจะพูด January (แจนยูลี่ (ผิด)แจยูอลี) หรือ giraffe (จิลาฟะ) เห็นถึงความแตกต่างหรือยังครับ ดังนั้นตัว g เลยไม่มีอยู่ในอักษรไทย ต่อต่อไปคือ v ตัวนี้ก็จะไปคล้ายๆกับตัว w ซึ่งคล้ายกับตัว ว.แหวนของไทย ผมขอบอกเลยนะครับ คนฟิลิปปินส์ออกเสียงคำนี้ไม่ได้ขอบอกเลย เขาจะออกเป็นตัว บ.ใบไม้ เช่นคำว่า victory ที่แปลว่าชัยชนะ(วิคตอรี่) พวกฟิลิปปินส์ก็จะอ่านว่า บิคตอรี่ เหอะๆซึ่งฟังทะแม่งๆกว่าเราอีก ส่วนคนไทยก็ วิดตอรี่ ก็ยังดีกว่า ส่วนอีกตัวนึงก็ th คำนีเป็นคำคุ้นหูไม่ว่า จะ think thank that through thought Thai ขอบอกเลยนะครับถ้า อังกฤษอังกฤษหรืออังกฤษอเมริกัน จะอ่านไอ้เจ้า th เป็นเสียงตัวs ไปเลย
ส่วนการที่จะออกเสียงคำนี้ต้องทำตัวเป็นลิ้นคับปาก(เห็นเขาว่ากัน)
ส่วนที่ว่ามานี่พวกฝรั่งก็จะอ่านว่า ซิ้งค แซงค แซท ซูตร เซ้าท ถ้าเป็นคนไทยก็ง่ายมากเลย ทิ่งค แท๊งค แดค ทรูรค โซตทว์ เออส่วนคำว่า Thaiละ ก็ไทยเนี่ยแหละ ถ้าเกิดต่างชาติมาอ่านว่าซายท์แลน ก็ช่วยๆแก้กันหน่อยนะครับ ส่วนคำสุดท้ายที่ไม่มีคือ sh แต่อักษร chมีในภาษาไทยนะครับ คือตัว ช.ช้าง แต่ไม่ต้องห่วงผมเห็นคนไทยหลายคนด่าโดยใช้คำนี้ชัดถ้อยชัดคำมาก ขนาดประธานาธิบดี จอร์ท ดับบัลยู บุช ยังใช้เลย แต่เขาไม่ได้ด่านะครับผม เราก็ควรดูความแตกต่างระหว่างคำพวกนี้ ship-chip, shop-chop, shake-chase , sheep-cheap, shape- chap, shit-chit etc. เห็นถึงความแตกต่างหรือยังครับ อ่านไม่เหมือนกันหรอกครับ(ประทานโทษที่ผมไม่สามารถถ่ายทอดเสียงได้แต่ผมจะพยายาม) ฉิพป ที่แปลว่าเรือ ชิพท ที่แปลว่า เศษไม้ กับ ฉอบพ ที่แปว่า(ซื้อ)ที่ร้านค้ากับ ช๊อป ที่แปลว่าผ่า เฉคกที่แปลว่าเขย่า กับเชสทที่แปลว่า ไล่ตาม ไล่ล่า ฉีพทที่แปลว่าแกะกับชีพทดที่แปลว่า มีค่าน้อย ถูก เชพทที่แปลว่ารูปร่างกับ แช็บทที่แปลว่า คางและฉิตที่แปลว่า ขี้คำหยาบกับคำว่าชิตทที่ความหมายเดียวกัน ทางที่ดีที่บ่งบอกถึงความแตกต่างเลยนะครับ ch เสียงแข็งลิ้นกระทบเพดานปาก ส่วน sh เสียงสั้น คราวนี้มาดูคำว่า viva (วีฟฟว่า) ซึ่งเป็นภาษาเสปนแปลว่า จงเจริญ ซึ่งคนไทยชอบเรียกว่า วิวาห์ ซึ่งขอบอกเลยนะครับว่าไม่ได้ มีหลายอย่างมากที่เป็นอุปสรรคลองดูตัวอย่างรายนี้นะครับ
เฮ้ มิลเตอร์ พลีส กิฟ มี ไร้สท เหอะๆบังเอิญคนฟังไม่เข้าใจเลยหยิบเจ้า Lice ให้มันซะเลย (โว้ยไม่ใช่) เจ้า Liceเนี่ยเป็นพหุพจน์ของคำว่าเหา คนบ้าอะไรจะขอเหา เขาหมายถึง rice (ร่ายสท) ที่แปลว่าข้าว ถ้าเขาเขียนก็จะได้แบบนี้ Hey Mr. please give me rice. ก็เอานะครับต้องทำใจ ซึ่งผมก็ทำบ่อยมากส่วนมากผมจะเขียนดีกว่าถ้าฟังกันไม่ออกจริงๆ คำศัพท์เหล่านี้รวมๆกันแล้วเรียกว่า Homophone คือศัพท์ที่ออกเสียงเหมือนกันแต่ความหมายแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เช่น one-won, key -quay, pair- pear, flower- flour, send- scene อะไรพวกนี้นะ ส่วนอัครเสียงสูงกลางต่ำ จากการที่ผมเคยเห็นและทดลอง ทางที่ดีเวลาอ่าน คำพยางค์สุดท้ายลงด้วยตัวอะไร ก็ควรอ่านอย่างนั้น อย่าไปออกเสียงเหมือนกัน หรือถ้าไม่มี s ก็ไม่ต้องไปพ่นน้ำลาย(ขยะแขยง) เช่น mouse and mouth ก็ควรอ่านว่า เมาสซ มีตัวซะด้วยนะครับ และ เม้าท อย่าไปอ่าน เม้าท ทั้งสองคำนะครับลงท้ายตัวไหนก็ตัวนั้นเหมือนมาตราทั้งหลายเนี่ยแม่ กม เกย กด กน เป็นต้น ส่วนสระ เหอะๆทุกท่านเรียนตั้งแต่อนุบาลจะให้ผมบอกไปทำไม แต่ผมเจออยู่ที่หนึ่งเขาเขียนว่า A, E, I, O, U, Yนี่แหละที่ผมเห็นตัวYนี่อาจจะมาจาก ly, ty, gy, ky, my, ry, ey, ay, sy พวกนี้นะครับ อุปสรรคการพูดปัญหามากที่สุดคือฟังไม่ทัน แต่ผมไม่เคย ผมเคยแต่ไม่เข้าใจหรือเขาไม่ยอมบอกว่ามันคืออะไร ซึ่งอันนี้ก็ขึ้นอยู่กับคุณว่าจะ requestอย่างไร ทั้งหมดนี่หวังว่าคงทำให้คุณเบื่อ(โว้ย) ชอบและอยากรู้มากว่านี้ ก็คงต้องติดตามตอนต่อไป เอ้อ!คำเตือนอีกข้อหนึ่ง ในการพูดนั้นคุณไม่จำเป็นต้องพูดสละสลวยหาถ้อยคำหรอกครับ แค่พูดแบบธรรมดาเท่าที่เราทำได้และพูดให้ตรงไปตรงมาดีที่สุด นอกซะจากว่าคุณเป็นทูต หรือนักการเมืองหรือข้าราชการก็ควรใช้ถ้อยคำสุภาพมีความหมายหน่อย ciao!


โดย: คุณโน IP: 58.136.72.17 วันที่: 1 สิงหาคม 2549 เวลา:16:05:26 น.  

 
ฟังเพลงสมวัยจริงๆ ค่ะ ป้าโน


โดย: nunaggie วันที่: 15 สิงหาคม 2549 เวลา:18:27:22 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

No Appendix
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Where does the time go?
Where has the time gone ??


Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2549
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
29 กรกฏาคม 2549
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add No Appendix's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.