ตุลาคม 2557

 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
25
26
27
28
29
30
31
 
 
โรคไส้เลื่อนขาหนีบ
หลายๆคนอาจจะเข้าใจว่า โรคไส้เลื่อน ต้องเป็นเฉพาะลำไส้เลื่อนออกมาเป็นก้อนให้คลำได้เท่านั้น  แต่จริงๆแล้ว โรคนี้มาจากคำว่า Hernia ซึ่งโดยนิยามแล้ว หมายถึง การที่อวัยวะภายในของร่างกายมีการเคลื่อนที่จากที่อยู่ปกติ ผ่านช่องทางใดๆภายในร่างกาย แล้วไปอยู่โพรงใหม่ซึ่งไม่ใช่ที่อยู่ปกติ  อวัยวะใดๆจึงไม่ได้เฉพาะแค่ลำไส้เท่านั้น  แต่หมายรวมถึงอวัยวะภายในอื่นๆ เช่น ไขมันเปลวในช่องท้อง กระเพาะอาหาร กระเพาะปัสสาวะ ตับ ปอด  แม้แต่โพรงอื่นๆ เช่น ในโพรงกะโหลก เนื้อสมองก็สามารถเกิดเลื่อนผ่านช่องภายในกะโหลกไปอยู่บริเวณก้านสมองได้ด้วยเช่นกัน  ไส้เลื่อนจึงอาจพบเห็นเป็นก้อนให้คลำได้ หรือ อยู่ภายในร่างกาย ไม่สามารถคลำได้ ก็ได้


                                            ไส้เลื่อนกะบังลม



                      ภาพไส้เลื่อนชนิดต่างๆที่คลำได้ทางหน้าท้อง


แล้วโรคไส้เลื่อนขาหนีบ มันคืออะไร ?
คือ ภาวะอวัยวะภายในช่องท้องที่เลื่อนออกจากช่องท้อง ผ่านช่องทางที่เชื่อมต่อกับขาหนีบ โผล่ออกมาบริเวณขาหนีบ หรือ ลงมาอยู่ในถุงอัณฑะ นั่นเอง   โดยอวัยวะที่เลื่อน ก็เป็นได้ทั้ง ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่  ไขมันเปลวในช่องท้อง หรือแม้แต่กระเพาะปัสสาวะ ไส้ติ่ง เป็นต้น   

ต้นเหตุหลักที่ทำให้เกิดภาวะนี้ ประกอบด้วยปัจจัย 2 อย่าง คือ
1. มีช่องทางเชื่อมต่อ 2 โพรง ซึ่งไม่ปิดตัวตามธรรมชาติ   จึงเหมือนเป็นอุโมงค์เชื่อมต่อสองโพรง ช่องทางดังกล่าว 
2. การมีความดันภายในช่องท้องสูงเป็นประจำ เป็นเวลานาน  การร้องไห้ การเบ่งอุจจาระ ปัสสาวะ การออกแรงยกของหนัก  การไอ หรือมีน้ำในช่องท้องมากๆ (ท้องมานน้ำ)ในคนไข้โรคตับแข็ง  ล้วนแล้วแต่ทำให้ความดันในช่องท้องสูงขึ้นทั้งสิ้น  หากมีพฤติกรรมแบบนี้มากๆ นานๆ  ก็จะดันผนังหน้าท้อง ทำให้เส้นใยของผนังกล้ามเนื้อและพังผืดหน้าท้องฉีกแยก และบางลง  จึงกลายเป็นจุดอ่อนของผนังหน้าท้องไป
     การมีความดันในช่องท้องสูงอย่างเดียวนานๆ ก็เพียงพอที่จะทำให้ผนังบาง และเกิดไส้เลื่อนได้ โดยไม่ต้องมีช่องทางไม่ปิดตัวก็ได้   แต่หากมีช่องทางไม่ปิดตัวร่วมด้วย การมีความดันสูง ก็จะเป็นตัวเสริมทำให้ช่องทางดังกล่าวขยายใหญ่ขึ้น ยิ่งทำให้อวัยวะเลื่อนออกมาปริมาณมากขึ้นได้

ในกรณีของไส้เลื่อนขาหนีบ  ช่องทางดังกล่าว คือช่องทางที่ลูกอัณฑะเคลื่อนตัวออกจากช่องท้องลงไปสู่ถุงอัณฑะ ตั้งแต่ช่วงไตรมาสสุดท้าย (ราว 34 สัปดาห์) นั้นไม่ปิดตัวลง  



     - ซึ่งหากไม่ปิดตัวเลยตลอดทาง ก็จะเป็นไส้เลื่อนที่มีอวัยวะเลื่อนลงไปได้ถึงถุงอัณฑะ   
     - แต่หากมีปิดตัวในส่วนปลาย แต่ส่วนต้นทางไม่ปิด ก็จะเป็นไส้เลื่อนที่อวัยวะลงไปสุดแถวๆขาหนีบ หรือ หัวเหน่า หรือ ส่วนต้นๆของถุงอัณฑะ
     - แต่หากมีปิดตัวในส่วนต้นทาง เหลือส่วนปลายทาง  หรือ ส่วนต้นทางปิดไม่สนิทเหลือเป็นรูเล็ก ก็จะกลายเป็นถุงน้ำอัณฑะ (hydrocele)




แล้วจะมีอาการยังไงมั่งครับ ?
อาการหลักๆที่พบ ก็คือ มีก้อนบริเวณขาหนีบ หัวเหน่า หรือ ถุงอัณฑะ ที่เลื่อนเข้าออกได้ ซึ่งจะสัมพันธ์กับท่าทาง  กล่าวคือ ถ้านั่ง หรือ ยืน ก็จะโผล่ออกมา แต่เมื่อนอนลง ก็จะยุบหายไป  ส่วนว่าจะก้อนใหญ่ หรือเล็ก   ยืนปุ๊บโผล่ปั๊บ  หรือ ยืนสักพักถึงโผล่  ก็ขึ้นอยู่กับขนาดของช่องทางเชื่อมใหญ่หรือเล็ก และมีพังผืดยึดด้วยหรือไม่



บางคนก้อนยุบช้า หรือ ยุบน้อย  ก็อาจเป็นจากมีพังผืดยึดอวัยวะไว้  

ทีนี้พอก้อนใหญ่มากๆเข้า เวลาออกจะง่ายขึ้น  ยืนปุ๊บโผล่ปั๊บ พอนอนลงก็ยังไม่เข้าเต็มที่ ต้องเอามือดันเข้าไป 

อาการปวด ถ้าขนาดไม่ใหญ่ มักไม่ค่อยมีปวด  แต่ถ้าขนาดใหญ่ขึ้น ก็อาจรู้สึกปวดหน่วงบริเวณขาหนีบ หรือ ถุงอัณฑะ   แต่ถ้าหากส่วนที่เลื่อนออกมาเป็นแค่ไขมันเปลว บางครั้งก้อนเบ้อเริ่ม แต่ก็ไม่ปวดเลยก็ได้ครับ   แต่ที่แน่ๆ ถ้าก้อนโผล่ออกมาแล้ว ไม่กลับเข้าไปเอง หรือ ดันกลับก็ไม่เข้า  ทีนี้แหละจะเกิดอาการปวดขึ้นมาครับ ปวดจากการที่ช่องทางเปิด (ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อ) รัดอวัยวะนั้นๆไว้   ส่วนจะปวดมาก หรือน้อย ก็ขึ้นกับว่าอวัยวะใดออกมา  เพราะหากเป็นลำไส้ ก็จะมีอาการปวดได้เร็ว และรุนแรง ภายในระยะเวลาเป็นชั่วโมง   ผิดกับไขมันเปลว อาจจะดันไม่เข้าเลยเป็นปีๆ ก็ไม่ปวด (แค่หน่วงๆเฉยๆ)ก็ได้ครับ  
        -->   ปัญหาอยู่ตรงนี้แหละครับ  หากลำไส้ออกมาค้าง (Incarcerate) และถูกรัดนาน (strangulate) ก็จะทำให้ลำไส้บวมเพิ่มขึ้น  ก็จะยิ่งแน่นโพรงขึ้น การรัดก็จะมากขึ้น  สุดท้ายเลือดไปเลี้ยงไม่พอ ลำไส้เน่าตาย (Ischemia & gangrene) ครับ  ก็จะทำให้เกิดปัญหาลำไส้แตกรั่ว  หรือ ติดเชื้อในกระแสเลือดจากเชื้อในลำไส้ที่ลุกลามได้ครับ

ดังนั้น หากพบปัญหาว่าวันร้ายคืนร้าย ก้อนที่เคยเลื่อนเข้าออกได้ ดันกลับเข้าไม่ได้  ก็ให้รีบมาตรวจครับ  เพราะจะมีความเสี่ยงต่อลำไส้ขาดเลือด   อย่าทน อย่าฝืน

ถ้าอย่างนี้ก็แสดงว่าผู้หญิงก็ไม่มีโอกาสเป็นใช่มั้ย ?
ผู้หญิงอย่าเพิ่งดีใจครับ  เพราะโรคนี้เป็นได้ทั้งชายและหญิง   แม้ว่าผู้หญิงจะไม่มีอัณฑะ แต่ก็มีช่องทางไม่ปิดได้เช่นกันครับ  เพียงแต่ว่าโอกาสเกิดน้อยกว่าเท่านั้นเอง  โดยในผู้หญิงก้อนจะมาโผล่ตรงบริเวณแคมนอก (Labia major) -- ซึ่งเป็นตำแหน่งเดียวกันกับถุงอัณฑะของผู้ชาย



แล้วเป็นในช่วงอายุไหนบ้าง ?
เป็นได้ตั้งแต่แรกคลอด ไปจนถึงอายุมากๆ เลยครับ  เพียงแต่ว่าถ้าเป็นในช่วงวัยเด็กเล็ก มักจะเป็นจากช่องทางไม่ปิด แต่ผนังหน้าท้องยังแข็งแรง เพราะสัมผัสความดันในช่องท้องสูงไม่นาน   ผิดกับคนสูงอายุ สามารถมีทั้งสองปัจจัยร่วมกันได้ครับ หรือ เกิดจากผนังบางอ่อนแอจากการสัมผัสความดันในช่องท้องสูงนานๆอย่างเดียวก็ได้


ถ้าเป็นไส้เลื่อนขาหนีบแล้ว จะต้องทำยังไงครับ ?
หากเป็นไส้เลื่อนธรรมดา เลื่อนเข้าออกได้  ก็เย็นใจหน่อยครับ  จำเป็นต้องผ่าตัดก็จริง  แต่ไม่ได้เป็นภาวะเร่งด่วน นัดมาผ่าตัดได้ แต่ไม่ใช่รอกันเป็นปีๆนะครับ   เพระาเราก็ไม่สามารถคาดเดาได้ว่า เมื่อไหร่ไส้ที่ออกมามันจะไม่กลับเข้าไป

แต่หากไส้เลื่อนดันกลับไม่ได้  ก็ควรรีบมาทันทีที่เริ่มเป็นครับ เพราะจำเป็นต้องผ่าตัดโดยเร็ว เพื่อลดโอกาสการเกิดลำไส้เน่า


รักษายังไงครับ ?
การรักษาประกอบด้วย 2 ส่วนครับ
1. ผ่าตัด 
1.1  ในเด็กเล็ก  การผ่าตัดจะทำเพียงปิดช่องทางเชื่อมต่อเท่านั้น  เพราะผนังหน้าท้องไม่หย่อนยาน  เว้นแต่ถ้าอายุเยอะ มีผนังหย่อนนิดหน่อย ก็อาจเย็บเสริมความกระชับ
1.2  ในผู้ใหญ่  หากมีช่องทางเชื่อม ก็จะปิดช่องทางเชื่อม ร่วมกับ ซ่อมเสริมความแข็งแรงและความกระชับของกล้ามเนื้อหน้าท้อง  แต่หากไม่มีช่องทางเชื่อม ก็แค่ซ่อมเสริมอย่างเดียว
การซ่อมเสริมความแข็งแรงนั้น จะมี 2 แบบ คือ
-  เย็บซ่อมโดยเย็บรั้งกล้ามเนื้อเข้ามาชิดกัน กลายเป็นผนังอีก 1 ชั้น ซึ่งมีความหนา และกระชับกว่าเดิม   วิธีนี้มีข้อดี คือ ทำได้ง่าย และราคาถูกกว่า  ไม่มีการใส่สิ่งแปลกปลอมในร่างกาย  แต่มีข้อเสียคือ มีความตึงมาก และมีโอกาสเกิดซ้ำได้ง่ายกว่า อันเนื่องมาจากกล้ามเนื้อฉีกปริ เพราะความตึง




-  เย็บซ่อมโดยใช้ตาข่ายสังเคราะห์ (Synthetic mesh) ซึ่งเป็นวัสดุสังเคราะห์ เพิ่มความแข็งแรงได้ โดยการทำให้เกิดพังผืดคลุมหุ้มตาข่าย จึงกลายเป็นเหมือนกำแพงขึงอีก 1 ชั้น
           ข้อดี คือ ความตึงน้อยกว่า ลดโอกาสการเกิดซ้ำ  แต่ก็มีข้อเสียคือ  มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม และ เป็นการเอาสิ่งแปลกปลอมเข้าร่างกาย แม้จะเป็นวัสดุเฉื่อยไม่เป็นพิษ แต่หากมีการติดเชื้อ อาจต้องเลาะเอาตาข่ายออก


 หากจะแยกตามการผ่าเปิดแผล ก็จะแบ่งเป็น
ก. ผ่าตัดเปิด   นั่นคือ ลงมีดเป็นแผลยาวประมาณ 3-4ซม   ข้อดี คือ ทำได้ง่าย และไม่แพง ศัลยแพทย์มีความคุ้นเคยมากกว่า  ข้อเสียคือ หากเป็นไส้เลื่อน 2 ข้าง ก็ต้องผ่า 2 แผล 2 ครั้ง ใช้เวลาผ่าตัดนานขึ้น
ข. ผ่าตัดผ่านกล้องทางหน้าท้อง   นั่นคือ ลงแผลขนาดเล็กราว 2ซม 1 แผล  และแผลราว0.5-0.8ซม อีก 2แผล   เพื่อสามารถเอากล้องและเครื่องมือลงไปผ่าตัดภายใน    ข้อดี คือ สามารถทำได้ทั้งสองข้างด้วยแผลเดิม  และเนื่องจากเข้าหาตำแหน่งที่เป็นปัญหาโดยไม่ผ่านแผลหน้าท้องเดิม จึงเหมาะในการผ่าตัดในรายที่เป็นซ้ำ    แต่ข้อเสีย คือ ราคาแพง  ต้องอยู่ในที่ที่มีเครื่องมือและศัลยแพทย์ที่ฝึกฝนมา


           กล้องที่เจาะผ่านหน้าท้อง                               ภาพภายในช่องท้องผ่านกล้อง


2. การป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ
    เนื่องจากการเกิดภาวะไส้เลื่อนมีปัจจัยหลักคือ ความดันภายในช่องท้องสูง ดันผนังหน้าท้องบ่อยๆ นานแรมหลายๆปี  ทำให้เกิดผนังหน้าท้องหย่อนลดความแข็งแรงลง  ปัจจัยที่ว่ามีอะไรบ้าง
- การเบ่ง
        -- เบ่งอุจจาระ จากท้องผูก ถ่ายยาก 2-3 วันถ่ายครั้งนึง ต้องเบ่งเยอะ
        -- เบ่งปัสสาวะ จากการมีท่อปัสสาวะอุดตัน เช่น ต่อมลูกหมากโต ,ท่อปัสสาวะตีบจากพังผืด , มะเร็งต่อมลูกหมาก เป็นต้น   จะมีอาการหลักๆคือ ปัสสาวะไม่พุ่ง ไหลรินๆหยดๆ  ต้องเบ่ง  ใช้เวลาปัสสาวะแต่ละครั้งนานกว่าสมัยหนุ่มๆ  ปัสสาวะไม่สุด ต้องปัสสาวะซ้ำอีก หรือไหลหยดเลอะขา 
- การยกของออกแรง
        การยกของหนัก หรือออกแรงหนัก มักจะต้องทำการเบ่ง ในรูปแบบของการออกเสียง "ฮึบ" นั่นแหละครับ   เรามักจะไม่รู้ตัวว่ามันเป็นการเบ่งเหมือนกัน
-  การไอบ่อยๆ เรื้อรัง
        กลไกการไอจะมีขั้นตอนการเบ่งช่วงระยะสั้นๆเพื่อเพิ่มความดันในหลอดลม ก่อนที่ฝาปิดกล่องเสียงจะเปิดเพื่อปล่อยลมออกเป็นการไอออกมา  ซึ่งขณะที่เบ่งนั้นเอง ก็จะเพิ่มความดันในช่องท้องด้วยเช่นกัน  คนไข้ที่เป็นโรคปอด หรือหลอดลมอักเสบเรื้อรัง เช่น จากการสูบบุหรี่  เคยเป็นวัณโรคปอดมาก่อน หรือ ปอดอักเสบเรื้อรังจากสารเคมี  ก็จะมีโอกาสไอเรื้อรังได้มากครับ
-  ภาวะท้องมาน (น้ำรั่วภายในช่องท้อง) 
         มักพบในคนไข้ตับแข็งระยะสุดท้าย ซึ่งจะมีการรั่วของสารน้ำในร่างกายจากเส้นเลือดออกไปสู่ช่องท้อง (นอกลำไส้)  ยิ่งน้ำในท้องมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเพิ่มความดันยิ่งขึ้นเท่านั้น  น้ำก็จะดันท้องให้หย่อนได้ครับ  ภาวะนี้หากเป็นจากตับแข็งระยะสุดท้ายคงจะรักษาให้หายขาดไม่ได้ (เว้นแต่ผ่าตัดเปลี่ยนตับ แต่ก็ทำได้ยาก มีความเสี่ยงสูง และหาตับบริจาคยาก) คงได้แค่ให้ยาขับปัสสาวะ และเจาะระบายน้ำเป็นระยะ

ภาพ ท้องมานน้ำ ร่วมกับมีไส้เลื่อนสะดือและขาหนีบ


     หากมีปัจจัยเหล่านี้ จำเป็นต้องกำจัดปัจจัยเหล่านี้ก่อนผ่าตัด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเป็นซ้ำครับ  เพราะการผ่าตัดครั้งแรก จะได้ผลดีที่สุดครับ เนื่องจากหากเป็นซ้ำ การผ่าตัดเข้าไปซ่อมแซมซ้ำผ่านแผลเดิม จะทำได้ยากขึ้น อันเป็นผลจากมีพังผืดในแผลผ่าตัด  ซึ่งโอกาสผ่าตัดสำเร็จ ไม่เป็นซ้ำก็จะน้อยลงครับ   ก็จำเป็นต้องไปทำผ่าตัดแบบส่องกล้อง ซึ่งจะต้องใช้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นนั่นเองครับ

      ถ้าท้องผูก ต้องพยายามแก้ไขการขับถ่ายให้เป็นปกติก่อนครับ  โดยปรับพฤติกรรมการกิน และขับถ่ายให้เหมาะสม  เช่น  กินผักผลไม้มากๆ  กินน้ำมากๆ (อย่างน้อย 2-3 ลิตรต่อวัน)  ออกกำลังกาย  พักผ่อนให้เพียงพอ  และขับถ่ายให้ได้ทุกวันไม่ว่าจะปวดหรือไม่ก็ตาม เพื่อให้ลำไส้ปรับตัวตาม  เบื้องต้นอาจอาศัยยาระบายช่วยบ้างก็ได้ครับ
      ถ้าปัสสาวะลำบาก  ก็ต้องไปตรวจเพื่อหาสาเหตุก่อนครับ  หากเป็นจากต่อมลูกหมากโตเฉยๆ ก็อาจให้ยาเพื่อช่วยลดขนาดลง การขับปัสสาวะก็จะดีขึ้นได้  จึงค่อยผ่าตัดครับ  เพราะหากผ่าตัดทั้งๆที่ปัสสาวะไม่ดี ต้องเบ่งประจำ  โอกาสเป็นซ้ำสูงครับ
      ถ้าสูบบุหรี่ ต้องเลิกเลยครับ  อย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนผ่าตัด  และต้องเลิกไปตลอดชีวิตครับ  เพราะไม่งั้นก็ไอซ้ำได้อีกครับ   แต่ถ้าเป็นโรคปอดเรื้อรังที่อาจจะไม่สามารถรักษาได้แน่แล้ว ก็คงต้องคุยกับศัลยแพทย์ถึงความเสี่ยงอีกทีครับ
      ภาวะท้องมานจากตับแข็ง  คงแก้ไม่ได้ ก็ต้องคุยกับคนไข้เรื่องความเสี่ยงของการเกิดซ้ำ

ซื้อ supporter มาใส่จะช่วยป้องกันได้มั้ยครับ ?
หลายคนซื้อ supporter มาใส่ เพราะคิดว่าจะช่วยป้องกันการเป็นไส้เลื่อน หรือ ช่วยกันไม่ให้ไส้เลื่อนที่เป็นอยู่ ไม่ให้เลื่อนออกมา  ขอบอกว่าโดยกลไกแล้ว ไม่สามารถป้องกันการเกิดไส้เลื่อน และไม่ได้ช่วยกันไส้เลื่อนออกมานะครับ   เพราะการที่ไส้มันเลื่อนออกมาเนี่ย มันออกมาจากช่องท้องผ่านทางเชื่อมไปแล้ว  จึงไม่ช่วยแต่อย่างใด   แต่อาจจะได้ประโยชน์ในแง่ที่ลดการแกว่งของไส้เลื่อนที่ออกมา ซึ่งอาจจะช่วยลดอาการปวดหน่วงที่ก้อนได้บ้าง

หลังผ่าตัดแล้วต้องปฏิบัติอย่างไร ?
หลังผ่าตัดใหม่ๆ เนื่องจากเป็นแผลสะอาด แพทย์จึงมักให้ปิดก๊อสสนิท ไม่ต้องเปิดล้างแผล (ถ้าไม่เปียกแฉะ หรือก๊อสหลุด)  จนกว่าจะถึงวันตัดไหม (ถ้าเย็บแบบไหมไม่ละลาย) ซึ่งโดยมากจะใช้เวลาราวๆ 7 วันหลังผ่าตัดครับ  

แม้ว่าแผลจะหายแล้วก็ตาม ก็ไม่ควรไปยกของออกแรง  เบ่งมากๆ  เพราะจะทำให้เกิดไส้เลื่อนซ้ำได้อีกครับ   ความแข็งแรงจะเพิ่มขึ้นตามเวลาครับ ซึ่งใช้เวลาอย่างน้อย 1-2 เดือนเป็นต้นไปครับ ถึงจะพอทำงานหนักได้  แต่ยิ่งลดการเบ่งได้มากและนานเท่าไหร่ ก็ยิ่งดีครับ


โรคนี้หากต้องการจะเข้าใจกลไกการเกิดโรคโดยตรงเลย คงต้องมาศึกษากายวิภาคของร่างกายอย่างละเอียดนะครับ  หากมีข้อสงสัยก็สอบถามกันได้ครับ



Create Date : 24 ตุลาคม 2557
Last Update : 25 ตุลาคม 2557 22:24:32 น.
Counter : 2679 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

ระเบิดเด่น
Location :
นครราชสีมา  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



ผมเป็นศัลยแพทย์ รพ.นครราชสีมา ครับ เรียกผมว่า "หมอบีม" ก็ได้ครับ
เว็บไซต์นี้สร้างขึ้นเพื่อให้ความรู้เรื่องของสุขภาพ โรคต่างๆ โดยเฉพาะโรคทางศัลยกรรม (เนื่องจากผมเป็นศัลยแพทย์) โดยผมจะเน้นให้ความรู้อย่างกว้างๆเพื่อให้ทราบสาเหตุของโรค และวิธีการรักษาโรค อาจจะไม่ลงลึกนักนะครับ อยากเน้นให้ทราบวิธีปฏิบัติตัวมากกว่า หากต้องการถามคำถาม ให้ฝากคำถามไว้ใน "ฝากข้อความหลังไมค์" นะครับ ผมจะตอบให้ครับ รบกวนอย่าถามไว้ในกระทู้ หรือ blog แต่ละเรื่องนะครับ เพราะผมอาจจะไม่ได้เข้าไปอ่านนะครับ ส่วน "blog ธรรมจรรโลงใจ" นั้น เพิ่มเข้ามาเผื่อผู้สนใจเกี่ยวกับธรรมะครับ ถ้าอยากจะแสดงความเห็น ก็ลงในความคิดเห็น หรือ จะส่งข้อความหลังไมค์ก็ได้ครับ ยินดีครับ