Group Blog
พฤศจิกายน 2554

 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
11
12
13
14
15
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
29
30
 
 
28 พฤศจิกายน 2554
All Blog
Christmas Day
เมื่อโลกเชื่อมถึงกัน วัฒนธรรมก็ย่อมหลั่งไหลเผยแพร่และแลกเปลี่ยนกัน และแน่นอนว่าปลายทางของผู้รับวัฒนธรรมนั้นย่อมมีเพี้ยนไปจากต้นตำรับบ้าง หรืออาจจะถึงขั้นหาเค้าเดิมได้เลือนรางเต็มที ลองดูอย่างเทศกาลที่ใกล้จะถึงนี่ก็ได้



เมื่อนึกถึง วันคริสต์มาส ภาพของต้นสนต้นใหญ่ประดับไปด้วยไฟและของขวัญ มีซานตาคลอสชุดแดงมากับกวางเรนเดียร์ คอยหย่อนของขวัญใส่ถุงเท้าให้เด็กน้อยผู้รอคอย ดูจะเป็นภาพที่หลายคนจินตนาการถึง อะไรทำให้เราไม่ระลึกถึงพระเยซูเป็นสิ่งแรกกันนะ เพราะแบบนี้ล่ะ ถึงอยากจะชวนมารู้จักวันคริสต์มาสให้ชัดเจน

ทำไมวันคริสต์มาส (Christmas Day) ถึงต้องเป็นวันที่ 25 ธันวาคม ของทุกปี

เชื่อกันว่า พระเยซู ศาสดาแห่งคริสต์ศาสนา พระองค์ประสูติตรงกับวันที่ 25 ธันวาคม ในสมัยที่จักรพรรดิซีซาร์ ออกุสตุส แห่งจักรวรรดิโรมัน ที่เมืองเบ็ธเลเฮ็ม และเติบโตที่เมืองนาซาเรท ซึ่งปัจจุบันคือประเทศอิสราเอล วันนี้จึงถือว่าเป็นวันที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับชาวคริสต์



คำว่าวันคริสต์มาสนั้น มีที่มาจากจากภาษาลาตินสองคำ คือ คำว่า Christ และ missa(mass) ซึ่งหมายถึงการ เฉลิมฉลองวันประสูติของพระเยซูคริสต์ ชาวโรมันเพิ่งรับเอาศาสนาคริสต์เข้ามาเป็นศาสนาประจำชาติในศตวรรษที่ 2 ในปีค.ศ. 129 บิชอปเทเรสโฟรัสแห่งกรุงโรม ได้กำหนดให้วันที่ 25 ธันวาคม เป็นวันเฉลิมฉลอง การประสูติของพระเยซูคริสต์เป็นครั้งแรก โดยได้มีการทำมิชา (Missa) หรือ Massในโบสถ์ และ เรียกพิธีนี้ว่า Christ-Mass และก็ได้แพร่หลายไปยังแคว้นต่างๆ ในปกครองของโรมัน

ในปี ค.ศ. 1038 คำว่า "Christes Maesse" ได้พบครั้งแรกในเอกสารโบราณเป็นภาษาอังกฤษ มาจากคำภาษาอังกฤษโบราณว่า Christes Maesse ที่แปลว่า "บูชามิสซาของพระคริสตเจ้า" ต่อมาคำนี้ก็ได้กลายมาเป็น Christmas ที่เราคุ้นเคยในปัจจุบันนี้

ในอีกด้านนักประวัติศาสตร์ก็มีมุมมองที่ต่างออกไปว่า การเฉลิมฉลองในวันที่ 25 ธันวาคม ไม่ได้เริ่มเกิดจากการที่ชาวคริสต์ทำขึ้นเพื่อระลึกถึงวันประสูติของพระเยซู แต่เพราะในยุคของจักรพรรดิเอาเรเลียนแห่งโรมันได้กำหนดให้เป็นวันฉลองวันเกิดของสุริยะเทพ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 274 ชาวโรมันที่ส่วนใหญ่จะนับถือเทพเจ้า จึงทำการฉลองวันนี้พร้อมกับถือว่าเป็นวันฉลองของพระจักรพรรดิไปในตัว เพราะเชื่อว่าจักรพรรดินั้นเปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ที่ได้ให้แสงสว่างแก่ชีวิตมนุษย์ แต่ชาวคริสต์รวมทั้งชาวโรมันที่เปลี่ยนมานับถือคริสต์ในจักรวรรดิโรมัน ที่ไม่ศรัทธาในการฉลองวันเกิดของสุริยเทพ แต่ถูกควบคุมเสรีภาพทางศาสนาตั้งแต่ปี ค.ศ. 64-313 ก็ได้พากันถือเอาว่าวันนี้เป็นการฉลองการเกิดของพระเยซูแทน จนกระทั่งถึงวันที่ 25 ธันวาคม ปี ค.ศ. 330 ชาวคริสต์จึงสามารถทำฉลองคริสต์มาสได้อย่างเปิดเผยตามต้องการ

และเมื่อเอ่ยถึงวันคริสต์มาส แม้แต่ละประเทศจะมีรูปแบบ และรายละเอียดในการจัดกิจกรรมที่แตกต่างกันไปบ้าง แต่เอกลักษณ์สำคัญของวันนี้ก็คงหนีไม่พ้น ต้นคริสต์มาส ซานตาคลอสที่ควงคู่มากับกวางเรนเดียร์ เสียงเพลง ขนมหวาน รวมทั้งคำอวยพรและของขวัญ

Merry Christmas

ในวันคริสต์มาส คำอวยพรที่คุ้นเคยนั้นก็คือคำว่า Merry Christmas ซึ่งมาจากภาษาอังกฤษโบราณ แปลว่า “สันติสุขและความสงบทางใจ” เพราะฉะนั้น คำอวยพรนี้จึงเป็นคำที่ใช้อวยพรในปรารถดีต่อคนอื่น ขอให้เขาได้รับสันติสุข และความสงบทางใจ เนื่องในโอกาสเทศกาลคริสต์มาส


ต้นคริสต์มาส

ในสมัยโบราณ "ต้นคริสต์มาส" หมายถึง ต้นไม้ในสวนสวรรค์ ซึ่งอาดัมและเอวาไปหยิบผลไม้มากิน และทำบาป ที่ไม่เชื่อฟังพระเจ้า ในศตวรรษที่ 11 การฉลองวันคริสมาสต์ มีการแสดงถึงเหตุการณ์นี้ โดยนำต้นสนที่หาได้ง่ายมาประกอบฉากเป็นต้นไม้ที่ว่านี้ และจากต้นสนที่จัดกันในงานแสดง หลังๆประชาชนได้นำเอาต้นสนเข้ามาตกแต่งในบ้านของตน และเริ่มมีการแขวนลูกแอปเปิ้ล ขนมและของขวัญตกแต่งอย่างสวยงาม



ชาวเยอรมันคือผู้ที่ริเริ่มการใช้ต้นไม้คริสต์มาสเพื่อตกแต่งบ้านในวันคริสต์มาส ก่อนที่จะแพร่หลายไปทั่วภาคเหนือของยุโรป และก็ไปถึงอเมริกาเมื่อมีชาวเยอรมันอพยพเข้าไป นอกจากนี้จากประเพณีการจุดเทียนหลายๆเล่ม เป็นปิรามิดไว้ตลอดคืน คริสต์มาส โดยมีดาวของดาวิดที่ยอดปิรามิด นี่จึงเป็นที่มาของมาของต้นคริสต์มาสที่มีไฟกระพริบ และมีดาวของดาวิดติดไว้ที่ยอดพร้อมกับธรรมเนียมการห้อยลูกแอบเปิ้ล ขนม และของขวัญประดับประดา

เพลงคริสต์มาส

ในศตวรรษที่ 5 เพลงในเทศกาลคริสต์มาสเป็นภาษาลาติน แต่งโดยพระสงฆ์และฆราวาสจะมีอารมณ์ของดนตรีที่สง่างาม เพลงเน้นถึงการเสด็จมาของพระเยซูเจ้า พอมาในศตวรรษที่ 12 เพลงคริสต์มาสแบบใหม่ได้มีการปรับเปลี่ยนเป็นท่วงทำนองสนุกสนาน เพลงคริสต์มาสที่ร้องอยู่ในทุกวันนี้ ส่วนใหญ่จะมาจากประเทศเยอรมันและประเทศอังกฤษ

อย่างเพลงที่รู้จักกันอย่างดีคือ เพลง Silent Night ที่เล่นโดยการเล่นกีตาร์ประกอบการขับร้องแสดงครั้งแรกในโบสถ์เซนต์นิโคลัส (Nicola-Kirche) แต่งโดยคุณพ่อโจเซฟ โมห์ (Joseph Mohr) เจ้าอาวาสวัดที่โอเบิร์นดอฟ (Oberndorf) ประเทศออสเตรีย ใส่ทำนองโดย ฟรานซ์ กรูเบอร์ ในปี ค.ศ.1818



และเหล่านี้คือเพลงที่เราจะได้ยินตลอดช่วงเทศกาลฉลองคริสต์มาส เช่น We Wish You a Merry Christmas , Jingle Bells, Joy To The World และ Santa Clause Is Coming To Town

ซานตาคลอส

อันที่จริงแล้ว ซานตาคลอส (Santa Claus) ไม่ใช่บุคคลสำคัญอันเป็นจุดกำเนิดของวันคริสต์มาส และก็ไม่ได้อยู่ทางขั้วโลกเหนือแต่อย่างใด แต่เขามีที่มามาจากบาทหลวงที่ชื่อนักบุญนิโคลัส (SAINT NICHOLAS) นักบุญองค์นี้ เป็นสังฆราชของไมรา ( Bishop of Myra ) ปัจจุบันนี้อยู่ในประเทศตุรกี ท่านมีชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 4 นักบุญนิโคลัส เป็นผู้มีจิตใจอารีชอบช่วยเหลือคนยากคนจน โดยเฉพาะกับเด็กๆ ท่านจึงได้รับคำกล่าวขานว่าเป็น "Friend of Children" มีเรื่องเล่ากันว่า ครั้งหนึ่งท่านปีนขึ้นไปบนหลังคาบ้านของเด็กหญิงยากจนคนหนึ่งเพื่อที่จะให้ของขวัญ โดยทิ้งลงไปทางปล่องไฟ บังเอิญว่าของขวัญนั้นได้หล่นเข้าไปในถุงเท้าที่เด็กคนนั้นได้แขวนไว้พอดี นี่จึงเป็นที่มาของการแขวนถุงเท้าก่อนวันคริสต์มาสเพื่อรอของขวัญจากซานตาคลอส

ประเพณีมอบของขวัญที่ทำกันในวันคริสต์มาสนี้ เริ่มต้นใคริสต์ศตวรรษ ที่ 12 โดยเหล่าแม่ชีฝรั่งเศลผู้ที่ประทับใจในตำนานของ นักบุญนิโคลาส ได้นำ ขนม ถั่ว ผลไม้ ไปใส่ในถุงเท้าที่หน้าบ้านของผู้คนที่ยากจน ทำให้ประเพณีนี้แพร่หลายอย่างรวดเร็วไปทั่วยุโรป จึงจะเห็นได้ว่า ชาวยุโรปตอนเหนือขึ้นไปจะให้ความสำคัญกับท่าน นักบุญนิโคลาสและผู้ที่มีความศรัทธาในตัวท่าน จึงได้ทำการฉลองถึงนักบุญนิโคลาสเข้าไปกับเทศกาลคริสต์มาส แต่การเกิดขึ้นของซานตาคลอสนั้น มาจากทางฝั่งของอเมริกา

นักบุญนิโคลัส เป็นนักบุญที่ชาวฮอลแลนด์ให้ความนับถืออย่างมาก เมื่อชาวฮอลแลนด์กลุ่มหนึ่ง อพยพไปอยู่ในอเมริกาก็ได้รักษาประเพณี การฉลองนักบุญนิโคลาส ไว้ โดยการมอบของขวัญให้แก่เด็กๆ ทำให้ประเพณีนี้ได้แพร่หลายไปในอเมริกา แล้วจากชื่อนักบุญนิโคลัส ซึ่งชาวฮอลแลนด์เรียกวาชื่อ "ซินเตอร์คลาส" (Sinter Claes) หรือที่เด็กชาวดัชท์เรียกว่า "ซาน นิโคลาส" หรือ "Sankt Klous" ก็ได้ถูกเรียกจนเพี้ยนไปเป็น "ซานตาคลอส" ในช่วง ค.ศ. 1870

หลายคนอาจไม่รู้ว่า แต่เดิมนั้นลุงซานตาไม่ได้อ้วนท้วน และสวมชุดแดงอย่างที่เราๆ เห็นกัน เริ่มแรกนั้น ภาพของซานตาคลอสถูกวาดให้เป็นชายหนุ่มผอมสูง จนถึง ค.ศ.1890 ศิลปินชาวสวีเดนนามว่า เจนนี ไนสตรอมก็ได้จับซานตาคลอสเปลี่ยนจากชุดสีเขียวเป็นสีแดงในบัตรอวยพรวันคริสต์มาสของเธอ และที่ทำให้ซานตาคลอสมีภาพลักษณ์เป็นชายอ้วนสวมชุดสีแดงก็เมื่อ มีจิตรกรชาวสวีเดนอีกคน นำซานตาคลอสมาเป็น presenter ให้กับเครื่องดื่มน้ำดำยี่ห้อหนึ่ง ในปี ค.ศ. 1931



และแล้วทั้งโลกก็ต้องตามอเมริกา วัฒธรรมซานตาคลอสที่มีชายแก่ใจดี รูปร่างอ้วน ใส่ชุดสีแดง มีกวางเรนเดียร์คอยลากเลื่อน อาศัยอยู่ที่ขั้วโลกเหนือ และมาแจกของขวัญแก่เด็กๆ ทางปล่องไฟ จึงเกิดขึ้นในวันคริสต์มาส



แม้ซานตาคลอสจะเป็นเพียงตำนานเล่าขาน แต่ทุกวันนี้ซานตาคลอสที่มีชื่อเสียงบนเกาะกรีนแลนด์และฟินแลนด์ ต่างก็ต้องคอยตอบจดหมายจากเด็กๆ ทั่วมุมโลกที่เขียนจดหมายและขอของขวัญกันอย่างเอาจริงเอาจัง ปีละนับแสนนับล้านฉบับ

ซานตาคลอสจึงเป็นตำนานที่สวยงามสำหรับเด็กๆ และปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือสัญลักษณ์สำคัญของเทศกาลคริสต์มาส แต่เราไม่ควรหลงลืมว่า โดยเนื้อแท้แล้วบุคคลสำคัญอันเป็นจุดก่อเกิดเรื่องราวในวันนี้คือ “การให้เราระลึกถึง การถือกำเนิดของพระเยซูเจ้า”






Create Date : 28 พฤศจิกายน 2554
Last Update : 28 พฤศจิกายน 2554 14:44:12 น.
Counter : 396 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

JinlglebellJa
Location :
อุตรดิตถ์  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]