DR.MOO CAN DO
Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2553
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28 
 
8 กุมภาพันธ์ 2553
 
All Blogs
 
เหตุ??? ทำไมหมอฆ่าเมีย

          ในสังคมโดยทั่วไป คนส่วนมากมักจะยกย่องนับถือ ไว้วางใจ และบางครั้งก็ให้สิทธิพิเศษกับคนเก่ง คนที่มีความสามารถ สังคมปัจจุบันนี้มีการแข่งขันแก่งแย่งกันอยู่ตลอดเวลา ค่านิยมหนึ่งซึ่งเป็นที่ยอมรับกันคือ คนเก่งจะประสบความสำเร็จในสังคม คนเก่งในที่นี้ก็คือ คนที่มี IQ สูง ตามความหมายแล้ว IQ (Intelligent Quotient) คือ ตัวบ่งชี้ระดับความสามารถทางสติปัญญา ถ้ามี IQ สูง จะเป็นคนที่ฉลาด มีความคิดอ่านที่ปราดเปรื่อง แต่คนเราจะมีเพียง IQ อย่างเดียว แล้วจะได้รับการประกันว่าประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานไม่ได้ เพราะเราต้องอยู่ร่วมกับคนหมู่มาก ต่างคนต่างก็มีความคิด ความรู้สึกแตกต่างกันออกไป ในบางครั้งอาจมีการกระทบกระทั่งบ้าง คนที่ควบคุมอารมณ์ได้ดี มักจะประสบความสำเร็จในการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ๆ สิ่งหนึ่งที่เป็นตัวบ่งบอกบุคลิกภาพและนิสัยที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมอารมณ์นั่นก็คือ EQ (Emotional Quotient) หรือ วุฒิภาวะทางอารมณ์


            นักจิตวิทยาหลายท่านได้นิยามความหมายของ EQ ไว้แตกต่างกัน แต่โดยสรุปแล้ว EQ คือ ความสามารถควบคุมอารมณ์และตอบสนองความต้องการของตนเองได้อย่างเหมาะสม รู้จักขจัดความเครียด อุปสรรคต่าง ๆ ได้ ในขณะที่เข้าใจอารมณ์ของตัวเองและของผู้อื่นด้วย คนที่มีทักษะทางด้าน EQ นั้น จะเป็นคนที่รู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีความอดทนและมุ่งมั่นในการกระทำการต่างๆ เห็นอกเห็นใจผู้อื่น จะแข่งขันกับตัวเอง ไม่ไปเปรียบเทียบกับผู้อื่น พยายามพัฒนาทักษะของตัวเองให้มากที่สุด นอกจาก EQ แล้ว สิ่งที่นักจิตวิทยาแนะนำว่า บุคคลโดยทั่วไปควรมีและพัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อสังคมที่น่าอยู่นั้น ก็ได้แก่ AQ (Adversity Quotient) คือการมีความอดทน สามารถต่อสู้อยู่ในสังคมได้ และ MQ (Morality Quotient) คือการมีศีลธรรม จริยธรรม แต่ถ้าหากเราขาดส่วนที่เป็น EQ ไปเสีย บุคคลจะขาดการควบคุมอารมณ์และยั้งคิด จนไม่สามารถแสดงความอดทนหรือคำนึงถึงศีลธรรมได้ ไม่ว่าจะ AQ หรือ MQ ก็ตาม ซึ่งเป็นส่วนที่ควรเสริมต่อจากการพัฒนา EQ อีกต่อหนึ่ง


            ความสามารถในการควบคุมอารมณ์นี้เป็นสิ่งที่สำคัญต่อทุกคนที่ยังต้องการมีสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาชีพที่ต้องพบปะผู้คนตลอดทั้งวัน อีกทั้งคนเหล่านั้นป่วยไข้ และหวังที่จะมาพึ่งพาให้รักษา อาชีพดังกล่าวก็คือ แพทย์


            เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า บุคคลที่จะเป็นแพทย์นั้น จะต้องมีระดับสติปัญญาอยู่ในขั้นสูง สมองดีเป็นเลิศ ดูจากคะแนนการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในทุก ๆ ปี คณะแพทยศาสตร์ของทุกมหาวิทยาลัยจะมีคนทำคะแนนสูงถึงสูงมาก แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่มีใครบอกได้ว่ากลุ่มคนที่มี IQ สูงอย่างแพทย์นั้น มี EQ สูงด้วยหรือไม่


          หลายต่อหลายครั้ง ที่สังคมไทยได้รับข่าวสารเกี่ยวกับคดีสะเทือนขวัญที่เกิดจากแพทย์เป็นผู้กระทำ ถึงแม้จะมีจำนวนไม่มากเท่ากับบุคคลในอาชีพอื่น ๆ แต่ทุกคดีต่างก็เป็นคดีที่กระทบความรู้สึกของคนในสังคม เนื่องมาจากมีความคาดหวังและความเคารพยกย่องคนที่มีอาชีพแพทย์ว่าจะต้องมีคุณธรรมและวุฒิภาวะสูงกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีความที่แพทย์เป็นอาชญากร และส่วนมากมักมีสาเหตุมาจากการไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้


            ไม่ว่าจะเป็นคดี "นวลฉวี" หรือคดี "ศยามล" ที่ถูกฆาตกรรมโดยสามีซึ่งเป็นแพทย์ เพราะต้องการมีสัมพันธ์รักกับหญิงคนใหม่ คดี "เสริม สาครราษฎร์" ฆ่าหั่นศพสาวคนรักเพราะความหึงหวง และคดี "น.พ.ศรชาติ ศิริโชติ" ฆ่าแล้วเผาสาวคนรัก "พญ.พัทธนันท์ ไชยวงศ์" ซึ่งเป็นคดีล่าสุด ต่างก็เป็นคดีเกี่ยวกับความรัก – ความใคร่ ตัณหา และอารมณ์แทบทั้งสิ้น และยังมีอีกหลายคดีซึ่งเป็นคดีที่ไม่ถึงแก่ชีวิต แต่ก็รุนแรงและ เกี่ยวข้องกับจริยธรรม คุณธรรม และการควบคุมอารมณ์ของแพทย์ เช่น คดีแพทย์ทำร้ายร่างการคนไข้ คดีแพทย์ข่มขืนกระทำอนาจารเด็กสาวที่มาสมัครงาน ฯลฯ พฤติกรรมเหล่านี้ จะไม่อาจเกิดขึ้นได้เลย หากมีผู้กระทำการควบคุมอารมณ์ที่ดี อย่างน้อยก็ได้ยั้งคิดว่าไม่เหมาะไม่ควร หรือดังที่หลังจากคดีฆาตกรรม "พญ.พัทธนันท์" ได้ปิดลง นพ.ศรชาติ ผู้ต้องหาได้กล่าวว่า ถึงพญ.พัทธนันท์ได้เสียชีวิตไปแล้ว แต่ตนก็ยังรักและอยากจะดูแลครอบครัวของเธอให้ดีที่สุด นั่นแสดงว่าเขาทำไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบ และสุดท้ายก็ได้แต่เสียใจ จะมีประโยชน์อะไรที่จะมานั่งเสียใจภายหลัง ถ้าหากมีการควบคุมอารมณ์ตั้งแต่แรกเรื่องก็คงไม่จบลงเช่นนี้


            ในปัจจุบันที่มีคดีความของแพทย์ทำให้ผู้คนเสียขวัญอยู่เป็นระยะๆ อะไรเป็นสิ่งที่สามารถเป็นหลักประกันได้ว่า คนไข้คนหนึ่งสามารถฝากชีวิต พึ่งพิงกับแพทย์คนหนึ่งได้ ทั้ง ๆ ที่จริงแล้ว นักศึกษาแพทย์ในสถาบันต่าง ๆ ต้องเรียนวิชาจรรยาบรรณแพทย์หรือจริยธรรมตามแต่จะเรียก แพทย์ทุกคนต่างก็รู้ดีว่ามีหลักประพฤติ 10 ประการ นั่นคือ


1. มีเมตตาจิตกับคนไข้ ไม่เลือกชั้นวรรณะ


2. ไม่โลภเห็นแก่ลาภของคนไข้แต่ฝ่ายเดียว


3. ไม่โอ้อวดวิชาความรู้ของตนให้คนไข้หลงเชื่อ


4. ไม่หวงกีดกันหมออื่นซึ่งมีความรู้ดีกว่า


5. ไม่ลุแก่อำนาจอคติ 4 คือ ฉันทาคติ โมหาคติ โทสาคติ และภยาคติ


6. ไม่รู้สึกหวั่นไหวต่อสิ่งที่เป็นโลกธรรม 8


7. มีความละอายต่อบาป


8. ไม่เป็นคนเกียจคร้าน มักง่าย


9. มีความละเอียดสุขุม มีสติใคร่ครวญเหตุผล


10. ไม่ชอบการมัวเมาในหมู่อบายมุข 


          แต่เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับแพทย์บางคนที่ขาดการควบคุมอารมณ์ก็มีออกมาเรื่อย ๆ หรือความใส่ใจกับศีลธรรมจรรยาแพทย์ จะหลงเหลือแค่เพียง ความใส่ใจในวิชาเรียนวิชาหนึ่งเท่านั้น ผ่านไปแล้วได้เกรดแล้วก็จบกัน หลักประพฤติดังกล่าวไม่ใช่หลักประพฤติที่สามารถปฏิบัติกันได้ง่าย ๆ แพทย์นั้นก็เป็นปุถุชนธรรมดา ซึ่งอาจมีโอกาสพลั้งเผลอหรือละเลยหลักบางข้อไปบ้าง แต่หลักปฏิบัติเหล่านี้ก็เป็นหลักที่ใช้พัฒนา EQ AQ และ MQ ดังเช่นข้อ 5 ที่กล่าวว่า ไม่ลุแก่อำนาจอคติ 4 คือ ฉันทาคติ โมหาคติ โทสาคติ และภยาคติ ซึ่งนำหลักธรรมมาเป็นหลักปฏิบัติชัดเจน (อย่างเช่น โลกธรรม 8 นั้น บางคนก็ยังไม่ทราบด้วยซ้ำว่าเป็นธรรมที่ต้องปฏิบัติอย่างไร) ซึ่งไม่ใช่แต่เฉพาะแพทย์ บุคคลทั่วไปก็ควรได้รับการพัฒนาให้มีสิ่งเหล่านี้


            ปัจจัยที่ส่งผลให้บุคคลแต่ละคนมีความสามารถทางด้านศีลธรรมและอารมณ์แตกต่างกันออกไปก็มีอยู่ด้วยกันหลายประการ นายแพทย์เทอดศักดิ์ เดชคง หัวหน้ากลุ่มจิตเวช โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ กล่าวว่าสามารถเริ่มได้ตั้งแต่การปลูกฝังความคิดเมื่อเยาว์วัย โดยเฉพาะ EQ นั้น สามารถปลูกฝังได้ตั้งแต่ช่วงที่แม่ตั้งครรภ์ อารมณ์ของแม่จะต้องดีและไม่มีความเครียดหรือภาวะกดดัน และเมื่อถึงวัยที่เริ่มเรียนรู้ พ่อแม่หรือผู้ปกครองควรสอนให้เด็กรู้จักและเข้าใจสภาพอารมณ์ของตนเอง รวมถึงการแสดงออกได้อย่างเหมาะสม นอกจากนั้น สภาพแวดล้อมก็มีผลจะทำให้ความสามารถเหล่านี้เปลี่ยนไปได้ เนื่องมาจากว่าบุคคลที่จะเข้ามาปฏิสัมพันธ์กันในแต่ละวันนั้นมีสภาพร่างกายและจิตใจรวมถึงนิสัยใจคอแตกต่างกันออกไป ผลที่จะกระทบจิตใจของบุคคลจนทำให้ EQ หรืออื่นๆ เปลี่ยนไปก็จะมีระดับสูงต่ำต่างกัน ถ้าหากว่าเป็นอาชีพแพทย์ที่ต้องทำงานหนักและพบกับภาพที่ไม่น่าอภิรมย์มาตั้งแต่เรียนในระดับมหาวิทยาลัยไปจนกว่าจะเลิกทำอาชีพนี้ ก็อาจเป็นไปได้ว่า สภาพเช่นนี้ที่ทำให้เกิดความชินชา และตามมาด้วยการมี EQ ลดต่ำลง


            ได้ยินกันหนาหู หลังจากคดีสะเทือนขวัญทุกๆครั้งว่าจะมีการปรับปรุงการคัดเลือกนักศึกษาที่จะเข้ามาเรียนแพทย์ นอกจากการสอบวัดระดับสติปัญญาแล้ว จะมีการสอบแบบอื่นๆอีก เท่าที่พบในปัจจุบัน ก็มีเพียงแค่การสอบสัมภาษณ์ มาตรฐานการคัดเลือกผู้สมัครสอบเข้าเรียนในแต่ละสถาบันมีการวัดบุคลิกภาพและอารมณ์ด้วยการพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการ แต่นั่นจะเพียงพอหรือไม่ และมีมาตรฐานเพียงใด นพ.วัลลภ ไทยเหนือ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เสนอว่า การเรียนการสอนแพทย์ในอนาคต มีนโยบายที่จะให้ผู้ที่มีผลการเรียนดีได้ศึกษาต่อในโรงเรียนแพทย์ เพื่อให้เป็นอาจารย์แพทย์ และจะมีการเพิ่มเติมด้าน EQ อีกส่วนหนึ่งจะรับผู้ที่เรียนจบปริญญาตรีวิทยาศาสตร์ที่ทำงานแล้วมาเรียนต่อแพทย์ เนื่องจากว่าจะสามารถพิสูจน์ได้ระดับหนึ่งว่าจะมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ จากการที่เขาผู้นั้นทำงานมาแล้ว อาจจะเคยมีการปรับตัวกับผู้อื่นทั้งในสถานภาพนักศึกษาและบุคคลที่ทำงาน การทำงานร่วมกับบุคคลอื่นก็เป็นการฝึกพัฒนา EQ ได้บ้าง พบว่ามีแบบทดสอบ EQ ออกมาให้ทดลองทำกันมากมาย แท้ที่จริงแล้ว เป็นเพียงแบบทดสอบที่มีเกณฑ์วัดว่าจะมีแนวโน้มว่ามีอาการทางจิตหรือไม่เท่านั้น สำหรับแบบทดสอบ EQ ที่เป็นมาตรฐานเหมือนกันทั่วโลก นายแพทย์เทอดศักดิ์ เดชคงกล่าวว่า ยังไม่พบว่ามีชัดเจน


            อันที่จริงแล้ว นอกจากพื้นฐานทางอารมณ์ สมอง และการเลี้ยงดูแล้ว สิ่งแวดล้อมรอบข้างที่เปลี่ยนไปก็มีผลทำให้ EQ เปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน ก่อนจะได้รับหรือหลังจากที่ได้รับใบประกอบวิชาชีพเวชกรรมแล้ว จะมีการวัดผลอีกหรือไม่ คำตอบของคำถามเหล่านี้คงเป็นสิ่งที่ทุกคนอยากรับรู้ เพื่อความสบายใจในการไปพบกับแพทย์คนหนึ่ง แต่ถึงอย่างนั้น คนเราเองก็อาจจะคาดหวังกับคนที่มีอาชีพแพทย์เกินไปว่าจะต้องมีคุณธรรม จริยธรรม และวุฒิภาวะสูงกว่าคนทั่วไปจนลืมไปว่า แพทย์ก็เป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่มีเลือดเนื้อ จิตใจ มีความรู้สึก รัก โลภ โกรธ หลง กันทุกคน ดังนั้น ไม่ใช่แค่แพทย์เท่านั้นที่ควรจะคำนึงถึงEQหรือวุฒิภาวะทางอารมณ์ของตน แต่เป็นทุก ๆ คนต่างหากที่ควร พัฒนาการมี EQ ด้วยตนเอง เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ร้ายขึ้นซ้ำแล้ว…ซ้ำเล่า ก่อนที่จะสายเกินไป




Create Date : 08 กุมภาพันธ์ 2553
Last Update : 8 กุมภาพันธ์ 2553 1:13:16 น. 2 comments
Counter : 1167 Pageviews.

 


โดย: วันที่ท้องฟ้าแจ่มใส วันที่: 8 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:1:59:47 น.  

 
It is not how old you are, but how you are old.

Jules Renard


โดย: Elbereth วันที่: 8 เมษายน 2553 เวลา:10:30:14 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

DR.MOO CAN DO
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 38 คน [?]




ผมเป็น นิติพยาธิแพทย์ หรือ จะเรียกว่า หมอนิติเวช ก็ได้ครับ นิติพยาธิแพทย์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปีแล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง นิติพยาธิอีก 3 ปี และเมื่อสอบผ่าน ก็จะได้รับวุฒิบัตรเป็นผู้เชี่ยวชาญสาขานิติเวชศาสตร์ และได้เป็นนิติพยาธิแพทย์ โดยสมบูรณ์
หน้าที่ของหมอนิติเวช แบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ
ส่วนแรก จะเกี่ยวข้องกับผู้ป่วยคดี โดยในผู้ป่วยคดีนั้นแพทย์นิติเวชจะมีหน้าที่ในการตรวจ และให้ความเห็นกับพนักงานสอบสวนเกี่ยวกับบาดแผลที่ตรวจพบ ซึ่งตำรวจจะนำไปใช้ในการตั้งข้อกล่าวหากับคู่กรณี และหน้าที่ต่อมาของแพทย์นิติเวชคือการเป็นพยานในชั้นศาลในคดีดังกล่าว
ส่วนที่สอง จะเกี่ยวข้องกับผู้เสียชีวิต โดยในกรณีผู้เสียชีวิตนั้นแพทย์นิติเวชมีหน้าที่ในการตรวจสถานที่เกิดเหตุในกรณีตายผิดธรรมชาติตามที่กฎหมายกำหนด และหากมีความจำเป็นต้องผ่าชันสูตร ก็จะต้องมีการทำรายงาน และให้ความเห็นเกี่ยวกับสาเหตุของการเสียชีวิต ส่งให้พนักงานสอบสวน สุดท้ายหน้าที่หลักที่สำคัญโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้คือการเป็นพยานในชั้นศาลในคดีนั้นๆครับ
ประวัติการศึกษา
1.แพทยศาสตร์บัณฑิต คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
2.วุฒิบัตรผู้เชี่ยวชาญสาขานิติเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
3.ประกาศนียบัตร “Crime Scene Investigation” โครงการร่วมระหว่าง International Law Enforcement Academy กับ Federal Bureau of Investigation Academy
4.ประกาศนียบัตร “การบริหารงานโรงพยาบาล” คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
ผลงาน
1.อาจารย์ประจำภาควิชานิติเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มศว.
2.อาจารย์พิเศษ สอนนักศึกษาชั้นปีที่ 3 โรงเรียนนายร้อยตำรวจ
3.อาจารย์พิเศษ สอนนักศึกษาปริญญาโท สาขานิติวิทยาศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ
4.อาจารย์พิเศษ สอนนักศึกษาปริญญาโท สาขานิติวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
5.วิทยากร หัวข้อ "ICD-10" ของกระทรวงสาธารณสุข
6.วิทยากร หัวข้อ "การตรวจสถานที่เกิดเหตุ" ของมูลนิธิร่วมกตัญญู และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
7.วิทยากรอบรมหลักสูตรนายร้อยตำรวจอบรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
8.วิทยากร หัวข้อ "KPI รายบุคคล" ให้กับโรงพยาบาลและมหาลัยวิทยาลัย ในภาครัฐ
9.วิทยากร หัวข้อ "Living will" ให้กับโรงพยาบาลในภาครัฐและเอกชน10.วิทยากร หัวข้อ "นิติเวชศาสตร์กับงานด้านโบราณคดี" ให้กับคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร
11.ร่วมเขียนหนังสือ "KPI รายบุคคล"
12.ร่วมเขียนหนังสือ "มาตรฐาน ICD-10, ICD-9"
13.ที่ปรึกษารายการ "เรื่องจริงผ่านจอ" และ "Redline"
14.บทความทางวิชาการและผลงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศ 15 เรื่อง
15.ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ ตั้งแต่ ปี พศ.2553
16.ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพ ฯ คณะแพทยศาสตร์ มศว. ตั้งแต่ปี พศ.2551
ผศ.นพ.วีระศักดิ์ จรัสชัยศรี (DR.MOO CAN DO)
New Comments
Friends' blogs
[Add DR.MOO CAN DO's blog to your web]
Links
 
MY VIP Friend


 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.