DR.MOO CAN DO
Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2553
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28 
 
2 กุมภาพันธ์ 2553
 
All Blogs
 
ฆ่าตัวตายแบบพิสดาร จากคว้านท้องถึงหัวจุ่มน้ำ

          แม้ว่าความตายที่เกิดกับ "มานะ สินศิริ" วัย 45 ปี ผู้ต้องหาฆ่าสองผัวเมียเสี่ยรับถมที่ จะเกิดจากความตั้งใจหรือมีอะไรดลใจให้เกิดขึ้นก็ตาม แต่การตายอันผิดปกตินี้ก็ชวนให้เกิดข้อสงสัยตามมามากมาย โดยเฉพาะคำถามที่ว่า การจุ่มหัวลงในถังน้ำขนาดเล็กในห้องควบคุม สภ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ จนสำลักน้ำเสียชีวิตมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน


            มีคดีการฆ่าตัวตายแบบพิสดาร 5 วิธี ที่ไม่ค่อยได้พบบ่อยนักในเมืองไทย แต่ก็ใช่ว่าจะไม่เคยเกิดขึ้นเลย และหนึ่งในนั้นก็คือ สิ่งที่เกิดขึ้นกับมานะนั่นเอง !?!


            ในฐานะอาจารย์ภาควิชานิติเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รศ.ดร.พวงรัตน์ บุญญานุรักษ์ เปิดเผยถึง 5 วิธีฆ่าตัวตายพิสดาร เริ่มจากการ ใช้มีดปลายแหลมคว้านท้องตัวเอง หรือที่ชาวญี่ปุ่นเรียกว่า "ฮาราคีรี" คนที่ทำต้องมีจิตใจเด็ดเดี่ยว ประเทศไทยไม่ค่อยได้พบเห็นมากนัก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่เคยเกิดขึ้นเลย


            วันที่ 2 กันยายน 2550 "ทรงชัย คงจิตตราภา" วัย 69 ปี มีความเครียดจากโรคประจำตัว ใช้มีดปอกผลไม้คว้านท้องตัวเอง แล้วควักเอาไส้ออกมาหั่นออกเป็น 5 ท่อน จนเสียชีวิตในบ้านพักย่านบางแค กรุงเทพฯ


            วิธีที่สองคือ การรมควันฆ่าตัวตาย เท่าที่พบมีทั้งการใช้เตาถ่านรมควันในห้องแคบๆ ที่อากาศไม่ถ่ายเทและการใช้สายต่อจากท่อไอเสียรถยนต์เข้าห้องโดยสาร วิธีนี้จะทำให้ไม่มีอากาศหายใจ เพราะในห้องจะเต็มไปด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จนสมองไม่ทำงานอีกต่อไป โดยจะค่อยๆ หลับและเสียชีวิตในที่สุด


            วิธีนี้เคยเกิดขึ้นทั้งแบบตั้งใจและไม่ตั้งใจทั้งในญี่ปุ่นและเมืองไทย รายล่าสุดเกิดขึ้นที่ จ.นครสวรรค์ เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2550 "วรพัฒน์ มาสู่ไท" วัย 28 ปี ใช้สกอตเทปและถุงพลาสติกปิดตามช่องว่างระหว่างหน้าต่างและประตูห้องอย่างมิดชิด ไม่ให้อากาศถ่ายเทได้ จากนั้นจุดเตาถ่านรมควันตัวเองจนเสียชีวิตในห้องพัก


            วิธีต่อมาคือ การใช้ไฟฟ้าช็อตตัวเอง เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2551 "อุทัย อารีย์สุวรรณ" ใช้สายไฟมัดข้อมือซ้ายและข้อเท้าซ้าย ก่อนจะเสียบปลั๊กไฟช็อตตัวเอง


            สองวิธีสุดท้าย คือ การใช้ศีรษะโขกกับพื้นและจุ่มน้ำในอ่างจนเสียชีวิต !?!


            "กรณีที่เกิดขึ้นกับผู้ต้องขังที่ฆ่าตัวตายในห้องขัง สภ.บางบ่อ นั้น ก็มีความเป็นไปได้ แต่ผมไม่ขอแสดงความคิดเห็น เนื่องจากไม่ได้ไปเห็นสถานที่เกิดเหตุ ไม่รู้ว่าสภาพแวดล้อมในที่เกิดเหตุเป็นอย่างไร จึงไม่สามารถวินิจฉัยได้ แต่ถ้าพูดตามหลักวิชาการ การฆ่าตัวตายแบบนี้เป็นไปได้ แต่ก็พบได้น้อยมากในเมืองไทย" อาจารย์นิติเวช มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้ความเห็น


            รศ.ดร.พวงรัตน์ อธิบายว่า กรณีใช้หัวจุ่มลงไปในน้ำฆ่าตัวตาย คนที่คิดฆ่าตัวตายจะไม่สามารถลุกขึ้นได้ หลังจากเกิดอาการสำลักน้ำ เหมือนกับเด็กที่หัวทิ่มลงไปในอ่างน้ำแล้วเสียชีวิต สำหรับกรณีมีคนใช้มือกดหัวให้จมน้ำนั้น จะรู้ได้ด้วยการพิสูจน์ที่เกิดเหตุและร่างกายของผู้เสียชีวิต อย่างไรก็ตาม วิธีฆ่าตัวตายแบบพิสดารที่ไม่ค่อยได้พบในเมืองไทยทั้ง 5 วิธีนี้ ขึ้นอยู่กับพื้นฐานจิตใจของคนที่คิดจะฆ่าตัวตายด้วย


            อาจารย์ภาควิชานิติเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุถึงวิธีฆ่าตัวตายที่พบได้บ่อยๆ ในเมืองไทยส่วนใหญ่จะใช้วิธีกินยา ฉีดยา แขวนคอ หรือไม่ก็ใช้อาวุธปืนยิงตัวตาย เนื่องจากผู้ที่คิดฆ่าตัวตายส่วนใหญ่ไม่อยากให้เกิดการทรมานก่อนจะเสียชีวิต


            สอดคล้องกับ พล.อ.ต.นพ.วิชาญ เปี้ยวนิ่ม หัวหน้าหน่วยนิติเวช ภาควิชาพยาธิวิทยา รพ.รามาธิบดี ที่ระบุว่า การฆ่าตัวตายด้วยการใช้ศีรษะจุ่มลงไปในอ่างน้ำให้ขาดอากาศหายใจจนเสียชีวิตนั้น พบได้น้อยมากในเมืองไทย แต่ก็มีความเป็นไปได้เช่นกัน โดยสามารถศึกษาวิเคราะห์ได้จากสภาพจิตใจของคนที่คิดฆ่าตัวตายในขณะนั้นๆ ด้วยว่าเขาคิดอะไรอยู่


         "ผมไม่ได้เห็นสภาพศพและไม่ได้เข้าไปดูในที่เกิดเหตุ คงจะวินิจฉัยหรือวิเคราะห์ไม่ได้ แต่กรณีที่เกิดเหตุลักษณะนี้นั้น ต้องดูว่า อ่างน้ำหรือถังน้ำเป็นแบบไหน ถ้าเป็นอ่างน้ำธรรมดาทั่วๆ ไปก็เป็นไปได้ยาก เพราะหากทนสำลักน้ำไม่ได้แล้วเกิดเปลี่ยนใจไม่ฆ่าตัวตายก็สามารถทำได้ แต่ถ้าเป็นถังน้ำขนาดใหญ่ที่สามารถลงไปได้ทั้งตัว โอกาสเสียชีวิตก็มีสูง เพราะปกติแล้วคนเราจะเสียชีวิตหลังจากขาดอากาศหายใจแล้ว 3-5 นาทีเป็นอย่างน้อย" พล.อ.ต.นพ.วิชาญ ให้ความเห็น




Create Date : 02 กุมภาพันธ์ 2553
Last Update : 7 กุมภาพันธ์ 2553 10:53:16 น. 3 comments
Counter : 1147 Pageviews.

 
แปลกนะครับ วิธีง่ายๆ มีเยอะ ต้องทำไรที่ยากๆ ด้วย

คว้านไส้งี้ หัวโขกพื้นงี้ -*-


โดย: ผมชอบกินข้าวมันไก่ วันที่: 2 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:0:53:34 น.  

 
พิสดารจริงๆแหละ คว้านไส้นี่ ไม่ใช่ตายตั้งแต่เอามีดกรีดท้องแล้วรึ

อย่างหัวโขกพื้นนี่ไม่เคยทำนะ แต่ตัวคนอ่อนไหวฯเครียดจัด เคยเอาหัวกระแทกกำแพงเหมือนกัน(บ้าป่าววะ ตู)


โดย: Tukta21 วันที่: 2 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:3:05:16 น.  

 
หวาดดดด เสียวววววว


โดย: NATSKI13 วันที่: 2 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:8:53:56 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

DR.MOO CAN DO
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 38 คน [?]




ผมเป็น นิติพยาธิแพทย์ หรือ จะเรียกว่า หมอนิติเวช ก็ได้ครับ นิติพยาธิแพทย์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปีแล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง นิติพยาธิอีก 3 ปี และเมื่อสอบผ่าน ก็จะได้รับวุฒิบัตรเป็นผู้เชี่ยวชาญสาขานิติเวชศาสตร์ และได้เป็นนิติพยาธิแพทย์ โดยสมบูรณ์
หน้าที่ของหมอนิติเวช แบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ
ส่วนแรก จะเกี่ยวข้องกับผู้ป่วยคดี โดยในผู้ป่วยคดีนั้นแพทย์นิติเวชจะมีหน้าที่ในการตรวจ และให้ความเห็นกับพนักงานสอบสวนเกี่ยวกับบาดแผลที่ตรวจพบ ซึ่งตำรวจจะนำไปใช้ในการตั้งข้อกล่าวหากับคู่กรณี และหน้าที่ต่อมาของแพทย์นิติเวชคือการเป็นพยานในชั้นศาลในคดีดังกล่าว
ส่วนที่สอง จะเกี่ยวข้องกับผู้เสียชีวิต โดยในกรณีผู้เสียชีวิตนั้นแพทย์นิติเวชมีหน้าที่ในการตรวจสถานที่เกิดเหตุในกรณีตายผิดธรรมชาติตามที่กฎหมายกำหนด และหากมีความจำเป็นต้องผ่าชันสูตร ก็จะต้องมีการทำรายงาน และให้ความเห็นเกี่ยวกับสาเหตุของการเสียชีวิต ส่งให้พนักงานสอบสวน สุดท้ายหน้าที่หลักที่สำคัญโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้คือการเป็นพยานในชั้นศาลในคดีนั้นๆครับ
ประวัติการศึกษา
1.แพทยศาสตร์บัณฑิต คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
2.วุฒิบัตรผู้เชี่ยวชาญสาขานิติเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
3.ประกาศนียบัตร “Crime Scene Investigation” โครงการร่วมระหว่าง International Law Enforcement Academy กับ Federal Bureau of Investigation Academy
4.ประกาศนียบัตร “การบริหารงานโรงพยาบาล” คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
ผลงาน
1.อาจารย์ประจำภาควิชานิติเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มศว.
2.อาจารย์พิเศษ สอนนักศึกษาชั้นปีที่ 3 โรงเรียนนายร้อยตำรวจ
3.อาจารย์พิเศษ สอนนักศึกษาปริญญาโท สาขานิติวิทยาศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ
4.อาจารย์พิเศษ สอนนักศึกษาปริญญาโท สาขานิติวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
5.วิทยากร หัวข้อ "ICD-10" ของกระทรวงสาธารณสุข
6.วิทยากร หัวข้อ "การตรวจสถานที่เกิดเหตุ" ของมูลนิธิร่วมกตัญญู และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
7.วิทยากรอบรมหลักสูตรนายร้อยตำรวจอบรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
8.วิทยากร หัวข้อ "KPI รายบุคคล" ให้กับโรงพยาบาลและมหาลัยวิทยาลัย ในภาครัฐ
9.วิทยากร หัวข้อ "Living will" ให้กับโรงพยาบาลในภาครัฐและเอกชน10.วิทยากร หัวข้อ "นิติเวชศาสตร์กับงานด้านโบราณคดี" ให้กับคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร
11.ร่วมเขียนหนังสือ "KPI รายบุคคล"
12.ร่วมเขียนหนังสือ "มาตรฐาน ICD-10, ICD-9"
13.ที่ปรึกษารายการ "เรื่องจริงผ่านจอ" และ "Redline"
14.บทความทางวิชาการและผลงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศ 15 เรื่อง
15.ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ ตั้งแต่ ปี พศ.2553
16.ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพ ฯ คณะแพทยศาสตร์ มศว. ตั้งแต่ปี พศ.2551
ผศ.นพ.วีระศักดิ์ จรัสชัยศรี (DR.MOO CAN DO)
New Comments
Friends' blogs
[Add DR.MOO CAN DO's blog to your web]
Links
 
MY VIP Friend


 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.