Mr.Pos : The Thinking & Learning in My Life
Group Blog
 
<<
กันยายน 2557
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
2 กันยายน 2557
 
All Blogs
 
สวัสดี..ที่มาของคำทัก อันเป็นเอกลักษณ์ไทย

 

 

สวัสดี..ที่มาของคำทัก อันเป็นเอกลักษณ์ไทย

 

 

                กระแสการเปิด AEC ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ที่กำลังมาแรงแซงโค้งในเวลานี้ ทำให้ไม่ว่าเราจะเปิดรับสื่อในช่องทางไหน ก็ย่อมหนีไม่พ้นที่เราจะถูกเสิร์ฟป้อนข้อมูลด้านต่างๆ อันเป็นเอกลักษณ์แต่ละชาติในอาเซียน มาให้ได้รู้จักกันไม่ขาดสาย ไล่ตั้งแต่ข้อมูลพื้นฐานประเทศนั้นๆ เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมทั้ง ภาษา เครื่องแต่งกาย ธงชาติ ไปจนถึง ‘คำทักทาย’ อันเป็นอัตลักษณ์ของแต่ละชาติภาษา นั่นทำให้เราย้อนกลับมาสงสัยว่า แล้วคำทักทายที่คุ้นเคยของเราเอง อย่างคำว่า ‘สวัสดี’ นั้นมันเกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ เพราะตั้งแต่จำความได้เราก็ยกมือประนม พร้อมเปล่งเสียง ‘สวัสดี’ แบบอัตโนมัติกันแล้ว..

 

                จริงๆ แล้ว คนไทยเพิ่งจะกล่าวคำทักทาย สวัสดี มากันไม่ถึง 80 ปีนี้เอง แต่เดิมนั้นการทักทายของเราไม่ได้มี คำเฉพาะ ที่เจาะจงตายตัวแต่อย่างใด แต่จะออกมาจากความรู้สึกในห้วงเวลานั้นๆ ที่สัมพันธ์กับ สถานะ และความสัมพันธ์ระหว่างคู่สนทนาที่พบปะด้วยกันเป็นหลัก คล้ายๆ กับคำโบราณเชยๆ ที่เราได้ฟังใน ภาพยนตร์ไทยย้อนยุคนั่นเอง เช่น กินข้าวกินปลามาหรือยัง , ไปไหนมาล่ะ , มาแต่เช้าเชียว , สบายดีหรือ ไปจนถึง..ฉันไหว้จ้ะ ซึ่งถ้าเอาความรู้สึกของคนยุคนี้ไปจับแล้ว ก็จะเห็นว่า คำทักเหล่านี้แม้จะฟังดูเชย แต่ก็แฝงไว้ด้วยความจริงใจของผู้พูดทั้งสิ้น

                                                    

ส่วนกริยา ‘การไหว้’ นั้น เรามีมานานอยู่เก่าก่อนแล้ว โดยมีข้อสันนิษฐานว่า ไทยเราน่าจะรับวัฒนธรรมนี้มาจาก อินเดีย ซึ่งเป็นวัฒนธรรมโบราณที่มีมาก่อนพุทธศาสนาจะถือกำเนิดเสียอีก ธรรมเนียมการยกมือประนมไหว้นั้น ในยุคโบราณเป็นการแสดงออกให้เห็นว่า ผู้ทักทายทั้งสองฝ่ายต่างก็ไม่มีอาวุธ และต้องการจะแสดงมิตรไมตรีต่อกัน ซึ่งการไหว้ก็มีหลากรูปแบบ หลายระดับขึ้นอยู่กับสถานะทางสังคม เพศและวัย และวัฒนธรรมการไหว้ก็ยังดำรงอยู่ในทวีปเอเชีย ทั้งในศาสนาพุทธ ฮินดู เซน พราหมณ์ หรือ ซิกข์ ก็ล้วนมีวัฒนธรรมการไหว้ และการกราบทั้งสิ้น

 

จนถึงปี พ..2476 นี่เองที่คำทักทาย ‘สวัสดี’ ได้เริ่มถูกทดลองใช้ครั้งแรกโดย ‘อำมาตย์เอก พระยาอุปกิตศิลปสาร’ (นิ่ม กาญจนาชีวะ) นักประพันธ์ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาไทยอย่างลึกซึ้ง ขณะที่ท่านดำรงตำแหน่งอาจารย์แห่งคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีการทดลองใช้ทักทายกันในหมู่นิสิตนักศึกษา เป็นการนำร่อง

 

                                                                    

คำว่า ‘สวัสดี’ นี้ พระยาอุปกิตศิลปสาร ท่านได้คิดพิจารณามาจากศัพท์คำว่า ‘โสตถิ’ ในภาษาบาลี หรือ ‘สวัสติ’ ในภาษาสันสกฤต ซึ่งเป็นคำที่ใช้ในวรรณคดีไทย รวมทั้งใช้ในบทสวดมนต์อยู่ก่อนแล้ว  โดย สวัสดี มาจากคำว่า ‘สุ’ แปลว่า ดี งาม ง่าย และคำว่า ‘อสฺติ’ ซึ่งเป็นคำกิริยา ที่แปลว่า มี โดยได้แผลงคำว่า สุ เป็น สว (สฺวะ) โดยผันตัว อุ เป็น โอ และ โอ เป็น สฺว ตามหลักไวยากรณ์ แล้วมาสนธิกับคำว่า อสฺติ เป็น สวสฺติ (อ่านว่า สะ-วัด-สะ-ติ) ซึ่งมีความหมายอันเป็นมงคลยิ่ง แปลได้ว่า "ขอความดีความงาม ความเจริญรุ่งเรืองจงมีแก่ท่าน" นั่นเอง

 

และด้วยความเชี่ยวชาญในหลักภาษาทั้ง ไทย และบาลี อย่างลึกซึ้งของท่าน พระยาอุปกิตศิลปสาร จึงได้ปรับเสียงคำว่า สวสฺติ ซึ่งเป็นคำเสียงสั้น ผันให้กลายมาเป็นสระเสียงยาว ที่ฟังแล้วไพเราะรื่นหู ทักทายได้ง่ายกว่า มาเป็นคำว่า สวัสดี ในท้ายที่สุด

 

จากนั้น คำว่า สวัสดี ก็ถูกประกาศให้ใช้เป็นคำทักทายของคนไทย เมื่อแรกพบกันเป็นครั้งแรก หรือในยามจะลาจาก อย่างเป็นทางการ โดยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ในวันที่ 22 มกราคม พ..2486 ตามนโยบายรัฐนิยมในยุคนั้น ที่สอดคล้องกับการสร้างชาติไทยให้เป็นอารยะ ตามวิสัยทัศน์ของ ท่านผู้นำ ที่ต้องการให้ ชาติไทยเราจำเป็นจะต้องมี คำปราศรัยกันให้เป็นกิจจะลักษณะ อย่างอารยประเทศทั้งหลาย ซึ่งกล่าวกันว่า ในยุคจอมพล ป. นั้น ช่วงเวลาหนึ่งคนไทยเรายังเคยใช้คำทักทายกันว่า ‘พิบูลสวัสดี’ กันอย่างกว้างขวาง ซึ่งถือเป็นการให้เกียรติแก่ จอมพล ป. นายกรัฐมนตรีในเวลานั้นนั่นเอง

 

                                                                 

จะเห็นได้ว่า คำว่า ‘สวัสดี’ ที่ฟังไพเราะรื่นหู ที่ถูกประดิดประดอยขึ้นจาก นักปราชญ์ทางภาษาของไทย เมื่อได้ถูกผนวกรวมกับกิริยา การไหว้ ในแบบที่อ่อนน้อมถ่มตนที่สุดในบรรดาประเทศต่างๆ ที่มีวัฒนธรรมการไหว้ทั้งหมดแล้ว นั่นจึงทำให้ ‘การไหว้ และ สวัสดี’ จึงกลายเป็นเอกลักษณ์ไทยที่โด่งดัง และงดงาม ซึ่งชาวต่างชาติที่ได้สัมผัส พบเห็นต่างก็ต้องหลงใหลไปตามๆ กัน..

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




Create Date : 02 กันยายน 2557
Last Update : 2 กันยายน 2557 9:54:23 น. 2 comments
Counter : 8863 Pageviews.

 
รูปน่ารักมากเลยค่ะ ขอรูปแบบนี้อีกนะค่ะ


โดย: อัญชลิดา IP: 49.49.127.161 วันที่: 16 พฤศจิกายน 2557 เวลา:8:03:18 น.  

 
ชอบภาพชอบแต่งข้อความ


โดย: วันดี รุ่งสวัสดิ์ IP: 27.55.11.24 วันที่: 25 มิถุนายน 2559 เวลา:10:06:53 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

โปสการ์ดราดซอส
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Friends' blogs
[Add โปสการ์ดราดซอส's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.