Mr.Pos : The Thinking & Learning in My Life
Group Blog
 
<<
กันยายน 2556
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
13 กันยายน 2556
 
All Blogs
 
‘จำปาลืมต้น’เพลงเอกในยุคทอง ‘สายัณห์’ จากฝีมือ..ครูชลธี

               

‘จำปาลืมต้น’ บทเพลงเอกอุในยุคทอง ‘สายัณห์’ จากฝีมือ..ครูชลธี ธารทอง

 

 

‘จำปาลืมต้น’ เป็นอีกหนึ่งบทเพลงเอก เป็นเพลงลูกทุ่งอมตะ ที่เมื่อใครเอ่ยขึ้นมา ก็จะนึกไปถึงลีลาน้ำเสียงอันเปี่ยมเสน่ห์ ของ ‘สายัณห์ สัญญา’ ผู้ขับขานเพลงนี้ไว้เป็นคนแรกทันที

 

ห้วงเวลาที่บทเพลง จำปาลืมต้น จากเสียงร้องต้นฉบับ สายัณห์ สัญญา กำลังโด่งดังไปทั่วประเทศ ราวปี 2516 – 17 และขึ้นแท่น อันดับ 1 เพลงลูกทุ่งแผ่นเสียงทองคำของ สถานีวิทยุกองพลที่ 1 ในปี 2517 นั้น ผมยังไม่ลืมตาดูโลกหรอกครับ แต่ด้วยเทคโนโลยี โลกอินเทอร์เน็ตที่ไร้พรมแดน และไร้กาลเวลาในยุคนี้ จึงไม่ยากเลย สำหรับคนที่เกิดหลังปี 2521 อย่างผม ที่จะสามารถเสาะค้นบทเพลง จำปาลืมต้น ในเวอร์ชั่นต้นฉบับ มาฟังได้อย่างอิ่มอกเอมใจ กระทั่งกลายมาเป็นเพลงโปรดไปได้   

 

 

ว่ากันว่าเบื้องหลังของบทเพลง จำปาลืมต้น นี้มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย.. ช่วงเวลาก่อนที่ ‘ครูชลธี ธารทอง’ จะให้กำเนิดเพลงนี้ขึ้น ถือเป็นยุคทองของ สายัณห์ ที่กระแสความคลั่งไคล้ในตัวนักร้องขวัญใจคนยาก จากอำเภอเดิมบางนางบวช สุพรรณบุรี ผู้นี้กำลังโด่งดังสุดขีด เวลานั้น ครูชลธี ได้เขียนเพลงดังเพลงหนึ่ง คือ ‘วานนี้รักวันนี้ลืม’ ให้ สายัณห์ ได้ขับร้องจนติดลมบน แต่วงการลูกทุ่งทุกยุคก็ยังเต็มไปด้วยกลุ่มคนที่มีความอิจฉาริษยา และจ้องทำลายความสำเร็จของผู้อื่นอยู่วันยังค่ำ ครูชลธี ถูกปล่อยข่าวโจมตี ว่าเขาไม่ได้เป็นคนแต่งเพลงนี้ด้วยตัวเอง หากแต่ไปลอก ขโมยเนื้อเพลงคนอื่นมา แล้วใส่ชื่อตนว่าเป็นผู้แต่งแทน

 

แต่กลับกัน นักร้องดังอย่าง สายัณห์ กลับได้รับกระแสเสียงชื่นชม ยกย่องไปทั่วเมือง ผู้คนต่างบอกว่าที่บทเพลง วานนี้รักวันนี้ลืม ดังกระหึ่มเมืองได้เพราะมาจากน้ำเสียงของ สายัณห์ แท้ๆ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ ครูชลธี เลย

 

ไม่ว่าการปล่อยข่าวในทางให้ร้ายจะมาจากไหนก็ตาม แต่สำหรับ ครูเพลงที่มีลูกศิษย์อยู่ทั่ววงการ ถือเป็นการทำลายเกียรติ ทำลายศักดิ์ศรีอย่างมาก เมื่อเจอมรสุมเช่นนี้ ครูชลธี จึงตัดสินใจหันหลัง ประกาศจะไม่เขียนเพลงให้ สายัณห์ อีกต่อไป เรียกว่าขอเดินตามทางใครทางมันนั่นเอง และจะหาทางปั้นนักร้องคนใหม่ต่อไป

 

                แต่ในเมื่อวาสนาของคน หากฟ้าลิขิตให้ต้องเกื้อกูล เกื้อหนุนกัน ดั่งคนที่ทำบุญร่วมกันมาแล้ว ต่อให้หนีไปไกลเพียงใด สุดท้ายก็ต้องกลับมาผูกสัมพันธ์กันอยู่ดี

 

ขณะที่ ครูชลธี หันหลังให้วงการลูกทุ่งชั่วคราว พาชีวิตไปหลบอยู่บ้านนอก ช่วย พ่อตา-แม่ยาย ทำไร่ข้าวโพด อยู่ที่แก่งเสือเต้น ลพบุรี ซึ่งเวลานั้นถือว่าเป็นแดนกันดาร อันตรายชุกชุมไปด้วย ‘ซ่องโจร’ ก๊กต่างๆ เต็มไปหมด วันหนึ่ง ‘ครูมนต์ เมืองเหนือ’ นักปั้นนักร้องลูกทุ่งมือทองแห่งยุค ก็ดั้นด้นไปหา ครูชลธี ถึงไร่ เพื่ออ้อนวอน โน้มน้าวขอให้ ครูชลธี ยกโทษให้ สายัณห์ แล้วกลับมาเขียนเพลงให้ศิษย์รักคนนี้อีกครั้ง

 

สิ่งที่ทำให้ ครูชลธี ต้องลังเลใจก็คือ ก่อนเดินทางกลับ ครูมนต์ ได้ยัดเงินจำนวนสามพันบาทไว้ให้กับเขาล่วงหน้าเป็นค่าแต่งเพลง ซึ่งนับว่าเป็นจำนวนที่สูงมากในสมัยนั้น นี่จึงกลายเป็นข้อผูกมัด พันธะสัญญาไปโดยปริยาย ทั้งที่ใจจริง ครูชลธี กำลังเบื่อหน่ายกับชีวิตเมืองหลวง และวงการลูกทุ่งอย่างมาก ครูชลธี เล่าว่า..

 

                หลังจากรับเงินค่าแต่งเพลงล่วงหน้าจาก มนต์ เมืองเหนือ มาแล้ว เวลาผ่านไปอาทิตย์แล้วอาทิตย์เล่า ก็ยังไม่มีกะจิตกะใจที่จะขีดเขียนเพลงออกมา เพราะต้องรับผิดชอบงานในไร่ข้าวโพด กลางแดดร้อนเปรี้ยงทุกวันจากเช้าจรดค่ำ และช่วงนั้น ครูชลธี ก็ยังมีเรื่องเดือนร้อน ขุ่นข้องหมองใจกับ ฝ่ายพ่อตาแม่ยายของภรรยาอีกด้วย

 

                แต่เมื่อ พรหม ได้ลิขิตชีวิตให้เป็น ‘นักเพลง’ เสียแล้ว ถึงอย่างไรประตูแห่งโอกาสก็ไม่มีวันปิดตาย สำหรับคนที่จะไขว่คว้ามัน กระทั่งวันหนึ่งขณะ ครูชลธี กำลังนั่งพักจากการขนข้าวโพดอยู่ใต้ร่มไม้ สายตาก็มองจับไปที่ กลุ่มคนงานที่กำลังถางหญ้าถางไร่ กลางเปลวแดดร้อนเปรี้ยง และความแห้งแล้งของท้องไร่ ด้วยสายตาของ ‘กวี – นักเพลง’ ที่ประพันธ์ผลงานลือลั่นมาแล้วมากมาย ครูชลธี มองเห็นกระทั่ง แรงลมที่หอบไอร้อนพัด ช่อมะม่วง ให้ปลิวกวัดแกว่ง มองเห็นต้นไผ่ไหวเอนอยู่ไกลๆ รวมทั้งได้ยินเสียง ควาย สัตว์เลี้ยงคู่ชีวิตของชาวนา ส่งเสียงร้องเหมือนกำลังตามหาคู่

 

ภาพชีวิตสุดแสนสามัญของชนบทไทยภาคกลางเช่นนี้ ทำให้ ครูชลธี เกิดแรงบันดาลใจ นั่งลงแต่งเพลงเดี๋ยวนั้น ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เนื้อเพลง พร้อมทำนองในหัวจึงเสร็จสมบูรณ์ และบทเพลงที่ ครูชลธี เขียนขึ้นกลางไร่ข้าวโพดในเวลานั้น ซึ่งผู้คนทั่วประเทศได้รู้จัก ได้ยิน และร้องกันติดปากในเวลาต่อมา ก็คือบทเพลงที่ชื่อว่า ‘จำปาลืมต้น’ ซึ่งขับร้องโดยเจ้าของเสียงทรงเสน่ห์ สายัณห์ สัญญา นั่นเอง  

 

 

 

                หากกล่าวถึงเนื้อร้องแล้ว จำปาลืมต้น ก็แทบไม่มีอะไรใหม่ เป็นพล็อตเรื่องราว ความรักไม่สมหวังของหนุ่มบ้านไร่ ที่ตัดพ้อถึงสาวคนรัก ซึ่งหนีความยากแค้นของบ้านนอก ไปหาความสุขสบายในเมืองหลวง ที่ซ้ำซากวกเวียน มีให้เห็นอยู่เกลื่อนกลาด ส่วนทำนองนั้น ก็เข้าข่ายที่ว่า ‘หนึ่งทำนองร้อยเนื้อ’ ยังไงยังงั้น แต่ความพิเศษ ไม่ธรรมดาเลยของ จำปาลืมต้น อยู่ตรงที่ ครูชลธี เขียนเพลงนี้ขึ้น โดยรับแนวคิดอิทธิพลการใช้ภาษาพรรณนาโวหารแบบกวี มาจาก ‘ครูไพบูลย์ บุตรขัน’ ปรมาจารย์เพลงลูกทุ่งอย่างเต็มที่  จำปาลืมต้น จึงเป็นบทเพลงที่ให้กลิ่นอายบรรยากาศท้องทุ่งอย่างชัดเจน เขียนแบบมีชั้นเชิงลูกเล่น จนคนฟังได้เห็นภาพชีวิต กระทั่งได้กลิ่นดินกลิ่นทุ่ง และได้สัมผัสฤดูกาลของชนบทอย่างสมบูรณ์แบบ ถือเป็นการเขียนด้วยความคารวะ และชื่นชมต่อ ครูไพบูลย์ ผู้เป็นต้นแบบการแต่งเพลงให้กับ ครูชลธี นั่นเอง

 

                บทเพลง จำปาลืมต้น ดัง และเป็นอมตะข้ามทศวรรษมากว่า 40 ปีแล้ว โดยในแต่ละยุค ได้มีนักร้อง ศิลปินมากมายนำ จำปาลืมต้น ไปขับร้อง ใส่ท่วงทำนอง ดนตรีใหม่ กันนับครั้งไม่ถ้วน แต่ก็ไม่มีเสียงร้องไหนที่น่าจดจำ และเป็นอมตะเท่ากับ เสียงของ ‘สายัณห์ สัญญา’ อีกแล้วครับ..

 

เดือนห้าหน้าแล้ง ลมแรงพัดช่อมะม่วง

ไผ่ล้อลมเหมือนคนล่อลวง หัวใจข้ากลวงเหมือนโดนมีดหั่น

คิดถึงจำปา หนีหน้าคนบางเดียวกัน

เจ้าอยากเป็นสะใภ้นายพัน หันไปบางกอกไม่บอกสักคำ

เดือนห้าผ่านไป นี่มันก็ใกล้เดือนหก

อีกไม่ช้าฝนคงจะตก รดรื้นผืนนาข้าวกล้าชุ่มฉ่ำ

เดือนหกปีนี้ ไม่มีแรงจะไถดำ

เจ้าจำปาทิ้งนาเคยทำ ทิ้งกำข้าวกล้าไปหาห้องแอร์

ไอ้หนุ่มบ้านนา หน้าตามันดำเหมือนถ่าน

ผิวคล้ำดำกร้าน เพราะงานมันหนักจะแย่

รูปข้าไม่สวย ไม่เหมือนคนรวยห่มแพร

คนบ้านนอกกินจอกกินแหน มีแต่ทางแพ้ ช้ำใจ…ช้ำใจ

เดือนห้าหน้าแล้ง ลมแรงพัดช่อมะม่วง

ยินเสียงทุยกู่ร้องหารวง เหมือนข้าห่วงหาจำปาฝันใฝ่

หอมดอกจำปา รวยรินส่งกลิ่นไปไกล

ยิ่งคิดถึงคนที่จากไกล แอบยืนร้องไห้ใต้ต้นจำปา

 

ข้อมูลอ้างอิง : ‘ไอ้พวกสุพรรณ’ (สนทนาประสาลูกทุ่ง) โดย วาณิช จรุงกิจอนันต์ สำนักพิมพ์ openbooks สิงหาคม 2553

‘ชลธี ธารทอง เทวดาเพลง’ โดยสำนักพิมพ์ อินฟอร์มีเดีย มิถุนายน 2547

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




Create Date : 13 กันยายน 2556
Last Update : 13 กันยายน 2556 17:47:38 น. 0 comments
Counter : 1664 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

โปสการ์ดราดซอส
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Friends' blogs
[Add โปสการ์ดราดซอส's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.