Why looking for true love, when it never exists in this cruel world.
Group Blog
 
 
มกราคม 2554
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
6 มกราคม 2554
 
All Blogs
 
Holden Award : My top 10 Movie of 2010

ไม่ว่างมาเขียน blog นานมาก และที่สำคัญ blog ในหมวดหนังนี่แทบจะลืมไปเลยว่าเคยเขียน หุหุหุ ดังนั้นในโอกาสปีใหม่ก็กลับมาเขียนใหม่ดีกว่า แล้วจะมีอะไรน่าเขียนไปมากกว่าการกลับมาอีกครั้งของ Holden Award กับการมายกยอปอปั้นหนังที่ผมรักผมชอบที่สุดในปีที่ผ่านมา อ่านดีดีหนังที่ผมรักผมชอบที่สุด เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นหนังดีที่สุด ขอให้เป็นหนังที่ถูกจริต มีบางอย่างจับใจผมที่สุดพอ

และนี่คือ 11 เรื่องที่ผมชอบมากที่สุดในปีที่ผ่านมา (หลายคนสงสัยทำไม top 10 ถึงมี 11 เรื่อง ก็บอกแล้ว ก็ตอนแรกจะตัดให้เหลือ 10 เรื่องเหมือนกัน แต่อ่ะนะมาคิดได้ นี่มันรางวัลของผมนิ ก็จะให้ 11 เรื่องนิ ใครจะทำไม )

MY TOP 10 MOVIE OF 2010


10. Dorian Gray



การได้เห็น 1 ในหนังสือที่ผมชอบที่สุดมาเป็นภาพยนตร์แค่นั้นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้หนังเรื่องนั้นมาติดอันดับปลายปี เพียงแต่ว่าเรื่องนี้ยังมีอะไรมากกว่านั้น เพราะไม่ใช่แค่เอาเรื่องราวมาขึ้นจออย่างดีเท่านั้น แต่ยังเอาบรรยากาศจิกกัดเสียดสีวงสังคมชั้นสูงอันเน่าเฟะของอังกฤษยุควิคตอเรี่ยนขึ้นมาด้วยได้อย่างสวยงาม ประหนึ่งออสการ์ ไวน์ มาอ่านบทละครอยู่ข้างหูกันเลยทีเดียว

แม้ว่าจะมีส่วนที่ไม่ชอบบ้างอย่างพระเอก เบน บาร์นที่แม้จะหล่อ แต่ก็ไม่ได้ดูบริสุทธิ์สดใสเหมือนในเรื่อง แล้วก็การไม่กล้าเล่นประเ็ดรักร่วมเพศเท่าที่ควร เพราะขนาดออสการ์ ไวน์คนแต่งยังกล้าเล่นหนักๆเมื่อ 100 ปีที่แล้ว แต่พอมาเป็นหนังในยุคเสรีขนาดนี้ยังตัดทอนเนื้อหาส่วนนี้ออกไปอย่างน่าใจหาย

แต่บอกแล้ว แค่ได้เห็น Dorian Gray ขึ้นจอ แค่นี้ก็พอให้ผมเบียดเอาเข้า top 10 แน่ๆอยู่แล้ว

10 The A-Team



ถ้าหน้าที่หลักของหนังสักเรื่องคือการสร้างขึ้นมาเพื่อความสนุกลืมโลกภายนอกอันโหดร้ายให้เราเหล่าคนดู เรื่อง The A-Team นี้ก็คือเรื่องที่ตอบประเด็นการสร้างได้ตรงจุดแบบ 100%

ตั้งแต่นาทีแรกที่หนังเปิดตัว หนังไม่รีรอเลยที่จะกระหน่ำความมันเป็นชุดๆ ประหนึ่งเรานั่งรถไฟเหาะที่ความสนุกกระแทกเข้าหน้าระรอกแล้วระรอกเล่าอย่างไม่รู้จบ นอกจากความสนุกความมันแล้วหนังยังมีความเท่ในตัวอย่างเต็มเปี่ยม ถึงหนังจะเว่อร์สุดๆอย่างขี่รถถังลงมาจากเครื่องบินเนี่ยนะ แต่หนังมันมากจนเราลืมเหตุผมพร้อมจะสนุกไปกับเรื่องราว ก็เราเข้ามาดูเพื่อความสนุกนิ

ดูจบ ผมได้แต่บอกคนอื่นว่า หนังแมร่งบ้าว่ะ แต่มันโคตรๆ ห้ามพลาดนะมรึง!!!

9 Piranha 3-D



ผมรักหนังโหดครับ มันคงจะเป็นอาชญากรรมสำหรับผมที่ top10 ไม่มีหนังโหดเลยซักเรื่อง แล้วปีนี้ยังมีหนังโหดชั้นดีอย่างเรื่องนี้ หนังดำเนินเรื่องตามแนวทางหนังสัตว์กินคนในยุค 80 อย่างตรงไปตรงมา ซึ่งนั่นคงจะทำให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังห่วยกันได้ง่ายๆ ถ้าไม่ใช่การเดินตามแนวนั้นก็เพื่อคารวะและจิกกัดหนังเหล่านั้นอยู่ในที (เหมือน scream ทำในยุค 90)

แต่นอกจากเรื่องราวแล้วที่หนังเยี่ยมมากคือจังหวะในการเล่าเรื่อง จังหวะในการบิวท์อารมณ์ รู้อยู่แล้วว่าจะมา แต่ "บูม" มาตามกำหนด เราก็ยังตกใจอยู่ดี ถ้าไม่แม่นจังหวะจริงๆ แทนที่เราจะตกใจ จะกลายเป็นเสียงหัวเราะแค่นๆ ไปแทน

และสุดท้าย ใครจะลืมฉากนางเงือกเล่นน้ำในหนังเรื่องนี้ได้ ฉากนี้แหละที่ทำให้เรื่องนี้ติดอันดับ 9 ของผม

8. สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่า...รัก



ถ้าถามว่าหนังไทยเรื่องไหนที่ผมประทับใจที่สุดในปีที่ผ่านมา ตอบได้ทันทีเลยว่าหนังเรื่องนี้ครับ

หนังไทยใสๆอบอุ่นในหัวใจ นานแค่ไหนแล้วนะที่เราไม่ได้ประทับใจกับหนังไทยแนวนี้ เล่าเรื่องราวง่ายๆของเด็กหญิงคนหนึ่งที่เปลี่ยนตัวเองเพื่อสร้างความประทับใจให้กับรุ่นพี่ แต่ที่แน่ๆสร้างความประทับใจให้กับคนดูเต็มๆ

ภาพบรรยากาศวิถีชีวิตต่างจังหวัดแบบไทยๆเป็นสิ่งที่ผมโหยหามานาน (น่าเสียดายที่ความสุขของกะทิ พยายามจนเกินไป ไม่พอดีแบบเรื่องนี้) แล้วที่ประทับใจที่สุดก็การแสดงของน้องน้ำในเรื่อง ใครจะไม่ตกหลุมรักน้องคนนี้ได้ครับ เสน่ห์บนจอเหลือกินมากๆ

นี่ถ้าไม่มีตอนจบที่ดัดจริตเกินงาม และไอ้ที่หลุดๆเรื่องยุคสมัยของอุปกรณ์ประกอบฉากเช่นมือถือแล้วหล่ะก็ อันดับเรื่องนี้คงสูงกว่านี้แน่ๆครับ

7. Kick-Ass



หน้าหนังเป็นฮีโร่เด็กๆ ใครจะคิดหล่ะว่านี่มันจะเป็นหนังเลือดสาดแบบเต็มขั้น แล้วก็ไม่ใช่เลือดสาดเอามันอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังเสียดสีสังคมการเห็นแต่ประโยชน์ตัวเองเป็นสำคัญได้อย่างถึงกึ๋น อีกทั้งมาพร้อมภาพเท่ๆในแนวการ์ตูน comics อีก

หนังเด็กๆแต่ตบหน้าผู้ใหญ่ ไม่ต่างอะไรจากอีหนู Hit Girl ในเรื่อง มันเทพก็ตรงนี้แหละ

6. The Hurt Locker



อย่าหาว่าดัดจริตถ้าผมจะบอกว่าผมต่อต้านสงคราม ดังนั้นถ้ามีหนังต่อต้านสงความจงอย่าแปลกใจที่จะเห็นใน top10 ของผม แล้วนี่ไม่ใช่หนังต่อต้านสงความธรรมดา ยังเป็นหนังที่เยี่ยมอีกด้วย

หนังตีแผ่และตบหน้าประเทศที่ทำตัวเป็นตำรวจโลกแต่เนื้อแท้แล้วกระหายสงครามกว่าใครอย่างสหรัฐอเมริกาให้เจ็บอย่างถึงที่สุด ภาพของเหล่าทหารที่สูกส่งออกไปโดยพร้อมจะตายได้ทุกเมื่อ และแม้ยังมีชีวิตอยู่แต่จิตใจก็ค่อยๆถูกกัดกินไปทีละเล็กทีละน้อย

แค่เรื่องราวก็เยี่ยมการนำเสนอยิ่งยอดกว่า เทคนิคทางด้านภาพเป็นอะไรที่เทพมาก แต่ที่เทพสุดๆก็เรื่องเสียง เสียงลมหายใจ เสียงการปลดสลักระเบิด ไปจนถึงเสียงหัวใจเต้น เพิ่มขีดความลุ้นระทึกให้กับเรื่องราวชีวิตทหารในอิรักได้เป็นอย่างดี

5. ชั่วฟ้าดินสลาย



งดงาม น่าพิศมัย แต่ก็น่าสะพรึงอยู่ในที คือคำจำกัดความของเรื่องราวในหนัง และตัวภาพยนตร์เรื่องนี้ งามในทุกองค์ประกอบ โดยเฉพาะการออกแบบเครื่องแต่งกาย การจัดแสง องค์ประกอบศิลป์และที่สำคัญที่สุดคือการถ่ายภาพ ที่นำเสนอเรื่องราวโศกนาฏกรรมความรักออกมาได้ทั้งสวยงามทั้งน่ารันทด

หนังเยี่ยมในทุกองค์ประกอบแต่ที่ผมชอบที่สุดคือการแสดงของแทบจะทุกตัวละครที่เทพมาก โดยเฉพาะบทพะโป้ที่อบอุ่นแต่ก็โหดร้ายเต็มไปด้วยโทษะ มะขิ่นที่เยือกเย็นเหินห่างแต่ก็เต็มไปด้วยรักที่ซื่อสัตย์และมั่นคง และที่น่าประทับใจที่สุดก็ส่างหม่อง บริสุทธิ์สดใส แต่อ่อนแอพร้อมหลงในวังวนของตัณหา

หนังไทยขายการแสดงชั้นยอดขนาดนี้ Top5 สำหรับผมครับ

4. Up in the Air



แค่เปิดฉากมาพร้อมดนตรีประกอบโน้ตแรก ผมก็หลงรักหนังเรื่องนี้ไปแล้ว มันเป็นหนังที่ถูกจริตผมไปซะทุกอย่างโดยเฉพาะดนตรีและเพลงประกอบ โดนมากๆครับ

แล้วเรื่องราวของการลอยไปลอยมาของชายวัยกลางคนคนหนึ่งที่ไม่ยอมลงหลักปักฐานกับใครเพราะชีวิตมีแต่งานๆๆๆๆๆที่ต้องเดินทางมากมาย เป้าหมายเดียวในชีวิตคือการสะสมไมล์เดินทางให้ได้ถึงเป้า มันช่างเป็นเรื่องราวที่ดูแล้วต้องเอากลับมาย้อนมองตัวเองอยู่หลายครั้งว่าจริงๆแล้วชีวิตคนเราต้องการอะไรกันแน่ แล้วเราแน่ใจแล้วเหรอถ้าจะตัดสินเช่นนั้น รวมทั้งมันสายเกินไปหรือไม่กับชีวิตที่เราเลือก

ข้อคิดการใช้ชีวิตมากมายที่หนังเรื่องนี้มีให้ รักจริงๆเลยครับเรื่องนี้

3. Toy Story 3



พูดได้ไม่อายปากเลยว่าตอนที่ได้ดูหนังตัวอย่างเรื่องนี้ครั้งแรกผมร้องไห้เลยด้วยซ้ำเพราะมันเหมือนได้เจอเพื่อนเก่าที่เราหลงลืมไปนานแต่อยู่ๆก็เจอแบบไม่รู้ตัว ภาพเก่าๆมันเวียนย้อนมาอีกครั้ง

และหนังเรื่องนี้ก็เล่นประเด็นนี้เต็มๆ ตั้งแต่ฉากเปิดเรื่องที่ทำให้เรานึกย้อนไปถึงวันแรกที่ทำให้เราได้รู้จักวู๊ดดี้และบัซไลท์เยียร์ จากนั้นก็เล่าเรื่องราวเดิมๆคล้ายๆกับ 2 ภาคก่อนหน้า ถ้าถามว่ามันเป็นการพายเรือในอ่างมั้ยครึ่งนึงก็คงใช่แต่อีกครั้งนึงมันคือการนำประเด็นเก่าๆมากระตุ้นต่อมผูกพันมากกว่า แต่แล้วไงแม้จะเอาของเก่ามาขาย แต่มันก็ยังสนุกนิ

อีกทั้งความเยี่ยมเรื่องนี้คือไม่ได้นำเสนอแต่ภาพความสวยงามอีกต่อไป ใครจะไปคิดว่าตัวโกงในหนัง Animation จะโกงได้ถึงจุดสุดท้ายของชีวิตขนาดนั้น

ที่สำคัญที่สุด หนังเรื่องนี้คงเป็นหนังที่น่าประทับใจธรรมดาถ้าไม่มีฉากจบ 10 นาทีสุดท้าย ที่พูดกันตรงๆมันเยิ่นเย้อมาก แต่ก็เพราะฉากนี้แหละที่มันดึงหัวใจที่รัก toy story กว่า 10 ปีออกมา แล้วขยี้ด้วยความประทับใจเข้าไปอีก ผมร้องไห้ผ้าเช็ดหน้าแฉะเดินออกจากโรงก็เพราะฉากนี้แหละ เรียบ ลึก และทรงพลังมาก

2. Inception



หนังฉลาด องค์ประกอบเยี่ยม หนังที่ทำให้เราต้องกระตุ้นรอยหยักในสมองตั้งแต่นาทีแรกที่หนังฉาย จนหลังออกจากโรงเป็นอาทิตย์แล้วเราก็ยังคิดกันไม่ตก

แล้วถ้าจะมีใครซักคน เอาเรื่องยากๆมาทำให้เราดูสนุกไปทุกนาที ไม่เบื่อหาวหลับกันไปก่อนได้ถ้าไม่ใช่ผู้กำกับคนนี้ คริสโตเฟอร์ โนแลนด์ ผู้กำกับมาตรฐานสูงอีกคนที่ผมชอบผลงานมาตั้งแต่ memento (ใครไม่เคยดูแนะนำให้หามาดูด่วน)เป็นอีกครั้งที่ผมต้องขอคาระผู้กำกับคนนี้

เรื่องราวคงไม่สามารถเล่าสั้นๆได้ คงต้องตัดทิ้งไป แต่บอกไ้คำเดียวว่า หนังที่เยี่ยมในทุกองค์ประกอบแล้วดูสนุกขนาดนี้ ห้ามพลาด เพราะถ้าโลกนี้ไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบ แต่หนังเรื่องนี้ก็เข้าใกล้คำว่าสมบูรณ์แบบที่สุดแล้วครับ

1. The Social Network



แล้วก็มาถึงเรื่องที่ผมประทับใจที่สุดในปีที่ผ่านมา จะเป็นเรื่องอะไรไปไม่ได้ถ้าไม่ใช่เรื่องนี้ หนังที่กวาดรางวัลแทบจะทุกสถาบันที่ประกาศมาแล้ว เต็ง 1 ออสการ์เวลานี้ The Social Network

เราคงไม่สามารถปฏิเสธความเยี่ยมของหนังเรื่องนี้กันได้เลย นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่จริงๆแล้วเป็นเรื่องราวที่ดูยาก รายละเอียดเยอะ แต่ผู้กำกับสามารถทำให้มันดูง่ายและสนุกขึ้นได้ ด้วยเทคนิคที่ถ้าไม่เจ๋งจริงคงไม่กล้าใช้อย่างการตัดสลับเรื่องราว เพราะมันอาจจะทำให้คนดูงงได้ง่ายๆ

การพิจารณาคดี 2 คดี กับชีวิตที่ drama จ๋ากินเวลาเป็นปี หนังประวัติ Social Network ที่เจ๋งที่สุดในปัจจุบันอย่าง Facebook ที่พร้อมจะเป็นหนังที่น่าเบื่อสุดๆกลับเป็นหนังที่สนุก ลุ้นรวมทั้งน่าติดตามได้ ที่สำคัญแทนที่จะนำเสนอภาพแต่ด้านดีดีของผู้ก่อตั้ง กลับนำเสนอภาพที่ทำให้เราแทบจะเกลียดมาร์ค คนสร้าง facebook ไปเลย แต่เราก็เกลียดไม่ลงด้วยความอัจฉริยะสุดๆของเค้า

เอาง่ายๆ พอหนังจบ ผมก็หยิบมือถือขึ้นมา เข้าไปที่ Facebook แล้วพิมพ์ขึ้น status ว่า "The Social Network : Best Movie of the Year!"

นี่แหละ Top10 ของผม แล้วของคุณล่ะครับ ชอบหนังเรื่องอะไรกันบ้าง

enjoy your day





Create Date : 06 มกราคม 2554
Last Update : 6 มกราคม 2554 13:07:46 น. 3 comments
Counter : 906 Pageviews.

 
Yo ! โฮเด้ง

ปีนี้ดูหนังไม่ถึงสิบเรื่อง อะ
จัดอันดับไม่ได้


โดย: angy_11 วันที่: 6 มกราคม 2554 เวลา:15:13:18 น.  

 
หุหุหุ งั้นจี้ก็จัดอันดับ series ก็ได้ แต่ dexter ต้องที่ 1 นะ หุหุหุ

enjoy your day


โดย: Holden Caulfield วันที่: 6 มกราคม 2554 เวลา:16:42:53 น.  

 
ชอบ up in the air มากเลยค่ะ


โดย: is_ninja วันที่: 7 มกราคม 2554 เวลา:21:55:48 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Holden Caulfield
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




There's nothing wrong with the Blueberry Pie,
just people make other choices.
You can't blame the Blueberry Pie,
it's just... no one wants it.

Friends' blogs
[Add Holden Caulfield's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.