un'estate italiana : Day 11 ในที่สุดก็ถึง "ซานซิโร่"
Day 11 / เช้าวันที่ 19 เมษายน 58

วันนี้เราตื่นไม่เช้ามากนักเนื่องจากตามโปรแกรมวันนี้ไม่ได้มีแผนการอะไรพิเศษและเนื่องจากที่พักเป็นลักษณะแบบอพาร์ทเมนท์แบบที่เวนิสจึงไม่มีอาหารเช้ารองรับ เราออกจากที่พักและเดินไปสถานีรถไฟและแวะซื้อขนมปังกับแฮมที่คาฟูร์ในระหว่างทางสำหรับกินมื้อกลางวันเนื่องจากไม่แน่ใจว่าแถวคาซ่ามิลานจะมีอะไรให้กินไหม 


เมื่อวานนี้ตอนค่ำพบในกลุ่มไทยมิลานในเฟสบุ๊คว่ามีสมาชิกในกลุ่มคนหนึ่งมาดูบอลดาร์บี้แมทช์วันนี้เช่นเดียวกับพวกเราซึ่งเรายังไม่ได้รู้จักกันดีแต่คิดว่าจะส่งข้อความไปหาเพื่อจะได้นัดแนะกัน แต่ด้วยความบังเอิญก่อนที่เราจะเดินถึงสถานีรถไฟเราก็เจอ”โปน”แฟนบอลมิลานที่แถวโรงแรมหน้าสถานีเชนทราเล่ พอดีน้องโปนจำหน้าพวกเราได้(เพราะคอยโพสภาพการเดินทางอยู่เรื่อยๆ) เราจึงนัดแนะกันว่าจะเจอกันที่หน้าซานซิโร่ก่อนเข้าเนื่องจากโปนจะไปที่ Duomo ก่อนและไปที่ Megastore ส่วนพวกเราจะไปเยือน Casa Milan และเรื่อยเปื่อยไปจนกว่าจะถึงเวลาเย็น


เจอกันโดยบังเอิญที่หน้าสถานี 

วันนี้เราแวะซื้อตั๋วDaypass ราคา 4.5euro เนื่องจากคิดว่าต้องเดินทางหลายรอบวันนี้ ซึ่งใกล้วันสุดท้ายแล้วเงินที่เตรียมมาเริ่มจะหมด ผมจึงไปหาตู้ ATM และเบิกเงินจากตู้ 200euro และให้มิกกี้ยืม 100euro


เราไปหาอะไรกินที่ร้านกาแฟ Motta ที่ในสถานีเชนทราเล่หลังจากนั้นจึงค้นหาเส้นทางไป Casa Milan ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดคือการใช้รถเมล์ (รถไฟจะต้องเดินไกลกว่า) เราไปยืนรอรถเมล์กันอยู่พักนึง รถเมล์ไม่ได้แน่นมากนักแต่ไม่มีที่นั่ง เรื่องที่เราคอยระมัดระวังตั้งแต่วันแรกที่มาถึงอิตาลีคือพวกนักล้วงกระเป๋าทั้งหลายเนื่องจากอ่านจากหลายคนที่เคยมาเยือนอิตาลีแล้วเจอซึ่งผ่านมาเกือบทุกเมืองเราก็ยังไม่เจออะไรแบบนั้น.... จนวันนี้ละ


หญิงแก่ตัวเล็กที่ดูไร้พิษสง

ตอนขึ้นรถเมล์ด้วงและผึ้งขึ้นนำไปก่อนโดยมีหญิงแก่คนนึงขึ้นต่อไป ผมและมิกกี้ตามขึ้นไป หญิงแก่นี้ตัวเล็กๆ ไม่สูงนัก ห้อยสร้อยลูกปัดพลาสติกหลากสีรูปร่างผอมหิ้วเสื้อหนาวไว้ที่แขนข้างหนึ่ง (งอศอกแล้วพาดเสื้อหนาวไว้) เมื่อรถเมล์ออกตัวเราก็ยืนกันไม่ได้เอะใจอะไร พยายามมองหาจุดสแกนบัตรโดยสารเพื่อ Validate ตั๋ว หญิงแก่นางนี้หันมายิ้มทักทายและทำมือเชื้อเชิญให้เราเดินไปรวมกลุ่มกับเพื่อนที่กลางรถ ซึ่งผมก็ไม่ได้เอะใจอะไรจึงขยับเดินไปตามคำเชิญชวนระหว่างที่เดินเบียดกันนั้นเองมันมีความรู้สึกอุ่นๆที่กางเกงซึ่งในเสี้ยววินาทีนั้นเองผมรู้สึกแปลกๆ จึงรีบเอามือปัดลงไปบัตรเครดิตและบัตรเอทีเอ็มที่ใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงด้านหน้าก็ร่วงหล่นลงที่พื้น ความรู้สึกตอนนั้นหน้าเสีย หัวใจวูบ คิดว่าโดนแน่แล้วกูหญิงชราตอนนี้หน้าเริ่มเหมือนคนยิปซีมากขึ้นทำหน้าตาไม่รู้เรื่องพร้อมชี้ไปที่พื้นและทำหน้าบอกว่า“ของแกหล่นแน่ะ” ผมรีบก้มลงหยิบบัตรและตรวจสอบพบเงิน 5euroซึ่งจำได้ว่ามิกกี้คืนมาให้ที่ร้านกาแฟที่สถานีรถไฟ ส่วนเงินที่กดมาจากตู้เมื่อกี้หลังจากจ่ายค่าอาหารเช้าไปจะมีแบ๊งค์อยู่ประมาณ 80euro ตอนนี้มันคงย้ายไปอยู่ในกระเป๋าอียิปซีที่ยืนอยู่ตรงหน้าผมแล้วทุกคนบนรถไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น หรืออาจรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ส่วนตัวผมก็ได้แต่ยืนงงทำอะไรไม่ถูกเพื่อนร่วมทริปสอบถามและรับทราบถึงสถานการณ์แต่ไม่มีใครรู้ว่าจะทำอะไรได้ หญิงแก่ทำท่าเหมือนว่าไม่รู้เรื่องอะไร เราก็รู้ว่าเงินสดมันไม่มีชื่อเมื่อเราไม่มีหลักฐานเราจะไปทำอะไรได้ มือเล็กๆ ใต้เสื้อหนาวนั้นคงเก็บเงินเข้ากระเป๋าไปแล้ว หญิงแก่ยิปซียังแสดงความมีน้ำใจด้วยการเชิญให้มิกกี้เดินมารวมกลุ่มกับพวกเราแต่มิกกี้ไม่ลองของจึงส่ายหน้า ไม่นานหลังจากนั้นมันจึงลงจากรถเมล์ทิ้งไว้เพียงความหดหู่ในจิตใจของผม


ที่ผ่านมาเราคงระมัดระวังกันตลอดโดยเฉพาะเวลาหิ้วกระเป๋าเป้เพราะกลัวโดนล้วง คอยระวังในสถานที่สาธารณะที่มีคนเยอะๆ แต่ดันมาพลาดเอาวันก่อนวันสุดท้ายซะได้ วันนั้นจึงค่อนข้างเสียอารมณ์มากๆ เพราะตลอดชีวิตไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้แบบตรงๆ ประมาณเงินก็ไม่เคยทำหายอาจมีจักรยานโดนขโมยไปบ้างก็ไม่ได้คิดมากอะไรเพราะมันไม่เห็นโจรชัดๆ แต่นี่มันเห็นจะๆ แต่ทำอะไรไม่ได้เลยค่อนข้างเสียอารมณ์ ที่เล่าให้ฟังเผื่อใครอ่านแล้วจะได้เป็นอุทาหรณ์ คนเคยพูดว่าเมืองนี้มันมีมิจฉาชีพมาก อ่านมากจนบางคนกลัว แต่จริงๆประเทศนี้สวยงามมาก ศิลปวัฒนธรรมมีมากมาย แต่คนอพยพจากหลายๆ ที่ๆทำให้ประเทศนี้แย่ลง


พูดถึงเรื่องพวกนี้ทำให้นึกถึงตอนไปอียิปต์แล้วถูกคนท้องถิ่นหลอกเข้าซอยเถื่อนๆเจอแต่คนพยายามจะขายของตามท้องถนน คนยัดเยียดของให้ซื้อตามที่เที่ยว คนพยายามชวนคุยชวนพาไปร้านที่เราต้องคอยระวังตัวจนเหนื่อยแทบทุกวัน กลัวแท๊กซี่หลอก สารพัดสารพันแต่พอกลับมาเมืองไทยที่แสนปลอดภัยนี้กลับพบว่านักท่องเที่ยวต่างชาติถูกแท๊กซี่ไทยหลอกกินเงินแทบทุกวัน พอย้อนกลับมาเรื่องนักล้วงกระเป๋าที่นี่ก็คิดว่าเมืองไทยเราปลอดภัย แต่คิดดูดีๆ ป้ายระวังคนล้วงกระเป๋าก็มีอยู่ในหลายที่ทั่วไทยใช่แต่ที่เมืองนอก ข่าวมิจฉาชีพก็มีเยอะแยะแทบทุกวันทั้งปีนบ้านงัดห้อง ชนาดว่าจักรยานที่บ้านผมยังถูกปีนเข้ามาหิ้วออกไปหน้าตาเฉย เล่ามาทั้งหมดแค่จะบอกว่า ระวังตัวไว้ก็แล้วกันเรื่องแบบนี้ไม่ได้จะเกิดแต่ที่ประเทศไหน แต่มันมักจะเกิดกับนักท่องเที่ยวเป็นหลักส่วนความซวยก็มักจะเกิดกับคนที่ประมาท รองมาคือคนซวย 555

------------------------------------------------------------------------------------------


Casa Milan ในวันสดใส (แต่เย็นนะ)

กลับมาสู่เมืองมิลานอีกครั้ง การโดนล้วงกระเป๋าทำให้เมืองมิลานยิ่งไม่สวยงาม ซึ่งจากที่เราเดินทางมาตั้งแต่โรม ฟลอเร้นซ์และเวนิสนั้นมีแต่เมืองที่สวยงามทั้งนั้นมาถึงมิลานมันเป็นเมืองสมัยใหม่ซึ่งก็ไม่สวยเท่าเมืองก่อนๆ แล้วยังมาเจอเรื่องร้ายๆ แบบนี้ยิ่งทำให้มิลานดูแย่ลงไปอีกผมจึงเดินเที่ยวอย่างอารมณ์ขุ่นมัว 

ภายใน Casa Milan

เรามาถึง Casa Milanซึ่งเป็นสำนักงานและศูนย์กลางของทีมมิลานใหม่ซึ่งเปิดได้ไม่ถึงปีดี มันก็ดูทันสมัยดีนะ เราถ่ายรูปกันเล่นโดยรอบก่อนจะเดินเข้าไปเยี่ยมชมร้านขายของที่มีสินค้าไม่เหมือนกับ Megastore ที่เราไปกันเมื่อวาน (สินค้าที่นี่จะดูมีดีไซน์ที่ใหม่กว่า) วันนี้ผมใส่เสื้อมิลานฤดูกาลล่าสุด(ก๊อปเกรด A จากหลังสนามศุภ) แต่ใส่เสื้อกั๊กของแท้ที่ซื้อจาก Megastore ตั้งแต่เมื่อวาน คิดว่าประเทศนี้เขาคงไม่แคร์กับของปลอมมากนักเพราะตั้งแต่โรม ฟลอเร้นส์ และ เวนิสเราเจอแผงขายเสื้อบอลปลอมมาหลายร้านจนคิดว่าเขาคงไม่อะไรกับเรา ที่ไหนได้มีคนมาคอยถามเรื่อยเลยว่าเสื้อที่ใส่นี้ซื้อมาจากไหน จากที่อารมณ์ไม่ค่อยดีอยู่แล้วจากที่เสียเงินไปให้กับอีป้ามหาภัยยังมาเจอคนกวนใจในร้านอีกก็เลยไม่ได้ซื้ออะไรในคาซ่ามิลาน น้องๆ ที่ไปด้วยเลยซื้อถุงผ้า Casa Milan ให้ 1 ใบเพื่อปลอบใจให้ผมหายเศร้า (ขอบคุณมากครับ) เราแวะไปกินกาแฟที่ร้านข้างๆและสุดท้ายออกมานั่งแถวสวนหน้าคาซ่าเพื่อกินขนมปังกับแฮมที่ซื้อมาจากคาฟูร์แถวที่พักตากลมหนาว


หลังจากอิ่มจากแซนวิชทำเอง (ไม่ค่อยอร่อย 55)เราเดินไปหาสถานีรถไฟเพื่อเดินทางไปดูปราสาท Sforza ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวของมิลานที่มีชื่อเสียงอีกที่นึง





ตามประวัติศาสตร์แล้ว Sforza Castle (อิตาเลี่ยนเรียกว่า Castello Sforzesco) สร้างโดยดยุคแห่งมิลานนาม Francesco Sforza ในศตวรรษที่ 15 จากค่ายเก่าจากศตวรรษที่ 14 ซึ่งหลังจากนั้นก็มีการต่อเติมอีกในช่วงศตวรรษที่ 16 และ 17 และนับเป็นป้อมปราการขนาดใหญ่ของยุโรป ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์และที่เก็บงานศิลปะมากมาย รวมทั้งเป็นสวนสาธารณะด้วยเรามาเดินเล่นรอบๆ ปราสาทและถ่ายรูปเลยก่อนจะไปนั่งเล่นพักแข้งที่สนามหญ้ากินกล้วยหอมที่ซื้อมาจากคาฟูร์ตั้งแต่เช้าเพื่อเติมพลังงาน



หลังจากเดินเล่นและนั่งพักเรากลับที่พักอีกครั้ง (พอดีปวดขี้) และมันยังพอมีเวลาด้วยความขยาดการขึ้นรถเมล์และกลัวโดนล้วงกระเป๋าจัดเราจึงกลับไปจัดเก็บข้าวของที่ไม่จำเป็นไว้ที่พัก แวะกินอาหารเย็นก่อนแถวสถานีเชนทราเล่และขึ้นรถไฟไปยังเป้าหมายที่สนามซานซิโร่ บรรยากาศที่ชานชาลาตอนนี้มีคนรอรถไฟกันเยอะมากส่วนใหญ่เป็นแฟนบอลที่จะมุ่งหน้าไปซานซิโร่กันทั้งนั้น เราคอยระวังตัวอยู่เสมอเนื่องจากไม่แน่ใจเรื่องความเป็นอริกันระหว่างมิลานและอินเตอร์ เมื่อไปถึงสถานีปลายทางที่ Lotto แล้วจริงๆ ต้องต่อรถเมล์อีกทอดแต่เห็นแฟนบอลมากมายต่างเดินไปสนาม เราจึงเดินๆ ตามเขาไปซึ่งก็ได้บรรยากาศดี ระยะทางเดินจากสถานีไปสนามก็ไม่ได้ไกลมากประมาณ 2กิโลหน่อยๆพระอาทิตย์ตอนนั้นใกล้จะลับของฟ้าแล้ว

เราเดินไปพร้อมฝูงชนหลายพันคน ถนนในละแวกนั้นค่อนข้างจะติดขัดพอสมควร (ดีแล้วที่เดิน) เราเห็นรถเมล์ที่เราตั้งใจว่าจะนั่งแต่แรกติดแน่นิ่งอยู่บนถนน เราเดินลัดเลาะไปตามทางเท้าพร้อมแฟนบอลจากหลากหลาย บ้างแต่งสีแดงดำบ้างพันผ้าพันคอสีน้ำเงินดำ มีชาวเอเชียปะปนอยู่บ้าง ต่างมากันเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยพูดคุยกัน ระหว่างทางบรรยากาศตอนนั้นทำให้นึกถึงฉากในหนังที่พระเอกและเพื่อนๆเดินไปดูกีฬากันและเห็นคนมากมายมุ่งหน้าไปทางเดียวกัน เราเดินกันมาได้ซัก 10 นาทีก็เริ่มเห็นสนามซานซิโร่ขนาดใหญ่ค่อยๆ เด่นชัดขึ้น โดยมีแสงแดดสีส้มสาดส่องไปที่ตัวสนาม

San Siro อาบแสงแดดสุดท้าย

ความรู้สึกของการเดินไปที่สนามในตอนนี้มันเหมือนฉากในหนังเรื่อง The Beach ตอนที่พระเอกและเพื่อนซึ่งเดินทางเพื่อไปค้นหาชายหาดสวรรค์ที่สวยงามข้ามอุปสรรค์มากมายและมาถึงจุดที่ทุกคนเดินจากในหมู่บ้านในป่าออกสู่เป้าหมายที่ชายหาดที่งดงามนั้น อารมณ์แห่งความตื่นเต้นที่จะได้เจอสิ่งที่ตามหามาอย่างยากลำบากมันค่อยๆ ถูกเร่งจนถึงจุดสูงสุดประมาณนั้น 


เราเห็นบรรยากาศรอบสนามที่มีแฟนบอลทั้งสองทีมมากมายมีเสียงเชียร์ประปรายตามข้างทาง ความรู้สึกในตอนนั้นมันยากจะอธิบายให้เข้าใจได้มันรู้สึกตื้นตันอย่างบอกไม่ถูก รู้สึกดีใจ ประทับใจเหมือนได้มายังสถานที่แห่งหนึ่งที่เราเคยเห็นแต่ในภาพถ่ายและในทีวีสนามที่ผมเคยดูตั้งแต่ตอนบอลโลกที่อิตาลี 1990ซึ่งผมรู้สึกว่าเป็นสนามที่สวยงามและเท่มาก 



เมื่อได้มาเห็นด้วยตาตัวเองในฐานะแฟนบอลที่รักทีมนี้ทีมเดียวชื่นชมในทีมนี้มาตลอดมันทำให้ผมรู้สึกตื้นตันใจจนน้ำตาแทบจะไหลออกมา ในตอนแรกก็นึกว่าเป็นอยู่คนเดียว พอหันไปคุยกับน้องๆ ผู้ร่วมทริปต่างมีความรู้สึกเดียวกันคือน้ำตาจะไหลด้วยความประทับใจ เราเดินมาถึงหน้าสนามประมาณทุ่มกว่าๆ ระหว่างทางเข้ามีร้านขายของมากมายทั้งอาหารและของที่ระลึก เสื้อเชียร์ ผ้าพันคอ (ของปลอม) รวมทั้งพวกแขกขายไม้เซลฟีและคนดำที่พยายามหลอกขายสายรัดข้อมือ

ระหว่างนั้นเราพยายามติดต่อกับโปนซึ่งเจอกันเมื่อเช้าที่สถานี โปนมาถึงก่อนเราและยืนรออยู่แถวหน้าสนาม เมื่อพร้อมเพรียงกันและถ่ายรูปเป็นที่ระลึกแล้วเราจึงเข้าสู่สนาม ทุกคนตื่นเต้นที่จะได้เข้าสู่ซานซิโร่ เราค่อยๆ ผ่านที่ละด่านตรวจจนได้เข้าไปนั่ง ซึ่งที่นั่งของเราจะอยู่ใกล้ๆ กับโซนแฟนบอลมิลาน Curva Sud ที่เราเคยเห็นมาเสมอเวลามิลานแข่ง ซึ่งคิดว่าครั้งนี้คงจะได้เห็นการแปรอักษรอันสวยงามแน่นอน หันไปทางฝั่งเหนือก็จะมีแฟนบอลอินเตอร์เตรียมแปรอักษรเช่นเดียวกัน นี่เป็นวัฒนธรรมการเชียร์ของชาวยุโรปไม่กี่ประเทศและจัดทำเฉพาะแมทช์ใหญ่ๆ เท่านั้น


เมื่อใกล้การแข่งขันจะเริ่มการแปรอักษรของทั้งสองฝั่งก็เริ่มขึ้น แมทช์นี้อินเตอร์เป็นเจ้าบ้านฉะนั้นเราก็จะไม่ได้ฟังเพลง Inno Milan ที่เคยซาบซึ้งทุกครั้งเมื่อบอลจบ (และชนะ) ถามแฟนบอลมิลานทุกคนคงจำบรรยากาศเวลาแมทช์ใหญ่ๆ เช่น UCL ที่เปิดบ้านถล่มทีมจากต่างแดนและจบด้วยเพลง Inno Milan ซึ่งวันนี้ได้ฟังแต่เพลงอินเตอร์ 555

ฝั่งเหนือ แฟนบอลอินเตอร์ วันนี้แปรอักษรได้สวยงาม


ฝั่ง Curva Sud

ในการแข่งขันของมิลานกับอินเตอร์ปีนี้คงไม่มีอะไรให้ลุ้นมากนักเนื่องจากทั้ง2 ทีมทำผลงานกันได้ไม่ดี อย่างที่รู้ๆ กัน แม้แต่แฟนมิลานอย่างพวกเราก็ยังต้องทนๆ กับนักเตะชุดนี้และหวังว่าในอนาคตอันใกล้มิลานจะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง บรรยากาศแฟนบอลของทั้ง 2 ทีมดูจะน่าสนใจกว่า วันนี้ซานซิโร่เกือบเต็ม แฟนบอลระดับ 72,000 คนที่นานๆ จะมีซักครั้ง ทำให้การมาเยือนซานซิโร่ของพวกเราในครั้งนี้ดูมีความหมายยิ่งขึ้น 


อยากจะบอกว่านี่คือดาร์บี้แมทช์ที่ดีที่สุดในโลก หลายคนอาจไม่ค่อยเชื่อแต่มีเมืองไหนในโลกที่มีทีมบอลจากเมืองเดียวได้แชมป์ลีคในประเทศทีมละ 18 ครั้งและได้แชมป์ยุโรปรวมกัน 10 ครั้ง... คำตอบคือมันมีอยู่แค่ที่เดียวในโลกและมันคือที่มิลาน

เนียนจนกลืนไปกับฝูงชน

Ultra Milan on Curva Sud

การแข่งขันบนสนาม

ตลอด 90 นาทีของการแข่งขันก็ผลัดกันรุกรับ แม้ยิงเข้าไปข้างละลูกแต่ก็ติดปัญหาล้ำหน้าบ้างฟาล์วบ้าง สุดท้ายจึงจบกันไปแบบมิตรภาพ หลังเกมเรารอถ่ายรูปบรรยากาศในสนามรอแฟนบอลส่วนใหญ่ให้ทยอยออกกันไปก่อนแล้วจึงเดินกลับไปยังสถานีรถไฟพร้อมแฟนบอลหลายหมื่นคน 


การระบายคน ทำได้อย่างดีเยี่ยม

สถานีรถไฟตอนนี้แน่นมากๆ จนมิกกี้เสนอว่าเราข้ามไปอีกด้านเพื่อนั่งไปลงสถานีที่ไกลออกไปก่อนแล้วจึงนั่งย้อนกลับมา ซึ่งอีกฝั่งของชานชาลาจะคนน้อยมาก สุดท้ายกว่าเราจะเดินทางกลับถึงที่พักก็ประมาณตี 1 กว่า พอมาถึงที่อพาร์ทเม้นท์ก็มืดสนิทเพราะบังเอิญไฟดับ โอ้วแม่เจ้า เราต้องเดินขึ้นบันไดสู่ห้องพักที่ชั้น 5 สุดท้ายจึงแยกย้ายกันเข้านอนเลยไม่ได้อาบน้ำแค่แปรงฟันอย่างเดียวเนื่องจากมันดึกมากแล้วและต่างก็เหนื่อยล้ามาทั้งวัน สุดท้ายก่อนนอนไฟฟ้าก็ติด ซึ่งไม่นานหลังจากนั้นเราก็หลับกันไปแล้ว... เตรียมพร้อมสำหรับวันสุดท้ายในอิตาลี




Create Date : 29 มิถุนายน 2558
Last Update : 30 มิถุนายน 2558 15:03:55 น.
Counter : 2839 Pageviews.

1 comments
  
ประทับใจบรรยากาศที่ซานซิโร่ในวันนั้นมากๆค่า เป็นวันที่มีหลากหลายอารมณ์จริงๆ
โดย: Beebee IP: 91.121.134.213 วันที่: 30 มิถุนายน 2558 เวลา:4:16:34 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

BlogGang Popular Award#13



biggg
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]



my everyday life on EARTH

New Comments
มิถุนายน 2558

 
1
3
4
6
7
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
24
25
26
27
28
30
 
 
All Blog