Group Blog
 
 
ธันวาคม 2548
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
13 ธันวาคม 2548
 
All Blogs
 

ปั่นจักรยานชมเมืองโบราณ

1.

เมื่อวานมีโอกาสไปเยือนเมืองโบราณอีกครั้ง หลังจากที่ไม่ได้ไปเยือนสถานที่นี้มาเป็นเวลาหลายสิบปี และไปคราวนี้ก็ไปด้วยความตั้งใจ เพราะความอยากเที่ยวของน้องคนนึง ดังนั้น เราจึงรับปากว่าจะพาน้องเที่ยว โปรแกรมเด็ดๆ อย่างนี้จึงเกิดขึ้นในกาลต่อมา

ใจจริงแล้วเรากะว่าไปปั่นจักรยานครั้งนี้อยากให้เพื่อนไปกันเยอะๆ ดีกว่า สนุกดี จึงเป็นตัวตั้งตัวตีโทรไปชักชวนเพื่อนๆ ตั้งหลายคน แรกๆ รับปากกันดิบดีว่าจะไป แต่สุดท้ายก็โทรมายกเลิกหมด ทำให้เหลือพวกเรา 3 หน่อ คือ พี่ติ๊ก น้องชิ และเรา

สองคนนี้โคจรมาพบกันได้อย่างไร ฟังดูแล้วสนุกดีเหมือนกัน

2.

รู้จักน้องชิครั้งแรกตอนไปรอรถที่หน้าบริษัท บังเอิญเจอพี่แอน เธอจึงจัดการแนะนำน้องใหม่ให้รู้จัก บอกว่าน้องเขามาทำงานให้กับห้องกราฟิกเป็นรายวัน จากวันนั้นจนถึงวันนี้ น้องเขาเพิ่งมาทำงานที่นี้ได้เพียง 2 เดือนกว่าๆ เท่านั้นเอง

ส่วนพี่ติ๊กที่เรารู้จักนั้น เป็นเพราะเราอ่านหนังสือพิมพ์จุดประกายเสาร์สวัสดี คอลัมน์ชีวิตแสนรัก ฉบับวันที่ 9 ส.ค. อ่านเสร็จนั่งหัวเราะกับตัวเองและบอกว่า ไม่ไหวแล้วโว้ย อยากรู้จักคนเขียนคนนี้จัง ดังนั้นวันรุ่งขึ้นเราจึงแอดอีเมล์เขาเข้ามาคุยใน msn โชคดีที่วันนั้นเธอออนไลน์อยู่ด้วย

ตอนแรกไม่อยากเฉลยเลยว่าได้อีเมล์มาจากไหน แต่ทนที่เธอรบเร้าไม่ไหว เลยบอกว่าความจริงไปว่า เธอส่ง ‘ผมหล่อที่หาง’ มาไม่ใช่เหรอ เล่นเอาเธอตกใจไม่น้อย เพราะว่าเรื่องที่เธอส่งมานั้น ตั้งแต่ธันวาคมปีที่แล้ว กว่าจะได้ตีพิมพ์ก็เล่นเอาเหงื่อตก

นั่นคือจุดเริ่มต้นของคนทั้งสองที่เรารู้จักและคุ้นเคยในเวลาต่อมา

3.

นัดหมายกันไว้ว่า อาทิตย์ที่ 31 ส.ค.เจอกันเวลาเก้านาฬิกา แต่กว่าเราจะเดินทางมาถึง ก็ล่าช้าไปกว่า 20 นาที เพราะมัวแต่ไปซื้อไก่ทอด ซึ่งประเดิมเป็นเจ้าแรกในเช้านี้ ทำให้ผู้มาก่อนอย่างน้องชิรอจนเหงือกแห้ง เมื่อมาถึงเลยชวนน้องชิไปกินข้าวก่อน และไม่ลืมที่จะแบ่งไก่ทอดอร่อยๆ ให้พี่แอนได้ลิ้มลอง

สิบโมงครึ่งแล้ว พี่ติ๊กก็ยังไม่โผล่ ทำให้ผู้คอยรอจนหงุดหงิด แต่สุดท้ายเธอก็มาถึงจนได้ เฮ้อออ

แต่ก็นะเห็นใจเธอหน่อย บ้านอยู่ตั้งสะพานใหม่ ไม่รักจริงคงไม่มาหรอก จริงไหม?

4.

เมื่อทั้ง 3 มาสบทบกันครบ การเดินทางมุ่งสู่เมืองโบราณจึงเริ่มต้นขึ้น และวันนี้เป็นวันสุดท้ายเสียด้วยซิ ที่สถานที่แห่งนี้จะปรับราคาค่าผ่านประตูจาก 50 บาท เป็น 100 บาท นับตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.2546 เป็นต้นไป ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ ระบุว่าไม่ได้ปรับราคามาเป็นเวลากว่าสิบปีแล้ว

ตีรถแท็กซี่จากบางนาไปเมืองโบราณ เป็นระยะทางแค่ 17.08 กิโลเมตร เท่านั้นเอง ไม่คิดเลยว่าจะมีสถานที่สวยงามมากๆ อย่างนี้อยู่ใกล้ๆ แค่เอื้อม

ตื้นเต้นเมื่อมาถึงทางเข้าเมืองโบราณ ตื่นตาตื่นใจราวกับเพิ่งออกมาจากกะลาใหม่ๆ โลกที่ไม่เคยเหยียบมานาน ย่อมตื่นเต้นเป็นธรรมดา

เมื่อก้าวเท้าลงจากรถ พนักงานต้อนรับเข้ามาทักทายอย่างเป็นมิตร เชิญด้านนี้ครับ ซื้อตั๋วค่าเข้าด้านนี้ ด้านนี้ค่าเช่าจักรยานครับ เชิญเลือกจักรยานเอาเลยนะครับอยู่ฝั่งโน้น ขอบอกเลยว่าประทับใจตั้งแต่ก้าวแรกที่ลงจากรถจริงๆ

จักรยานที่นี้มีให้เลือกหลายร้อยคัน อีกทั้งยังอยู่ในสภาพที่ค่อนข้างดี นับเป็นไอเดียเก๋ๆ ที่มีไว้ให้พวกเราได้สนุกสนาน เพลิดเพลิน จักรยานที่นี้มีให้เลือกหลายรูปแบบ มีตั้งแต่รถสามล้อ (พี่ติ๊กบอกว่า เอารถสามล้อไปขี่กันดีไหม แต่ว่าใครจะขี่ละพี่) รถจักรยานซ้อนสอง ซ้อนสาม และจักรยานเดี่ยวๆ เมื่อได้จักรยานตามที่ใจปรารถนาแล้ว ก็บึ่งจักรยานป้ายแดงเข้าไปข้างในทันที

เห็นเด็กตัวเล็กๆ มาปั่นจักรยาน พลอยสนุกไปด้วย ส่วนตัวเรานั้นไม่ต้องพูดถึง เฮฮาได้ทั้งวัน

ด่านแรกที่เข้าไป เป็นโซนทางภาคใต้ หรือดินแดนแห่งพระพุทธศาสนา ไล่กันตั้งแต่พระแท่นที่ประทับ ศาลาหน้าเมือง ประตูเมือง สวนอิเหนา ศาลาในเมือง สวนมโนห์รา ผ่านพระบรมธาตุ นครศรีธรรมราช สร้างขึ้นเมื่อครั้งพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชทรงสร้างเมืองนครศรีธรรมราช รูปแบบเจดีย์เป็นแบบศิลปะลังกา คือพระสถูปรูปโอคว่ำตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยม ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุส่วนพระอุรังคธาตุ (กระดูกส่วนหน้าอก) ของพระพุทธเจ้า ในสมัยก่อนเมืองใหญ่ๆ จะมีวัดมหาธาตุและพระบรมธาตุเป็นศูนย์กลางความเชื่อและความรุ่งเรืองของบ้านเมือง นครศรีธรรมราชเป็นเมืองที่มีความรุ่งเรืองทางด้านศาสนา และได้สืบสานพระพุทธศาสนาเข้าสู่ดินแดนภายใน เช่น สุโขทัยและธนบุรี

ต่อมาก็จะผ่านพระบรมธาตุไชยา สุราษฎร์ธานี สร้างขึ้นในสมัยอาณาจักรศรีวิชัยเรืองอำนาจ รูปแบบของศาสนสถานแห่งนี้จึงมีรูปแบบเป็นแบบศิลปะศรีวิชัย และมีส่วนคล้ายกับเจดีย์จันทิปวนะในประเทศอินโดนีเซีย

ต่อจากนั้นพวกเราก็แวะถ่ายรูปกันที่ตลาดโบราณ หรือเป็นที่รู้จักกันว่า ‘ตลาดบก’ ณ ที่นี้มีอาหารการกินขาย ที่เก๋สุดคือ น้ำแข็งใสใส่โอ่งดิน นอกจากจะได้ความอร่อยเย็นชื่นใจแล้ว ยังได้โอ่งเป็นที่ระลึกกลับไปด้วย จุดนี้เป็นอีกจุดหนึ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมเข้ามาชมกันมาก นอกจากนี้ เขายังจำลองสภาพตลาดโบราณได้อย่างแนบเนียน จนหลงคิดไปว่าเราหลุดเข้าไปอยู่ในยุคสมัยนั้นจริงๆ

จากตลาดบกมุ่งสู่ศาลาการเปรียญวัดใหญ่สุวรรณาราม เพชรบุรี หอพระไตรปิฎก หอระฆัง และปิดท้ายด้วยพระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุราชบุรี อันเป็นที่สิ้นสุดของภาคใต้

ต่อจากภาคใต้ มุ่งตรงขึ้นสู่ดินแดนภาคกลาง ศูนย์การปกครองของสยามประเทศ ณ ภูมิภาคแห่งนี้ มีอะไรเด่นๆ น่าชมหลายอย่าง เริ่มจากสวนขวา ท้องพระโรงกรุงธนบุรี พระพุทธรูปทวารวดี เรือนทับขวัญ คุ้มขุนแผน ปั่นจักรยานไล่มาเรื่อยๆ จนกระทั่งมาจอดจักรยานแวะชมความงาม ณ พระที่นั่งสรรเพชญปราสาท อยุธยา สวยงามมาก

พระที่นั่งนี้สร้างขึ้นโดยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กรุงศรีอยุธยาได้เป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจของราชอาณาจักรแล้ว และพระที่นั่งองค์นี้ได้เป็นที่รวมความเป็นเอกลักษณ์ของศิลปะสถาปัตยกรรมอยุธยา นับตั้งแต่ฐานไปจนถึงเครื่องยอด พระที่นั่งสรรเพชญ์ฯ ใช้เป็นที่ประกอบพิธีสำคัญของราชสำนักและเป็นที่รับแขกเมืองของพระมหากษัตริย์ เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก และรับราชทูต จนกระทั่งถูกเผาทำลายทั้งองค์เมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าในปี พ.ศ. 2310

จบจากตรงนี้ ก็จับแฮนด์ป้ายแดง ปั่นจักรยานมุ่งหน้ากันต่อไป

ปั่นกันไปปั่นกันมา แยกนั้นก็อยากไป เอ้ย! แยกนี้ก็อยากไป จะไปเส้นไหนกันก่อนดี เอาตามใจน้องชิ อยากไปไหน ให้เขาปั่นนำไปเลย ปั่นไปได้ไม่เท่าไร เฮ้ย! จากภาคใต้เหาะมาภาคกลางทะลุไปสู่ภาคเหนือแล้ว เร็วดีจัง ตลอดเส้นทางที่ปั่นจักรยานผ่าน ถนนไม่ได้เทลาดเป็นพื้นปูซีเมนต์นะ แต่เป็นพื้นดินแดงนี่แหละ ได้บรรยากาศเหมือนออกต่างจังหวัดจริงๆ แถมเส้นทางแต่ละเส้นก็สวยงามตา สะอาดสะอ้าน ขยะไม่มีให้เห็นรกลูกหูลูกตา อากาศดี ลมเย็นชื่นใจ น่านอนเป็นที่สุด โชคดีที่วันนี้แดดไม่ค่อยทำงาน เลยไม่ร้อนเท่าไร
และแล้วเราเดินทางมาถึงภาคเหนือจนได้ ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

ภาคเหนือ ความงดงามของดินแดนล้านนา ภาคนี้เราไม่ได้แวะที่ไหนมาก ปั่นกันเรื่อยมาจนมาถึง ‘หมู่บ้านไทยภาคเหนือ’ นี่แหละ สุดยอดอลังกาจริงๆ มายืนอยู่มุมๆ นึง ซึ่งมีถนนตีโค้งไปยังบ้านแต่ละหลัง อย่างกับได้ไปอยู่ในหมู่บ้านที่นั่นจริงๆ บ้านที่สร้างขึ้นเป็นความเรียบง่าย แต่แฝงไว้ด้วยความน่าอยู่ พื้นที่ที่เหลือของมักจะปลูกต้นไม้ ผักสวนครัว หรือไม่ก็จะเลี้ยงไก่ เห็นแล้วอยากจะจับจองเป็นเจ้าของบ้านเสียจริงเชียว บรรยากาศดี มีลำคลองตัดผ่าน ทำให้บ้านน่าอยู่ยิ่งขึ้น บ้านไหนฐานะดีหน่อยก็จะมียุ้งฉางไว้เป็นส่วนตัว ส่วนใต้ถุนบ้านส่วนมากจะนิยมแขวนเปลยวน และแคร่ไว้ให้นั่งนอนเล่น เลยลงไปนอนไกวเปลเล่นจนแทบอยากจะหลับอยู่ซะตรงนั้น

ถ้าได้อยู่บ้านแบบนี้ คงจะมีความสุขไม่ใช่น้อย

หมดจากตรงนี้ พวกเราปั่นๆ กันต่อไป ผ่านพระธาตุจอมกิตติ เชียงราย วิหารวัดภูมินทร์ น่าน พระเจดีย์สองรักษ์ เลย มณฑปพระพุทธบาตรยืน อุตรดิตถ์ ยมกปาฏิหารย์ พระธาตุบังพวน หนองคาย ศาลเทพารักษ์ ผาแดงนาไอ่ โอ้ย! เยอะแยะ ไล่ไม่หวาดไม่ไหว

ปั่นๆๆ แล้วก็ปั่นๆๆ จนมาถึง ‘พิพิธภัณฑ์ชาวนา’ ณ ที่นี้เขาจำลองรูปแบบการดำรงชีวิตของคนในอดีตได้อย่างลงตัว ทำให้เห็นว่าการใช้สติปัญญาในการสรรค์สร้างเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ เพื่อการดำรงชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงๆ ทำให้เกิดเป็นสิ่งข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ทั้งยวดยานพาหนะ เครื่องมือทำนา เครื่องมือจับสัตว์บก-สัตว์น้ำ เครื่องครัว เครื่องดนตรีนี่โคตรใหญ่เลย โดยเฉพาะกลองยาว ไม่รู้จะใช้แรงผู้ชายสักกี่คน ถึงจะยกขึ้น

หมดจากตรงนี้แล้ว ก็ปั่นๆ กันต่อไป จนเห็นป้ายระวังกวาง ปั่นไปก็ยังหัวเราะเลยว่า เฮ้ย มันจะจำลองอะไรให้เหมือนขนาดนี้นะ พอขี่ไปได้ไม่ถึง 10 เมตร ก็ตกใจเบรกจักรยานทันที แล้วชี้ให้เพื่อนร่วมทางดูว่า เฮ้ย กวางๆ ถ่ายรูปๆ แต่แล้วก็ต้องหน้าแตก เมื่อไปอ่านข้อความว่า ไม่ใช่กวาง แต่เป็นเนื้อทรายจ้ะ

เนื้อทรายหน้าตาสุดจะหวานหยดย้อย เลยขอถ่ายรูปให้ โดยให้มันเป็นแบลคกราวอยู่ข้างหลัง พอได้อ่านประวัติว่าทำไมตรงนี้มีสัตว์ป่ามาอยู่บริเวณนี้ ถึงได้รู้ว่าที่ที่เรายืนอยู่นี้คือ ‘กุฏิวิปัสสนา’ ซึ่งจะเป็นที่มีคนมาปฏิบัติธรรมจนเกิดความสงบร่มเย็น ทำให้มีบรรดาสิงสาสัตว์ป่ามาอาศัย อืม..

จากนั้นก็ทำหน้าที่ด้วยการเป็นนักท่องเที่ยวที่ดีปั่นจักรยานมุ่งหน้าสู่สถานที่ต่อไป ตอนนึง น้องชิบอกว่า พี่อัญไปปราสาทนี่เหอะ หรือไม่ก็ปราสาทนี่ดีกว่า จนเราบอกว่า โอ้ยน้องพี่จะประสาทแทนแล้ว อิอิอิ

ปั่นๆ กันเรื่อยมา และแวะจอดจักรยานขึ้นไปเที่ยวชมปราสาทพระวิหาร จ.ศรีสะเกษ ซึ่งจะต้องเดินขึ้นบันไดไปอีกร้อยกว่าขั้น และแวะพักรับประทานอาหารกันที่นี้ ทานอาหารข้างล่างไม่เป็นค่า เพราะพวกเราเป็นพวกหัวสูง จึงต้องเหาะขึ้นไปกินข้างบน จากจุดนี้เราจะได้เห็นทิวทัศน์รอบๆ จังหวัดสมุทรปราการได้เป็นอย่างดี มองเห็นแม่น้ำเจ้าพระยา เห็นบ้านเรือนของคนแถบนี้ แถมยังได้ยินเสียงคนขายผลไม้ที่บริการตามซอกซอยอีกต่างหาก

อาหารช่วงบ่ายของวัน เป็นอภินันทนาการจากพี่ติ๊ก โดยคุณแม่ของพี่เขาเป็นทำมาให้พวกเรารับประทาน มื้อนี้ไม่มีอะไรมาก นอกจากข้าวสองถุงที่อัดแน่น มีกับข้าวเป็นไก่ทอด ทอดมัน ตบท้ายด้วยข้าวโพดอบเนย แม้ไม่มีอาหารอะไรเป็นพิเศษ แต่ทว่าความรู้สึกความอบอุ่นและความเป็นกันเองก็เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว

กินอาหารจนพุงกาง ก็นั่งพักขา และพูดคุยกันเรื่องไปเที่ยวกันต่ออีกสักพักใหญ่ นักท่องเที่ยวกรุ๊ปอื่นๆ เริ่มทยอยเดินทางขึ้นมา เราเลยคิดว่าสมควรแก่เวลาแล้วที่จะลงไปเสียที โชคดีที่ลงมาก่อน ไม่งั้นจะเจอเด็กๆ ที่มาทัศนศึกษากัน 2 คันรถเต็มๆ

จากนั้นเราทั้งสามก็ปั่นกันต่อเรื่อยไป จนมาสะดุดที่ศาลาแปดเหลี่ยม ศาลาแห่งนี้ร่มเย็นมาก เพราะรอบๆ มีแต่น้ำทั้งนั้น ลมเย็น เลยถ่ายรูปต่อกันอีกนิดหน่อย ศาลานี้เขาทำไว้สำหรับทำบุญ เลี้ยงพระ โห ถ้าได้อยู่อย่างนี้จริงๆ รับรองจะมาทำบุญเลี้ยงพระทุกครั้งที่มี

ต่อไปก็ปั่นไปยังปราสาทหินสด๊กก๊อกธม สระแก้ว มีทัวร์จากฮ่องกง หรือญี่ปุ่นมามั้ง หล่อดีเหมือนกัน แต่แก่ไปหน่อย ไปไหนไม่วาย สายตาสอดส่องจนได้ ก๊ากๆๆๆๆๆ

จากนั้นพวกเราก็ปั่นๆ ไปยังเป้าหมายสุดท้าย ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนรังสรรค์ที่เมืองโบราณได้ขยายออกไปจากรูปพรรณสันฐานแผนที่ประเทศไทย ซึ่งสถานที่เหล่านี้จะแสดงให้เห็นถึงระบบความคิด ความเชื่อและภูมิปัญญาในสังคมไทย

ไล่ตั้งแต่ศาลาทศชาติ ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่พักของผู้ที่สัญจรไปมา เมื่อได้รับความร่มเย็นทางกายแล้ว จิตใจก็จะสงบร่มเย็นและพร้อมที่จะรับรู้เรื่องทศชาติหรือการประกอบคุณความดีที่ปรากฏเป็นภาพเขียนบนคอสองของศาลา ถือเป็นการสร้างความสุขให้แก่จิตใจอีกทางหนึ่งด้วย

เมื่อปั่นกันต่อไปเรื่อยๆ จะผ่านเสาชิงช้า-โบสถ์พราหมณ์ ถัดไปจะเป็นเขาพระสุเมรุ โดยตามความเชื่อในคัมภีร์ไตรภูมิกถาของคนไทย เชื่อว่าเขาพระสุเมรุเป็นหลักของโลกและจักรวาลที่ลอยอยู่เหนือพื้นน้ำ โดยมีปลาอานนท์หนุนอยู่ รอบๆ เขาพระสุเมรุเป็นที่อยู่ของภพและภูมิต่างๆ กันตามแต่ระดับภูมิปัญญาและคุณธรรม บนยอดเขาพระสุเมรุคือ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของนครไตรตรึงษ์ที่มีพระอินทร์เทวราชเป็นผู้ปกครอง ตามความเชื่อในพระพุทธศาสนา ผู้ที่ทำความดีตายไปแล้วจะได้ไปเสวยสุขอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ การสร้างเขาพระสุเมรุขึ้น เพื่อให้ได้เรียนรู้ถึงภูมิปัญญาเก่าแก่ของคนโบราณและกระตุ้นเตือนให้กระทำแต่ความดี

การสร้างอะไรขึ้นมาแต่ละอย่างของคนในอดีต มักจะมีกุศโลบายให้คนรุ่นหลังได้ครุ่นคิดกันอยู่เสมอๆ แต่จะมีคนสักกี่คนที่เอาสิ่งดีงามเหล่านี้มาใช้กับตัว

ปั่นไปอีกไม่ไกลจะมองเห็นศาลาฤาษีดัดตน ทะลุผ่านขบวนเสด็จพยุหยาตราทางชลมารค มุ่งมายังมณฑปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร หรือที่รู้จักกันดีในนาม ‘เจ้าแม่กวนอิม’ ซึ่งเมืองโบราณมุ่งมั่นสืบทอดศรัทธาที่มีมาแต่อดีตนี้ ให้ปรากฏเป็นงานแกะสลักไม้จากไม้ตะเคียนท่อนเดียว สูง 10.50 เมตร เป็นรูปเจ้าแม่กวนอิมปางเมตตาธรรม ผู้ทรงห่วงใยมวลมนุษย์ เมื่อได้มาเยือนสักการะท่าน จะสัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนและเมตตา สร้างความสงบให้บังเกิดในจิตใจ

จากนั้นพวกเราทั้งสามก็เร่งรีบที่จะปั่นจักรยาน เพราะมาถึงจุดนี้ เวลาก็ล่วงเลยมาสี่โมงครึ่งแล้ว อีกครึ่งชั่วโมงเขาก็จะปิดทำการ ปั่นเรื่อยมาผ่านสะพานรุ้ง ศาลาระลึกชาติ เรือสำเภาไทย ศาลา 24 กตัญญู ศาลาขงเบ้ง และมณฑปพระสี่ทิศ และเลี้ยวขวามุ่งสู่ทางออก

ความจริงพวกเราทั้งสามยังอยากปั่นอยู่ แต่ทำไงได้ เวลามีน้อย ก็เลยต้องกลับตามระเบียบ

5.

กิจกรรมปั่นจักรยานในวันนี้ก็จบลงอย่างสวยงาม เราทั้งสามก็จรลีออกจากเมืองโบราณ มุ่งตรงไปยังบ้านเกิดของเฮา เพื่อไปเลี้ยงอาหารเย็นมื้อนี้ให้กับสหายทั้ง 2 ระหว่างทางน้องชิคงจะเพลีย เพราะหลับมาตลอดทาง นี่ถ้าให้ไปบ้านเราอีกครั้งน้องเขาจะจำได้ไหมหนอ

อาหารมื้อเย็นนี้ไม่มีอะไรมาก มีปลานิลทอด ปลานิลราดน้ำพริก ไข่ยัดไส้ ผัดผักบุ้ง ตามด้วยผลไม้ กินกันอย่างรวดเร็วมาก เมื่อกินเสร็จ และพักผ่อนหย่อนใจกันสักพัก คงถึงเวลาที่ต่างคนต่างจะแยกย้ายกลับสู่มาตุภูมิของแต่ละคน และวันนี้ก็จบลงไปอีกวัน

กิจกรรมวันนี้จบลง พร้อมๆ กับความรู้สึกดีๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างทาง มิตรภาพ รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และความอบอุ่นที่กรุ่นอยู่ในใจ ขอบคุณที่ได้รังสรรค์สิ่งดีๆ บนเนื้อที่ 800 ไร่ให้พวกเราได้สัมผัสกับบรรยากาศดีๆ รวมทั้งได้มาเห็นความเป็นอยู่ของคนรุ่นก่อน และสิ่งปลูกสร้างที่งดงามของเมืองไทย

วันไหนว่างๆ หาโอกาสไปปั่นจักรยานกันอีกนะ




 

Create Date : 13 ธันวาคม 2548
2 comments
Last Update : 13 ธันวาคม 2548 19:15:10 น.
Counter : 262 Pageviews.

 

ดีนะ

 

โดย: คนค่ะ IP: 203.172.201.167 18 สิงหาคม 2549 10:29:44 น.  

 

ก็okนะ

 

โดย: เเป๋ง IP: 124.120.170.154 21 สิงหาคม 2550 18:59:59 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


..เป๊ก...
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ..เป๊ก...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.