" เรื่องราวต่างๆเป็นดั่งทองคำในเทพนิยาย เมื่อคุณแจกจ่ายไปมากขึ้น คุณก็ได้รับกลับมามากขึ้น " พอลลี แมคไกวร์
Group Blog
 
 
มีนาคม 2551
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
5 มีนาคม 2551
 
All Blogs
 
0020. THE SPIRIT OF CAPITALISM : 1 ใน 109 หนังสือควรอ่าน จาก นายกฯ ทักษิณ ชินวัตร






เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2545 นายกรัฐมนตรี กล่าวในโอกาสบรรยายพิเศษแก่นักศึกษาสถาบันพระปกเกล้า รุ่นที่ 5 ในหัวข้อเรื่อง "ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไทยในกระแสโลกาภิวัฒน์" ณ สถาบันพระปกเกล้า จังหวัดนนทบุรี ตอนหนึ่งว่า...

..."วันนี้ ถ้าไม่ให้ภาคเอกชนเข้มแข็งแล้ว จะเอาภาษีที่ไหนมาใช้หนี้
เพราะว่าส่วนที่จะลงทุนวันนี้ 2 แสนล้านบาท ก็คือ กู้เงินเขามา เราจะต้องตระหนักตรงนี้ว่า วิธีที่ดีที่สุดที่จะแบ่งงบประมาณต่อไปก็คือกู้เขาอีก อันนี้ผมตั้งคำถามกับนักวิชาการของพรรคและของรัฐบาล ผมตั้งคำถามเสร็จก็พอดีได้อ่านหนังสือของแซม มัวสัน เมื่อเสร็จแล้ว ได้อ่านหนังสืออีกเล่มหนึ่งของ ดร.กรีนเฟลต์ ใช้ชื่อเดียวกันกับหนังสือของ แม็กซื เวเบอร์ ที่เป็นนักเศรษฐศาสตร์-นักสังคมศาสตร์ชาวเยอรมัน ซึ่งเขียนเรื่อง Bureaucracy และ ก็เป็นคนเขียนหนังสืออีกเล่มหนึ่งเรื่อง The Spirit of Capitalism เขาใช้ชื่อเดียวกัน แต่เล่มนี้คนนี้ ดร.ลีอาห์ กรีนเฟลด์ เป็นคนเขียน เขาบอกว่าได้ทำวิจัย สรุปแล้วถือว่า หลังจากทำสงครามเย็นแล้ว เสรีประชาธิปไตยชนะ ประสบความสำเร็จใน 5 ประเทศ คือ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น อังกฤษ ฝรั่งเศส และ เยอรมัน เขาก็วิเคราะห์ต่อไปว่า ทำไม 5 ประเทศนี้ถึงประสบความสำเร็จ เขาบอกว่า

"องค์ประกอบหลักในความสำเร็จก็คือ เขาชาตินิยม การที่จะอยู่ในโลกทุนนิยมแล้วชนะได้นั้น ต้องมีองค์ประกอบ คือ ชาตินิยม"




Resource:http://media.thaigov.go.th/pageconfig/album1/index.asp?aid=985&pageno=
ภาพ
นายกรัฐมนตรี บรรยายพิเศษแก่นักศึกษาสถาบันพระปกเกล้ารุ่นที่ 5 เรื่อง "ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไทยในกระแสโลกาภิวัฒน์"





Create Date : 05 มีนาคม 2551
Last Update : 5 มีนาคม 2551 7:51:04 น. 10 comments
Counter : Pageviews.

 
ความลี้ลับของทุน
บ้านเขาเมืองเรา : ไสว บุญมา sarwaib@hotmail.com กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2551

เป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า ทุนเป็นปัจจัยสำคัญของการพัฒนา ฉะนั้นในช่วง 40-50 ปีที่ผ่านมา เมื่อดินแดนที่เป็นเมืองขึ้น ของมหาอำนาจ ได้เอกราชและเริ่มเร่งรัดพัฒนากันอย่างจริงจัง ประเทศกำลังพัฒนาพยายามแสวงหาเงินทุน ในขณะที่ประเทศก้าวหน้าพยายามหาเงินทุนให้ แต่หลังจากเวลาผ่านไปหลายสิบปี ประเทศที่พัฒนาสำเร็จมีเพียงหยิบมือเดียว เช่น เกาหลีใต้ ไซปรัสและสิงคโปร์ ส่วนประเทศที่มีเงินทุนมากมายโดยเฉพาะจากการขายน้ำมัน กลับต้องล้มลุกคลุกคลาน เช่น เวเนซุเอลา แอลจีเรีย ลิเบีย ไนจีเรีย อิหร่านและอิรัก

เมื่อผู้สนใจในด้านการพัฒนาหันกลับไปค้นหาสาเหตุ ก็มักพบว่าปัญหามักไม่ได้อยู่ที่การขาดแคลนเงินทุน หากเป็นการขาดปัจจัยที่ไม่สามารถแสวงหาได้จากภายนอก นั่นคือ ทุนทางสังคม

อย่างไรก็ตามยังมีคนหัวรั้น เช่น เฮอร์นันโด เดอ โซโต ผู้เขียนหนังสือเรื่อง The Mystery of Capital และลูกศิษย์อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งยังหลงผิดคิดว่า ถ้ามีเงินทุนเมื่อไร เมื่อนั้นปัญหาของการพัฒนาจะหมดไปทันที (หนังสือเรื่องนี้มีบทคัดย่อ และบทวิพากษ์อยู่ในหนังสือชื่อ "คิดนอกคอก ทำนอกคัมภีร์") การนำแนวคิดของเดอ โซโต มาใช้อย่างกว้างขวาง เช่น การจะสร้างผู้ประกอบการอันมั่งคั่งจำนวนมากจากโครงการกองทุนหมู่บ้าน และโครงการเปลี่ยนสินทรัพย์เป็นทุนในเมืองไทย จึงนำไปสู่ความล้มเหลว

เนื่องจากทุนทางสังคมมีส่วนประกอบจำนวนมาก ซึ่งล้วนยากแก่การวัดออกมาเป็นตัวเลข ผู้สนใจในด้านการพัฒนาจึงถกเถียงกันมานาน และเข้มข้นจนเข้าลักษณะไม่รู้จบสิ้นว่ามันมีอะไรบ้าง มีบทบาทสูงเท่าไรและจะสร้างมันขึ้นมาได้อย่างไร

การถกเถียงกันอย่างเข้มข้นเริ่มต้นขึ้น 100 กว่าปีมาแล้ว คือ ตั้งแต่นักเศรษฐศาสตร์ชาวเยอรมันชื่อ Max Weber พิมพ์หนังสือเรื่อง The Protestant Ethic and the Spirit of Capitalism เมื่อปี 2447 เมื่อเร็วๆ นี้ก็ยังมีหนังสือพิมพ์ออกมาอีกหลายเล่ม เช่น เรื่อง The Wealth and Poverty of Nations: Why Some Are So Rich And Some So Poor ของ David S. Landes เรื่อง Bowling Alone: The Collapse and Revival of American Community ของ Robert D. Putnam และเรื่อง Active Social Capital: Tracing the Roots of Development and Democracy ของ Anirudh Krishna

งานเขียนเหล่านี้มักถูกอ้างถึงเมื่อมีการถกเถียงกันเรื่อง การพัฒนาประชาธิปไตยในอิรัก ซึ่งเป็นหัวข้อใหญ่ในแวดวงของนักวิพากษ์ในสหรัฐในช่วงนี้ ทั้งที่มีเงินทุนจำนวนมากจากการขายน้ำมัน แต่อิรักพัฒนาระบอบประชาธิปไตย เศรษฐกิจและสังคมอย่างต่อเนื่องไม่ได้ เพราะไม่มีทุนทางสังคมมากพอ เช่น ชาวอิรักแบ่งพรรคแบ่งพวกกันออกเป็นหลายกลุ่มตามเชื้อชาติบ้าง ตามศาสนาบ้าง และตามเผ่าดั้งเดิมบ้าง ความแตกแยกรุ่นแรงเกิดขึ้นเป็นระยะๆ ตอนนี้สหรัฐพยายามจะสนับสนุนให้อิรักปกครองแบบประชาธิปไตย แต่ทำไม่ได้เพราะชาวอิรักยังแตกแยกกันอย่างรุนแรงถึงขั้นฆ่าแกงกันรายวัน เมื่อสหรัฐยกกองทัพกลับไป อิรักคงกลับไปใช้ระบบเผด็จการเช่นในสมัยซัดดัม ฮุสเซ็นอีกครั้ง

ตัวอย่างของการพัฒนาอย่างล้มลุกคลุกคลานเพราะไม่มีทุนทางสังคมมากพอ ซึ่งกำลังเกิดขึ้นให้เห็นอยู่ในขณะนี้ ได้แก่ ในปากีสถานและในเคนยา นักการเมืองคนสำคัญของปากีสถานเพิ่งถูกสังหารชีวิตในระหว่างหาเสียงเลือกตั้ง เขาไม่ใช่คนแรกและคงไม่เป็นคนสุดท้าย

สังคมปากีสถานมีความแตกแยกและความฉ้อฉลสูง ประชาชนในบางส่วนของประทศยังคิดว่า ตนเป็นสมาชิกของเผ่ามากกว่าเป็นชาวปากีสถาน นักการเมืองที่เข้ามาบริหารประเทศ ไม่ว่าจะมาจากการปฏิวัติหรือจากการเลือกตั้ง มักมุ่งสร้างความร่ำรวยด้วยความฉ้อฉล ทั้งที่มีความยากจนอย่างแพร่หลาย แต่ปากีสถานต้องการเป็นมหาอำนาจ ทำให้ต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากหมดไปกับการสร้างกองทัพและอาวุธยุทโธปกรณ์ รวมทั้งอาวุธนิวเคลียร์ด้วย

ในเคนยา การเลือกตั้งประธานาธิบดีนำไปสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งลุกลามมาจากการก่อจลาจล เพราะประชาชนส่วนหนึ่งเชื่อว่าประธานาธิบดีโกงการเลือกตั้ง การประท้วงวิวัฒน์ไปสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ส่วนหนึ่ง เพราะประชาชนยังคิดว่าตนเป็นสมาชิกของเผ่ามากกว่าเป็นชาวเคนยา

ยิ่งไปกว่านั้น การแข่งขันและการกระทบกระทั่งกันในหมู่ชาวเคนยาเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เพราะประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอย่างต่อเนื่อง ยังผลให้ชาวเคนยายากจนติดต่อกันมาเป็นเวลานาน ในช่วงที่ประชากรมีไม่มากนัก เผ่าต่างๆ อยู่ร่วมกันได้เพราะไม่ต้องแย่งชิงทรัพยากรกัน เมื่อประชากรเพิ่มขึ้นและการแย่งชิงกันเข้มข้นขึ้น การแตกแยกกันโดยการใช้เผ่าพันธุ์เป็นข้ออ้างก็เริ่มปรากฏ เรื่องทำนองนี้มิใช่ของใหม่ในแอฟริกา การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดาเมื่อไม่นานมานี้ เป็นตัวอย่างที่ถูกอ้างถึงเสมอ เท่าที่ผ่านมา ชนชั้นผู้นำของเคนยาไม่ต่างกับของปากีสถาน นั่นคือ มีความฉ้อฉลสูงมาก

เมื่อเทียบกับประเทศเหล่านั้น เมืองไทยไม่ถึงกับขาดแคลนทุนทางสังคมแบบหนักหนาสาหัสนัก เช่น สังคมไทยไม่เคยแตกแยกกันออกเป็นเผ่าพันธุ์ หรือตามการเลือกนับถือศาสนา แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเมืองไทยจะพัฒนาต่อไปได้อย่างราบรื่นจนประสบความสำเร็จเช่นบางประเทศที่กล่าวถึง

การเลือกตั้งและรัฐบาลที่ผ่านๆ มา เป็นตัวบ่งชี้อย่างดีว่าเพราะอะไรระบอบประชาธิปไตยในเมืองไทย จึงล้มลุกคลุกคลานมาเป็นเวลาถึง 75 ปี คนไทยส่วนใหญ่ไม่ใส่ใจจะศึกษาให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า การปกครองแบบนี้มีกฎเกณฑ์อย่างไร ส่วนผู้ที่เข้าใจก็มักไม่เคารพกฎเกณฑ์เหล่านั้น การใช้วิชามารและการซื้อเสียงจึงมีอยู่อย่างแพร่หลาย เมื่อได้เป็นรัฐบาล ชนชั้นผู้นำก็ตั้งหน้าตั้งตาหาผลประโยชน์ใส่ตัว ครอบครัวและพวกพ้อง นานๆ จะมีหัวหน้ารัฐบาลที่ไม่ฉ้อฉลสักครั้ง แต่พวกเขาก็อยู่ได้ไม่นาน

ในขณะที่เราต้องการผู้นำ เช่น ลี กวน ยู เรากลับได้ผู้นำจำพวกปลาไหล การสร้างผู้นำให้ได้ในระดับลี กวน ยู ไม่มีสูตรแน่นอน มันเป็นความลี้ลับเช่นเดียวกับการสร้างส่วนประกอบของทุนทางสังคมอื่นๆ สังคมไทยต้องไขความลี้ลับเหล่านี้ให้ได้ มิฉะนั้นเมืองไทยจะไม่มีวันพัฒนาสำเร็จ



โดย: ความลี้ลับของทุน (moonfleet ) วันที่: 5 มีนาคม 2551 เวลา:7:53:08 น.  

 


โดย: ความลี้ลับของทุน (moonfleet ) วันที่: 5 มีนาคม 2551 เวลา:7:54:30 น.  

 


14 มิถุนายน พ.ศ. 2463
แมกซ์ เวเบอร์ (Max Weber)
นักสังคมวิทยาและนักเศรษฐศาสตร์การเมืองชาวเยอรมัน


เสียชีวิต เวเบอร์เป็นผู้ก่อตั้งวิชาสังคมศาสตร์สมัยใหม่ และรัฐประศาสนาศาสตร์ เกิดเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2407 ที่เมืองเออร์เฟิร์ต (Erfurt) ชื่อเดิมคือ Maximilian Carl Emil Weber ตอนอายุ 13 ปีเขาเขียนความเรียง 2 ชิ้นคือ "ทิศทางของประวัติศาสตร์เยอรมัน พร้อมกับการอ้างอิงพิเศษถึงจุดยืนของจักรพรรติและสันตะปาปา" (About the course of German history, with special reference to the positions of the emperor and the pope) และ "อาณาจักรโรมัน ตั้งแต่ช่วงของคอนสแตนตินที่หนึ่ง จนถึงช่วงของการอพยพของประเทศ" (About the Roman Imperial period from Constantine to the migration of nations) ในปี 2425 เข้าเรียนนิติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยไฮเดลเบิร์ก (University of Heidelberg) และมหาวิทยาลัยเบอร์ลินจนจบปริญญาเอกด้านกฎหมาย นอกจากนั้นเขายังสนใจวิชาเศรษฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ยุคกลาง (medieval history) และเทววิทยา (theology) เขาทำงานเป็นทนายและเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัย นอกจากนั้นก็ยังทำงานวิชาการและเขียนบทความออกมาอีกจำนวนมาก ผลงานชิ้นของเขาคือความเรียง “จริยธรรมโปรเตสแตนต์และจิตวิญญาณทุนนิยม” (The Protestant Ethic and the Spirit of Capitalism) ซึ่งเขาโยงศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์เข้ากับระบบทุนนิยม เพราะอุดมคติในนิกายโปรเตสแตนต์คือการทำงานหนักและกินอยู่อย่างประหยัด ซึ่งเป็นมูลเหตุให้เกิดการสะสมทรัพย์เพื่อใช้ในการลงทุน งานที่มีชื่อเสียงอีกชิ้นคือ “การเมืองในฐานะที่เป็นอาชีวะ" (Politics as a Vocation) ซึ่งเขาได้นิยาม "รัฐ" ว่าคือหน่วยองค์ (entity) ซึ่งผูกขาดการใช้กำลังทางกายภาพที่ถูกกฎหมาย การเมืองจึงเป็นเรื่องของอำนาจ นิยามนี้ได้ถูกนำมาใช้ในการศึกษาวิชารัฐศาสตร์ตะวันตกสมัยใหม่มาจนถึงทุกวันนี้


โดย: แมกซ์ เวเบอร์ (Max Weber) นักสังคมวิทยาและนักเศรษฐศาสตร์การเมืองชาวเยอรมัน (moonfleet ) วันที่: 5 มีนาคม 2551 เวลา:7:59:26 น.  

 
Resource:ศาสนากับการกำเนิดของ “ระบบทุนนิยม”

ดร.ทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัฒน์
อาจารย์ประจำำภาควิชามนุษยศาสตร์
คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

***

"ระบบทุนนิยม" (Capitalism) เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศอังกฤษประมาณคริสตศตวรรษที่ ๑๗ หลังจากนั้นได้เติบโตขึ้นในยุโรปตะวันตก และสหรัฐอเมริกา และขยายตัวอย่างรวดเร็ว และต่อเนื่องไปยังส่วนอื่นของโลกจนกระทั่งถึงปัจจุบัน มูลเหตุของการเกิดระบบทุนนิยมในความหมายสมัยใหม่ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ โดยที่มนุษย์รู้จักทำการค้าขาย การใช้เงินตรา และการแสวงหากำไรมาหลายพันปีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในอารยธรรมจีน อินเดีย อียิปต์ กรีซ หรือจักรวรรดิโรมัน และมนุษย์ก็มีความโลภมาทุกยุคทุกสมัย แต่ "การค้า เงิน กำไร และความโลภ" มิได้ก่อให้เกิด "ระบบทุนนิยม" ขึ้นในความหมายอย่างที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว "ระบบทุนนิยม" เกิดขึ้นได้อย่างไร และอะไรคือสาเหตุที่แท้จริงของการกำเนิดระบบทุนนิยมสมัยใหม่นี้

แม็ค เวเบอร์ (Max Weber) (ค.ศ.๑๘๖๔-๑๙๒๐) นักสังคมวิทยาชาวเยอรมัน ได้เสนอทฤษฎี "การกำเนิดระบบทุนนิยม" ไว้อย่างน่าสนใจยิ่ง ในหนังสือเรื่อง Protestant Ethic and The Spirit of Capitalism (จริยธรรมโปรเตสแตนต์กับจิตใจแบบทุนนิยม) เวเบอร์ กล่าวว่า "ระบบทุนนิยมเกิดขึ้นในยุโรปในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๗ และรุ่งเรืองอยู่ในดินแดนที่ถูกครอบงำด้วยศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์รูปแบบหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งลัทธิคาลวิน (Calvinism)"

ตามทรรศนะของเวเบอร์ "ระบบทุนนิยม" เป็นผลมาจาก "การสร้างระบบเหตุผล" (rationalization) ขององค์การและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ "ระบบเหตุผล" นี้มิได้เกิดจากความต้องการชีวิตที่สุขสบาย (บ่อยครั้งที่นายทุนในยุคแรกใช้ชีวิตที่เรียบง่าย เคร่งครัด และอดออมเป็นอย่างยิ่ง) แต่เกิดจากความจำเป็นที่จะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า "ตนเองก็เป็นคนหนึ่งที่ได้รับความโปรดปราน และความรอดจากพระเจ้า" ตามคำสอนของลัทธิคาลวิน ผลกำไรและความมั่งคั่งจะเป็นข้อพิสูจน์ที่ว่า ตนเองได้รับพรจากพระเจ้า และถูกรวมอยู่ในบรรดาผู้ที่พระเจ้าเลือกสรรแล้ว (the elect หรือ the predestined) ให้เป็นผู้รอดพ้น

ผู้ที่ถูกพระเจ้าเลือกสรรแล้ว ไม่เพียงแต่ทำงานที่ดีเป็นเรื่องๆ ไปเท่านั้น แต่จะต้องมี "ชีวิตการงานที่ดี" อีกด้วย "การงานที่ดี" ในที่นี้มิได้หมายถึง "การงานทางศาสนา" แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึง "การงานทางโลก" อีกด้วย เพราะฉะนั้น "ความเคร่งวินัย" (asceticism) จึงมิได้ถูกจำกัดอยู่แต่ภายในกำแพงโบสถ์เท่านั้น แต่ยังดำรงอยู่ในโรงงาน และสถานที่ทำงานอีกด้วย

ผลกำไรและความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลในยุคแรก จึงมิได้ถูกนำไปใช้อย่างฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่ายเพื่อความสุขสบายของชีวิต แต่กลับถูกนำไปลงทุนเพิ่มในการงาน และธุรกิจของตนเองเป็นหลักใหญ่ ทำให้กำไร และทรัพย์สินกลับเพิ่มเป็นทวีคูณขึ้นมาอีก (อันเป็นข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนยิ่งขึ้นอีกว่า ตนเองได้รับความรอดจากพระเจ้า) นอกเหนือจากการลงทุนเพิ่มแล้ว นายทุนในยุคแรกได้ใช้เงินส่วนหนึ่งในการบริจาคทานให้แก่ผู้ที่ยากจน

อย่างไรก็ตาม ในยุคหลังแรงจูงใจทางศาสนาที่ผลักดันให้เกิด "ระบบทุนนิยม" ขึ้นนั้น ได้เลือนหายไปเป็นส่วนใหญ่ แต่อุปนิสัยและ "ระบบเหตุผล" ที่เกิดจากแรงจูงใจทางศาสนาตั้งแต่ต้นนั้นยังคงอยู่ และสืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้

กล่าวโดยสรุป เวเบอร์ได้ศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับชีวิตทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงื่อนไขทางจิตวิทยาที่ทำให้เกิดระบบทุนนิยมขึ้นในตะวันตก เวเบอร์ได้วิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างคำสอนของลัทธิคาลวิน กับท่าทีใหม่ต่อการแสวงหาความมั่งคั่งในอังกฤษ และยุโรปยุคหลังการปฏิรูป (Post-Reformation) กล่าวคือ คำสอนที่ว่า "ผู้ซึ่งพระเจ้าเลือกสรรแล้ว" จะมีสัญญาณบอกโดยการเป็นผู้ประสบความสำเร็จจากการงานที่ดี ทำให้ผู้ที่นับถือลัทธิคาลวินใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดในการอดออมเพื่อการลงทุน และความสำเร็จทางธุรกิจ อันเป็นข้อพิสูจน์ว่าตนเองก็เป็น "คนที่พระเจ้าเลือกแล้ว" คนหนึ่งเช่นกัน อันก่อให้เกิดการสะสมทุน และระบบทุนนิยมขึ้นในเวลาต่อมา นับเป็นท่าทีใหม่ของศาสนาคริสต์ที่ยอมรับการที่มนุษย์แสวงหาความมั่งคั่งในทรัพย์สิน และบางครั้งถึงขนาดสนับสนุนว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามหลักการของศาสนา

ปัจจุบันนักวิชาการด้านไทยศึกษา พยายามที่จะอธิบายการเกิดขึ้นของระบบทุนนิยมในประเทศไทย ปีเตอร์ แจ๊กสัน (Peter Jackson) เสนอว่า นักปฏิรูปพุทธศาสนาของไทยได้เน้นคำสอนทางจริยธรรมที่เป็นการส่งเสริมคุณค่า และคุณภาพชีวิต อันเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยให้ประสบความสำเร็จในทางธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับชนชั้นกลาง นักปฏิรูปพุทธศาสนาหลายท่าน (เช่น ปัญญา นันทะภิกขุ และพระพยอม กัลยาโณ เป็นต้น) ได้สอนเน้นเรื่องของการอดออม ประหยัด และชีวิตที่มัธยัสถ์ในทางโลก การสอนให้ประหยัด และอดออมนั้น มิได้หมายความว่าให้เกียจคร้านหรือเฉื่อยชา แต่ให้ขยันหมั่นเพียรและประกอบหน้าที่การงานที่เป็นประโยชน์ในทางโลก

การเน้นเรื่องการงานและความประหยัดนี้อาจถือได้ว่า เป็นการให้เหตุผล และความชอบธรรมแก่การสะสมความมั่งคั่ง ซึ่งจำเป็นสำหรับการลงทุนในระบบทุนนิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการที่เป็นชนชั้นกลาง นั่นก็คือ ลัทธิความมัธยัสถ์อดออมในทางโลก ซึ่งนักปฏิรูปพุทธศาสนาของไทยยึดถืออยู่นั้น ได้กลายเป็นเหตุผลทางศาสนาแก่การประกอบการเชิงพาณิชย์ของกลุ่มธุรกิจใหม่ ที่จะต้องละเว้นการบริโภคในปัจจุบัน เพื่อการสะสมทุนอันจำเป็นต่อการลงทุนในธุรกิจของตน ดังนั้น จึงอาจตีความได้ว่า พุทธศาสนาฝ่ายปฏิรูปของชนชั้นกลางไทย ได้กลายเป็นตัวแทนของระบบการสร้างความชอบธรรมทางศาสนาแก่ระบบทุนนิยมของไทย

ทฤษฎีของแจ๊กสันเป็นแนวคิดที่น่าสนใจยิ่ง แต่ก็เกิดคำถามขึ้นว่า ถ้าระบบทุนนิยมในสังคมไทยมีรากฐานอยู่บนหลักของความประหยัดมัธยัสถ์ ซึ่งเป็นคำสอนในพุทธศาสนาของไทยตามคำกล่าวของแจ็คสันแล้ว ระบบทุนนิยมก็น่าที่จะเติบโต และเฟื่องฟูอยู่ในสังคมไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัยหรือก่อนหน้านั้นเป็นต้นมา เพราะคำสอนของพุทธศาสนาได้อยู่คู่กับสังคมไทยมาตลอดประวัติศาสตร์ ทำไมระบบทุนนิยมไทยจึงเพิ่งเกิดและเติบโตเมื่อไม่กี่ทศวรรษมานี้เองถ้ามิใช่เพราะปัจจัยอื่น อีกประการหนึ่งถ้าหากระบบทุนนิยมไทยตั้งอยู่บนรากฐานของความประหยัดมัธยัสถ์ตามหลักคำสอนของพุทธศาสนาแล้ว คนไทยภายใต้ระบบทุนนิยมสมัยใหม่ก็ไม่น่าที่จะใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยเกินตัว จนกระทั่งเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจครั้งร้ายแรงในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๔๐-๒๕๔๖ ขึ้นได้

ในพุทธศาสนาของไทยนั้น ไม่มีแรงกดดันที่จะต้องให้ประสบความสำเร็จในการงาน และธุรกิจดังเช่นในลัทธิคาลวิน "กฎแห่งกรรม" ในพุทธศาสนาของไทยตัดสินกันที่ "ความดีความชั่ว" มิได้ตัดสินกันที่ "ความสำเร็จหรือความล้มเหลว" ในการงาน และธุรกิจทางโลก การวิเคราะห์ของแจ๊กสันในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพุทธศาสนาฝ่ายปฏิรูปกับระบบทุนนิยมไทย จึงมีความแตกต่างจากศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ในระหว่างการปฏิวัติอุตสาหกรรมในทวีปยุโรป


***

ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน. ฉบับประจำวันอาทิตย์ที่ ๑๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ปีที่ ๒๗ ฉบับที่ ๙๕๐๑. คอลัมน์หน้าต่างความจริง, หน้า ๖.



โดย: ศาสนากับการกำเนิดของ “ระบบทุนนิยม” (moonfleet ) วันที่: 5 มีนาคม 2551 เวลา:8:04:27 น.  

 
บทเรียนจาก ผู้เขียนวันสิ้นประวัติศาสตร์
คอลัมน์ ระดมสมอง โดย ดร.ไสว บุญมา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3969 (3169)

ไม่นานหลังการแตกสลายของสหภาพ โซเวียตเมื่อปี 2534 นักเศรษฐศาสตร์การเมืองชั้นนำชื่อ ฟรานซิส ฟูกุยามา (Francis Fukuyama) พิมพ์หนังสืออันโด่งดังเรื่อง The End of History and the Last Man ออกมา เนื่องจากชื่อของหนังสือมีความหมายว่า "วันสิ้นประวัติศาสตร์" ในตอนแรกๆ ผู้อ่านจำนวนมากมักไม่แน่ใจว่า ผู้เขียนหมายถึงอะไร หลังจากได้ถกเถียงกันอยู่ระยะหนึ่ง จึงได้ข้อสรุปว่า ผู้เขียนตั้งชื่อหนังสือเช่นนั้น ส่วนหนึ่งเพื่อล้อเลียน คาร์ล มาร์ก บิดาแห่งลัทธิคอมมิวนิสต์ ซึ่งเสียชีวิตไป ตั้งแต่ปี 2426 จริงอยู่มาร์กไม่เคยใช้วลี "the end of history" แต่ผู้ที่ศึกษาแนวคิดของเขาแน่ใจว่า เขาคิดถึงเรื่องนี้แต่ใช้วลีอื่น ซึ่งมีความหมายในแนวเดียวกัน "วันสิ้นประวัติศาสตร์" ของมาร์ก คือ วันที่ประชาชนบนพื้นโลกยุติการแบ่งชั้นกัน นั่นคือไม่มีชนชั้นนายทุนและชนชั้นกรรมกร แน่ละวันนั้นคือวันที่ระบบคอมมิวนิสต์ครองโลก การแตกสลายของสหภาพโซเวียต หลังทำสงครามเย็น กับระบอบประชาธิปไตยอยู่หลายทศวรรษชี้ว่า ชาวโลกไม่ต้องการระบบคอมมิวนิสต์ หากต้องการระบอบประชาธิปไตย

ฉะนั้น "วันสิ้นประวัติศาสตร์" ในความหมายของฟูกุยามาคือ ต่อไปนี้จะไม่มีการต่อสู้กันในด้านของแนวคิดอีกต่อไป เพราะประชาธิปไตยเป็นฝ่ายชนะอย่างเด็ดขาดแล้ว

แม้ประชาธิปไตยจะเป็นฝ่ายชนะ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ทุกสังคมจะพัฒนาต่อไปได้อย่างราบรื่น ฉะนั้นฟูกุยามาจึงเขียนหนังสือออกมาอีก 5 เล่มหลังจากนั้น ซึ่งส่วนใหญ่ชี้ให้เห็นถึงอุปสรรคของการพัฒนาว่ามีอะไรบ้าง เล่มแรกพิมพ์ออกมาเมื่อปี 2539 ชื่อ Trust : The Social Virtues And the Creation of Prosperity ซึ่งเสนอว่า "ความไว้เนื้อเชื่อใจกัน" (Trust) เป็นทุนทางสังคมอันสำคัญยิ่งสำหรับการพัฒนา

อันที่จริงแนวคิดเรื่องบทบาทของทุนทางสังคมไม่ใช่ของใหม่ เพราะนักเศรษฐศาสตร์ชาวเยอรมัน ชื่อ Max Weber ได้เสนอไว้ในหนังสืออันโด่งดังตั้งแต่ปี 2447 เรื่อง The Protestant Ethic and the Spirit of Capitalism และในขณะที่ฟูกุยามาเขียนหนังสือเรื่อง Trust ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ชื่อ David S. Landes ก็เขียนหนังสือในแนวเดียวกันซึ่งหนากว่า 650 หน้า เรื่อง The Wealth and Poverty of Nations : Why Some Are So Rich and Some So Poor (มีบทคัดย่อในหนังสือเรื่อง "กะลาภิวัตน์) หนังสือเหล่านี้มีขอบเขตและจุดเน้นต่างกัน ฟูกุยามาเชื่อว่าความไว้เนื้อ เชื่อใจกันของคนในสังคมซึ่งนำไปสู่ความสมานฉันท์และการร่วมมือกันเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดสำหรับการพัฒนาในยุคโลกาภิวัตน์

อีก 3 ปีต่อมา ฟูกุยามาพิมพ์เรื่อง The Great Disruption : Human Nature and the Reconstitution of Social Order ซึ่งเสนอว่าความเปลี่ยนแปลงของโลกในช่วงนี้ใหญ่หลวงไม่ต่างกับการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด 2 ครั้งในประวัติศาสตร์ นั่นคือ (1) การปฏิวัติเกษตรกรรม ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อมนุษย์เปลี่ยนวิถีชีวิตจากแบบเร่ร่อนเพื่อเก็บของป่าและล่าสัตว์ มาเป็นการตั้งหลักแหล่งถาวรเพื่อปลูกพืชและ เลี้ยงสัตว์ การปฏิวัติครั้งนั้นเริ่มขึ้นเมื่อราว 10,000 ปีมาแล้ว และ (2) การปฏิวัติอุตสาหกรรมซึ่งเกิดขึ้นหลังการประดิษฐ์เครื่องจักรกลได้เมื่อราว 250 ปีที่ผ่านมา ผู้ที่ติดตามงานของ Alvin Toffler ย่อมนึกออกทันทีว่าวิวัฒนาการเหล่านี้คือคลื่นลูกที่ 1 ถึงลูกที่ 3 ฟูกุยามาเสนอว่า การเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ทางเทคโนโลยีแต่ละครั้ง จะก่อให้ เกิด "ความยุ่งเหยิง" (disruption) ทางสังคม เช่น ความล่มสลายของครอบครัว การขาดความเชื่อมั่นในสถาบันของสังคมและความแตกแยกระหว่างกลุ่มชน แต่เขาเชื่อว่าหลังจากเวลาผ่านไป มนุษย์เราจะแก้ปัญหาเหล่านั้นได้ เพราะโดยธรรมชาติแล้วเราเป็นสัตว์สังคมที่มีคุณธรรม และต้องการอยู่ร่วมกันอย่างราบรื่น นั่นหมายความว่าเราจะฟื้นฟูทุนทางสังคมขึ้นมาได้ ซึ่งจะเป็นฐานของการพัฒนาต่อไปในอนาคต

เมื่อปี 2545 ฟูกุยามาพิมพ์หนังสืออีกเรื่องหนึ่งออกมาชื่อ Our Posthuman Future : Consequences of the Biotechnology Revolution ซึ่งเน้นเรื่องผลกระทบจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีด้านชีวภาพ เป็นที่ยอมรับกันว่า ความก้าวหน้าด้านนี้เป็นคลื่นลูกที่ 4 ที่จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดอีกครั้ง แต่ความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ต่างกับ ครั้งก่อนๆ นั่นคือมันอาจทำให้ธรรมชาติของมนุษย์เปลี่ยนไป จนเราไม่เหมือนมนุษย์แบบปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลง จะมาจากหลายปัจจัย เช่น การผลิตลูก "ตามสั่ง" โดยกำหนดให้มีลักษณะตามที่พ่อแม่ต้องการ การใช้ยาเพื่อควบคุมพฤติกรรมและการเปลี่ยนอวัยวะที่เสื่อมลง เพื่อยืดชีวิตมนุษย์ออกไปเป็นหลายร้อยปี

การเปลี่ยนธรรมชาติของมนุษย์เช่นนี้อาจนำไปสู่การเปลี่ยนฐานทางคุณธรรมและทุน ทางสังคมแบบถึงรากเหง้า ซึ่งเขาเห็นว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการพัฒนา ฉะนั้น ฟูกุยามาจึงเสนอให้มีการควบคุมการวิจัย และการใช้เทคโนโลยีในด้านนี้อย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันมิให้มันเปลี่ยนธรรมชาติของมนุษย์ จนเราไม่ใช่มนุษย์ที่เรารู้จักกันในปัจจุบันอีกต่อไป

อีก 2 ปีต่อมา ฟูกุยามาพิมพ์หนังสือเล่มเล็กๆ ขนาด 160 หน้าออกมาชื่อ State-Building : Governance and World Order in the 21st Century (มีบทคัดย่อใน "กะลาภิวัตน์") หนังสือเล่มนี้พูดถึงความล้มเหลวของการพัฒนา ว่าเกิดจากความอ่อนแอของสถาบัน เพราะประเทศด้อยพัฒนาไม่มีฐานทางวัฒนธรรม หรือทุนทางสังคม มากพอที่จะสร้างและรักษาสถาบันที่ต้องการ สถาบันในที่นี้หมายถึงสถาบันทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยและสถาบันทางเศรษฐกิจในระบบตลาดเสรี ซึ่งล้วนมีกฎเกณฑ์ที่จะต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัดทั้งสิ้น

ฉะนั้นเขาเสนอให้ประเทศก้าวหน้าที่เข้าไป ช่วยพัฒนาประเทศล้าหลังให้เน้นการปลูกฝังวัฒนธรรม สร้างผู้นำ และสถาบันอันแข็งแกร่ง เป็นอันดับแรก กิจกรรมเหล่านี้สหรัฐอเมริกา จะต้องเป็นผู้นำ เพราะสถาบันระหว่างประเทศ เช่น องค์การสหประชาชาติ ไม่สามารถทำได้

เล่มสุดท้ายเพิ่งพิมพ์ออกมาเมื่อปี 2549 ชื่อ America at the Crossroads : Democracy, Power, and the Neoconservative Legacy เนื้อหาของเรื่องนี้ตำหนินโยบายต่างประเทศ ของรัฐบาลอเมริกัน นำโดย ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช และคณะ ซึ่งเป็นกลุ่มหัวอนุรักษนิยมรุ่นใหม่ ฉะนั้นมันจึงไม่มีบทเรียนสำหรับการพัฒนาประเทศในยุคโลกาภิวัตน์ เช่นเดียวกับเล่มอื่น

การมองเมืองไทยผ่านการใช้กล้องของฟูกุยามา อาจปรากฏออกมาเป็น 2 ภาพหลักๆ คือ ภาพแรกเป็นการมองในแง่ดีซึ่งจะชี้บ่งว่า ปัญหายุ่งเหยิงที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นความแตกแยกทางด้านการเมืองและสังคม หรือความล่มสลายในครอบครัว หรือความเสื่อมของคุณธรรมและสิ่งแวดล้อม เป็นเพียงสิ่งชั่วคราวอีกไม่นานสังคมไทยจะปรับตัวได้และการพัฒนา จะดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น ภาพที่สองเป็นการมองในแง่ร้าย นั่นคือสังคมไทยไม่มีทุนทางสังคมมากพอ ฉะนั้นการพัฒนาจะไม่มีวันสำเร็จเฉกเช่นการพัฒนาประชาธิปไตยที่ต้องล้มลุกคลุกคลาน มาเป็นเวลา 75 ปี เรามีความคิดทันสมัยในแง่ที่ต้องการใช้ระบอบประชาธิปไตยและตลาดเสรี ซึ่งฟูกุยามาคิดว่า เป็นทางเลือกเดียวของสังคมมนุษย์แห่งอนาคต แต่เรามักไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของระบบทั้งสองอย่างเคร่งครัด

จะเห็นว่าทุกครั้งที่มีการสำรวจประชามติผลออกมาบ่งว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่รังเกียจ ความฉ้อฉล ส่วนใหญ่จะโกงเมื่อมีโอกาสทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งจะมีการใช้วิชามารและการซื้อสิทธิ/ขายเสียง หากฐานทางคุณธรรมของเรายังเป็นเช่นนี้ เราคงไม่มีโอกาสสร้างทุน ทางสังคมตามที่โลกยุคโลกาภิวัตน์ต้องการ

ในสองภาพนี้ ภาพไหนใกล้ความจริงกว่ากัน คงเป็นสิ่งที่ถกเถียงกันไม่มีวันสิ้นสุด แต่การมองในแง่ร้ายไว้ก่อนน่าจะมีผลดีกว่า เพราะมันอาจจะกระตุ้นให้เราเสริมสร้างทุนทางสังคม ให้มากขึ้น การกระทำเช่นนั้นจะไม่มีวันสูญเปล่าอย่างแน่นอน

Resource:
http://forum.serithai.net/index.php?topic=21341.msg260095


โดย: บทเรียนจาก ผู้เขียนวันสิ้นประวัติศาสตร์ (moonfleet ) วันที่: 5 มีนาคม 2551 เวลา:8:07:37 น.  

 
Resource:http://www.sameskybooks.org/webboard/show.php?Category=sameskybooks&No=299

Posted : 2006-10-17 17:19:26
รัฐสมัยใหม่ ความชอบธรรมและตัวแบบประชาธิปไตยในความคิดของฮาเบอร์มาส
วันFridayที่ 13 October 2006 13:05น.
สุรัช คมพจน์
นักศึกษาปริญญาโท สาขาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
phronesis_1981@yahoo.com


“What it is possible to do in politics is generally limited by what it is possible to legitimize”

Quentin Skinner, Liberty Before Liberalism1

บทความนี้เป็นความพยายามที่จะทำความเข้าใจสัมพันธภาพระหว่างสามมโนทัศน์สำคัญคือ รัฐสมัยใหม่ (modern state) ความชอบธรรม (legitimation) และประชาธิปไตย (democracy) โดยจะเริ่มจากการความเข้าใจสภาวะสมัยใหม่และปัญหาของเหตุผล จากนั้นจะนำไปสู่ตัวแบบประชาธิปไตย และจบด้วยสัมพันธภาพระหว่างรัฐสมัยใหม่กับปัญหาความชอบธรรมของฮาเบอร์มาส

สภาวะสมัยใหม่กับปัญหาของเหตุผล (Modernity and the Problem of Rationality)ในความเรียงที่ชื่อ “Modernity: An Unfinished Project” 2 ฮาเบอร์มาสได้ชี้ให้เห็นว่า แม้สภาวะสมัยใหม่โดยเฉพาะปัญหาเรื่องเหตุผล (rationality) จะมีปัญหาในตัวมันเอง แต่ก็ใช่ว่า เป็นการสมควรแล้วที่จะรื้อโครงการของสภาวะสมัยใหม่ทิ้งไปเสียทั้งหมด เราควรที่จะวิพากษ์สภาวะสมัยใหม่โดยใช้พื้นฐาน (elements) ภายในของตัวสภาวะสมัยใหม่เอง สภาวะสมัยใหม่ของฮาเบอร์มาสจึงถือได้ว่าเป็นโครงการที่ไม่สิ้นสุด โดยเฉพาะในส่วนที่ว่าด้วยการปลดปล่อยมนุษย์ (notion of emancipation)

ดูเหมือนว่าอิทธิพลส่วนหนึ่ง ฮาเบอร์มาสจะได้รับมาจากการตีความและความเข้าใจสภาวะสมัยใหม่ของแมกซ์ เวเบอร์ (Max Weber) กล่าวคือ สภาวะสมัยใหม่นั้นได้ทำให้ความเป็นเอกภาพของโลกทัศน์ในทางศาสนา-อภิปรัชญา (religious-metaphysical worldviews) แบบเดิมแยกออกเป็นพหุพื้นที่ต่างๆ และได้พัฒนาไปสู่การแยกที่ทางของตัวเองออกจากกันและกันบนฐานของตรรกะ ชุดเหตุผล และคุณค่าที่มีลักษณะเฉพาะของตัวเอง เวเบอร์เรียกผลพวง (ที่ไม่ได้ตั้งใจ- unintended consequence) ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการสร้างเหตุผล(rationalization)นี้ว่า ‘การทำให้โลกสูญเสียมนตร์มายา’ (disenchantment of the world) โดยการจำแนกออกเป็น elements ต่างๆ อย่าง cognitive-instrumental, aesthetic-expressive และ moral-evaluative rationality และภายใต้สภาวะเช่นนี้ พื้นที่ที่ถูกจำแนกแจกแจงและกระจัดกระจายต่างก็ดำรงอยู่ร่วมกันอย่างมี tension ระหว่างกัน เพราะไม่มีสิ่งที่ยึดโยงพื้นที่ต่างๆเหล่านี้เข้าไว้ด้วยกันอย่างที่โลกใน tradition เคยมี

ฮาเบอร์มาสได้จัดระบบระเบียบการวินิจฉัยสภาวะสมัยใหม่ภายใต้ลักษณะเหตุผลแบบตะวันตก (Occidental Rationalism) ของเวเบอร์ออกเป็นสามกระบวนการ กระบวนการแรกเรียกว่า กระบวนการสร้างเหตุผลทางวัฒนธรรม (cultural rationalization) กระบวนการที่สอง คือ กระบวนการสร้างเหตุผลในทางสังคม (societal rationalization) ส่วนกระบวนการที่สาม คือ กระบวนการในการกำหนดรูปการจิตสำนึกปัจเจกบุคคล (personal life-style 3 )

ในกระบวนการสร้างเหตุผลทางวัฒนธรรม เมื่อพหุพื้นที่คุณค่าทางวัฒนธรรม (various cultural spheres of value) กล่าวโดยเฉพาะคือ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี; ศิลปะวรรณกรรม; กฎหมายและศีลธรรม ได้จำแนกแจกแจงตัวเองออกจากโลกทัศน์ดั้งเดิมที่ผูกติดกับฐานทางศาสนาและอภิปรัชญา ต่างก็เป็นอิสระต่อกันและต่างก็ปฏิบัติการภายใต้ตรรกะของตัวเอง ผลที่ตามมาก็คือ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ผลิตซ้ำตัวเองผ่าน cognitive-instrumental rationality, ส่วนศิลปะวรรณกรรมผลิตซ้ำตัวเองผ่าน aesthetic-expressive rationality และ กฎหมายและระบบศีลธรรมผลิตซ้ำตัวเองผ่าน moral-evaluative rationality

ตามคำอธิบายดังกล่าว ได้นำไปสู่กระบวนการต่อไปคือ กระบวนการสร้างเหตุผลในทางสังคม ซึ่งแต่ละพื้นที่คุณค่าทางวัฒนธรรมได้ตกผลึกอยู่ในรูปร่างของสถาบันต่างๆ เช่น มหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษา กฎหมายสมัยใหม่ นอกเหนือไปจากสถาบันเหล่านี้แล้ว กระบวนการสร้างเหตุผลในทางสังคมยังวางอยู่บนฐานของระบบการกระทำ (system of actions) ที่จัดระบบระเบียบโครงสร้างของตัวสังคมเอง ซึ่งก็คือ ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม รัฐสมัยใหม่ และการปรากฏขึ้นของครอบครัวขนาดเล็ก (nucleus family)

ขณะที่กระบวนการสุดท้ายนั้น กระบวนการสร้างเหตุผลได้ลงไปกำหนดรูปการจิตสำนึกของบุคคลในมิติของชีวิตประจำวัน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ การเปลี่ยนทัศนคติในการทำงาน 4

และบทสรุปของเวเบอร์ต่อสภาวะสมัยใหม่และกระบวนการสร้างเหตุผล มีสองประการ คือ การสูญเสียซึ่งความหมาย (the loss of meaning) และ การสูญเสียซึ่งเสรีภาพ (the loss of liberty)

ทว่า แม้ฮาเบอร์มาสจะเห็นพ้องกับวิธีการวินิจฉัยสภาวะสมัยใหม่ของเวเบอร์ แต่ฮาเบอร์มาสกลับไม่เห็นด้วยกับข้อสรุปทั้งสองข้างต้นของเวเบอร์

ประการแรก การสูญเสียซึ่งความหมาย แม้ฮาเบอร์มาสเห็นด้วยกับข้อวินิจฉัยที่ว่าได้เกิด tension เพิ่มมากขึ้นระหว่างพื้นที่ต่างๆ แต่ฮาเบอร์มาสกลับเห็นว่ามันยังมีเครื่องมือที่ทำหน้าที่เป็นสื่อกลาง/ตัวเชื่อมในการยึดโยงหรือลดทอนพื้นที่ที่กระจัดกระจายเข้าไว้ด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่องว่างระหว่างโลกของผู้เชี่ยวชาญ (expertise) ที่ได้พัฒนาพื้นที่คุณค่าทางวัฒนธรรมต่างๆไปในทิศทางของตัวเอง (ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ เช่น นักวิทยาศาสตร์ นักกฎหมาย ฯลฯ) กับโลกของชีวิตประจำวัน (everyday life) เครื่องมือ/สื่อกลางเหล่านี้ได้แก่ ศิลปะ สื่อ ปรัชญา และที่สำคัญคือ ประชาธิปไตย (จะกล่าวต่อไป) ซึ่งสามารถทำให้เกิดความเป็นเอกภาพกับ lifeworld ได้ (ในส่วนของมโนทัศน์เรื่อง lifeworld และความสัมพันธ์กับมโนทัศน์เรื่อง ‘ระบบ’ (system) จะกล่าวถึงข้างหน้า)

ความสำคัญของ lifeworld คือ ในตัวมันเองเป็นสิ่งที่สามารถทำให้เกิดความหมายร่วมกันของแต่ละพื้นที่ได้ เพราะเป็นเงื่อนไขที่ทำให้เกิดความเป็นไปได้ (conditions of possibility) ของบทสนทนาระหว่างกันระหว่างพื้นที่ต่างๆ อันเป็นศักยภาพที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาที่วางอยู่บนฐานของฉันทามติ (consensus-base) ที่แม้จะดำรงอยู่ภายใต้สภาวะสมัยใหม่ที่ถูกกระจัดกระจายไปแล้วก็ตาม

ประการที่สอง ก็คือ ข้อสรุปของเวเบอร์ที่ว่าสภาวะสมัยใหม่นั้นนำไปสู่การสูญเสียซึ่งเสรีภาพ (the loss of liberty) ประเด็นปัญหาดังกล่าวหากมองในเชิงประวัติศาสตร์แล้วเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการปะทะปฏิสัมพันธ์ระหว่าง ระบบบริหารงานขนาดใหญ่ (bureaucracy) หรือกลไกของรัฐสมัยใหม่ กับ ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม และแม้ฮาเบอร์มาสจะเห็นพ้องกับกระบวนการให้เหตุผลและคำอธิบายของเวเบอร์ แต่สำหรับฮาเบอร์มาสแล้ว ไม่เคยมีดุลยภาพโดยธรรมชาติระหว่างพื้นที่อันแตกต่างหลากหลาย เหล่านี้ 5 สถาบันที่ได้ก่อรูปขึ้นในกระบวนการสร้างเหตุผลในทางสังคม อย่างทุนนิยม และรัฐสมัยใหม่ (อันเป็นสองระบบย่อยในมโนทัศน์เรื่อง ‘ระบบ’ (system) ของฮาเบอร์มาส) ซึ่งพัฒนาภายใต้ instrumental rationality นั้นได้ครอบงำพื้นที่คุณค่าอื่นๆ และเป็นราคาที่ lifeworld ต้องจ่ายไป ราวกับว่าเป็นรูปแบบเดียวของเหตุผลในสภาวะสมัยใหม่ และเป็นสิ่งที่บ่อนทำลายโครงการของสภาวะสมัยใหม่ที่มีเป้าหมายในการปลดปล่อยมนุษย์ในนามของเหตุผล 6 ซึ่งราคาที่ lifeworld ต้องจ่ายไปนี้ คือ การสูญเสียซึ่งเสรีภาพ (นี่ คือกระบวนการที่ฮาเบอร์มาสเรียกว่า Colonization of the lifeworld by system หรือ rationalized lifeworld ) 7 และสำหรับฮาเบอร์มาสแล้วทางออกจากทางตันของตรรกะนี้ คือ ข้อเสนอกระบวนทัศน์เหตุผลเชิงการสื่อสาร/สื่อความ (communicative rationality)

- จาก subject centered rationality สู่ communicative rationality

อย่างไรก็ตามปัญหาใหญ่ที่ตามมา ซึ่งตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของสภาวะสมัยใหม่เองก็คือ การเผชิญหน้ากับกระแสธารปรัชญาตะวันตกว่าด้วยซับเจ็ค (Philosophy of Subject) การวิพากษ์ instrumental rationality ในปรัชญาตะวันตกที่ถูกผูกติดกับปรัชญาว่าด้วยซับเจ็คสำหรับฮาเบอร์มาสแล้ว ยังไม่เพียงพอที่จะอธิบายความไม่สมบูรณ์ของ instrumental rationality ได้ เพราะเป็นการวิพากษ์ที่ไม่มีกรอบทางมโนทัศน์ที่ยืดหยุ่นพอที่จะยึดกุมสภาพสมบูรณ์ของสิ่งที่ถูกทำลายผ่าน instrumental rationality ได้ ดังนั้นปรัชญาว่าด้วยซับเจ็คจึงเป็นสิ่งที่ต้องถูก overcome ผ่านการนำเสนอปรัชญาว่าด้วย intersubjectivity และ ปรัชญาเชิงภาษาศาสตร์ (linguistic philosophy) ของฮาเบอร์มาส อันเป็นสิ่งที่ช่วยให้สามารถจัดวาง cognitive-instrumental rationality ไว้ในที่ทางที่สมควรในฐานะส่วนหนึ่งของ เหตุผลเชิงการสื่อสาร/สื่อความ 8 ได้

ในสายตาของฮาเบอร์มาส สังคมสมัยใหม่เป็นสิ่งที่จะต้องถูกมองจากมุมองของพื้นที่ร่วม (common space) อันเป็นพื้นที่ที่ดำรงอยู่ระหว่างพหุปัจเจกบุคคล นั่นคือ เป็นสิ่งที่ต้องถูกมองจากมุมมองแบบ intersubjective มากกว่าแบบปัจเจกบุคคล 9 เหตุผลเชิงการสื่อสาร/สื่อความจึงเป็นหมุดหลักของสังคมสมัยใหม่ และเป็นสิ่งที่ควรถูกเรียกร้องจากปริมณฑลทางการเมือง ในแง่นี้ ประชาธิปไตยในฐานะหนึ่งในเครื่องมือของการเป็นสื่อกลางเชื่อมระหว่างโลกของ expertise กับ everyday life จึงควรที่จะต้องถูกพิจารณาด้วยมิติของเหตุผลเชิงการสื่อสาร/สื่อความด้วยเช่นเดียวกัน คำถามก็คือว่า ประชาธิปไตยประเภทไหนที่ควรจะถูกสถาปนาขึ้นมา

มุ่งไปสู่ประชาธิปไตยเชิงการสื่อสาร/สื่อความ (Toward Communicative/Deliberative Democracy)

นอกเหนือไปจากการนำกระบวนทัศน์เรื่องการสื่อสาร/สื่อความเข้าสู่การศึกษาทฤษฎีประชาธิปไตยแล้ว ฮาเบอร์มาสยังได้เสนอตัวแบบประชาธิปไตยเชิงกระบวนการ (procedural model of democracy) ผ่านการยอมรับข้อสมมติฐานในบางลักษณะ ขณะเดียวกันก็วิพากษ์การทำงานของตรรกะภายในของสองตัวแบบประชาธิปไตยอย่างเสรีนิยม (liberalism) และรีพับลิกัน (republicanism) 10 กล่าวคือ
ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างเสรีนิยมกับรีพับลิกัน อยู่ที่ความเข้าใจถึงวิธีการและบทบาทของประชาธิปไตย ในกรณีเสรีนิยม กระบวนการประชาธิปไตยทำงานผ่านการจัดระบบระเบียบแบบแผนรัฐด้วยผลประโยชน์ของสังคม รัฐดำรงอยู่ในฐานะกลไกการบริหารงานสาธารณะ ขณะที่สังคมดำรงอยู่ในฐานะปฏิสัมพันธ์ของปัจเจกบุคคลและแรงงานผ่านกลไกตลาด ส่วนรีพับลิกันนั้น กระบวนการประชาธิปไตยดำรงอยู่ในฐานะสื่อกลางที่สมาชิกของชุมชนได้ตระหนักถึงการพึ่งพากันและกัน ในขณะเดียวกันก็ได้ก่อรูปและพัฒนาความสัมพันธ์ของการตระหนักรู้ร่วมกัน นอกจากนี้ นอกเหนือไปจากกลไกในการควบคุมกำกับในเชิงลำดับชั้นของรัฐและกลไกการควบคุมกำกับภายใต้กลไกตลาดที่ไม่ถูกรวมศูนย์แล้ว ลักษณะที่สำคัญอีกประการหนึ่งของรีพับลิกัน คือจิตวิญญาณในเรื่องความเป็นปึกแผ่นทางสังคม (solidarity) กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ รีพับลิกันนั้นมีฐานของประชาสังคมที่เป็นเอกเทศและเป็นอิสระจากรัฐและกลไกตลาด และมีที่ทางของตัวเองในฐานะเงื่อนไขเบื้องต้น (precondition) สำหรับการกำหนดวิถีทางของตัวเองของพลเมือง

ผลที่ตามมาจากการมอง “การเมือง” ที่แตกต่างกันของทั้ง เสรีนิยมและ รีพับลิกันนั้น มีสามประการ ประการแรก คือมโนทัศน์ว่าด้วยพลเมือง ในกรณีของเสรีนิยม สถานะของพลเมืองถูกกำหนดโดยสิทธิของปัจเจกที่มีต่อรัฐและพลเมืองอื่น สิทธิของปัจเจกบุคคลจึงเป็นสิทธิในเชิงนิเสธ (negative rights) ที่ประกันเสรีภาพในการเลือกที่เป็นอิสระจากแรงบังคับภายนอก และตรรกะเดียวกันนี้ก็ใช้ในสิทธิทางการเมืองที่ปัจเจกบุคคลสามารถใช้สิทธิในการปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง ซึ่งในท้ายที่สุดผลประโยชน์เหล่านี้ก็จะถูกผนวกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเจตจำนงทางการเมืองที่ส่งผลต่อการบริหารงานของรัฐ ขณะที่ในกรณีของรีพับลิกัน สถานะของพลเมืองนั้นอยู่ที่เสรีภาพในเชิงบวก (positive liberties) อันเป็นการรับรองถึงเงื่อนไขของความเป็นไปได้ (condition of possibility) ในการมีส่วนร่วมในปฏิบัติการร่วมกัน เหตุผลในการดำรงอยู่ของรัฐจึงไม่ได้วางอยู่บนฐานการปกป้องสิทธิอันเท่าเทียมของปัจเจกบุคคล แต่วางอยู่บนการรับรองกระบวนการก่อรูปความเห็นและเจตจำนง (opinion-and-will formation) ที่พลเมืองเสรีและเท่าเทียมสามารถเข้าใจถึงเป้าหมายและบรรทัดฐานที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกันของพลเมืองได้

ประการที่สอง คือ มโนทัศน์ว่าด้วยกฎหมาย ในกรณีของเสรีนิยมนั้นระบบกฎหมายเป็นสิ่งที่ถูกรับรู้ในภาษาของสิทธิปัจเจก ขณะที่รีพับลิกันนั้นกฎหมายเป็นเนื้อหาที่มีเป้าหมายและเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าร่วมกัน (given priority)

ประการที่สาม คือ ธรรมชาติของระบบการเมือง ในกรณีของเสรีนิยมเป็นการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจที่จะเข้าถึงอำนาจบริหาร ส่วนการก่อรูปความเห็นและเจตจำนงทั้งในปริมณฑลสาธารณะและในระบบรัฐสภาเป็นสิ่งที่ถูกก่อรูปผ่านการประชันขันแข่งเพื่อที่จะให้ได้มาซึ่งอำนาจ (ซึ่งใช้ตรรกะเดียวกับกลไกตลาด) ขณะที่รีพับลิกันไม่ได้วางอยู่บนฐานของกลไกตลาดแต่เป็นการควบคุมถึงกระบวนการสื่อสาร/สื่อความสาธารณะที่มุ่งไปสู่การทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน (mutual understanding)
สำหรับฮาเบอร์มาสแล้ว ตัวแบบประชาธิปไตยทั้งสองต่างมีจุดเด่นและจุดด้อยในตรรกะคำอธิบายและความเข้าใจตัวเอง

จุดเด่นของรีพับลิกัน อยู่ที่มันได้ธำรงไว้ซึ่งกระบวนการประชาธิปไตยที่สร้างตัวเองผ่านพลเมืองที่มีความสามารถในการสื่อสาร/สื่อความ และไม่ได้ก่อรูปเป้าหมายร่วมกันผ่านการต่อรองผลประโยชน์ของปัจเจกบุคคล ทว่าจุดด้อยอยู่ที่กระบวนการประชาธิปไตยที่อิงอยู่บนคุณสมบัติของพลเมืองที่อุทิศตัวให้กับผลประโยชน์สาธารณะมีลักษณะเป็นอุดมคติมากเกินไป ซึ่งฮาเบอร์มาสเรียกส่วนนี้ว่า ‘ethical overload of republican model’ 11

ขณะที่จุดเด่นของเสรีนิยม คือการให้ความสำคัญกับกระบวนการสร้างสถาบันทางการเมืองโดยเฉพาะต่อตัวรัฐธรรมนูญ/แบบแผนการปกครอง (constitution) ที่ควบคุมกำกับอำนาจรัฐผ่านบรรทัดฐาน (norms) บางชุด เช่น สิทธิขั้นพื้นฐาน การแบ่งแยกอำนาจ หลักนิติรัฐ เป็นต้น ทั้งนี้ผ่านการแยกสังคมออกจากรัฐและการประชันขันแข่งกันในพื้นที่ทางสังคมได้ส่งผลและถูกผนวกเข้าไปสู่การบริหารงานภาครัฐ ทว่าจุดด้อยนั้นอยู่ตรงที่ความเข้าใจเรื่องการเมืองเป็นสิ่งที่ถูกผูกติดอยู่กับรัฐ (state centered understanding of politics) และไม่ได้มองถึงความสามารถโดยเฉพาะบนฐานของการสื่อสาร/สื่อความของพลเมืองที่จะกระทำการโดยมีเป้าหมายร่วมกันได้

ข้อเสนอว่าด้วยประชาธิปไตยของฮาเบอร์มาสมีขาหยั่งอยู่ในทั้งสองตัวแบบ โดยผนวกจุดเด่นของทั้งสองตัวแบบเข้าไปในมโนทัศน์ว่าด้วยกระบวนทัศน์เรื่องการสื่อสาร/สื่อความที่วางอยู่บนฐานของ intersubjectivity

กล่าวโดยสรุป ความเข้าใจว่าด้วยตัวแบบประชาธิปไตยของฮาเบอร์มาส เป็นสิ่งที่นำไปสู่ดุลยภาพในสังคมสมัยใหม่ระหว่างระบบทุนนิยม รัฐสมัยใหม่ และความเป็นปึกแผ่น อย่างไรก็ตาม สำหรับฮาเบอร์มาสแล้ว พลังความเป็นปึกแผ่น (Spirit ของรีพับลิกัน) ของสังคมสมัยใหม่ นั้นไม่สามารถปฏิบัติดารผ่านการสื่อสาร/สื่อความแต่เพียงอย่างเดียว แต่ควรที่จะปฏิบัติการผ่านปริมณฑลสาธารณะที่เป็นเอกเทศ (Spirit ของรีพับลิกัน) และผ่านกระบวนการถกเถียงและตัดสินใจที่ถูกทำให้เป็นสถาบันตามกฎหมาย (Spirit ของเสรีนิยม) จึงจะทำให้เกิดดุลยภาพระหว่าง lifeworld (ความเป็นปึกแผ่น) และ system ได้ (ทุนนิยม และรัฐสมัยใหม่)

ปัญหาความชอบธรรมกับรัฐสมัยใหม่: จาก myth /worldview สู่ Reason

มโนทัศน์เรื่องความชอบธรรมนั้น เป็นมโนทัศน์หลักในเขียนหลายชิ้นของฮาเบอร์มาส ประเด็นปัญหานี้เป็นสิ่งที่ฮาเบอร์มาสพูดถึงอย่างจริงจังตั้งแต่ในงานเขียนในภาษาอังกฤษชิ้นแรกๆของเขาอย่างน้อยก็นับตั้งแต่ Legitimation Crisis12 จนกระทั่งงานเขียนในยุคหลังอย่าง The Postnational Constellation 13 ในส่วนนี้จะศึกษาปัญหาความชอบธรรมที่สัมพันธ์กับรัฐสมัยใหม่ผ่านงาน ‘Legitimation Problems in the Modern State’ 14 เป็นหลัก

สำหรับฮาเบอร์มาสแล้ว ‘ความชอบธรรมนั้นหมายถึงความมีค่าของระบบระเบียบทางการเมืองที่จำต้องถูกตระหนักรู้’15 ความชอบธรรมคือข้ออ้างที่ฟังขึ้นอันสามารถท้าทายได้ (contestable validity claim) ความชอบธรรมจึงเป็นสิ่งที่ผูกโยงเข้ากับระบบระเบียบทางการเมือง และระบบระเบียบทางการเมืองเท่านั้นที่สามารถมีและสูญเสียความความชอบธรรมได้ ในแง่นี้ ระบบระเบียบทางการเมืองจึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีความชอบธรรม ในขณะที่ปริมณฑลทางการค้าและกลไกตลาดนั้นไม่มีความจำเป็นต้องมี 16

อย่างไรก็ตาม ปัญหาเรื่องสัมพันธภาพระหว่างความชอบธรรมกับระบบระเบียบทางการเมืองไม่ได้เป็นลักษณะเฉพาะของสภาวะสมัยใหม่ ในลำดับวิวัฒนาการทางสังคมก่อนที่จะปรากฏตัวขึ้นของรัฐสมัยใหม่ (prestate) สังคมเป็นสิ่งที่ถูกจัดระบบระเบียบผ่าน myth หรือฐานคิด (grounds) บางอย่าง เช่น ในสมัยแรกเริ่มอารยธรรม ชนชั้นปกครองได้สร้างความชอบธรรมให้กับตัวเองผ่าน myths of origin ซึ่งดำรงอยู่ในฐานะฐานความคิดสัมบูรณ์ที่มีระเบียบแบบแผนที่สามารถอธิบายโลกทั้งหมดได้ (as a whole) คำถามที่ตามมาจากคำอธิบายข้างต้นก็คือ แล้วอะไรล่ะที่เป็นลักษณะเฉพาะของความชอบธรรมของรัฐสมัยใหม่ ภายใต้สภาวะสมัยใหม่?

จากส่วนแรกที่ได้กล่าวถึงสภาวะสมัยใหม่และปัญหาของเหตุผลนั้นสามารถนำมาปรับใช้กับการตอบปัญหาตรงนี้ได้ กล่าวคือ ภายใต้สภาวะสมัยใหม่ที่พหุพื้นที่ทางคุณค่าต่างๆได้ถูกจำแนกแจกแจงออกจากกัน จนทำให้ความหมายที่เคยถูกผูกโยงเข้ากับฐานคติบางอย่างเป็นสิ่งที่มีปัญหา(และจึงต้องมาหา-หรือสร้าง-ความหมายใหม่!) ตัวอย่างที่ชัดเจนประการหนึ่ง คือ การปรับเปลี่ยนโครงสร้างกฎเกณฑ์ธรรมชาติขึ้นมาใหม่ (reconstruct natural law) ที่ใช้เป็นข้ออ้างที่ฟังขึ้น (validity claim) เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการเกิดขึ้นของรัฐสมัยใหม่ที่เป็นอิสระจากฐานคติแบบเดิม พัฒนาการเหล่านี้จะเห็นได้จากรุสโซ (Rousseau) ค้านท์ (Kant) ซึ่งได้แทนที่ระเบียบแบบแผนอย่าง ธรรมชาติ (Nature) และ พระเจ้า (God) ในฐานะกระบวนการสร้างความชอบธรรมให้กับทั้งบรรทัดฐานและการกระทำ โดยระเบียบแบบแผนเชิงรูปแบบของเหตุผล (formal principle of reason) เช่นเดียวกับ ฮอบส์ (Hobbes) ล็อค (Locke) จนกระทั่ง รอลส์ (Rawls) ในส่วนของ fiction ที่ว่าด้วย ‘สภาวะธรรมชาติ’ (state of nature) หรือ ตำแหน่งแห่งที่เริ่มต้น (original position) ที่มีความหมายของการจำเพาะเจาะจงลงไปถึงเงื่อนไขที่เกิดข้อตกลงอันแสดงให้เห็นถึงผลประโยชน์ร่วมกันได้ ซึ่งทั้งสองสายธารความคิด (กรณีแรกคือรีพับลิกัน ส่วนกรณีหลังคือเสรีนิยม) นี้ได้สร้างซึ่ง ‘เงื่อนไขเชิงรูปแบบของฉันทามติที่เป็นไปได้’ (formal conditions of possible consensus) โดยไม่ได้วางอยู่บนฐานความชอบธรรมที่อิงอยู่กับฐานคติสัมบูรณ์ (ultimate grounds) อย่างที่เคยเป็น 17

ผลที่ตามมา คือ ระนาบของการให้ความชอบธรรม (level of justification) ที่สัมพันธ์กับระบบระเบียบทางการเมืองจึงเปลี่ยนไป ซึ่งฮาเบอร์มาสได้ตอบคำถามถึงสาระสำคัญของความชอบธรรมในรูปแบบใหม่นี้ออกเป็นห้าประการ สองประการแรกเชื่อมโยงกับระนาบใหม่ในการให้ความชอบธรรม (new level of justification) ซึ่งสามารถอนุมาน (imply) ได้จากคำอธิบายข้างต้น ขณะที่สามประการหลัง คือ โครงสร้างของรัฐ (และ/หรือรัฐ-ชาติ) สมัยใหม่ 18

ประการแรก การแยกการเมืองออกจากศาสนา (secularization) ซึ่งเป็นเรื่องของการแยกความชอบธรรมของอำนาจรัฐออกจากพื้นที่และอิทฺธิพลที่ยึดโยงอยู่กับศาสนจักร

ประการที่สอง กฎเกณฑ์เชิงเหตุผล (Rational Law) ซึ่งประเด็นนี้เป็นข้อโต้แย้งใหญ่ ระหว่าง Rational natural law ที่ระนาบการให้ความชอบธรรมวางอยู่บนเงื่อนไขเชิงรูปแบบของฉันทามติที่เป็นไปได้ กับ Classical natural law ที่ระนาบการให้ความชอบธรรม (ที่ภายใต้สภาวะสมัยใหม่ได้เสื่อมคุณค่าลงไป) ที่วางอยู่บนโลกทัศน์ (ธรรมชาติ และ พระเจ้า)

ประการที่สาม สิทธิเชิงนามธรรมและการแลกเปลี่ยนสินค้าแบบทุนนิยม (Abstract Right and Capitalist Commodity Exchange) ทั้งนี้ กฎเกณฑ์เชิงเหตุผลไม่ได้มีเฉพาะด้านที่เป็นเชิงรูปแบบเท่านั้น แต่ยังมีด้านที่เป็นเชิงวัตถุสภาพด้วย กรณีทฤษฎีประชาสังคม (civil society) ที่อธิบายถึงระบบกฎหมายเอกชน เสรีภาพขั้นพื้นฐานของพลเมือง และบนฐานของระนาบใหม่ในการให้ความชอบธรรมนั้น เส้นแบ่งระหว่างรัฐกับสังคมที่ถูกจัดระบบระเบียบแล้วเท่านั้นที่เป็นสิ่งที่ควรจะถูกปกป้อง

ประการที่สี่ คือ องค์อธิปัตย์ (Sovereignty) นั่นคือ การเปลี่ยนผ่านอำนาจองค์อธิปัตย์จากอำนาจองค์อธิปัตย์ที่ถูกผูกเข้ากับเจ้าผู้ปกครอง (princely sovereignty) ไปสู่องค์อธิปัตย์ของประชาชน (popular sovereignty)

ประการที่ห้า คือ ชาติ (Nation) ทั้งนี้การเกิดขึ้นของชาติแสดงให้เห็นถึงวิธีการที่อัตลักษณ์แบบรวมหมู่ (collective identity) ได้ถูกก่อรูปภายใต้แรงกดของโครงสร้างรัฐสมัยใหม่ ในแง่นี้ชาติจึงเป็นโครงสร้างของรูปการจิตสำนึกที่อย่างน้อยส่งผลสองประการ คือ ประการแรก ชาติทำให้เกิดโครงสร้างของกฎหมายเอกชนกระฎุมพีบนฐานที่เท่าเทียมกัน ประการที่สอง ชาติทำให้เกิดความเป็นไปได้ระดับสูงในการกระบวนการระดม/เคลื่อนตัวทางสังคมของประชากร (social mobilization of the population) 19

บทสรุป

การต่อลมหายใจให้กับสภาวะสมัยใหม่ในความคิดของฮาเบอร์มาส ก็คือ การวิพากษ์เหตุผลด้วยเหตุผล โดยการนำเสนอเหตุผลเชิงการสื่อสาร/สื่อความ เพื่อที่จะทำให้เกิดดุลยภาพระหว่าง lifeworld และ system ทั้งในแง่ของการปกป้องการเข้ามาทำลายพื้นที่ของ lifeworld โดย system และในแง่ของการสร้างเงื่อนไขของความเป็นไปได้ที่จะทำให้เกิดการ share ความหมายร่วมกันของพื้นที่ต่างๆในทางสังคม อันสามารถนำไปสู่ solidarity ได้




โดย: รัฐสมัยใหม่ ความชอบธรรมและตัวแบบประชาธิปไตยในความคิดของฮาเบอร์มาส (moonfleet ) วันที่: 5 มีนาคม 2551 เวลา:8:15:47 น.  

 
เชิงอรรถ

1 Quentin Skinner, Liberty Before Liberalism (Cambridge: Cambridge University Press, 1998), p. 105.

2 ความเรียงชิ้นนี้เป็นความเรียงที่ฮาเบอร์มาสได้รับรางวัล Theodor W. Adorno Prize จาก City of Frankfurt ในเดือนสิงหาคม ปี 1980 ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกในโลกภาษาอังกฤษภายใต้ชื่อ ‘Modernity versus Postmodernity’ ในวารสาร New German Critique ฉบับที่ 22 ปี 1981 ซึ่งได้รับการถ่ายทอดจากภาษาเยอรมันสู่ภาษาอังกฤษโดย Seyla Benhabib ซึ่งต่อมาก็เป็นนักทฤษฎีวิพากษ์สายอเมริกันคนสำคัญ ส่วนชิ้นที่ผู้เขียนใช้อ้างอิงถูกรวบรวมอยู่ใน Maurizio Passerin d’Etreves and Seyla Benhabib (ed.), Habermas and The Unfinished Project of Modernity: Critical Essays on The Philosophical Discourse of Modernity (Cambridge, Massachusetts: The MIT Press, 1997) pp. 38-55. อันเป็นความเรียงที่มีการปรับเปลี่ยนชื่อและได้เพิ่มเติมเนื้อหาในบางส่วน ทว่ายังคงไว้ซึ่งหลักใหญ่ใจความของตัวความเรียงดั้งเดิม ทั้งนี้ฮาเบอร์มาสยังได้กล่าวไว้ใน “บทนำ” ของ The Philosophical Discourse of Modernity ที่ยืนยันเรื่องความสำคัญของความเรียงชิ้นนี้ตลอดงานในชิ้นหลังๆของเขา โปรดดู Jurgen Habermas, The Philosophical Discourse of Modernity: Twelve Lectures, trans. Frederick Lawrence (Cambridge, Massachusettes: The MIT Press, 1998 [1987]) p. xix. และข้อเสนอเต็มรูปแบบ (แต่ไม่เสร็จสิ้นเพราะดำรงอยู่ในฐานะ Unfinished Project) ปรากฏอยู่ใน The Theory of Communicative Action,Volume I, II

3 โปรดดูเพิ่มเติมใน Jurgen Habermas, The Theory of Communicative Action,Volume I, trans. Thomas McCarthy (Boston, MA: Beacon Press, 1984) pp. 143-271.



4 ดูบทบาทของความสัมพันธ์ระหว่างจริยศาสตร์แบบโปรเตสแตนท์กับระบบทุนนิยมได้ใน Max Weber, The Protestant Ethic and the Spirit of Capitalism , trans. Talcott Parsons and Introduction by Anthony Giddens (New York: Charles Scribner’s Sons, 1976 [1958]) และ Jurgen Habermas, Ibid, pp. 216-242.



5 โปรดดูข้อถกเถียงนี้ใน Denise Vitale, ‘Between deliberative and participatory democracy: A contribution on Habermas,’ Philosophy& Social Criticism Vol. 32 No.6 p. 742.



6 Denise Vitale, Ibid, p.742.



7 โปรดดูความสัมพันธ์ระหว่าง lifeworld กับ system เพิ่มเติมใน Jurgen Habermas, ‘Intermediate Reflections: System and Lifeworld’ in The Theory of Communicative Action,Volume II, trans. Thomas McCarthy (Cambridge: Polity, 1998 [1987]), pp.113-197.



8 โปรดดูประเด็นนี้ใน Denise Vitale, Ibid, p.744. และใน Jurgen Habermas, The Theory of Communicative Action,Volume I, pp. 389-90. และดูทางออกจากปรัชญาว่าด้วยซับเจ็คได้ใน Jurgen Habermas, ‘An Alternative Way out of the Philosophy of the Subject: Communicative versus Subject-Centered Reason,’ in The Philosophical Discourse of Modernity, pp. 294-326.


9 enise Vitale, Ibid, p.743.



10 ในส่วนนี้จะกล่าวถึงเนื้อหาสาระและกระบวนการของตัวแบบประชาธิปไตยของฮาเบอร์มาสผ่านงานชิ้นสำคัญคือ Jurgen Habermas, ‘Three Normative Models of Democracy,’ in The Inclusion of the Other: Studies in Political Theory, edited by Ciaran Cronin and Pablo De Greiff (Cambridge: Polity, 2005 [1998]) pp. 239-252. และดูข้อเสนอที่คล้ายคลึงกันนี้ได้ใน Jurgen Habermas, ‘Deliberative Politics: A Procedural concept of democracy,’ in Between Fact and Norm, trans. William Rehg (Cambridge, Massachusetts: The MIT Press, 1999 [1996]), pp. 287-328.


11 Jurgen Habermas, ‘Three Normative Models of Democracy,’ Ibid, p.239.


12 Jurgen Habermas, Legitimation Crisis, trans. Thomas McCarthy (Cambridge: Polity, 1988 [1976])


13 โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน Jurgen Habermas, ‘Remarks on Legitimation through Human Rights,’ in The Postnational Constellation, trans. edited with and introduction by Max Pensky (Cambridge: Polity, 2004 [2001])


14 งานเขียนชิ้นนี้ปรากฏใน Jurgen Habermas, Communication and the Evolution of Society, trans. with an introduction by Thomas McCarthy (Boston: Beacon Press, 1979), pp.178-205.


15 ต้นฉบับภาษาอังกฤษคือ ‘Legitimacy means a political order’s worthiness to be recognized,’ in Jurgen Habermas, Ibid, p. 178.


16 Jurgen Habermas, Ibid, p. 179.


17 ดูข้อถกเถียงนี้ใน Jurgen Habermas, Ibid, p. 184.


18 โปรดดูสาระสำคัญของความชอบธรรมในรูปแบบใหม่ใน Jurgen Habermas, Ibid, pp. 191-193.


19 ดูเพิ่มเติมได้ใน Jurgen Habermas, Ibid, p. 191.

ที่มา: http://politic.tjanews.org/index.php?option=content&task=view&id=143



โดย: เชิงอรรถ (moonfleet ) วันที่: 5 มีนาคม 2551 เวลา:8:16:15 น.  

 
The Wealth and Poverty of Nations : ความรวย ความจน (1)

คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์ โดย ดร.ไสว บุญมา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 06 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3842 (3042)

ในระหว่างสงครามเย็นภยันตรายหมายเลขหนึ่ง ซึ่งสร้างความหวาดกลัวให้แก่ชาวโลก ได้แก่ การสู้กันด้วยอาวุธนิวเคลียร์ ระหว่างสหรัฐอเมริกา กับสหภาพโซเวียต เพราะเหตุการณ์เช่นนั้นมีค่าเท่ากับเกิดไฟบรรลัยกัลป์ล้างโลก หลังสงครามเย็นยุติ ชาวโลกไม่ถูกคุกคามด้วยความหวาดกลัวเช่นนั้นอีกต่อไป แต่ปราชญ์เข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ดี จึงพากันคาดว่ามนุษย์จะต้องสรรหาสาเหตุอื่นมาเป็นข้ออ้างเพื่อทะเลาะกันแทนความแตกต่างทางแนวคิดทางการเมือง ในหนังสือเรื่อง The Clash of Civilizations and the Remaking of World Order ซึ่งคอลัมน์นี้ประจำวันที่ 31 กรกฎาคม-3 สิงหาคม 2549 นำมาเล่า Samuel Huntington เสนอว่า ในยุคต่อไปมนุษย์จะใช้ความแตกต่างทางวัฒนธรรม เป็นสาเหตุของการทะเลาะกัน และนั่นจะเป็นต้นตอของปัญหาใหญ่ๆ ในโลกแห่งอนาคต

หลังจาก Huntington พิมพ์หนังสือเล่มนั้น 3 ปี อาจารย์ประวัติศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดชื่อ David S. Landes เสนอข้อคิดที่แตกต่างออกไป เขาเสนอว่าในยุคหน้า ต้นตอของปัญหาใหญ่ๆ จะเป็นช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศร่ำรวย กับประเทศยากจนและความเสื่อมสภาพของสิ่งแวดล้อม ปัญหาทั้งสองมีความเกี่ยวพันกันอย่างแนบแน่น เขากล่าวว่า มันเป็นภาระของประเทศร่ำรวยที่จะต้องช่วยประเทศยากจนพัฒนา ประเทศร่ำรวยและประเทศยากจน จะช่วยกันพัฒนาได้ก็ต่อเมื่อพวกเขารู้ถึงปัจจัย ที่ทำให้เกิดความร่ำรวย และความยากจน เพื่อช่วยให้เกิดความเข้าใจนั้น เขาได้เขียนหนังสือหนากว่า 650 หน้า (ฉบับปกอ่อน) ขึ้นมา โดยตั้งชื่อว่า The Wealth of and Poverty of Nations : Why Some Are So Rich and Some Are So Poor

เนื่องจากย้อนไปก่อนการปฏิวัติเกษตรกรรม มนุษย์ทั่วโลกอาศัยการเก็บของป่า และล่าสัตว์ เป็นฐานของการดำเนินชีวิต เหมือนกันหมด ความแตกต่างทางเศรษฐกิจระหว่างสังคมจึงไม่เกิดขึ้น จนกระทั่งหลังบรรพบุรุษของเรารู้จักปลูกพืช และเลี้ยงสัตว์เมื่อราว 10,000 ปีที่ผ่านมา เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าปัจจัยที่ทำให้เกิดความแตกต่างทางการเกษตร ได้แก่ลักษณะทางภูมิศาสตร์ ผู้เขียนพูดถึงบทบาทของธรรมชาติ เช่น ด้านความร้อนกับความหนาว และด้านความชุ่มชื้น กับความแห้งแล้ง จริงอยู่ปัจจัยเหล่านี้มีบทบาทสำคัญยิ่ง แต่มันไม่เกี่ยวกับนโยบาย และพฤติกรรม หรือการกระทำของมนุษย์ เขาจึงกล่าวถึงการพัฒนาอันเนื่องมาจากปัจจัยเหล่านี้เพียงสั้นๆ โดยเฉพาะเรื่องความได้เปรียบเสียเปรียบของยุโรปตะวันตก ซึ่งต่อมากลายเป็นศูนย์กลางของความร่ำรวย เช่น พื้นที่แถบนั้นไม่หนาวจัดมาก เพราะได้รับอิทธิพลจากกระแสน้ำทะเลที่มีชื่อว่า The Gulf Stream ซึ่งพาความอบอุ่นไปจากทางเขตร้อน แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ร้อนมาก ถึงขนาดเป็นที่เพาะเชื้อโรคหลายอย่าง เช่น มาลาเรียและพยาธิต่างๆ

เกี่ยวกับนโยบายในยุคเกษตรกรรมซึ่งนำไปสู่ความแตกต่างทางเศรษฐกิจอย่างแจ้งชัด เขาเน้นเรื่องของเมืองจีน และเรื่องยุโรปตะวันตก เพราะจีนก้าวหน้ากว่ายุโรปเป็นพันๆ ปีก่อนที่ยุโรปจะแซงขึ้นหน้า และสังคมในยุโรปตะวันตกเอง ก็มีความแตกต่างกันทางด้านนโยบาย และพฤติกรรมซึ่งนำไปสู่ความร่ำรวยที่ต่างกันในเวลาต่อมาด้วย

เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าเมืองจีนก้าวหน้ากว่ายุโรปในด้านต่างๆ จนกระทั่งมาถึงยุคการสร้างเครื่องจักรกล ซึ่งนำไปสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรม ชาวจีนนำหน้า เพราะสามารถประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องใช้สำคัญๆ ได้ก่อน เช่น เข็มทิศ กระดาษ การพิมพ์ และเครื่องเคลือบ

สิ่งที่ชี้ว่าครั้งหนึ่งจีนก้าวหน้ากว่ายุโรปตะวันตก แบบทิ้งกันแทบไม่เห็นฝุ่น คงได้แก่เรื่องการเดินเรือของจีน นั่นคือ ก่อนที่ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส จะใช้เรือ 3 ลำเดินทางในนามของกษัตริย์สเปนข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกไปถึงทวีปอเมริกาเกือบ 90 ปี นายพลเรือเจิ้งเหอ ของจีนได้นำกองเรือจำนวน 317 ลำเดินทางข้ามมหาสมุทรอินเดียไปจนถึงทวีปแอฟริกา เรือลำใหญ่ของนายพลเจิ้งเหอยาวถึง 5 เท่าของเรือลำใหญ่ของโคลัมบัส

เพราะอะไรจีนจึงไม่ก้าวหน้าต่อไปจนสามารถค้นพบเทคโนโลยีใหม่ซึ่งเป็นหัวจักรของการปฏิวัติอุตสาหกรรม ? คำถามนี้เป็นปริศนาที่ปราชญ์ขบคิดกันมาเป็นเวลานาน จากการวิเคราะห์ของผู้เขียนปัจจัยมีหลายอย่าง ซึ่งรวมแล้วเป็นผลของกระบวนความคิดที่ผิดอย่างร้ายแรง ผู้เขียนเล่าว่ากองเรืออันมหึมาของนายพลเจิ้งเหอนั้น เป็นเพียงหนึ่งในเจ็ดครั้งของการเดินทางไปในน่านน้ำต่างๆ แต่กองเรือเหล่านั้นมิได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อการค้าขาย และการแสวงหากำไร ให้แก่ประเทศจีน หากเพื่อสร้างความประทับใจในความยิ่งใหญ่ของจีน ให้แก่บรรดาประเทศที่กองเรือผ่านไป การโอ้อวดความยิ่งใหญ่นั้นมีต้นทุนสูงมาก เนื่องจากกองเรือขนาดใหญ่ มีค่าใช้จ่ายมหาศาล ประเด็นนี้เป็นที่ถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อน ในระหว่างขุนนางของพระเจ้ากรุงจีน จนในที่สุดขุนนางที่ต้องการให้ยุติการเดินเรือเป็นฝ่ายชนะ นอกจากชัยชนะของขุนนางกลุ่มนี้ จะมีผลทำให้ความก้าวหน้าทางการเดินเรือ ต้องหยุดชะงักแล้ว ยังนำไปสู่การต่อต้านการค้นคว้า และการพัฒนาทางด้านศาสตร์ และเทคโนโลยีอื่นๆ อีกด้วย เนื่องจากคนกลุ่มนี้มองว่า การวิจัยและการพัฒนา เป็นความสิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์

ในขณะที่จีนหยุดชะงัก รัฐต่างๆ ในยุโรปตะวันตกแข่งขันกันอย่างเข้มข้น ในจำนวนนี้มี 4 ประเทศที่ผู้เขียนนำมาเล่าอย่างละเอียด เพื่อเป็นตัวอย่างของการสร้างความก้าวหน้า และความล้า สเปนซึ่งออกค่าใช้จ่ายให้โคลัมบัสเดิน เรือไปถึงอเมริกามุ่งหน้าไปแสวงหาความร่ำรวยที่นั่น ส่วนหนึ่งจากการปล้นฆ่าพวกชาวพื้นเมือง โปรตุเกสซึ่งเล็กกว่าสเปน มุ่งหน้าเดินเรือ ผ่านแอฟริกามาทางตะวันออกไกล และมาตั้งศูนย์การค้าขายในจุดยุทธศาสตร์สำคัญๆ เช่น มาเก๊า ในจีน และกัว ในอินเดีย ฮอลแลนด์เป็นประเทศเล็กอีกประเทศหนึ่งซึ่งมุ่งหน้ามาทางตะวันออกไกล และในที่สุดได้สร้างอาณานิคมใหญ่ขึ้นสำเร็จในอินโดนีเซีย ส่วนอังกฤษซึ่งใหญ่กว่าเดินทางไปแสวงหาความมั่งคั่ง ทั้งในอเมริกา และในเอเชีย ผู้เขียนไม่ได้กล่าวถึงบทบาทของประเทศเหล่านี้ในแอฟริกามากนัก นอกจากการจับเอาชาวแอฟริกันไปเป็นทาสในดินแดนอื่น

แม้จะร่ำรวยจากการค้าขายและจากการสร้างอาณานิคมด้วยกัน แต่ต่อมาสเปนและโปรตุเกสก็เริ่มตามไม่ทันอังกฤษ และฮอลแลนด์ ปัจจัยที่ทำให้สเปนตามไม่ทัน ได้แก่ การใช้จ่ายทรัพย์สินจำนวนมหาศาล ที่ได้มาจากการปล้นฆ่า ไปกับความหรูหราฟุ้งเฟ้อ และไม่พยายามลงทุนต่อไปโดยเฉพาะในด้านการวิจัยและพัฒนา ส่วนหนึ่งเพราะสเปน ยังถูกครอบงำด้วยแนวความคิดของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก และการรังเกียจศาสนาอื่น เช่น ยิว และอิสลาม เนื่องจากโปรตุเกสมีกษัตริย์ร่วมกับสเปนอยู่ชั่วระยะหนึ่งและนับถือศาสนาเดียวกัน ฉะนั้นความก้าวหน้าจึงหยุดชะงักไปพร้อมกับสเปนด้วย

ส่วนชาวอังกฤษและชาวฮอลแลนด์ เริ่มเปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ ตั้งแต่นิกายนั้น แยกตัวออกจากโรมันคาทอลิก ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 บทบาทที่นิกายใหม่นี้ มีต่อความคิดเบื้องต้น เกี่ยวกับความขยันหมั่นเพียร และความมัธยัสถ์เป็นที่ถกเถียงกันไม่มีวันสิ้นสุดหลังจาก Max Weber เขียนเรื่อง The Protestant Ethics and the Spirit of Capitalism เกี่ยวกับประเด็นนี้ผู้เขียนมีความเอนเอียงไปทางฝ่าย Weber แต่ประเด็นใหญ่ไม่ได้อยู่ที่นั่น หากอยู่ที่ความมีใจกว้างของสังคมที่มีนิกายโปรเตสแตนต์เป็นศาสนาหลัก ความใจกว้างเปิดโอกาสให้การค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีใหม่เป็นไปได้อย่างสะดวกและรวดเร็วขึ้น ยังผลให้การปฏิวัติอุตสาหกรรม และสร้างความร่ำรวยในยุคต่อมาเกิดขึ้นในอังกฤษและในฮอลแลนด์ก่อน

Resource:
http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2006q4/2006november06p2.htm


โดย: The Wealth and Poverty of Nations : ความรวย ความจน (1) (moonfleet ) วันที่: 5 มีนาคม 2551 เวลา:8:17:30 น.  

 
The Wealth and Poverty of Nations : ความรวย ความจน (2)

คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์ โดย ดร.ไสว บุญมา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 09 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3843 (3043)

การปฏิวัติอุตสาหกรรมเริ่มต้นที่อังกฤษด้วยการวิวัฒน์มาบรรจบกันของปัจจัยหลายอย่าง โดยเฉพาะการสั่งสมความรู้ และเทคโนโลยีซึ่งเป็นผลของความมีอิสระในการค้นคว้าหาความรู้และแนวคิดใหม่ๆ ซึ่งในตอนนั้นเป็นไปอย่างเข้มข้นในยุโรป ความสามารถในการสร้างเครื่องจักรกลเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการเพิ่มความต้องการของประชาชน สำหรับเครื่องแต่งกายที่ทำด้วยผ้าฝ้ายจำนวนมาก อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนรสนิยม การบรรจบกันนั้นกระตุ้นให้โรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอ ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ต่อจากนั้นอุตสาหกรรมที่ก้าวหน้าตามมาติดๆ ได้แก่ เหล็ก พลังงาน การขนส่ง และการเกษตรแบบใหม่ อุตสาหกรรมเหล่านี้มีความสัมพันธ์กันสูง โดยเฉพาะการเกษตรแบบใหม่ซึ่งใช้แรงงานน้อยลงแต่สามารถผลิตอาหารได้จำนวนมากจากการใช้เทคนิคใหม่ๆ เพราะภาคเกษตรให้ทั้งอาหารและแรงงานที่เหลือใช้แก่โรงงานอุตสาหกรรม

นอกจากนั้นผู้เขียนเน้นความสำคัญของปัจจัยในด้านวัฒนธรรมและสถาบัน เขาเสนอว่าในบรรดาสังคมต่างๆ ในตอนนั้นสังคมอังกฤษมีลักษณะใกล้สังคมอุดมการณ์สำหรับการพัฒนาที่สุด สังคมอุดมการณ์มีส่วนประกอบมากมาย เช่น มีความเป็นชาติ ใช้ความสามารถเป็นเกณฑ์ในการวัดคน ส่งเสริมการแข่งขัน ความคิดสร้างสรรค์ และการเลียนแบบที่ดี ประชาชนมีความเสมอภาค มีระบบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินและกฎหมายในการทำสัญญา รัฐบาลมีเสถียรภาพ ประสิทธิภาพ และปราศจากความฉ้อฉล และเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกคนอย่างทัดเทียมกัน

ความก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมของอังกฤษสร้างทั้งความอิจฉาและการเลียนแบบโดยทั่วไปในทวีปยุโรป ประเทศต่างๆ พยายามส่งทั้งทูต จารชน พ่อค้า และนักอุตสาหกรรม ไปดูโรงงานและวิธีการของอังกฤษ รัฐบาลต่างๆ พยายามกระตุ้นอุตสาหกรรมของตนเองด้วยมาตรการต่างๆ เช่น ให้เงินสนับสนุน ให้สิทธิพิเศษและยกเว้นภาษี เป็นต้น มาตรการเหล่านั้นได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง เพราะแต่ละประเทศมีความพร้อมต่างกัน เช่น ภาคเกษตรยังใช้ระบบผู้เช่า กับเจ้านายแบบสมัยโบราณ ภาคอุตสาหกรรมยังมีการผูกขาดยังผลให้ผู้ประกอบการใหม่ถูกกีดกัน ยังไม่มีสถาบันทางการเงิน เพื่ออำนวยความสะดวกในการหาทุน และความสามารถทางเทคโนโลยียังมีน้อย นอกจากนั้นการปฏิวัติในฝรั่งเศส และสงครามซึ่งตามมาเมื่อ นโปเลียน โบนาปาร์ต ปกครองประเทศนั้นเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ

เนื่องจากเทคโนโลยีเป็นตัวชี้ขาดว่าใครจะสามารถพัฒนาก่อนใคร ทุกฝ่ายพยายามเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ให้เร็วที่สุด นอกจากจะใช้วิธีไปดูงานและการใช้จารชนแล้ว ประเทศต่างๆ ยังพยายามใช้เงินล่อผู้เชี่ยวชาญของประเทศอื่น ให้ย้ายไปตั้งถิ่นฐานในบ้านเมืองของตนอีกด้วย เช่น ฝรั่งเศสพยายามล่อนายช่างด้านต่างๆ ของอังกฤษ จนอังกฤษต้องออกกฎหมาย ห้ามมิให้นายช่างบางประเภท โยกย้ายถิ่นฐานไปอยู่นอกประเทศ ส่วนอังกฤษเองก็พยายามมองหาผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ในประเทศอื่นรวมทั้งในฝรั่งเศสด้วย

อย่างไรก็ตาม ประเทศเหล่านี้รู้ดีว่าการกระทำเช่นนั้นจะได้ผลเพียงระยะสั้น ฉะนั้นแต่ละประเทศจึงหาทางพัฒนาคนของตนเอง ให้มีความเชี่ยวชาญด้านต่างๆ เพิ่มขึ้น เกี่ยวกับประเด็นนี้ผู้เขียนนำเรื่องราวเกี่ยวกับการตั้งโรงเรียนเทคนิคในฝรั่งเศส มาเล่าค่อนข้างละเอียด

ฝรั่งเศสเริ่มตั้งโรงเรียนช่างอันโด่งดังตั้งแต่ปี ค.ศ.1794 (พ.ศ.2337) ชื่อ Ecole Polytechnique โรงเรียนนี้มีนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำ เป็นครูสอน และรับเฉพาะนักเรียนที่มีความปราดเปรื่องสูง นอกจากนั้นฝรั่งเศสยังตั้งสถาบัน และโรงเรียนอาชีวศึกษ าในด้านต่างๆ ขึ้นมาอีกด้วย เช่น ด้านเหมืองแร่ ด้านการอุตสาหกรรมศิลป์ ด้านเคมี และด้านเครื่องแต่งกาย ความสำเร็จของฝรั่งเศสได้รับความสนใจและเลียนแบบไปใช้อย่างกว้างขวางทั้งในปรัสเซีย ออสเตรีย สวิตเซอร์แลนด์ และรัสเซีย อย่างไรก็ตามประเทศเหล่านี้ประสบความสำเร็จไม่เท่ากัน ฉะนั้นรายได้ต่อคนในยุโรปตะวันตกกับยุโรปตะวันออก เริ่มแตกต่างกันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยยุโรปตะวันตกพัฒนารุดหน้ายุโรปตะวันออก ความแตกต่างที่เพิ่มขึ้นนี้ มีความขัดแย้งกันอยู่ในตัว คือในขณะที่เทคโนโลยีใหม่ทำให้ประเทศต่างๆ ติดต่อและค้าขายกันได้สะดวกขึ้น แต่พร้อมกันนั้นมันก็ทำให้ความแตกต่างทางด้านรายได้เพิ่มขึ้นด้วย แม้ผู้เขียนจะไม่ได้กล่าวถึงในบริบทนี้ แต่ความขัดแย้งดังกล่าวมีติดต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน นั่นคือ ในขณะที่เทคโนโลยีดิจิทัล เอื้อให้เราติดต่อกันข้ามโลกได้ภายในพริบตา และสร้างมหาเศรษฐี เช่น บิล เกตส์ ได้จำนวนหนึ่ง แต่ความอดอยากยากจนยังมีอยู่ทั่วไปในโลก

ก่อนที่จะเกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมอาณานิคมของชาวยุโรปในทวีปอเมริกา ซึ่งต่อมาประกาศตนเป็นประเทศเอกราช มีระดับการพัฒนาไล่เลี่ยกัน แต่หลังจากนั้นสหรัฐอเมริกาพัฒนารุดหน้าประเทศในกลุ่มละตินอเมริกาส่วนใหญ่ไปอย่างรวดเร็ว ผู้เขียนนำปัจจัยหลายอย่างมาพิจารณา เช่น ความแตกต่างทางด้านความคิดของสังคมอังกฤษ ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ในอเมริกาเหนือ และของสังคมสเปน และโปรตุเกสซึ่งส่งคนไปตั้งถิ่นฐานในละตินอเมริกา ดังที่กล่าวถึงแล้วสังคมอังกฤษเปิดรับแนวคิดใหม่ๆ อย่างกว้างขวางเอื้อให้เกิดการประดิษฐ์และคิดค้นหาสิ่งใหม่ได้ง่ายขึ้น

ส่วนสังคมสเปนและโปรตุเกสถูกครอบงำด้วยความคิดแบบแคบๆ ของศาสนานิกายโรมันคาทอลิก นอกจากนั้นชาวอังกฤษที่อพยพไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในอเมริกาเหนือส่วนใหญ่ ไปกันทั้งครอบครัวและไปบุกเบิกทำการเกษตร และกิจการขนาดย่อมโดยไม่ไปปะปนกับชาวพื้นเมือง ส่วนชาวสเปนและชาวโปรตุเกสที่เดินทางไปทวีปอเมริกา เพื่อแสวงหาโชคเป็นชายหนุ่มที่ไม่มีทุนรอนเกือบทั้งหมด ส่วนใหญ่แต่งงานกับชาวพื้นเมือง และสร้างสังคมลูกผสม ซึ่งกลืนพวกเขาอย่างรวดเร็ว ส่วนผู้ที่มีทุนก็ไปตั้งกิจการใหญ่ๆ โดยเฉพาะการทำไร่ซึ่งใช้ที่ดินจำนวนมาก

ความแตกต่างจากจุดเริ่มต้นนี้นำไปสู่ระบบการเมืองที่ต่างกันเมื่ออาณานิคมได้เอกราช นั่นคือ สหรัฐอเมริกา พัฒนาเป็นสังคมประชาธิปไตยที่ประชาชนมีความเสมอภาค และมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง ระบบนี้เปิดโอกาสให้ประชาชน เป็นผู้ประกอบการใหม่และใช้ความรู้ความสามารถได้อย่างทัดเทียมกัน ส่วนละตินอเมริกา พัฒนาไปสู่ระบบเผด็จการเสียเป็นส่วนใหญ่ หรือไม่ก็เป็นประชาธิปไตยที่ถูกครอบงำโดยกลุ่มคนรวย ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดิน รัฐบาลเผด็จการมักมีประสิทธิภาพต่ำและนำไปสู่ความฉ้อฉลอย่างกว้างขวาง ส่วนรัฐบาลประชาธิปไตยที่มีชาวไร่กลุ่มเล็กๆ ครอบงำก็นำไปสู่นโยบายที่ไม่เอื้อให้เกิดภาคอุตสาหกรรม

จากจุดเริ่มต้นที่ต่างกันนี้ ผู้เขียนเสนอว่าอาร์เจนตินามีโอกาสพัฒนาทันสหรัฐอเมริกามากที่สุดเพราะปัจจัยหลายอย่าง เช่น มีภูมิอากาศคล้ายกัน มีพื้นที่กว้างใหญ่ซึ่งเหมาะกับการใช้เลี้ยงสัตว์และปลูกพืชสารพัดชนิด แต่อาร์เจนตินา กลับพัฒนาไปไม่ถึงไหนเพราะปัจจัยหลายอย่างเช่นกัน เริ่มต้นด้วยระบบการเมืองซึ่งไม่มีความเป็นชาติ และขาดเสถียรภาพอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน หลังจากได้เอกราชเพราะการช่วงชิงอำนาจทางการเมืองที่ไม่มีกฎเกณฑ์แน่นอน ที่ดินอันอุดมสมบูรณ์ส่วนใหญ่ตกอยู่ในอุ้งมือของคนกลุ่มเล็กๆ ซึ่งกีดกันพวกที่อพยพมาใหม่มิให้มีโอกาสตั้งรกราก และสร้างตัวได้ง่าย ส่วนพวกที่อพยพมาใหม่ส่วนใหญ่เป็นพวกที่มีการศึกษาต่ำ เมื่อเทียบกับชาวอังกฤษ ที่อพยพไปตั้งถิ่นฐานในอเมริกาเหนือ พวกเศรษฐีที่ดินคุมนโยบายที่ไม่เอื้อให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรม พวกเขาจึงบริโภคสินค้านำเข้าจากภายนอก การบริโภคแบบฟุ่มเฟือยก่อให้เกิดการออมต่ำ ซึ่งนำไปสู่ความจำเป็น ในการกู้ยืมจากต่างประเทศ อาร์เจนตินาจึงมีประวัติมายาวนานเกี่ยวกับการเป็นหนี้สินแบบล้นพ้นตัว

นอกจากนั้นผู้นำทางความคิดของประเทศนี้ยังเป็นผู้เสนอแนวคิดที่ว่าละตินอเมริกาพัฒนาต่อไปไม่ได้ เพราะถูกเอารัดเอาเปรียบจากสหรัฐอเมริกา ผู้เขียนมองว่านั่นเป็นการสร้างข้ออ้างแบบเข้าข้างตัวเอง และบิดเบือนความเป็นจริงเพราะปัจจัยภายในของละตินอเมริกาต่างหาก ที่เป็นตัวชี้ขาดของความก้าวหน้าและความล้าหลัง


คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์ โดย ดร.ไสว บุญมา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 09 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3843 (3043)

การปฏิวัติอุตสาหกรรมเริ่มต้นที่อังกฤษด้วยการวิวัฒน์มาบรรจบกันของปัจจัยหลายอย่าง โดยเฉพาะการสั่งสมความรู้ และเทคโนโลยีซึ่งเป็นผลของความมีอิสระในการค้นคว้าหาความรู้และแนวคิดใหม่ๆ ซึ่งในตอนนั้นเป็นไปอย่างเข้มข้นในยุโรป ความสามารถในการสร้างเครื่องจักรกลเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการเพิ่มความต้องการของประชาชน สำหรับเครื่องแต่งกายที่ทำด้วยผ้าฝ้ายจำนวนมาก อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนรสนิยม การบรรจบกันนั้นกระตุ้นให้โรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอ ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ต่อจากนั้นอุตสาหกรรมที่ก้าวหน้าตามมาติดๆ ได้แก่ เหล็ก พลังงาน การขนส่ง และการเกษตรแบบใหม่ อุตสาหกรรมเหล่านี้มีความสัมพันธ์กันสูง โดยเฉพาะการเกษตรแบบใหม่ซึ่งใช้แรงงานน้อยลงแต่สามารถผลิตอาหารได้จำนวนมากจากการใช้เทคนิคใหม่ๆ เพราะภาคเกษตรให้ทั้งอาหารและแรงงานที่เหลือใช้แก่โรงงานอุตสาหกรรม

นอกจากนั้นผู้เขียนเน้นความสำคัญของปัจจัยในด้านวัฒนธรรมและสถาบัน เขาเสนอว่าในบรรดาสังคมต่างๆ ในตอนนั้นสังคมอังกฤษมีลักษณะใกล้สังคมอุดมการณ์สำหรับการพัฒนาที่สุด สังคมอุดมการณ์มีส่วนประกอบมากมาย เช่น มีความเป็นชาติ ใช้ความสามารถเป็นเกณฑ์ในการวัดคน ส่งเสริมการแข่งขัน ความคิดสร้างสรรค์ และการเลียนแบบที่ดี ประชาชนมีความเสมอภาค มีระบบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินและกฎหมายในการทำสัญญา รัฐบาลมีเสถียรภาพ ประสิทธิภาพ และปราศจากความฉ้อฉล และเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกคนอย่างทัดเทียมกัน

ความก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมของอังกฤษสร้างทั้งความอิจฉาและการเลียนแบบโดยทั่วไปในทวีปยุโรป ประเทศต่างๆ พยายามส่งทั้งทูต จารชน พ่อค้า และนักอุตสาหกรรม ไปดูโรงงานและวิธีการของอังกฤษ รัฐบาลต่างๆ พยายามกระตุ้นอุตสาหกรรมของตนเองด้วยมาตรการต่างๆ เช่น ให้เงินสนับสนุน ให้สิทธิพิเศษและยกเว้นภาษี เป็นต้น มาตรการเหล่านั้นได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง เพราะแต่ละประเทศมีความพร้อมต่างกัน เช่น ภาคเกษตรยังใช้ระบบผู้เช่า กับเจ้านายแบบสมัยโบราณ ภาคอุตสาหกรรมยังมีการผูกขาดยังผลให้ผู้ประกอบการใหม่ถูกกีดกัน ยังไม่มีสถาบันทางการเงิน เพื่ออำนวยความสะดวกในการหาทุน และความสามารถทางเทคโนโลยียังมีน้อย นอกจากนั้นการปฏิวัติในฝรั่งเศส และสงครามซึ่งตามมาเมื่อ นโปเลียน โบนาปาร์ต ปกครองประเทศนั้นเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ

เนื่องจากเทคโนโลยีเป็นตัวชี้ขาดว่าใครจะสามารถพัฒนาก่อนใคร ทุกฝ่ายพยายามเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ให้เร็วที่สุด นอกจากจะใช้วิธีไปดูงานและการใช้จารชนแล้ว ประเทศต่างๆ ยังพยายามใช้เงินล่อผู้เชี่ยวชาญของประเทศอื่น ให้ย้ายไปตั้งถิ่นฐานในบ้านเมืองของตนอีกด้วย เช่น ฝรั่งเศสพยายามล่อนายช่างด้านต่างๆ ของอังกฤษ จนอังกฤษต้องออกกฎหมาย ห้ามมิให้นายช่างบางประเภท โยกย้ายถิ่นฐานไปอยู่นอกประเทศ ส่วนอังกฤษเองก็พยายามมองหาผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ในประเทศอื่นรวมทั้งในฝรั่งเศสด้วย

อย่างไรก็ตาม ประเทศเหล่านี้รู้ดีว่าการกระทำเช่นนั้นจะได้ผลเพียงระยะสั้น ฉะนั้นแต่ละประเทศจึงหาทางพัฒนาคนของตนเอง ให้มีความเชี่ยวชาญด้านต่างๆ เพิ่มขึ้น เกี่ยวกับประเด็นนี้ผู้เขียนนำเรื่องราวเกี่ยวกับการตั้งโรงเรียนเทคนิคในฝรั่งเศส มาเล่าค่อนข้างละเอียด

ฝรั่งเศสเริ่มตั้งโรงเรียนช่างอันโด่งดังตั้งแต่ปี ค.ศ.1794 (พ.ศ.2337) ชื่อ Ecole Polytechnique โรงเรียนนี้มีนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำ เป็นครูสอน และรับเฉพาะนักเรียนที่มีความปราดเปรื่องสูง นอกจากนั้นฝรั่งเศสยังตั้งสถาบัน และโรงเรียนอาชีวศึกษ าในด้านต่างๆ ขึ้นมาอีกด้วย เช่น ด้านเหมืองแร่ ด้านการอุตสาหกรรมศิลป์ ด้านเคมี และด้านเครื่องแต่งกาย ความสำเร็จของฝรั่งเศสได้รับความสนใจและเลียนแบบไปใช้อย่างกว้างขวางทั้งในปรัสเซีย ออสเตรีย สวิตเซอร์แลนด์ และรัสเซีย อย่างไรก็ตามประเทศเหล่านี้ประสบความสำเร็จไม่เท่ากัน ฉะนั้นรายได้ต่อคนในยุโรปตะวันตกกับยุโรปตะวันออก เริ่มแตกต่างกันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยยุโรปตะวันตกพัฒนารุดหน้ายุโรปตะวันออก ความแตกต่างที่เพิ่มขึ้นนี้ มีความขัดแย้งกันอยู่ในตัว คือในขณะที่เทคโนโลยีใหม่ทำให้ประเทศต่างๆ ติดต่อและค้าขายกันได้สะดวกขึ้น แต่พร้อมกันนั้นมันก็ทำให้ความแตกต่างทางด้านรายได้เพิ่มขึ้นด้วย แม้ผู้เขียนจะไม่ได้กล่าวถึงในบริบทนี้ แต่ความขัดแย้งดังกล่าวมีติดต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน นั่นคือ ในขณะที่เทคโนโลยีดิจิทัล เอื้อให้เราติดต่อกันข้ามโลกได้ภายในพริบตา และสร้างมหาเศรษฐี เช่น บิล เกตส์ ได้จำนวนหนึ่ง แต่ความอดอยากยากจนยังมีอยู่ทั่วไปในโลก

ก่อนที่จะเกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมอาณานิคมของชาวยุโรปในทวีปอเมริกา ซึ่งต่อมาประกาศตนเป็นประเทศเอกราช มีระดับการพัฒนาไล่เลี่ยกัน แต่หลังจากนั้นสหรัฐอเมริกาพัฒนารุดหน้าประเทศในกลุ่มละตินอเมริกาส่วนใหญ่ไปอย่างรวดเร็ว ผู้เขียนนำปัจจัยหลายอย่างมาพิจารณา เช่น ความแตกต่างทางด้านความคิดของสังคมอังกฤษ ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ในอเมริกาเหนือ และของสังคมสเปน และโปรตุเกสซึ่งส่งคนไปตั้งถิ่นฐานในละตินอเมริกา ดังที่กล่าวถึงแล้วสังคมอังกฤษเปิดรับแนวคิดใหม่ๆ อย่างกว้างขวางเอื้อให้เกิดการประดิษฐ์และคิดค้นหาสิ่งใหม่ได้ง่ายขึ้น

ส่วนสังคมสเปนและโปรตุเกสถูกครอบงำด้วยความคิดแบบแคบๆ ของศาสนานิกายโรมันคาทอลิก นอกจากนั้นชาวอังกฤษที่อพยพไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในอเมริกาเหนือส่วนใหญ่ ไปกันทั้งครอบครัวและไปบุกเบิกทำการเกษตร และกิจการขนาดย่อมโดยไม่ไปปะปนกับชาวพื้นเมือง ส่วนชาวสเปนและชาวโปรตุเกสที่เดินทางไปทวีปอเมริกา เพื่อแสวงหาโชคเป็นชายหนุ่มที่ไม่มีทุนรอนเกือบทั้งหมด ส่วนใหญ่แต่งงานกับชาวพื้นเมือง และสร้างสังคมลูกผสม ซึ่งกลืนพวกเขาอย่างรวดเร็ว ส่วนผู้ที่มีทุนก็ไปตั้งกิจการใหญ่ๆ โดยเฉพาะการทำไร่ซึ่งใช้ที่ดินจำนวนมาก

ความแตกต่างจากจุดเริ่มต้นนี้นำไปสู่ระบบการเมืองที่ต่างกันเมื่ออาณานิคมได้เอกราช นั่นคือ สหรัฐอเมริกา พัฒนาเป็นสังคมประชาธิปไตยที่ประชาชนมีความเสมอภาค และมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง ระบบนี้เปิดโอกาสให้ประชาชน เป็นผู้ประกอบการใหม่และใช้ความรู้ความสามารถได้อย่างทัดเทียมกัน ส่วนละตินอเมริกา พัฒนาไปสู่ระบบเผด็จการเสียเป็นส่วนใหญ่ หรือไม่ก็เป็นประชาธิปไตยที่ถูกครอบงำโดยกลุ่มคนรวย ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดิน รัฐบาลเผด็จการมักมีประสิทธิภาพต่ำและนำไปสู่ความฉ้อฉลอย่างกว้างขวาง ส่วนรัฐบาลประชาธิปไตยที่มีชาวไร่กลุ่มเล็กๆ ครอบงำก็นำไปสู่นโยบายที่ไม่เอื้อให้เกิดภาคอุตสาหกรรม

จากจุดเริ่มต้นที่ต่างกันนี้ ผู้เขียนเสนอว่าอาร์เจนตินามีโอกาสพัฒนาทันสหรัฐอเมริกามากที่สุดเพราะปัจจัยหลายอย่าง เช่น มีภูมิอากาศคล้ายกัน มีพื้นที่กว้างใหญ่ซึ่งเหมาะกับการใช้เลี้ยงสัตว์และปลูกพืชสารพัดชนิด แต่อาร์เจนตินา กลับพัฒนาไปไม่ถึงไหนเพราะปัจจัยหลายอย่างเช่นกัน เริ่มต้นด้วยระบบการเมืองซึ่งไม่มีความเป็นชาติ และขาดเสถียรภาพอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน หลังจากได้เอกราชเพราะการช่วงชิงอำนาจทางการเมืองที่ไม่มีกฎเกณฑ์แน่นอน ที่ดินอันอุดมสมบูรณ์ส่วนใหญ่ตกอยู่ในอุ้งมือของคนกลุ่มเล็กๆ ซึ่งกีดกันพวกที่อพยพมาใหม่มิให้มีโอกาสตั้งรกราก และสร้างตัวได้ง่าย ส่วนพวกที่อพยพมาใหม่ส่วนใหญ่เป็นพวกที่มีการศึกษาต่ำ เมื่อเทียบกับชาวอังกฤษ ที่อพยพไปตั้งถิ่นฐานในอเมริกาเหนือ พวกเศรษฐีที่ดินคุมนโยบายที่ไม่เอื้อให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรม พวกเขาจึงบริโภคสินค้านำเข้าจากภายนอก การบริโภคแบบฟุ่มเฟือยก่อให้เกิดการออมต่ำ ซึ่งนำไปสู่ความจำเป็น ในการกู้ยืมจากต่างประเทศ อาร์เจนตินาจึงมีประวัติมายาวนานเกี่ยวกับการเป็นหนี้สินแบบล้นพ้นตัว

นอกจากนั้นผู้นำทางความคิดของประเทศนี้ยังเป็นผู้เสนอแนวคิดที่ว่าละตินอเมริกาพัฒนาต่อไปไม่ได้ เพราะถูกเอารัดเอาเปรียบจากสหรัฐอเมริกา ผู้เขียนมองว่านั่นเป็นการสร้างข้ออ้างแบบเข้าข้างตัวเอง และบิดเบือนความเป็นจริงเพราะปัจจัยภายในของละตินอเมริกาต่างหาก ที่เป็นตัวชี้ขาดของความก้าวหน้าและความล้าหลัง



โดย: The Wealth and Poverty of Nations : ความรวย ความจน (2) (moonfleet ) วันที่: 5 มีนาคม 2551 เวลา:8:18:04 น.  

 
The Wealth and Poverty of Nations : ความรวย ความจน (จบ)

คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์ โดย ดร.ไสว บุญมา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3844 (3044)

การปฏิวัติอุตสาหกรรมซึ่งเป็น หัวใจของการพัฒนา และการสร้างความมั่งคั่งแผ่มาถึงภาคตะวันออกไกล หลังจากไปถึงทวีปอเมริกาแล้ว เกี่ยวกับประเด็นนี้ผู้เขียนนำเรื่องเมืองจีน และญี่ปุ่นมาเล่าอย่างละเอียด ดังที่กล่าวถึงข้างต้น จีนก้าวหน้ากว่ายุโรปในสมัยที่โลกยังอยู่ในยุคเกษตรกรรมแต่มาหยุดชะงักเพราะนโยบายปิดกั้นความรู้และเทคโนโลยีใหม่ กระนั้นก็ตามชาวจีนยังมีความเชื่อว่าประเทศของตนเหนือกว่าชาติอื่นและเป็นศูนย์กลางของโลก ความเชื่อนี้เป็นอุปสรรคใหญ่ ที่ทำให้จีนมองไม่เห็น ว่าชาวยุโรปได้รุดหน้าตนไปทั้งในด้านวิทยาศาสตร์เบื้องต้นและเทคโนโลยี ร้ายยิ่งกว่านั้นจีนยังต่อต้านสิ่งเหล่านั้นและไม่ส่งเสริมให้คนของตนเรียนรู้อีกด้วย จีนจึงเป็นสังคมเกษตรกรรมต่อมาอีกเป็นเวลานานหลังเกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุโรป

ญี่ปุ่นต่างกับจีนเมื่อฝรั่งไปถึงที่นั่นเป็น ครั้งแรก นั่นคือ ชาวญี่ปุ่นสนใจที่จะเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ปืน แว่นตา หรือเรื่องนาฬิกา เมื่อเข้าใจการทำงานของสิ่งเหล่านั้นแล้วชาวญี่ปุ่นก็พยายามผลิตเองบ้าง ญี่ปุ่นไล่ฝรั่งออกนอกประเทศ เมื่อเกิดปัญหา กับหมอสอนศาสนาคริสต์ (เช่นเดียวกับที่คนไทย ไล่ฝรั่งออกนอกประเทศหลัง แผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช) และ มาเปิดประเทศรับฝรั่งอีกครั้งหลังจากเวลา ผ่านไปกว่าร้อยปี เมื่อการปฏิวัติอุตสาหกรรม ได้ดำเนินไปหลายทศวรรษแล้ว คือ ในสมัยที่ไทยลงนามในสัญญาเบาริ่งกับอังกฤษเมื่อปี พ.ศ.2398

ทันทีที่เปิดประเทศอีกครั้งชาวญี่เข้าใจ ในความเหนือชั้นของฝรั่งอันเนื่องมาจากเทคโนโลยีใหม่ และยังเข้าใจว่าตนจะต้องทำอะไรบ้าง จึงจะตามฝรั่งทัน ในตอนนั้นสังคมญี่ปุ่นแบ่งออกเป็นก๊กเป็นเหล่า แต่พวกเขา รวมตัวกันได้ และอัญเชิญพระเจ้าจักรพรรดิ เมอิจิขึ้นครองราชย์เพื่อเป็นศูนย์รวมใจของ ชาวญี่ปุ่น หลังจากนั้นพวกเขาก็ตั้งหน้าตั้งตาแสวงหาความรู้ และเทคโนโลยีร่วมสมัยของ ฝรั่งแล้วนำมาประยุกต์ใช้ พร้อมกับพยายามพัฒนาต่อยอดขึ้นไปอีก ฉะนั้นเพียงเวลาไม่นาน ญี่ปุ่นก็สามารถสร้างเครื่องจักรกลของตนเองได้ และไล่ฝรั่งทัน นอกจากการอ่านเหตุการณ์ออก และความมุ่งมั่นของชนชั้นผู้นำ ที่จะพัฒนาให้ทันฝรั่งแล้ว ผู้เขียนมองว่าปัจจัยที่ทำให้ญี่ปุ่นพัฒนาได้อย่างรวดเร็วก็คือ ชาวญี่ปุ่นมีวินัยสูง มีความมุ่งมั่น ขยันหมั่นเพียร มัธยัสถ์ รักชาติ และรับผิดชอบต่อ ส่วนรวมสูง เห็นความสำคัญของการศึกษา และมีสถาบันครอบครัวที่มั่นคง หรือในอีก นัยหนึ่ง สังคมญี่ปุ่นมีลักษณะทางวัฒนธรรมไม่ต่างกับสังคมตะวันตก ซึ่งเป็นผู้นำในการปฏิวัติอุตสาหกรรม จึงทำให้ญี่ปุ่นสามารถวิวัฒน์ไปในแนวเดียวกับยุโรปได้อย่างรวดเร็ว

ตรงข้ามกับความสำเร็จของญี่ปุ่น ได้แก่ความล้มเหลวของประเทศในกลุ่มอิสลาม ผู้เขียนมองว่าปัญหาของประเทศเหล่านี้ ส่วนใหญ่อยู่ที่การปกครองแบบกดขี่และ การจำกัดสิทธิของประชาชน นอกจากนั้น การปกครองแบบสืบทายาทไม่สามารถสร้าง ความยั่งยืนได้เพราะไม่มีใครสามารถที่จะ ผลิตทายาทที่มีความสามารถได้ตลอดกาล สำหรับในด้านเทคโนโลยีใหม่ ผู้เขียนเห็นว่า ความผิดพลาดครั้งใหญ่ได้แก่สังคมอิสลาม ไม่ยอมรับการพิมพ์ตั้งแต่ตอนต้น โดยหาว่า การพิมพ์เป็นเครื่องมือนอกศาสนา การปราศจากเครื่องพิมพ์เป็นอุปสรรคใหญ่ในการส่งข่าวสารข้อมูล หลังจากนั้นมาไม่ว่าอะไรที่เกิดขึ้นในสังคมตะวันตกรวมทั้งเครื่องจักรกล และแนวคิดใหม่มักไม่ได้รับการยอมรับโดยง่าย จากสังคมอิสลาม กระทั่งวันนี้สังคมอิสลามส่วนใหญ่ยังไม่ยอมเปิดโอกาสให้สตรีมีการศึกษา และสิทธิทัดเทียมกับฝ่ายชาย ทั้งที่การศึกษาของสตรีมีความสำคัญยิ่ง ต่อการสร้างคนรุ่นต่อไป นั่นหมายความว่าประชาชนราวครึ่งหนึ่งของประเทศ ไม่สามารถช่วยพัฒนาประเทศได้ ส่วนเงินจำนวนมหาศาลที่ได้จากการขายน้ำมัน ก็มักถูกใช้หมดไปกับการซื้อของผู้อื่นมาใช้ หรือจ้างผู้อื่นมาทำงานให้ แต่ไม่ได้ใช้พัฒนาคนของตนเองให้รู้จักทำงาน

สำหรับส่วนอื่นของโลกที่ตกเป็นอาณานิคมของประเทศที่มีความก้าวหน้าทางด้านการอุตสาหกรรม เมื่อได้เอกราชหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติก็พากันหวังอย่างยิ่งว่าจะพัฒนา ได้อย่างรวดเร็ว แต่ผลปรากฏว่าไม่เป็นเช่นนั้นยกเว้นในกรณีของเกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงคโปร์ และฮ่องกง ประเทศเหล่านี้พัฒนาสำเร็จ เพราะประชาชนมีวินัย มีความมัธยัสถ์ มีความมุ่งมั่น มีความขยันหมั่นเพียร และ มีการศึกษาไม่ต่างกับสังคมญี่ปุ่น และสังคมตะวันตก ส่วนประเทศในแอฟริกามักล้มลุกคลุกคลานเ พราะส่วนใหญ่ไม่มีความเป็นชาติ มาตั้งแต่เริ่มต้น ประชาชนขาดการศึกษา และผู้นำที่ขึ้นมาบริหารประเทศก็มักมีความฉ้อฉลสูง หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นและเยอรมนีฟื้นตัวอย่างรวดเร็วเพราะเป็นสังคม ที่มีพื้นฐานของการพัฒนามาก่อนแล้ว จริงอยู่สหภาพโซเวียตก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว แต่ความก้าวหน้าไม่ยั่งยืนเพราะระบอบ คอมมิวนิสต์เป็นแนวคิดที่มีความบกพร่อง ร้ายแรง ความล่มสลายของสหภาพโซเวียต เป็นเครื่องยืนยันความบกพร่องของระบอบ นั้นอย่างดียิ่ง

ผู้เขียนมองว่าโดยรวมแล้วประเทศใน เอเชียตะวันออกซึ่งรวมทั้งประเทศไทยด้วย มีโอกาสที่จะไล่ประเทศที่พัฒนาแล้ว ทันมากที่สุด แต่เขาบอกว่าอย่าเพิ่งด่วนดีใจเพราะประเทศเหล่านี้ยังมีปัญหาใหญ่ๆ รออยู่ 2 ด้าน คือ ด้านแรกประเทศเหล่านี้ส่วนใหญ่ยังใช้เทคโนโลยีของผู้อื่นและขาดศักยภาพในการพัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง การก้าวกระโดดจากการอาศัยจมูกของผู้อื่นหายใจไปจนกระทั่งถึงการหายใจด้วยจมูกของตนเองนั้นเป็นสิ่งที่ยากยิ่ง

ประการที่สอง การเร่งรัดให้เศรษฐกิจ ขยายตัวอย่างรวดเร็วเพิ่มความเสี่ยงให้สูงเป็นเงาตามตัวไปด้วย เพราะปัญหาต่างๆ ถูกทิ้ง ให้หมักหมม ปัญหานี้อาจแยกได้เป็นสองประเด็นและเขายกเมืองไทยมาเป็นตัวอย่างค่อนข้างละเอียด ประเด็นแรกเกี่ยวกับความ ไม่พร้อมทางด้านสถาบันและด้านจรรยาบรรณของคนในสังคมซึ่งนำไปสู่ภาวะฟองสบู่ที่ระเบิดขึ้นในปี 2540 ประเด็นที่สองเกี่ยวกับการทำลายสิ่งแวดล้อม เกี่ยวกับเรื่องนี้เขาชี้ว่ากรุงเทพฯเป็นเมืองที่มีปัญหาสารพัด ทั้งที่ดูเหมือนมีความก้าวหน้าทุกอย่าง แน่ละเขาอ้างถึงสิ่งที่ฝรั่งทุกคนอ้างถึง นั่นคือ การจราจรติดขัด ถึงขนาดสร้างความจำเป็นที่จะต้องมีภาชนะรองรับสิ่งขับถ่ายในรถยนต์ นอกจากนั้นเขายังอ้างถึงข้อมูลอย่างอื่น เช่น ครึ่งหนึ่งของตำรวจจราจรเป็นโรคระบบทางเดินลมหายใจ อากาศเสียทำให้เด็กฉลาดน้อยลงถึง 6 จุดของดัชนีวัดปัญญาเบื้องต้น (IQ) และกรุงเทพฯกำลังจมลงเรื่อยๆ ทำให้มีปัญหาน้ำท่วมร้ายแรง แต่ค่าใช้จ่ายในการแก้ปัญหาไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาพยาบาล ค่ากำจัดอากาศเสีย หรือค่าป้องกันน้ำท่วมกลับถูกนับให้เป็นส่วนหนึ่งของการขยายตัว ทางเศรษฐกิจ การนับตัวเลขเช่นนั้นเป็นการหลอกลวงทั้งเพ

ในตอนสุดท้ายผู้เขียนพยายามนำประเด็นเกี่ยวกับประเทศที่ก้าวหน้าจะช่วยประเทศ ด้อยพัฒนาได้อย่างไรกลับมาพูดอีกครั้ง แต่เขาไม่ได้ชี้ขาดลงไปว่าน่าจะมีมาตรการอะไรบ้างนอกจากจะย้ำอีกครั้งว่าปัจจัย ที่ก่อให้เกิดการพัฒนา ต้องมาจากภายในประเทศด้อยพัฒนาเอง ส่วนปัจจัยภายนอก นั้น แม้จะสำคัญก็เป็นเพียงส่วนประกอบ

ข้อสังเกต - ผู้เขียนเสนอว่าวัฒนธรรมเป็นองค์ประกอบสำคัญยิ่งของการพัฒนา แต่ไม่ได้ฟันธงลงไปว่า การพัฒนาของประเทศที่ล้าหลังอยู่ในขณะนี้จะมีทางสำเร็จหรือไม่ จากบริบท ที่เขาเขียนเขาดูจะมองว่า โอกาสที่ประเทศ เหล่านี้จะประสบความสำเร็จมีน้อย เพราะนอกจากวัฒนธรรมเช่นความฉ้อฉลจะเป็นอุปสรรคใหญ่หลวงแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นที่ทำให้ประเทศเหล่านี้ไม่พร้อมที่จะพัฒนาอีกด้วย นั่นหมายความว่าประเทศที่พัฒนาแล้วจะ ร่ำรวยยิ่งขึ้นในขณะที่ประเทศล้าหลังยังจะ มีคนยากจนจำนวนมากต่อไป ส่วนความ แตกต่างทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นนี้จะเป็นข้ออ้างของการทะเลาะกันระหว่างสังคมต่างๆ ดังที่ผู้เขียนคาดไว้หรือไม่ยังไม่ เป็นที่ประจักษ์อย่างแจ้งชัดนัก หากใช้เหตุการณ์ปัจจุบันเป็นตัวชี้วัดโดยเฉพาะการก่อการร้าย การคาดหมายของ Samuel Huntington ที่ว่าความแตกต่างทางวัฒนธรรมจะเป็นตัวสร้างความ ขัดแย้งรุนแรงน่าจะใกล้ความจริงมากกว่า

Resource:http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2006q4/2006november06p2.htm


โดย: The Wealth and Poverty of Nations : ความรวย ความจน (จบ) (moonfleet ) วันที่: 5 มีนาคม 2551 เวลา:8:19:02 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
moonfleet
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 15 คน [?]




ไม่มีสิ่งใดจะเกิดขึ้นมาได้ หากไม่เคยเป็นความฝันมาก่อน
Friends' blogs
[Add moonfleet's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.