สิงหาคม 2552

 
 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
8
9
10
11
12
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog
จากเกาะ ( ไต้หวัน ) สู่เกาะ ( ญี่ปุ่น ) . . . ในที่สุดก็กลับถึงญี่ปุ่นอย่างปลอดภัย ( ตอนแรก )
กลับมาถึงญี่ปุ่นได้เกือบหนึ่งอาทิตย์แล้วค่ะ หลังจากไปติดเกาะเพราะไต้ฝุ่นอยู่ไต้หวัน กลับมาก็เปื่อยเอ้ยป่วย อาจจะเพราะเหนื่อยมากเกินไป แถมนั่งเครื่องจนเหน็บจะกิน สงสัยอย่างนี้นี่เองที่เค้าเรียกว่าโรค Economy Class ( เว่อร์จริงๆ แค่ไม่กี่ชั่วโมงเอง ) จริงๆก็ไม่ได้ไกลอะไรหรอกค่ะ แต่จากอินโดนีเซียมาไต้หวัน และจากไต้หวันมาญี่ปุ่นนี่ก็ทำเอาเหนื่อยใช้ได้เลย กลับมาก็ไปดูงานที่จังหวัดนากาโน่อีก เพิ่งกลับมา เหนื่อยจนไม่ได้อัพบล็อกเลยค่ะ



public phone

ตู้โทรศัพท์สาธารณะที่อินโดนีเซีย ลวดลายบาลี้บาหลี ^^



ตอนอยู่อินโดนีเซียกับไต้หวัน เกิดเรื่องมากมาย งานนี้ทำให้นึกถึงประโยคภาษาอังกฤษอันนึงขึ้นมาเลยค่ะ ที่กล่าวว่า " a friend in need is a friend indeed " เพื่อนที่อยู่กับเราในยามยากคือเพื่อนแท้ ( แปลได้เห่ยจริงๆเลยเรา ) นอกจากคนญี่ปุ่นที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนช่วยเหลือเราแล้ว ยังมีเพื่อนร่วมรุ่นสองคนชาวไต้หวันที่ช่วยเหลือเราตลอดสองวันที่อยู่ที่ไต้หวัน ถ้าไม่มีเค้าสองคนคงจะแย่กว่านี้ สมมติชื่อหนุ่ม G กับหนุ่ม T ก็แล้วกันนะคะ



ตอนแรกเลย เราหาตั๋วแล้วรู้ว่าเครื่องต้องไปทรานซิทที่ไต้หวัน ( กับฮ่องกง อันนี้มารู้ทีหลัง ) และต้องค้างหนึ่งคืน เลยลองไปถามหนุ่ม T ว่า จะค้างไทเป มีโรงแรมอะไรแนะนำมั้ย เอาแบบไม่แพงและปลอดภัย พ่อหนุ่ม T เลยไปปรึกษาหนุ่ม G เพราะหนุ่ม G บ้านอยู่ไทเป แต่อีกคนอยู่อีกจังหวัด ไกลไทเปออกไปประมาณนั่งรถไฟสามชั่วโมงได้ หนุ่ม G ก็เลยจัดแจงหาโรงแรมให้ บอกว่าบริษัทของเค้าจะจองโรงแรมนี้ให้ลูกค้าเสมอๆ เลยได้ราคาที่ถูก และโรงแรมนี้สะดวกด้วย ใกล้แหล่งช้อปปิ้ง โดยจะให้รถไปรับเราจากสนามบินมาส่งถึงโรงแรมเลย ไม่ต้องเป็นห่วง เราก็สบายใจ เพราะจองเองจากญี่ปุ่นจะได้ราคาที่แพงมาก และขอบคุณความมีน้ำใจของเพื่อนสองคนอย่างมากเลย



แต่พอไปถึงจริง ปรากฎว่าไม่มีชื่อเราในลิสต์ที่จองเหมือนที่เล่าไปในบล็อกที่แล้ว พอโทรไปถาม หนุ่ม G เค้าก็รีบมาหาเราที่โรงแรมทันที ทำให้เคลียร์กันได้ด้วยดี เพราะตาผู้ชายที่ฟร้อนท์งี่เง่ามาก วีนเรา และตลอดเวลาที่เราเขียนใบเพื่อเข้าพัก ( ช่วงที่ก่อนเพื่อนจะมา ) เอาปากกาเคาะเคาท์เตอร์ตลอดเวลา ( ไร้ซึ่งมารยาทอย่างแรง อารมณ์ว่าไม่พอใจที่เรา Walk-in เข้ามา ) แถมบอกว่าเราคงเพิ่งมาจากกรุงเทพฯ สินะ พอเราบอกว่าไม่ใช่ จะบอกว่ามาต่อเครื่อง แต่ยังไม่ทันจะพูดอะไรต่อเค้าก็หันไปคุยโทรศัพท์ ( อันนี้เคือง สายตาดูถูกคนไทยมาก เรายิ่งเหนื่อยๆเลยปรี๊ดขึ้น แต่ก็พยายามสงบใจไว้เพราะโวยวายไปก็คงไม่ได้อะไรขึ้นมา )



ตอนนั้นก็สี่ทุ่มกว่าแล้วค่ะ คุณเพื่อนที่แสนดีก็กระหืดกระหอบวิ่งเข้ามาพร้อมสาวสวยหนึ่งคน ( แฟนเค้าแหละค่ะ ) เราก็ดีใจปนรู้สึกเกรงใจที่เพื่อนต้องมาหาถึงโรงแรมเพื่อเคลียร์ให้ ทั้งๆที่คุยทางโทรศัพท์ก็ได้ มาถึงปุ๊ปพ่อคุณก็เลยช้งเช้งล้งเล้งเป็นภาษาจีน ( ภาษาปักกิ่งหรือไต้หวันก็ไม่รู้ค่ะ ฟังไม่ออก ) แต่พอจะเดาได้ว่าโวยที่จองแล้วบอกว่าไม่มีได้ยังไง บลา บลา บลา ตาฟร้อนท์ก็เลยก้มหน้างุด เอากระดาษให้เราเซ็น แล้วก็เอาบัตรเราไปรูดเป็นค่าห้อง ตอนนี้เค้าเลิกโวยวายใส่เราเป็นภาษาจีนแล้ว ( ตอนที่เรารอเพื่อน เค้าพูดโวยวายกับอีกคนเป็นภาษาจีน เราโกรธปี๊ดเลยเพราะเราฟังไม่ออกแต่รู้ว่าเค้าพูดถึงเรา ถึงยังไงก็ตาม ตามมารยาทแล้วไม่ควรว่าลูกค้าต่อหน้าด้วยภาษาที่เค้าฟังไม่ออกอย่างนี้แบบระยะเผาขน ทั้งที่ตาฟร้อนท์เนี่ยพุดอังกฤษคล่องปรื๋อ ฮือ ตาบ้าเอ้ย เคืองมากๆนะคะตอนนั้น )



ขณะรอรูดการ์ดเราเลยคุยกับเพื่อน ( เป็นญี่ปุ่น เพราะเพื่อนพูดอังกฤษไม่ได้ แต่ตอนคุยกับฟร้อนท์เราคุยเป็นอังกฤษค่ะ ) เพื่อนขอโทษยกใหญ่ที่เกิดความผิดพลาด เพราะแน่ใจว่าจองให้เราแล้ว แล้วก็บอกว่า จริงๆ เค้าเพิ่งถึงไต้หวันก่อนเราแค่สองชั่วโมงเอง นี่เพิ่งทะเลาะกับแฟนมาเพราะเพิ่งถึงแท้ๆ ดันจะมาหาเราที่โรงแรม คุณแฟนเลยเคือง ขอโทษจริงๆนะ ถ้าห้องไม่มีปัญหาเราคงไม่โทรไปถาม เพื่อนก็ดีแสนดีจะแค่โทรมาเคลียร์ก็ได้แต่อุตส่าห์ขับรถมาหากลางดึกกลางดื่น รู้สึกผิดต่อเพื่อนมากเลย ขอโทษจริงๆน้า > <



พอได้คีย์การ์ดมา คุณเพื่อนก็ยกกระเป๋าไปส่งเราถึงห้องพร้อมแฟนเค้า แล้วเพื่อนก็บอกให้ไปหาทานอะไรด้วยกัน เดี๋ยวจะรออยู่ที่ฟร้อนท์ จากนั้นเราก็ไปทาน " หยำฉ่า " ( เรียกถูกหรือเปล่าเนี่ย ) กันในร้านที่เพื่อนขับรถพาไป ร้านนี้อยู่ห่างโรงแรมประมาณขับรถสิบนาที เราก็ขอโทษเพื่อนกับแฟนที่ทำให้เดือดร้อน และต้องมาหาเราจนทำให้แฟนเพื่อนงอน ตอนทานข้าวก็คุยกันโดยเพื่อนเป็นล่ามให้ โชคดีที่แฟนเพื่อนอารมณ์ดีขึ้นเราเลยสบายใจ เพราะไม่อยากให้เค้าทะเลาะกันเลย คุยไปคุยมาประสาผู้หญิงถึงได้รู้ว่าแฟนเพื่อนทำงานอยู่สกินฟู้ด แถมเป็นนางแบบให้สกินฟู้ดด้วย ( แฟนเพื่อนสวยและหุ่นดีมากๆเลยค่ะ สูงเกือบร้อยเจ็ดสิบห้าได้ ) เลยคุยไปคุยมาถูกคอกันเฉยเลย เราก็บอกว่าจริงๆกะซื้อสกินฟู้ดที่ไต้หวันนี่ล่ะก่อนกลับญี่ปุ่น เพราะตอนไปอินโดนีเซียไม่ได้เข้าเมืองเลย และญี่ปุ่นเองก็ไม่มีขาย ถ้าได้ซื้อก็คงจะดี



วันนั้นคุยกันนานมาก ก่อนกลับเพื่อนเราก็บอกว่าพรุ่งนี้เช้าจะมารับไปซื้อของในเมือง เพราะเครื่องเราออกบ่ายสอง เช็คอินเที่ยงๆก็ทัน เราก็ดีใจที่เพื่อนมีน้ำใจแม้จะไม่อยากรบกวนเพื่อนมาก แต่เพื่อนบอกว่าว่าง เพราะวันรุ่งขึ้นไม่มีงาน เราก็เลยดีใจที่ว่าอย่างน้อยจะได้เปิดหูเปิดตาบ้าง เพราะมาแวะไต้หวันแค่ช่วงสั้นๆเอง



พอกลับมาเอากุญแจ เจอตาฟร้อนท์ขาวีนคนเดิม พอเราบอกว่าจะเอากุญแจ ตานี่กลับคุยกับเราเป็นภาษาญี่ปุ่น งงอย่างแรง นึกไปนึกมาเลยรู้ว่าตะกี้คงได้ยินเราคุยกับเพื่อน แล้วเพื่อนเราดันเป็นลูกชายเจ้าของบริษัทใหญ่โต ที่เป็นลูกค้ารายใหญ่ของโรงแรมนี้ด้วย คราวนี้เลยพูดกับเราดีผิดจากเมื่อกี้เป็นคนละคน เค้ามาถามเราว่าทำไมมาไต้หวันเหรอ ( เสียงอ่อนเสียงหวานเชียว เฮ้ออออ ) เราก็บอกไปว่าตอนนี้เรียนหนังสืออยู่ที่ญี่ปุ่น มาต่อเครื่องกลับญี่ปุ่นเลยให้เพื่อนจองโรงแรมให้จากไต้หวัน เค้าพูดจาดีมากแบบเว่อร์ๆจนเรารู้สึกแย่ ( มันเฟคมากจนรู้สึกได้ ) ราวกับว่าตาคนนี้เป็นคนละคนกับตาคนที่เราเจอตอนแรกเลย เฮ้อคนเราเนี่ยนะ ทีตะกี้พูดซะหยั่งกะว่าเรามาขอพักฟรี ถ้าไล่เราได้คงทำไปแล้ว เคืองจริงๆนะเนี่ย คนไทยก็ไม่ใช่คนบ้านป่าเมืองเถื่อนที่ไหนสักหน่อย โรงแรมนี้เราขึ้นแบล็คลิสต์ไว้แล้ว จะไม่เข้าไปใช้บริการอีกแน่นอน ! ! !



วันต่อมาเรามาถามเพื่อนว่าทำไมท่าทีถึงเปลี่ยนไปขนาดนั้น เพื่อนบอกว่าคนไต้หวันชื่นชมญี่ปุ่นมาก ถ้าจะไปสถานที่ท่องเที่ยวให้พูดใส่เป็นญี่ปุ่นจะดีกว่าอังกฤษเพราะเค้าดูถูกชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาก ( มิน่าล่ะ เห็นพาสปอร์ตเราเลยทำหน้าเบื่อโลกขนาดนั้น เราเคืองมากนะเพราะเราภูมิใจจะตายที่เป็นคนไทย มาดูถูกชาติเราอย่างนี้มันทำให้โกรธมาก ) ตอนเช้า หลังไปหม่ำอาหารเช้าของโรงแรมแล้วก็กลับมาจัดของ พร้อมโทรลงไปที่ฟร้อนท์ถามเกี่ยวกับไฟล์ท เนื่องจากฝนตกหนักมาก ไต้ฝุ่นเข้าเลยกลัวเรื่องว่าเครื่องจะขึ้นได้หรือเปล่า ฟร้อนท์ก็แจ้งว่าขึ้นได้ปกติ เราเลยลงไปรอเพื่อนมารับที่ล็อบบี้ แล้วก็ไปซื้อของกัน



น่าเสียดายที่สกินฟู้ดอยู่ไกลมาก และเปิดสิบเอ็ดโมงเราจึงอดไปซื้อเพราะถ้าไปแล้วจะกลับมาไม่ทัน แต่เพื่อนพาไปดื่มน้ำชาที่ร้านเก่าแก่มีชื่อร้านนึง เพื่อนบอกว่าร้านนี้พ่อมาซื้อเป็นสิบๆปีแล้ว เวลาลูกค้ามาก็จะซื้อให้เป็นประจำ เจ้าของร้านก็สนิทกันมากนอกจากชงชาอร่อยๆให้กินฟรีแล้ว ยังชวนคุยโน่นนี่ น่ารักมากๆ แถมเราซื้อใบชากลับมาเป็นของฝากโดยที่คุณป้าขายให้ในราคาครึ่งนึงของราคาขายอีก ( ราคามีแปะไว้ให้เห็นเลยค่ะในร้านนั้น สุดยอดใจดีจริงๆ ) หลังจากไปกินเกี๊ยวกุ้งไต้หวันกับโชวรมโป ( ที่ไทยน่าจะเรียกว่าเสี่ยวหลงเปา เป็นซาละเปาลูกเล็กๆที่มีน้ำซุปไหลอยู่ข้างใน อร่อยมากๆ )กันที่ร้านที่ว่ากันว่าดังเสร็จแล้ว เพื่อนก็ขับรถไปส่งที่โรงแรม เช็คเอาท์และพาไปขึ้นรถที่จอดรออยู่ เพื่อนบอกว่า พ่อเค้าให้รถคันใหญ่ไปส่งเราเพราะเห็นว่ามีพายุ จะได้ไม่อันตราย แถมคุณพ่อเค้ายังฝากเค้กสัปปะรดของฝากขึ้นชื่อของไต้หวันให้เราเป็นของที่ระลึกด้วย ตอนนั้นน้ำตาซึมกับน้ำใจเพื่อนและคุณพ่อของเพื่อนมากๆ เราก็ขอบคุณเพื่อนไม่รู้กี่หน และก็คิดว่าการเดินทางมาทรานซิทไต้หวันครั้งนี้จะจบลงด้วยดี แบบที่ประทับใจไปอีกนาน. . .


to taiwan airport

จากภาพ ถ่ายจากหน้าต่างรถแวนที่พ่อเพื่อนให้มาส่ง ฝนยังคงตกไม่หยุดเลยตลอดเส้นทาง


แต่แล้ว อย่างที่เล่าไปแล้วค่ะ เรื่องมันยังไม่จบแค่นั้น พอถึงแอร์พอร์ตก็โล่งใจที่จะได้กลับซักที ไปเหนื่อยมาหลายวันทั้งที่อินโดนีเซียและไต้หวัน อะไรๆมันไม่ราบรื่นอย่างที่คิดเมื่อเดินไปเช็คอินและพบว่ามีคนอออยู่ที่ประชาสัมพันธ์เยอะมากๆ แต่ช่องเช็คอินไม่มีคนเลย !! กำลังงงๆว่าสิ่งที่กลัวมาตลอดได้เป็นจริงแล้ว ทุกไฟล์ทถูกยกเลิกทั้งหมดเนื่องมาจากพายุที่แรงจนไม่สามารถขึ้นบินได้ค่ะ โอ . . . ไม่จริงใช่ม้ายยยย T_______T



พอโทรไปหาเพื่อนที่เพิ่งบ๊ายบายกันไปเมื่อไม่ถึงชั่วโมงที่ผ่านมา ก็ได้ความว่ารถที่มาส่งเมื่อกี้เค้าต้องไปรับคนต่อที่อื่น แต่เพื่อนจะจองโรงแรมให้ใหม่อีกรอบ ( ที่เดิมแหละค่ะ ) ดังนั้นเราต้องนั่งรถแท็กซี่กลับไปไทเป ( ไม่ใช่ใกล้ๆเลย เกือบห้าสิบนาทีจากสนามบิน ) แต่ไฟล์ทเราถัดไปจะเลื่อนเป็นตีสี่ ซึ่งหมายความว่าเราต้องเช็คอินตอนตีสอง ( โอ. . . ไม่จริงใช่ม้ายยยยย รอบที่สอง T^T ) ถ้างั้นเรานอนใกล้ๆ แอร์พอร์ตดีกว่า เลยบอกเพื่อนไปว่าเดี๋ยวหาโรงแรมแถวนี้เอา ให้ทางสนามบินจองให้ ด้วยความที่เกรงใจว่าเพื่อนช่วยเรามามากแล้ว แถมค่ารถไปกลับก็ออกให้ทั้งหมดอีกต่างหาก เลยไม่อยากรบกวนเพื่อนอีก



ตอนนั้นก็เลยเอาเงินเยนที่เหลือไปแลกเป็นเงินดอลล่าร์ไต้หวันเพิ่มเผื่อจ่ายค่าแท็กซี่และค่าโรงแรม แต่ก็ได้ไม่เท่าไหร่เพราะไม่ได้เตรียมจะมาอยู่ไต้หวันหลายวัน จากนั้นก็ลงไปเข้าคิวรอให้ทางสนามบินจองโรงแรมให้ที่ชั้นล่าง คนเยอะมากเพราะทุกคนตกที่นั่งเดียวกัน และแย่ไปกว่านั้นคือโรงแรมเต็มหมด เราก็ให้เค้าหาที่ๆใกล้สนามบินที่สุดและถูกที่สุดให้ โดยตอนที่เค้าหามาให้ เห็นชื่อโรงแรมเขียนเป็นภาษาจีน ( ลักษณะต่างจากคันจิของญี่ปุ่นอยู่มากเหมือนกันค่ะ เลยไม่เข้าใจความหมาย ) ชื่อโรงแรมเขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า Regent เราก็เข้าใจว่าเป็นโรงแรมรีเจ้นท์ ราคาก็ไม่ถูกเท่าไหร่แต่ถูกที่สุดเท่าที่เหลือในตอนนั้น จากนั้นก็เอาใบจองไปเรียกแท็กซี่เพื่อไปส่งโรงแรม



ต่อคิวรอแท็กซี่สักพักก็มีรถมา พอเอาใบให้เค้าดูก็ทำหน้าแปลกๆ แถมพูดกันไม่รู้เรื่อง แต่เค้าก็คีย์ลงคาร์นาวี่แล้วก็ขับรถไป เราลองถามเป็นอังกฤษแกก็ไม่เข้าใจ ถามเป็นญี่ปุ่นยิ่งไม่ได้ใหญ่ แต่รู้สึกเค้าจะเข้าใจผิดว่าเราเป็นญี่ปุ่นมั้ง ( เราหน้าก็ไม่ให้แท้ๆ แถมดำอีกต่างหาก ) แกก็เลยเปลี่ยนซีดีเป็นเพลงญี่ปุ่น แล้วพูดกับเราประมาณว่ารู้จักภาษาญี่ปุ่นคำว่า โออิชี่ ( อร่อย ) กับ อาริงาโตะ ( ขอบคุณ ) แล้วก็หัวเราะใหญ่เลย ( ง่า แต่เราไม่ใช่คนญี่ปุ่นนี่นา แต่ก็ยิ้มๆไป คิดว่าแกน่ารักดีนะ มนุษยสัมพันธ์ดีมากเลย )



แต่แล้วหัวใจก็แทบหล่นลงไปที่ตาตุ่ม เมื่อรถแท็กซี่เลี้ยวฟ้าบบบ เข้าไปยังโมเต็ลซอมซ่อแห่งนึง อะไรนะ โ ม เ ต็ ล งั้นเหรอ ? ? ? ไหนว่าเป็นโรงแรมรีเจ้นท์ไง ! ? โอ้ม่ายยยยย . . . . ใครก็ได้บอกฉันทีว่านี่มันไม่จริงใช่ม้ายยยย ! ! ! ! !







to be continue. . .






















Create Date : 13 สิงหาคม 2552
Last Update : 15 สิงหาคม 2552 21:53:18 น.
Counter : 1263 Pageviews.

5 comments
  
แวะมาทักทายค่ะ
ยินดีด้วยน่ะค่ะทุกอย่างปลอดภัย
โดย: somphoenix วันที่: 14 สิงหาคม 2552 เวลา:3:39:16 น.
  
ดีจังค่า อย่างน้อยก็กลับมาสวัสดิภาพแล้วเนอะ
พักผ่อนเยอะๆค่ะ
อุ่นใจไปเยอะเลยนะคะ
โดย: mame (@FirstblusH ) วันที่: 14 สิงหาคม 2552 เวลา:11:04:37 น.
  
ขอบคุณ คุณsomphonix และพี่แมม @Firstblush มากๆเลยนะคะ ที่ช่วยลุ้นตั้งแต่วันที่ติดพายุ ได้กำลังใจดีๆนี่แหละค่ะ ทุกอย่างเลยผ่านไปได้ด้วยดี ขอบคุณมากๆนะคะ
โดย: มอนจะ วันที่: 15 สิงหาคม 2552 เวลา:13:46:21 น.
  
อ่านไปลุ้นไป เอาใจช่วยสาวน้อย อย่างนี้แหละนะการเดินทางคนเดียว
การมีเพื่อนดีๆมีประโยชน์อย่างนี้แหละ เป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ
ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ๋คุ้มครองหลานป้าให้รอดปลอดภัยจากเพทภัยทั้งหลาย

จำได้ว่าเคยเล่าให้ฟังว่าจะไปอินโดนิเซีย ไทเป มาเอาใจช่วยและเป็นกำลังใจให้หลาน
โดย: พนอจัน (พนอจัน ) วันที่: 16 สิงหาคม 2552 เวลา:17:53:24 น.
  
ขอบคุณคุณป้านะคะ สบายดีมั้ยคะ อย่าคิดมากนะคะ เป็ฯกำลังใจให้เสมอค่ะ
โดย: มอนจะ วันที่: 20 สิงหาคม 2552 เวลา:10:24:23 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

มอนจะ
Location :
神奈川  Japan

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



ภาพและข้อความที่อยู่ในบล็อกนี้ สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.๒๕๓๙ ห้ามมิให้นำไปเผยแพร่และอ้างอิงส่วนหนึ่งส่วนใด หรือทั้งหมดของข้อความโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร ผู้ละเมิดจะถูกดำเนินคดีตามที่กฏหมายบัญญัติไว้สูงสุด หากต้องการนำไปใช้อ้างอิง กรุณาติดต่อทางหลังไมค์นะคะ