เมื่อเธอรักตัวเองเธอจะรักการอ่าน เมื่อเธอรักคนอื่น เธอจะรักการเขียน – เป้ สีน้ำ ...
Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2560
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
7 มิถุนายน 2560
 
All Blogs
 

Xenocide-จะทำยังไง ให้เราไม่ต้องฆ่ากัน(1)





  วิถีล้างพันธุ์





       เราว่าเล่มนี้เป็นเล่มที่สนุกที่สุดในซีรีย์นี้แล้ว เมื่อเหตุการณ์ต่างๆค่อยๆเข้มข้นขึ้น ปัญหาต่างๆมีมาให้ตัวละครและคนอ่านได้ขบคิดมากมาย ทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์และมนุษยธรรมทำให้การตัดสินใจยากขึ้นเรื่อยๆมีการปะทะกันทางความคิดในหลายๆระดับ ตั้งแต่คนสองคน ครอบครัว เมือง และข้ามห้วงอวกาศ     ฉากและบทสนทนาที่ใส่มาได้แสดงความคิดเห็นแต่ละด้านของแต่ละฝ่ายได้เป็นอย่างดี ถึงตัวละครบางตัวอาจจะดูคิดมากเกินคนทั่วไปอยู่บ้าง แต่รู้สึกได้เลยว่าคนเขียนสร้างลักษณะนิสัย การกระทำได้สมจริงมาก มีตื้นลึกหนาบาง มีชีวิตจิตใจ  มีเลือดเนื้อสมจริงสมจังจนอินไปกับสิ่งที่พวกเขาได้เผชิญ  ความสัมพันธ์ของตัวละครแต่ละตัวก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมายตั้งแต่ต้นจนจบ ทั้งเชือดเฉือน ทะเลาะเบาะแว้ง เห็นแก่ตัว ห่วงใยคนอื่น  ภูมิใจ ซึ้งใจ สำนึกรู้ เข้าใจ แม้กระทั่งยอมรับ  


         โดยเนื้อหาจะเล่าสลับกันระหว่างสองที่คือที่โลกแห่งวิถี(โลกจีน) กับทางฝั่งของเอนเดอร์ที่ลูซิตาเนีย แม้ตอนแรกอาจจะงงๆอยู่บ้าง แต่อ่านไปแล้วเนื้อเรื่องจะมาบรรจบกันทีหลัง คนเขียนมีความพยายามเขียนด้านความเชื่อของจีนได้ดีพอใช้ทีเดียว  ส่วนการขึ้นต้นแต่ละบทจะเป็นการสนทนาระหว่างต้นไม้บิดรที่ชื่อมนุช กับ นางพญาแห่งรวงรัง  ซึ่งน่าสนใจมาก เป็นปรัชญาแบบเบาๆชวนคิด มักจะเล่าถึงมุมมองของเผ่าพันธุ์อื่นต่อการกระทำของมนุษย์ ซึ่งบางทีก็ตรงและจริงจนจุก


        เริ่มเรื่องมาด้วยยานของวาเลนไทน์มาพบกับมีโร ลูกเลี้ยงของน้องชาย ทั้งคู่ถกกันด้วยประเด็นที่ว่า จะทำยังไงกันดีกับเจ้าไวรัสเดสโคลาด้า

"แต่เดสโคลาดาสิ เป็นวาเรลซี เผ่าพันธุ์ต่างดาวที่สามารถทำลายล้างมนุษยชาติได้..." มีโรพูด

"ยกเว้นแต่เราสามารถทำให้มันเชื่องได้..." วาเลนไทน์เสริม

"แต่เรายังไม่สามารถสื่อสารด้วยได้   เผ่าพันธุ์ต่างดาวที่อยู่ร่วมกันไม่ได้ คุณเป็นคนบอกเองว่าในสภาพนั้นไม่อาจเลี่ยงสงครามได้  หากเผ่าพันธุ์ต่างดาวตั้งอกตั้งใจทำล้ายล้างเราและเราไม่สามารถสื่อสารกับพวกเขาได้ ไม่อาจเข้าใจพวกเขาได้ หากเป็นไปไม่ได้ที่จะหันเหพวกเขาไปจากสิ่งที่มุ่งมั่นเอาไว้อย่างนั้นก็สมควรแล้วที่เราจะใช้ทุกวิถีทาง เอาตัวเองให้รอดก่อน รวมไปถึงการทำลายล้างเผ่าพันธุ์อื่นจนราบคาบด้วย"  มีโรร่ายยาว

"ถูกแล้ว" วาเลนไทน์ว่า

"แต่จะเป็นอย่างไร หากเราต้องทำลายเดสโคลาดา แต่ก็ไม่อาจทำลายเดสโคลาดาได้โดยไม่ทำลายเพเกนิโนทุกตัวไปด้วย รวมถึงนางพญารวงรังและมนุษย์ทุกคนบนลูซิตาเนีย"

......
"เธอครุ่นคิดบรรดาเรื่องพวกนี้ เธอมองเห็นอนาคตทั้งหลายที่เป็นไปได้ ทั้งดีและร้าย กระนั้นอนาคตที่เธอปักใจเชื่อ อนาคตที่เธอคิดจะวางรากฐานแห่งแนวคิดทางจริยธรรมของเธอ เป็นอนาคตที่เธอคิดว่าทุกคนที่เธอและฉันรัก และทุกอย่างที่เราตั้งความหวังไว้จะต้องถูกทำลายย่อยยับลงจนหมด"

"ผมไม่ได้บอกว่าผมชอบอนาคตแบบนั้น"

"ฉันก็ไม่ได้บอกว่าเธอชอบนี่นา" วาเลนไทน์ขัด "ฉันบอกเพียงว่านั่นเป็นอนาคตที่เธอเลือกจะตระเตรียมตัวเอง แต่ฉันไม่ได้เลือก ฉันเลือกจะมีชีวิตอยู่ในเอกภพที่ยังมีความหวังเหลืออยู่บ้าง ฉันเลือกจะอยู่ในเอกภพที่แม่และน้องสาวของเธอจะค้นพบวิธีสกัดกั้นเสโคลาดาได้ เอกภพที่สภาดาราวิถีจะถูกปฏิรูปหรือปฏิวัติ เอกภพที่ไม่มีพลังอำนาจ หรือประสงค์ใดๆที่ต้องการทำลายล้างกันทั้งเผ่าพันธุ์"

"แล้วถ้าคุณเดาผิดล่ะ"

"ถ้าอย่างนั้นฉันก็จะมีเวลาสิ้นหวังก่อนที่ฉันจะตายไง แต่เธอล่ะ เธอเฝ้าโหยหาความสิ้นหวังทุกลมหายใจเลยหรือ  ฉันพอจะเข้าใจสาเหตุที่ทำให้เธอคิดอย่างนั้นได้ แอนดรูว์บอกฉันว่าเธอเคยหล่อเหลา เธอยังเป็นอยู่นะ รู้ไหม และการที่ไม่อาจบังคับร่างกายได้อย่างใจนั้นทำลายเธออย่างลึกซึ้ง แต่ยังมีผู้คนอีกมากมายที่สูญเสียมากกว่าเธอ โดยไม่ต้องมองโลกด้วยหัวใจอันกระด้างเย็นชาอย่างนี้"

"นี่คุณวิเคราะห์ผมงั้นเหรอ" มีโรร้อง "เรารู้จักกันแค่ครึ่งชั่วโมงแล้วคุณมาบอกว่าคุณรู้ดีทุกเรื่องเกี่ยวกับผมงั้นเหรอ"

"ฉันรู้แต่ว่านี่เป็นการสนทนาที่น่าหดหู่ที่สุดในชีวิตของฉันทีเดียว"

"และคุณทึกทักเอาว่า นั่นเพราะผมเป็นง่อยงั้นสิ..... จะบอกอะไรให้นะคุณวาเลนไทน์ วิกกิน ผมหวังอย่างเดียวกับคุณ ผมหวังว่าสักวันผมจะได้ร่างกายของผมกลับคืนมามากกว่านี้บ้าง  ถ้าผมไม่หวังผมคงตรอมใจตายไปแล้ว ที่ผมบอกคุณไปนั่นไม่ใช่เพราะผมสิ้นหวังหรอกนะ
  ที่ผมเล่าให้ฟังนั่นเป็นเพราะเรื่องพวกนี้ เป็นไปได้ และเพราะมันเป็นไปได้ เราจึงต้องคิดถึงมัน เพื่อที่มันจะได้ไม่ย้อนกลับมาทิ่มแทงเรา เราต้องคิดถึงมันเพราะหากเรื่องเลวร้ายถึงที่สุดแล้ว เราก็จะยังรู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ในเอกภพแบบนั้นได้ยังไง"


              หลังจากนั้นทั้งคู่ยังได้คุยกันถึงเรื่องระบบแอนซิเบิลที่เป็นการสื่อสารแบบ real time โดยใช้ไฟโลติก  มีโรได้แนะนำเจนที่เป็นระบบเครือข่ายให้วาเลนไทน์รู้จัก   ทั้งสามได้ข้อสรุปว่าตราบใดที่ยังไม่ได้ยาฆ่าไวรัสที่ไม่กระทบกับเผ่าพันธุ์อื่น  กองยานก็จะมีเหตุผลอันดีที่จะถูกส่งไปทำลายลูซิตาเนีย  กองยานนั้นจะเข้าใกล้ลูซิตาเนียไปเรื่อยๆ  แต่เจนจะประวิงเวลาให้ โดยเมื่อมีคำสั่งให้ทำลายลูซิตาเนียจากสภาดาราจักรส่งมา  เธอจะตัดการเชื่อมโยงระหว่างยานและการสื่อสารกับส่วนกลางซะ   แต่นั่นจะทำให้สภาดาราจักรสงสัยและจะต้องสืบสวนรู้จนได้ว่ามีอะไรบางอย่างในระบบ และต้องหาทางฆ่าเจนอย่างแน่นอน แต่เจนก็ตัดสินใจทำ โดยระหว่างที่สภากำลังสืบหาสาเหตุที่กองยานเงียบไปเฉยๆ พวกที่เหลือจะหาทางช่วยเจนให้รอดชีวิตให้ได้ บางทีอาจจะโดยการถ่ายข้อมูลไปเก็บที่อื่น



       ณ โลกแห่งวิถีที่ซึ่งมีความเชื่อแบบดั้งเดิม   ลำดับความสำคัญในชีวิตคือทวยเทพ บรรพบุรุษ ผู้คน ผู้ปกครองและตัวเราเอง  หานเฟยจื่อเป็นผู้สดับเทพ(กลุ่มคนที่อ้างว่าตัวเองสามารถสื่อสารกับทวยเทพได้โดยผ่านการกระทำแปลกๆที่ตัวเองจำต้องทำ มักมีสติปัญญาสูงและได้รับความเคารพนับถือจากชาวบ้านทั่วไป)      เขามีลูกสาวคนเดียวคือหานชิงเจ้า ซึ่งก็เป็นผู้สดับเทพเช่นกัน เธอมีพฤติกรรมที่เมื่อรู้สึกผิด เธอจะต้องล้างมือซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อให้รู้สึกสะอาด หรือเมื่อทำผิดไปก็จะต้องมานั่งไล่ลายไม้ไปทั่วห้องเพื่อเป็นการลงโทษ(นึกถึงบ้านโบราณจะปูด้วยไม้กระดานแผ่นใหญ่ๆแต่ละแผ่นจะมีลายไม้อยู่) 

  การคุยกันระหว่างพ่อลูกคู่นี้ก็ไม่ธรรมดาเลย  ตัวพ่อเชื่อว่าสภาดาราจักรนั้นได้อำนาจจากอาณัติสวรรค์ในการปกครองผู้คน  แม้ว่าสิ่งที่จะทำลงไปนั้นไม่ถูกต้องนักแต่ก็จำเป็นต้องทำ เพื่อปกครองคนหมู่มาก อย่างการส่งอุปกรณ์สังหารหมู่ไปกับกองยานเพื่อทำลายลูซิตาเนียไม่ให้พวกเขาแพร่เชื้อไวรัสไปทั่งจักรวาล  เนื่องจากกองยานเกิดขาดการติดต่อกับส่วนกลางไปเฉยๆ เขาจึงต้องการให้ชิงเจ้าหาให้ได้ว่าเกิดจากอะไร



       ด้านลูซิตาเนียเวลาบนพื้นดาวผ่านไป 25 ปี เอนเดอร์ก็อายุราว 60 จากการที่ครอบครัวของเขาศึกษาเจ้าไวรัสตลอดเวลาที่ผ่านมา ก็พบว่าไวรัสมีการปรับตัวพัฒนาไปเรื่อยๆ  ทำให้พวกเขาต้องคิดค้นยาต้านไวรัสใหม่ๆขึ้นมาด้วยเช่นกัน เพื่อให้มนุษย์กับพืชและสัตว์ที่เป็นอาหารสามารถอยู่รอดได้  เกรโกลูกเลี้ยงคนหนึ่งของเอนเดอร์ เสนอให้กำจัดเจ้าเดสโคลาด้าให้สิ้นซากไปซะ  ซึ่งตรงกันข้ามกับควาร่า พี่สาวของเขาที่เป็นนักสิทธิไวรัสชน ที่ยืนยันว่าเดสโคลาดาก็มีหัวใจ มีสติปัญญา มีภาษาของตัวเองที่พวกเขายังไม่เข้าใจ ไม่ควรทำลาย  

 ส่วนอีลาพี่สาวคนโตกับแม่กำลังวิจัยหาทางตัดต่อพันธุกรรมไวรัส ตัดส่วนที่เป็นโรคร้ายทำลายมนุษย์ทิ้งไปซะ แต่ยังคงเก็บส่วนที่จำเป็นต่อการสืบพันธุ์ของพวกพิกกี้ไว้ให้ได้ ควาร่าเอาเรื่องนี้ไปบอกมนุช ต้นไม้บิดรของพวกพิกกี้ ทำให้พวกนั้นกลัวว่ามนุษย์จะเอายานมาทำลายลูซิตาเนียที่เป็นต้นตอไวรัส  จึงไปขอให้นางพญาแห่งรวงรังหัวหน้าพวกแมงสร้างยานเอาไว้เผื่อหนีออกไปจากดาว



      ในที่สุดมีโรกับวาเลนไทน์และครอบครัวก็เดินทางกลับมาลูซิตาเนีย เอนเดอร์พาพวกเขาไปพบกับนางพญาแห่งรวงรัง เธอบอกว่าเธอมีวิธีที่จะฆ่าเชื้อไวรัสเดสโคลาดาได้จึงไม่ต้องห่วงว่าพวกแมงจะเอาเชื้อไปแพร่ที่อื่น วาลจึงขอไม่ให้เธอให้ยานกับพวกพิกกี้เพราะพวกเขาฆ่าเชื้อไวรัสไม่ได้ แต่นางพญาแห่งรวงรังไม่ยอมเพราะคิดว่าพิกกี้เองก็มีสิทธิจะหนีเอาชีวิตรอดเหมือนกัน      ส่วนมีโรยังคงมีปัญหากับอาการเป็นอัมพาตของตัวเอง(บางส่วนเวลาอ่านนี่ได้อารมณ์เหมือนฌ็อง โดมินิก โบบี้-ชุดประดาน้ำกับผีเสื้อเลย เกี่ยวกับการปฏิบัติกับคนเป็นอัมพาต เพียงแต่มีโรยังพอพูดได้ แถมพูดได้ตรงมาก) เมื่อแม่ พี่น้อง และอดีตคนรักที่กลายมาเป็นน้องสาวเขาต่างเปลี่ยนแปลงไปมากเหลือเกินตลอดเวลา 25 ปีที่ผ่านไป 

ควิง น้องชายที่กลายเป็นบาทหลวงจึงมาปลอบโยนเขา
(ควิงแทนตัวเองว่าพ่อ และเรียกพี่ชายว่าลูก)

"ฉันต้องการร่างของฉันคืน"

"อาจเป็นได้ ว่าตอนที่ลูกต้องการร่างคืนนั้น ด้วยปรีชาของพระเป็นเจ้า พระองค์รู้ว่าก่อนที่ลูกจะกลายเป็นผู้วิเศษที่สุดที่ลูกจะเป็นได้ ลูกต้องใช้เวลาเป็นง่อยอยู่สักพัก"

"สักพักมันเท่าไหร่" มีโรเค้นเสียง

"ต้องไม่นานเกินเวลาในชีวิตที่เหลืออยู่ของลูกอย่างแน่นอน"
......

"ลูกอยากจะกลับมายังโลกที่ไม่มีใครรู้จักลูกแล้วงั้นสิ"

"ที่นี่ตอนนี้ก็ไม่มีใครรู้จักฉันแล้วเหมือนกัน"

"อาจจะไม่ แต่เราก็รักลูกนะ มีโร"

"นายรักที่ฉันเคยเป็นมากกว่า"

"ลูกยังเป็นคนเดิมแหละ มีโร แค่ในอีกร่างหนึ่งเท่านั้น"

"พูดกับเพื่อนต้นไม้ของนายเหอะ ควิง นายไม่มีอะไรที่ฉันอยากฟังเลย"

"ลูกคิดอย่างนั้นสินะ" ควิงว่า

"รู้ไหมว่าอะไรหนักกว่างี่เง่าน่ะ ควิง"

"แน่ล่ะ" ควิงตอบ "ก็คนงี่เง่าที่คุกคาม ขมขื่น สมเพชตัวเอง ก้าวร้าว เศร้า ระทม ไร้ประโยชน์ ที่เห็นว่าความเจ็บปวดของเขานั้นเหนือกว่าสิ่งอื่นใดทั้งหมด"

มันเกินกว่าที่มีโรจะรับได้ เขากรีดร้องอย่างโกรธเกรี้ยว พุ่งชนควิงจนล้มไป พยายามทุบตีให้อีกฝ่ายเจ็บ แต่หลังจากทุบไปไม่กี่ครั้ง เขาก็หยุดแล้วฟุบร้องไห้ลงกับอกน้องชาย....



ทางด้านโลกแห่งวิถี ชิงเจ้าได้สาวใช้ประจำตัวชื่อซีหวังหมู่(ตั้งข้อสังเกตตรงนี้นิดนึง คนเขียนออกจะใช้วิถีตะวันตกมาตั้งชื่อตัวละครจีน คิดว่าคนจีนตั้งชื่อตามบรรพบุรุษเพื่อเป็นการยกย่องให้เกียรติ ตัวหานเฟยชื่อ หานชิงเจ้าก็ตั้งตามนักปรัชญา นักกวี แต่หวังหมู่แปลว่าเจ้าแม่เลยนะ แบบเดียวกับ นวี่ฮวา กวนอิม คนจีนที่ไหนจะเอาไปตั้งชื่อลูก คนตะวันออกมองว่าการมีชื่อเดียวกับเทพจะเป็นการอาจเอื้อม เหาจะกินหัวมากกว่า   ในขณะที่ชาวตะวันตกมองว่ามันเป็นการให้เกียรติ ระลึกถึงคนๆนั้นอย่างแฮร์รี่ตั้งชื่อลูกว่า อัลบัส เซเวอร์รัส แต่ทางตะวันออกมักจะตั้งเป็นคำวิเศษหรือคำนามมากกว่า อย่าง เอี้ยก้วยคือเอี้ยผู้เปลี่ยนแปลงตัวเองเพราะเอี้ยคัง พ่อเอี้ยก้วยเป็นคนไม่ดีมาก่อน หรือคนๆนึงชื่อ จางชงหมิง คือจางผู้ฉลาดเฉลียว)  

สาวน้อยยากจนผู้ทะเยอทะยาน ยอมพลีกายเป็นค่าผ่านทางให้ได้มาทำงานกับผู้สดับเทพ  หวังหมู่ฉลาดเฉลียวมาก ระหว่างที่นายสาวทำงานนั้น เธอได้ตั้งคำถามชักนำชิงเจ้าจนคิดได้ว่าการที่สภาติดต่อกองยานที่ส่งไปไม่ได้ก็เพราะมีโปรแกรมแฝงตัวในระบบอยู่   แต่ในสายตาหวังหมู่เธอไม่เห็นด้วยกับการส่งยานไปทำลายลูซิตาเนีย เพราะถ้าทางรัฐบาลส่งกองกำลังไปทำลายโลกๆหนึ่งได้เพราะขัดขืนคำสั่งส่วนกลางทั้งๆที่เป็นเรื่องที่ควรให้ทางโลกนั้นจัดการกันเอง รัฐบาลก็ส่งกองกำลังมาทำลายโลกแห่งวิถีได้เหมือนกัน



         ฝั่งเจนที่พบว่าชิงเจ้ากำลังค้นพบเธอ จึงต้องหาวิธีหยุดยั้งและพบว่าทางที่ดีที่สุดคือไปหว่านล้อมพ่อให้ไปคุยกับชิงเจ้า เธอค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผู้สดับเทพ เห็นชัดว่าวิธีที่พวกนี้คุยกับเทพเป็นอาการของโรคย้ำคิดย้ำทำซึ่งเป็นผลจากสมองผิดปกติ แต่ผลการสแกนสมองของผู้สดับเทพกลับปกติ และยาที่รักษาอาการโรคนี้ที่ใช้ได้ในผู้ป่วยอื่นกลับใช้ไม่ได้ผลกับพวกผู้สดับเทพเลย เมื่อพวกเขารู้สึกผิดพวกเขาจะต้องทำกิริยาอาการแบบแปลกๆซ้ำๆโดยไม่บิดพลิ้ว  เธอพบอีกว่าหลายสิบปีก่อนมีคณะวิจัยเกี่ยวกับยีนที่ศึกษาเรื่องนี้เมื่อค้นลึกลงไปกลับถูกรัฐบาลสั่งให้หยุดงานแล้วถูกย้ายไปดาวอื่นทันที

         สาวคนหนึ่งในคณะนักวิจัยเป็นคนรักเก่าของพ่อชิงเจ้า  เธอเขียนจดหมายเล่าความจริงที่เธอค้นพบคือทางสภาดาราจักรได้จัดการดัดเเปลงยีนของกลุ่มพวกผู้ปกครองที่มีสติปัญญาสูงกว่าคนทั่วไปให้มียีนแฝงเพื่อให้แสดงอาการของโรคย้ำคิดย้ำทำเพื่อไม่ให้พวกเขากระด้างกระเดื่อง จะได้คิดไปเองว่าสภาถืออาณัติสวรรค์ และตัวเองกำลังคุยกับเทพ  พ่อของชิงเจ้าได้รู้ข้อมูลเข้าก็เกลียดทางสภาดาราจักรที่ทำแบบนั้นกับพวกเขา เลยหันมาสนับสนุนไม่ให้ส่งกองยานไปทำลายลูซิตาเนีย

        ส่วนชิงเจ้าไม่เชื่อเช่นนั้นและพยายามส่งข่าวเรื่องเจนออกไป เจนขู่ว่าจะตัดการสื่อสารจากโลกวิถีไปยังส่วนกลางทำให้ทางสภาดาราจักรคิดว่าโลกนี้เกิดการกบฎเช่นกันและจะส่งคนมาทำลาย  เสียแต่ว่าหวังหมู่นั้นรู้ซึ้งถึงความคิดเจนว่าเธอไม่ต้องการทำแบบนั้น  เพราะถ้าทำ คนบนโลกวิถีจะตายกันหมด  เจนเองกลัวตาย คนอื่นๆอีกนับล้านก็กลัวแบบเดียวกับเธอ  นั่นทำให้ชิงเจ้าส่งข่าวเรื่องเจนออกไปได้และบอกให้สภาดาราจักรเตรียมเอาเครือข่ายแอนซิเบิลเดิมลง เตรียมคอมพิวเตอร์ใหม่ที่ไม่เคยเชื่อมกับระบบใดๆมาสร้างระบบใหม่แทน   เจนก็ปล่อยให้การสื่อสารระหว่างสภาดาราจักรกับกองยานที่จะไปทำลายลูซิตาเนียกลับมาเหมือนเดิม เพราะเธอถูกค้นพบแล้ว ป่วยการที่จะยับยั้งไว้



      ทางด้านโลกวิถีคนเขียนบรรยายความคิด ความรู้สึกในใจของตัวหานชิงเจ้า หานเฟยจื่อ   ซีหวังหมู่ ได้ดีและสมจริงทีเดียว ทั้งความคิดของคนที่เป็นเจ้านาย คนที่รู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่า  ความรู้สึกผิดที่แสดงความโกรธ อาละวาดคนใช้  อย่างชิงเจ้าที่จะมีความคิดที่ว่าโปรแกรมอย่างเจนไม่มีความคิดของตัวเอง  ความคิดที่คิดว่าเทพเจ้านั้นมีจริงและกำลังสื่อสารกับเธอทำให้เธอเป็นคนพิเศษ ส่วนหวังหมู่นั้นคิดออกนอกกรอบที่ผู้คนเชื่อกันออกไป เธอคิดนะว่าทวยเทพที่ชิงเจ้าเชื่อมันงมงายมาก  เทพอะไรมาสั่งให้คนเราทำอะไรบ้าบอได้อย่างไม่มีเหตุผล นอกจากนี้เธอยังใจกว้างพอจะเอาใจเขามาใส่ใจเราจนสามารถเดาความคิดและการกระทำของเจนได้ด้วย


         ทีนี้ทางลูซิตาเนียก็เกิดเรื่องขึ้น เมื่อทางศาสนจักรได้เผยแพร่ศาสนาคริสต์เข้าไปให้พวกพิกกี้  พิกกี้บางกลุ่มก็มีความเชื่อแปลกๆที่ว่าพระจิตได้กลายร่างมาอยู่ในรูปไวรัสเดสโคลาดา พวกพิกกี้ได้ถูกเลือกสรรให้กระจายไวรัสนี้ออกไปยังดาวต่างๆเพื่อให้ทุกคนเป็นโรคตาย จะได้กลับไปหาพระผู้สร้างได้   ควิงซึ่งเป็นบาทหลวงจึงมีแผนจะเดินทางไปหาพิกกี้กลุ่มนั้นเพื่อเปลี่ยนความเชื่อผิดๆเสียใหม่ โนวินยาผู้เป็นแม่คัดค้านหัวชนฝา  แต่เอนเดอร์กับมีโรนั้นรู้ถึงความตั้งใจอันแน่วแน่ จึงปล่อยให้เขาเดินทางไปเพียงลำพังตามความตั้งใจ 

       แต่พอเข้าไปถึงป่าของผู้ก่อสงคราม พิกกี้หัวโจกก็จับควิงไว้แล้วท้าทายความเชื่อของบาทหลวงหนุ่ม ด้วยการให้น้ำควิงดื่ม แต่ปล่อยให้อดอาหารที่มียาต้านไวรัส  ถ้าพระเจ้าของควิงศักดิ์สิทธิ์จริง ผู้ก่อสงครามเชื่อว่าพระองค์ก็ต้องบันดาลให้เขารอดตายไปได้ มิไยที่ควิงจะอธิบายว่าปาฏิหาริย์ไม่ใช่แบบนั้น  เพียงสามสี่วันที่ควิงไม่ได้ยาต้าน โรคจากไวรัสก็แสดงอาการออกมา แล้วในวันที่เจ็ดเขาก็ตาย



 ข่าวการตายของควิงมาถึงในเมืองมีลาเกรของพวกมนุษย์อย่างรวดเร็ว ทำให้โนวินยาเสียใจมาก ขณะที่เอนเดอร์พ่อเลี้ยงเดินทางเข้าไปรับศพในป่า พี่น้องของควิงถูกเรียกตัวมาที่บ้าน

"เขาตายอย่างผู้เสียสละ" มีโรว่า "เขาตายอย่างที่เขาควรจะเป็น"

โนวินยาเดินเก้ๆกังๆแล้วไปหามีโรแล้วตบหน้าเขาอย่างแรง

เป็นช่วงเวลาที่เกินจะทน หญิงที่โตแล้วตบคนพิการที่ช่วยตัวเองไม่ได้ ยิ่งกับมีโรลูกชายคนโตที่เป็นผู้นำพวกพี่น้องมาตลอด อีลากับเกรโกลากตัวแม่ออกมา

"ทุบตีมีโรไม่ช่วยให้ควิงกลับมาได้หรอก" อีลาร้อง

" แกจะไปรู้เรื่องใครอยากตายได้ยังไง"

ต้องชมมีโรที่ยังเยือกเย็นอยู่ได้แม้แก้มจะเป็นรอยแดงจากมือแม่ 
"ผมรู้ว่าความตายไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายที่สุดในโลกนี้" มีโรว่า

"ไสหัวไปให้พ้นบ้านฉันเดี๋ยวนี้" แม่ตวาด

มีโรลุกขึ้น "แม่ไม่ได้เศร้าเสียใจให้กับเขาหรอก 
แม่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นใคร"

"อย่ามาพูดแบบนั้นกับฉันนะ"

"หากแม่รักเขา แม่จะไม่ห้ามไม่ให้เขาไป" มีโรว่า เสียงเขาไม่ดัง คำพูดก็อ้อแอ้ยากเข้าใจ พวกเขาตั้งใจฟังกันทุกคนแม้แต่แม่ ด้วยความเงียบอันขมขื่นเพราะคำพูดเขานั้นย้อนลึก

 "แต่แม่ไม่ได้รักเขา แม่ไม่รู้ว่าจะรักใครได้อย่างไร แม่รู้จักแต่ครอบครองพวกเขา และเมื่อผู้คนไม่มีวันจะทำอย่างที่แม่อยากให้เป็น แม่ก็รู้สึกเหมือนโดนทรยศตลอด เพราะที่สุดแล้วทุกคนต้องตาย แม่ก็รู้สึกเหมือนถูกหลอกถูกโกง แต่แม่นั่นแหละที่เป็นคนโกง แม่เป็นคนที่ใช้ความรักที่มีต่อแม่เพื่อพยายามบงการพวกเรา"


"มีโร" อีลาเอ่ยขึ้น ควาร่าจำน้ำเสียงของเธอได้ เหมือนกับพวกเขากลับเป็นเด็กอีกครั้ง โดยมีอีลาพยายามปลอบให้มีโรใจเย็นลง โน้มน้าวให้เขามองโลกในแง่ดีขึ้นบ้าง ควาร่่ายังจำได้ที่อีลาพูดกับเขาแบบนี้เมื่อตอนที่พ่อเพิ่งตบตีแม่แล้วมีโรก็บอกว่า " ฉันจะฆ่าเขา เขาจะไม่รอดคืนนี้ไปได้" นี่ก็เหมือนกัน มีโรกำลังพูดสิ่งที่เลวร้ายใส่แม่ คำพูดที่มีพลังที่จะฆ่าได้ เพียงแต่คราวนี้อีลาไม่อาจหยุดเขาไว้ทัน เพราะคำพูดพวกนั้นกล่าวออกมาแล้ว ยาพิษของเขานั้นเข้าไปสู่กายของแม่แล้ว  ออกฤทธิ์ของมันเสาะหาหัวใจของแม่เพื่อเผาผลาญมันเสีย

"พี่ได้ยินแม่บอกแล้วนี่  ออกไปให้พ้น" เกรโกว่า

"ฉันกำลังไปแล้ว แต่ฉันพูดความจริง" มีโรพูด

"พี่ไม่ใช่พวกเรา พี่ไม่มีสิทธิ์มาพูดอะไรแบบนี้กับเรา" เกรโกคว้าไหล่พี่ชาย ผลักเขาไปทางประตู

ควาร่าถลันไปขวางไว้ เผชิญหน้ากับเกรโก "ถ้ามีโรไม่มีสิทธิ์พูดในครอบครัวนี้ อย่างนั้นเราก็ไม่ใช่ครอบครัวแล้ว"

"ถูกเผงเลย" โอลยาโดพึมพัม

"หลีกไป" เกรโกร้อง

"เอาเลยสิ ตบผู้หญิงให้คว่ำ ทุบคนพิการสิ 
เรื่องถนัดของเธออยู่แล้วนี่ เธอมันเกิดมาทำลายข้าวของ เกรโก 
ฉันน่ะอับอายจริงๆที่มีเธอเป็นน้องชาย"

คำพูดนั้นบาดลึก ใบหน้าเขาถมึงทึง
"ฉันไม่ยอมให้เธอมาทำให้ฉันโกรธหรอกนะควาร่า ฉันรู้ว่าศัตรูของฉันเป็นใคร"

เกรโกพูดแล้วจากไป ตามด้วยมีโร และอีลาที่เอ่ยขึ้นขณะเดินไปที่ประตู

 "ไม่ว่าแม่จะโกหกตัวเองยังไง ไม่ใช่เอนเดอร์หรือคนอื่นหรอกที่ทำลายครอบครัวของเราคืนนี้ เป็นแม่นั่นแหละ" แล้วเธอก็ออกประตูไป   เช่นเดียวกับโอลยาโดที่ตามไปเงียบๆ

แม่เงยหน้ามองควาร่า น้ำตาไหลพราก ควาร่าจะไม่ได้ว่าเคยเห็นแม่ร้องไห้มาก่อน

"เหลือแต่เธอสินะ" แม่ว่า

"แม่จำไม่ได้เหรอว่าหนูเป็นคนเดียวที่ถูกตัดสิทธิ์ไม่ให้ใช้ห้องทดลองน่ะ หนูเป็นคนเดียวที่ถูกตัดขาดจากงานทั้งชีวิตของหนู อย่างได้หวังว่าหนูจะเป็นพวกเดียวกับแม่หรอกนะ"

 แล้วความร่าก็จากไป อย่างปลอดโปร่ง  สะใจ  คงสักห้านาทีได้เมื่อเธอเกือบถึงประตูรั้ว เมื่อเธอเริ่มตระหนักว่าเธอทำอะไรลงไป  ควาร่าหันกลับวิ่งไปบ้าน แต่เมื่อถลาเข้าประตู อีลาก็เข้ามาจากประตูอีกด้านหนึ่ง   แต่โนวินยาไม่อยู่แล้ว  ทั้งคู่กอดกันร้องไห้


.........
ความจริงยังมีรายละเอียดต่ออีกยาวเลย ฉากเชือดเฉือนอารมณ์แนวๆนี้  นับว่าทำได้ถึงจริงๆ เพราะมีโรพูดได้ตรง และแทงใจดำของแม่ โนวินยาถึงรู้สึกเจ็บปวดเพราะเธอรู้ว่ามันจริง


             เกรโกเสียใจมากเช่นกันที่พี่ชายตายและเขาโทษว่าเป็นความผิดของพวกเพเกนิโน  จึงไปปลุกระดมชาวบ้านให้ล้างแค้นให้บาทหลวงที่เคารพรัก "เพื่อควิงและเยซู" พวกเขาร้องลั่น  แต่พวกชาวบ้านกลับ  เหมารวมพิกกี้ทุกตนว่าเหมือนกันหมด  แทนที่จะออกเดินทางไปเผาป่าของผู้ก่อสงครามต้นเหตุผู้ฆ่าควิงที่อยู่ไกลออกไป กลับมักง่ายไปเผาป่าของพิกกี้ที่เป็นมิตรกับพวกมนุษย์ที่อยู่ใกล้ๆแทน(อ่านถึงตรงนี้  เผาเลยครับพี่น้อง เห้ยยยย แย่แล้ว มันไม่เหมือนกัน) เผาไปได้บางส่วนก็มาเจอกับมีโรหนุ่มพิการยืนขวางหน้าพวกชาวบ้าน ไม่ให้เผาต้นไม้มารดรต้นสุดท้ายของป่านี้(โฮ ใจนายหล่อมาก)

"ข้ามศพฉันไปก่อนสิ พิกกี้พวกนี้เป็นพี่น้องของฉัน ฆ่าฉันก่อนสิ"

"ฆ่าฉันด้วย" เกรโกเข้าไปห้ามอีกคน

"หลีกไป  นายกับเจ้าเป๋สองคนนั่นแหละ"

เกรโกที่ไม่คิดว่าการปลุุกระดมของเขาจะลุกลามบานปลายไปขนาดนี้  เลยออกมายืนข้างพี่ชาย ห้ามชาวบ้านไม่ให้เผา 

"มีไฟลุกอยู่ข้างหลังพวกนาย และมีตายกันไปหลายคนแล้วทั้งคนและเพเกนิโน  ป่าของพิกกี้ที่ฆ่าควิงอยู่ห่างออกไปจากนี่มาก และผู้ก่อสงครามยังยืนต้นเป็นปกติ  เราไม่ได้ความยุติธรรมในคืนนี้ เรากลับทำฆาตกรรมและสังหารหมู่"

"พิกกี้ก็เหมือนกันหมดแหละ"(อ่านถึงตรงนี้สงสารเลดี้ หมาของซานซ่ามากเลยๆ ทั้งๆที่ไดร์วูฟตัวอื่นกัดแล้วหนีไปแล้ว เน็ดก็ต้องจำใจฆ่าหมาที่เหลืออยู่ของลูกสาว)

"อย่างนั้นหรือ นายอยากจะถูกลงโทษจากสิ่งที่คนอื่นทำเหรอ หากเขาฆ่าใครสักคน มันถูกแล้วหรือที่จะมีคนมาบ้านนายและฆ่าเมียกับลูกนายเพื่อแก้แค้น"

หลายเสียงตอบพร้อมกันว่าไม่

"ทำไมไม่ล่ะ คนก็เหมือนกันหมด ไม่ใช่รึไง"

กลุ่มชาวบ้านชักลังเล และอึกอัก  มีโรบอกพวกเขาว่า 
กลับบ้านเถอะลูก


"นายมีสิทธิอะไรมาสั่งพวกเรา"ชาวบ้านแย้ง

ก่อนจะเงียบเสียงลงเมื่อพวกแมงยกพลมาช่วยพวกพิกกี้และดับไฟลง


          สุดท้ายเอนเดอร์นำศพควิงกลับมาฝัง  ก็พบว่าโนวินยางอนเขาเสียแล้ว เพราะเธอหึงเจนตลอดเวลาที่ผ่านมาเพราะฝังใจว่าเจนใกล้ชิดกับเอนเดอร์มากกว่าเธอที่เป็นเมียเสียอีก  เรื่องควิงเป็นฟางเส้นสุดท้าย  เพราะเอนเดอร์ไม่ยอมทัดทานควิง  ควิงเลยต้องไปตาย เธอจึงแยกตัวไปอยู่กับบุตรแห่งพระจิต(พวกคริสต์ศาสนา)






 

Create Date : 07 มิถุนายน 2560
0 comments
Last Update : 8 มิถุนายน 2560 16:11:57 น.
Counter : 183 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


สมาชิกหมายเลข 2412014
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add สมาชิกหมายเลข 2412014's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.