Я Люблю Микоян-Гуревич.
Group Blog
 
 
กันยายน 2553
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
18 กันยายน 2553
 
All Blogs
 

แฟรง คลิน ผู้สาปสูญ


แฟรง คลิน ผู้สาปสูญ



บางคนอาจจะเอียนเรื่องเครื่องบินที่บล็อคผม แหม..มีแต่เครื่องบิน
วันนี้ว่างๆผมได้อ่านบทความนึงเกี่ยวกับ กัปตัน แฟรง คลิน ซึ่งก่อน
หน้านี้เคยดูสารคดีมานานมากแล้ว น่าสนใจดี บทความนี้ขอเปลี่ยน
มาเป็นการผจญภัยมรณะทางเรือกันบ้าง

การเดินเรือสำรวจอนานิคม สมัยปี 1845 เป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง
ยุคนั้นการเดินเรือทะเลยังไม่ค่อยพัฒนา อุปกรณ์เดินเรือยังไม่ทันสมัย
นอกจากภัยธรรมชาติหลงทิศหลงทางน้ำแห้งเสบียงหมดแล้ว ยังมีใน
เรื่องของโจรสลัด การกบฏในเรือ ซึ่งเป็นปัญหาปกติสำหรับนักเดินเรือ
สมัยนั้น แต่ก้อไม่ได้ทำให้การเดินเรือหยุดพัฒนาลงนะครับ

กัปตัน เซอร์ จอห์นแฟรงคลิน (Sir John Franklin) มีชีวิตอยู่ระหว่าง
16 April 1786 – 11 June 1847 นับรวมอายุอานามรวมๆก้อรุ่น
ป๋าเข้าไปแล้ว เป็นทหารเรืออีกทั้งเป็นนักสำรวจขั้วโลกเหนือชาวอังกฤษที่มี
ชื่อเสียง เคยทำงานเป็นข้าหลวงของแทสมาเนียอยู่ช่วงหนึ่งด้วยครับ

แฟรงคลินเกิดใน Spilsby, Lincolnshire, ในปี 1786 และได้เข้ารับ
การศึกษาที่ King Edward VI Grammar School, Louth
บิดาของเขาฝึกให้เขาออกทะเลตั้งแต่วัยเยาว์ อะไรก้อทะเล๊ ทะเล ล่ะครับ
อยู่มาวันหนึ่งแฟรงคลินตัดสินใจเด็ดเดี่ยว ขออนุญาตบิดาของเขา ติดเรือไป
กับกองเรือของอังกฤษ ซึ่งเขายังวัยรุ่น ตอนนั้นอายุเพียง 14 ปีเท่านั้น
ระหว่างอยู่บนเรือ แฟรงคลินได้เรียนรู้เทคนิคการเดินเริอต่างๆจากชาว
เรือมากมาย วันเวลาผ่านไปจนเขาเติบใหญ่เป็นวัยรุ่น ประสบการณ์การ
เดินเรือที่ยาวนานของเขามากมาย จนเขาอายุได้ 18 ปี ได้ไปเป็นผู้ช่วย
สำรองฝ่ายเลานุการกองทัพเรือแห่งสหราชอณาจักร ระหว่างนี้เขาได้ผ่าน
สงครามมาหลากหลาย รวมทั้งสงครามโคเปนเฮเกน อันลือชื่อและเขา
ได้เข้าสำรวจชายฝรั่งออสเตรเลียกับลุงของเขา (กัปตัน Matthew Flinders)
ตรงนี้เองทำให้เขาได้รับเข้าทำงานเป็นข้าหลวงแห่งกองทัพเรืออังกฤษ

รูป แคปปิตัลจอห์นแฟรงคลิน (Sir John Franklin) กล้องสมัยนั้น
เพิ่งจะพัฒนามาไม่ถึง10ปีจึงยังไม่ค่อยเป็นที่นิยมแพร่หลายมากนัก



สงครามโคเปนเฮเกนระหว่างอังกฤษ เดนมาร์ค และนอร์เวย์



แฟรงคลิน ได้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงผลักดันให้กองทัพเรือของอังกฤษทำการสำรวจ
Northwest Passage ก้อคือแถวอาร์กติกนั่นเอง ตั้งแต่ตอนบนของแคนนาดาไปจน
ถึงขั้วโลกเหนือ เนื่องจากเขาได้เคยเข้าร่วมเดินเรือกับบริษัทเดินเรืออีสอินเดียคอม
พานี (East India Company) (East India Company เป็นบริษัททำการค้าข้ามชาติ
ของอังกฤษ ที่ทรงอิทธิพลในสมัยนั้น) ต่อมาในปี 1818 แฟรงคลินภายใต้การนำของ
ดาวิดผู้บัญชาการ Bucha ใน Dorothea ได้รับคำสั่งจากทาง Trent ให้แล่นเรือไปยัง
Spitsbergen เหมือนว่างานนี้คงจะไปอย่างฉลุย แต่มันไม่ได้ง่ายดังคิดเพราะแล่นเรือ
ไปเจอน้ำแพน้ำแข็งตลอดทาง ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการเดินเรือ เขาจึงต้องหันเรือกลับ
อย่างจำใจ สรุปแล้วทั้งทริปใช้ระยะเวลาทั้งหมด 6 เดือนเศษๆ

ในปีค.ศ. 1819, แฟรงคลินได้รับเลือกให้เดินทางโดยเลียบชายฝั่งอาร์กติกของแคน
นาดาไปอ่าวฮัดสัน มุ่งยังชายฝั่งทางเหนือและต่อไปยังทิศตะวันออกของแคนาดาจาก
ปากแม่น้ำ Coppermine ปี 1822 ระหว่างการเดินทางที่ยากลำบากนี้เอง ได้มีคนล้ม
หายตายจากไป11คน จากทั้งหมด 20 คน ส่วนใหญ่เสียชีวิตเพราะอดอาหารตาย เที่ยวนี้
ลูกเรือส่วนใหญ่เป็นทาสชั้นดี เพื่อความอยู่รอดยังมีอีกบางคนมีความคิดให้ฆ่าคนเพื่อเอา
เนื้อเพื่อนมาประทังชีวิต ซึ่งมีการห้ามปรามขึ้นในหมู่เพื่อนฝูงด้วยกันเอง แหม ความหิวมัน
ไม่ปราณีใครซะจริงๆในจำนวนผู้รอดชีวิตนี้ จำเป็นต้องกิน ตะไคร่น้ำ และแม้แต่กินรองเท้า
บู๊ทตัวเอง(บู๊ทสมัยก่อนน่าจะเป็นยางไม่แข็งโป๊กมากครับ)แม้แต่ตัวกัปตันแฟรงคลินเองเขา
จึงได้รับสมญานามว่า"จอมเขมือบรองเท้าบู๊ท" หรือภาษาฝรั่งว่า "the man who ate his boots"

ในปี 1823, หลังจากที่กลับมาอังกฤษอีกครั้ง แฟรงคลินได้แต่งงานกับ Eleanor Anne
Porden ซึ่งเป็นนักกวี ลูกสาวของ Eleanor Isabella แต่งงานกันไม่กี่ปี ภรรยาตายจาก
ไปด้วยวัณโรคเมื่อปี 1825 เขาอยู่เป็นโสดจึงทนความเหงาไม่ไหว วันที่ 5 พฤศจิกายน
ปี 1828 เขาได้ตัดสินใจแต่งงานอีกครั้งกับ เจนกริฟฟิ(Jane Griffin) ไม่ใกล้ไม่ไกล
คือเพื่อนภรรยาคนแรกของเขานั่นเอง เจนเป็นนักเดินทางและเป็นทั้งคู่ชีวิตของแฟรงคลิน

เดือนเมษายน ปี 1829 เขาได้รับการแต่งตั้งชั้นยศให้เป็นอัศวินโดยพระเจ้าจอร์จที่ 4
แห่งราชวงศ์และแต่งตั้งเป็นกัปตันเรือในเวลาเดียวกัน หลังจากที่เขาสำรวจน่านน้ำกว่า
640 กิโลเมตรเดือนมกราคม ปี 1836 เนื่องจากพระเจ้าจอร์จที่ 4 ได้สถาปณาเป็นกษัตริย์
เขาได้รับการแต่งตั้งอีกครั้งให้เป็นผู้บัญชาการรบลำดับ 2 (Knight Commander เป็นชั้น
ยศแสดงถึง ความกล้าหาญ ซึ่งเหมือนอัศวิน จะใช้คำนำหน้าว่า Sir.สำหรับผู้ชาย ส่วนผู้หญิง
จะใช้นำหน้าว่า Dame หรือเรียกเต็มๆว่า Dame Commander)ปี1836 กัปตันแฟรงคลิน ได้
รับตำแหน่งรองผู้ว่าการดินแดน Van Diemenแต่แล้วได้ถูกปลดออกในอีก 7ปีต่อมา เมื่อ
บริหารไม่ได้ใจชาวบ้าน ขณะนั้นพื้นที่แถบอาร์คติคที่กัปตันแฟรงคลินยังไม่ได้การสำรวจ
จากชายฝั่ง เหลืออยู่ไม่ถึง 500 ตร.กม.ซึ่งทางการอังกฤษได้ตัดสินใจส่งเครื่องไม้เครื่องมือ
สำรวจที่ทันสมัยเพื่อที่จะให้การสำรวจบรรลุผลหลังจากเซอร์ เจมส์ รอส ได้ปฏิเสธข้อเสนอ
ของทางอังกฤษที่จะคุมกองเรือเพื่อไปสำรวจ แต่ได้ให้กัปตันแฟรงคลินไปแทน ซึ่งกัปตัน
แฟรงคลินตอบรับที่จะไปสำรวจในครั้งนี้ แม้ว่าในขณะนั้นเขาอายุอานามปาไป 59 ปีแล้วก้อ
ตาม เขาไปพร้อมกับกัปตันเจมส์ ฟิซเจมส์ (James Fitzjames)ซึ่งยังหนุ่มแน่นกว่าเขามาก
โดยเจมส์ ได้รับเข้าบัญชาการเรือรบหลวงอีเรบุสแห่งราชนาวีอังกฤษ (HMS Erebus)

แสดงเส้นทางสำรวจของกัปตันแฟรงคลิน จนติดอยู่ในน้ำแข็ง



เรือ อีเรบุส และเทเรอร์ ซึ่งทั้งสองลำหนักกันลำละสามร้อยกว่าตัน สร้างด้วยเทคโนโลยีที่ดีที่
สุดในสมัยนั้นมีระบบทำน้ำจืดโดยการกลั่นจากเครื่องยนต์ไอน้ำ โดยเครื่องจักรเพิ่มกำลังเรือ
ได้ 4 น็อต หางเสือและใบจักรทำด้วยเหล็กชั้นดีหนาแกร่ง ตัวเรือเสิมโครงเหล็กเพื่อความแข็ง
แรงขณะแล่น เครื่องจักรสามารถส่งไอน้ำทำความร้อนเป็น heater ภายในเรือให้อยู่กันสบาย
ไม่หนาวเหน็บเรือมีที่เก็บเสบียงอาหาร ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อความคล่องตัวและถนอมอาหารไปด้วยจึง
ได้สั่งอาหารกระป๋องจำนวน 8,000 กระป๋อง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นซุป เนื้อกึ่งๆแห้ง และผักซึ่งการ
ทำอาหารกระป๋องสมัยนั้นใช้ความร้อนไล่อากาศออกให้ได้มากที่สุด แล้วบัดกรีให้หนาๆปิดกระ
ป๋องไว้ นอกจากนี้ภายในเรือยังมีห้องสมุดซึ่งบรรจุหนังสือกว่าพันเล่ม เสื้อผ้า,ของใช้,ยาสูบ,เหล้า
และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ลูกเรือส่วนใหญ่เป็นคนอังกฤษโดยมาจากอังกฤษตอนเหนือ นอก
นั้นเป็นชาวไอริช และชาวสก็อต ปนประปราย นอกจากนี้ยังมีแพทย์จำนวน 2 คนติดเรือไปด้วย

ภายในเรือและห้องกัปตันแฟรงคลิน


หัวเรือออกแบบมาทันสมัย และห้องปฏิบัติงานของลูกเรือ


เมื่อฤกษ์งามยามดี กัปตันแฟรงคลินได้เริ่มออกเดินทางในตอนเช้าของวันที่ 19 พฤษภาคม ปี 1845
พร้อมทั้งเจ้าหน้าที่ 24 นาย ลูกเรือทั่วไปอีก 110 คน รวมแล้ว 134 คน พร้อมอุปกรณ์และเสบียงซึ่ง
เพียงพอที่จะอยู่ได้เป็นปีเชียวล่ะครับ เรือได้ออกจากท่าเรือ Greenhithe แล่นขึ้นทางเหนือไปยัง
Stromness Harbour บริเวณหมู่เกาะออร์คในภาคเหนือของสกอตแลนด์(Orkney Islands) เขานำเรือ
ไปพักที่นั่นแป๊บนึง จากนั้นก็แล่นผ่านกรีนแลนด์ พร้อมกับเรือรัทเทลอร์และเรือขนส่งบาร์เรทโต้
ทั้งหมดมุ่งไปที่หมู่เกาะเวลฟิช ในอ่าวดิสโก้ (Disko Bay)บนชายฝั่งตะวันตกของเกาะกรีนแลนด์นั่นเอง
ระหว่างจอดเทียบท่า เสบียงวัว10ตัวถูกฆ่าเอาเนื้อโหลดลงเรือ Erebus และ Terro rของคณะเดินทาง
กัปตันแฟรงคิน ระหว่างนี้ลูกเรือสามารถเขียนจดหมายเพื่อส่งข้อความให้ทางบ้านได้ด้วย ระหว่างนี้
กัปตันแฟรงคิน ได้ขึ้นบอร์ดประกาศข้อความว่าห้ามสบถสาบานอะไรและห้ามเมาสุราขึ้นเรือเด็ดขาด
หลังจากนั้นคณะเดินทางของกัปตันแฟรงคินก้อได้ออกเดินทางต่อทั้ง2ลำ(เรือ Erebus และ Terror)

เดือนมิถุนายน ปี 1845 คณะเดินทางของกัปตันแฟรงคินได้พบกับเรือล่าปลาวาฬ 2 ลำ ได้แก่ the
Prince of Wales and the Enterprise ซึ่งเรือทั้ง2 ลำเห็นพวกเขาเป็นพวกสุดท้าย

ภาพวาด เรือ อีเรบุส และเทเรอร์ แล่นตามกันมา โดยมีเรือเล็กนำร่องให้


เดือนกันยายน 1846 เรือของคณะเดินทางกัปตันแฟรงคิน เข้าสู่ช่องแคบ Victoria Strait ผลสุดท้าย
เรือทั้งสองลำได้ติดอยู่ในน้ำแข็งบริเวณ Victoria Strait ทางทิศเหนือของเกาะคิงวิลเลี่ยม ( King
William Island ) แถวแคนาดาชายฝั่งอาร์กติก (Canadian Arctic ) ไปไหนไม่ได้โดยปริยายอุณภูมิ
แถบนั้น –40 °C ช่างหนาวเย็นยะเยือก แถมช่วงนั้นหน้าหนาว และค่อนข้างมืดตลอดทั้งวัน แท่งเทียน
ตะเกียงถูกใช้วันละครึ่งเล่ม อาหารนำมาจัดสรรกันอย่างประหยัด แน่นอนครับเป็นอาหารกระป๋อง
เรื่องบันเทิงไม่มีอะไรแก้เซ็ง นอกจากนอนอ่านหนังสือเกาพุง ทีวีไม่มี อินเตอร์เน็ตไม่ใช้ เลยผลัดกัน
เล่นละครเวทีแก้เครียดกันไป ฤดูหนาวช่างยาวนานและเวิ้งว้างในอาร์คติคผ่านไปวันแล้ววันเล่า
เดือนมิถุนายน ปี1847 กัปตันแฟรงคลิน ได้เสียชีวิตลงเมื่ออายุได้ 61ปี สาเหตุไม่ราบแน่ชัด

โดยวันที่ 22 เมษายน ปีค.ศ. 1848 เข้าสู่ฤดูร้อนในอาร์กติกช่วงสั้นๆ มันเป็นช่วงเวลาเดียวที่อากาศ
ไม่หนาวมาก อาหารต่างๆก้อร่อยหรอลงเรื่อยๆยังไม่มีวี่แววของทีมค้นหาอีก

ใจออกจากเรือเพื่อเดินทางไปตายดาบหน้าดีกว่ารออยู่ในเรือ จุดมุ่งหมายคือแผ่นดินใหญ่ที่แคนนาดา
ซึ่งพวกเขาคาดว่าห่างจากเรือพวกเขาไป 150 กิโลเมตร โดยลูกเรือของกัปตันแฟรงคลินคาดว่าเดินทาง
ไปยังตอนใต้ของเกาะแล้วข้ามแม่น้ำไปยังแผ่นดินใหญ่ของแคนนาดาซึ่งเป็นจุดที่ใกล้ที่สุดที่คาดหวัง
ไว้วาดฝันไว้ดังนั้น ลูกเรือทั้งหมดรีบนำเรือเล็กที่มีอยู่ตุนสเบียง แจวเรือออกไปไปได้ซักระยะเจอแต่
ลานน้ำแข็ง ทั้งหมดก้อตัดสินใจเดินเท้าต่อ คราวนี้ตั้งเป้าหมายระยะสั้นไม่ได้หวังจะถึงแคนนาดา แต่
หวังจะขอความช่วยเหลือจากใครซักคนที่มาเจอแระกัน

มีเจ้าหน้าที่ 9นาย และลูกเรืออีก 15 คน เสียชีวิตเพิ่ม

ภาพวาดจิตนาการขณะปักหลักปักฐานบนฝั่ง


ในปี 1847 ทางการอังกฤษคิดว่าป่านนี้ เรือของคณะเดินทางกัปตัน แฟรงคิน คงจะประสบความสำเร็จ
ในการสำรวจอย่างแน่แท้ แต่เมื่อวันเวลาล่วงเลยไปนาน ไม่มีวี่แววข่าวคราวของกัปตันแฟรงคลินซะที
เงียบฉี่แล้วฉี่อีก ไม่ทราบว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร ทางการอังกฤษชักเอะใจว่าเกิดอะไรขึ้นหรือ
เปล่า ข่าวการสูญหายกัปตันแฟรงคลินและคณะเดินทางได้แพร่สะพัดออกไป ทำให้สมาชิกรัฐสภาอังกฤษ
สำนักหนังสือพิมพ์และประชาชนผู้สนใจ ต่างเรียกร้องกดดันให้ทางการช่วยกันค้นหากัปตันแฟรงคิน

ต่อมาในปี ค.ศ. 1848 ทางการอังกฤษได้เริ่มส่งคนค้นหา นำโดย เซอร์จอห์น ริชาร์ด (John Richardson)
และ จอห์น เรีย John Rae ล่องเรือไปทางแม่น้ำแม็คเคนซี่ (MacKenzie River) ไปยังชายฝั่งอาร์กติก
แคนนาดาแต่ก้อคว้าน้ำเหลว ซึ่งทางการอังกฤษตั้งรางวัลแก่ผู้พบเบาะแสเป็นจำนวนเงิน 20,000 ปอนด์
ทำให้นักสำรวจ นักผจญภัย ทั้งมืออาชีพและสมัครเล่น ต่างพยายามค้นหาร่องรอยของคณะกัปตันแฟรง
คลินอยู่พักใหญ่ แน่นอนบุคคลที่กระวนกระวายที่สุดเห็นจะเป็นภรรยาของกัปตันแฟรงคลิน นี่แหล่ะครับ
เธอได้ใช้ทุนส่วนตัว จัดหนักติดตามร่องรอยของกัปตันแฟรงคลินและคณะ แต่ก้อไร้วี่แวว

ประกาศในสมัยนั้นครับ



จนกระทั่งปี ค.ศ.1850 อังกฤษร่วมกับอเมริกาทำการค้นหาอีกครั้ง โดยอังกฤษส่งเรือไปทั้งสิ้น 11 ลำ
อเมริกาอีก 2 ลำเพื่อปฏิบัติการค้นหาคณะกัปตันแฟรงคลิน โดยเป้าหมายไปที่อาร์กติกแถบแคนนาดา
ปีเดียวกัน เรือทีมนักสำรวจรุ่นบุกเบิกชาวอเมริกัน 2 ลำ อันได้แก่ เรือรบหลวง Breadalbane,และ Phoenix
ซึ่งทั้ง2ลำได้สำรวจอาร์กติกแถบแคนนาดา และได้แวะสำรวจเกาะบีชี่ ได้สำรวจไปเพบลักษณะเหมือน
แคมป์เล็กๆบนเกาะ มีเครื่องไม้เครื่องมือ และรวมถึงเศษกระป๋องอาหารเกลื่อนกราดกว่า 700 กระป๋อง
นอกจากนี้ยังพบหลุมฝังศพของจอห์นชอว์ทอร์ริง(John Shaw) จอห์นฮาร์ตเนล (John Hartnell)และ
วิลเลียม เบรนนี่(William Braine) นอกจากนี้ยังพบถุงมือของผู้เคราห์ร้ายทั้ง3คนวางใกล้ๆหลุมศพ
แต่นักสำรวจมะริกันชนไม่พบข่าวสารสิ่งใดที่จะนำไปสู่เรือกัปตันแฟรงคลินได้เลย

ซึ่งสรุปน่าจะเป็นของคนในคณะผู้สูญหายของลูกเรือและกัปตันแฟรงคลิน โดยพบที่เกาะบีชี่( Island
Beechey) ทางตอนเหนือของแคนาดา ห่างจากเรือที่เกิดเหตุ 500 กิโลเมตร ทีมสำรวจรุ่นคุณทวด
ได้สำรวจไปเรื่อยๆพบลักษณะเหมือนแคมป์เล็กๆบนเกาะ มีเครื่องไม้เครื่องมือ และรวมถึงเศษกระป๋อง
อาหารเกลื่อนกราดกว่า 700 กระป๋อง นอกจากนี้ยังพบหลุมฝังศพของจอห์นชอว์ทอร์ริง จอห์นฮาร์ตเน
และ วิลเลียม จนกระทั่งฤดูใบไม้ผลิ ปี 1851 อังกฤษได้ส่งเรือค้นหาเพิ่มอีก 28 ลำ เน้นค้นหาแถบเกาะ
อาร์คติค แต่ก้อไม่มีวีแวว

วันที่ 20 มกราคม ปีค.ศ.1854 อังกฤษสิ้นหวัง เลยยุติการค้นหาคณะกัปตันแฟรงคลิน โดยใช้เรือค้นหา
ทั้งหมดกว่า 40 ลำไปแล้ว ทางการอังกฤษแทงเรื่องไปว่า กัปตันแฟรงคลินพร้อมลูกเรือคงจะเสียชีวิตหมด
แล้ว แต่ผู้เป็นภรรยากัปตันแฟรงคลิน ได้ดำเนินการค้นหาต่อชนิดที่เรียกว่าเทหมดกระเป๋าของตัวเองกันเลย
ทีเดียว เมื่อฟ้าเป็นใจ บริษัท เบย์ฮัดสัน (Hudson's Bay Company) นำโดยด็อคเตอร์จอห์น (Dr. John Rae)
นักสำรวจชาวสก็อต กำลังสำรวจบริเวณ Boothia Peninsula ได้มีโอกาสคุยกับนักล่าชาวเอสกิโม โดยชาว
เอสกิโมได้เล่าว่าพวกเขาได้พบเรือสองลำติดอยู่ในน้ำแข็ง โดยลูกเรือทั้งสองลำได้ออกเดินเท้าเพื่อไปขอความ
ช่วยเหลือจากแผ่นดินใหญ่ บางส่วนตั้งแคมป์อยู่ซึ่งด๊อกเตอร์ได้ความดังนั้น จึงส่งข่าวไปยังภรรยาของกัปตัน
แฟรงคลินเพื่อให้ทราบถึงชะตากรรมและเบาะแสในการค้นหาต่อไป


มาวันที่ 5 พฤษภาคม ปี 1859 กัปตัน Hobson ได้สำรวจทางฝั่งเหนือจรดตะวันตกของเกาะคิงวิลเลียม(King
William Island)ระหว่างนี้เขาได้พบกองหินก่อไว้ กองขนาดย่อมๆ รื้อดูข้างใน พบบันทึกย่อของลูกเรือกัปตัน
แฟรงคลินจำนวน2ฉบับ ขุดลงไปเป็นศพ

หนึ่งในสองบันทึกของลูกเรือกัปตันแฟรงคลิน พบที่ก้อนหิน


บันทึกนั้นลงไว้วันที่ 28 พฤษภาคม 1847 เป็นเครื่องยืนวันว่าคณะกัปตันแฟรงคลินได้มีชีวิตอยู่ ระหว่างปี
1845-1846 ชัวร์ๆ บันทึกอันที่สองเขียนรอบๆขอบของอันแรก(คาดว่าไม่มีที่เขียนต่อ) ลงวันที่ในอีกเกือบ
ปีต่อมารายงานว่าเรือได้ติดอยู่ในน้ำแข็งห่างจากที่นี่(จุดที่วางก้อหิน)ไป24กิโลเมตร ทางทิศตะวันตกเฉียง
เหนือชายฝั่งของเกาะคิงวิลเลี่ยม โดยในกันยายน ปีค.ศ. 1846 เรือได้ติดอยู่ในน้ำแข็งถึงเดือนมิถุนายน
ปีค.ศ. 1847

สำหรับกัปตันแฟรงคลิน ได้เสียชีวิตลงเมื่ออายุได้ 61ปี เมื่อเข้าฤดูร้อนอาร์กติกในช่วงสั้นๆ
โดยฤดูใบไม้ผลิของปีค.ศ. 1848 โดยไม่ได้ระบุถึงสาเหตุการเสียชีวิต


ร่างไร้วิญญาณของ John Hartnell พบครั้งแรก



ถึงผ่านมาร้อยกว่าปี แต่ธรรมชาติได้รักษาสภาพไว้ค่อนข้างสมบูรณ์







กองกระโหลกศรีษะลูกเรือเกลื่อนกลาด



ห่างกันไม่กี่อาทิตย์ต่อมา หลังจากที่กัปตันฮับสันได้พบหลักฐานข่าวคราวของคณะกัปตันแฟรงคลิน
วันที่ 25 พฤษภาคม ปี 1859 กัปตันเรือ McClintock เจ้าเก่าสำรวจแถว Cape Hershel พบกระเป๋า
สตางค์พบที่หลุมศพ ภายในมีเอกสารหลายฉบับ คาดว่าเป็นของ Henry Peter Peglar หนึ่งในลูกเรือ
ของเรือ ‘Terror’ ของคณะกัปตันแฟรงคลิน ซึ่งทำงานในห้องปืนเรือ ข้างในมีกระดาษเอกสารอยู่ดังนี้

-หนังสือรับรองลูกเรือรายละเอียดอ่านแทบไม่ได้
-กระดาษตารางงานบันทึกด้วยมือ และเขียนแซวเรื่องต่างๆในเรือ
-กระดาษจดที่อยู่ของ Mr John Cowper, เลขที่ 47 เซนท์จอห์น ถนนคอมเมอร์เชียล
ประเทศอังกฤษ(จะว่าไปถ้าเทียบกับสมัยนี้ก้อคือนามบัตรดีๆนี่เองครับ)
-กระดาษจดเนื้อเพลง"Sentimental Song"
-กระดาษสองแผ่นเล่าเรื่องความหลัง
-กระดาษเขียนเล่าเรื่องของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเวเนซุเอลา
-ชิ้นสุดท้ายเป็นกระดาษจดรายชื่อรวมที่อยู่เพื่อนแต่ละคน

บกระเป๋าสตางค์ของ Henry Peter Peglar ดังกล่าว


แว่นกันแดด(เลนส์เหมือนจะใช้วัสดุคลัายๆมุ้งลวด) เพราะหิมะอันขาวโพลนมองมากๆจะแสบตาได้


ชุดเวชภัณฑ์ ของกัปตันแฟรงคลิน


ปี 1980 นักมานุษยวิทยาโอเว่นจาก Beattie มหาวิทยาลัยอัลเบอร์ต้าเริ่มหาคำตอบเหตุใด

คณะกัปตันแฟรงคลิน ถึงเสียชีวิตรวด ทั้งๆที่เสบียงน่าจะเพียงพอได้ถึง 3 ปีด้วยซ้ำ
จึงได้ทำการสำรวจสภาพแวดล้อม จนไปถึงอาหารการกินซึ่งส่วนใหญ่บริโภคอาหารกระป๋องเป็นหลัก
กระดูกลูกเรือทั้งหมด แต่ละคนมีปริมาณสารตะกั่วสูงถึง 228 ppm (parts per million หมายถึง
ปริมาณของตัวถูกละลายในสารละลายล้านส่วน ) หรือสูงกว่า10เท่าของปกติ
สรุปว่าสาเหตุที่ลูกเรือเสียชีวิตในระยะสั้นมาจาก สารตะกั่วที่ใช้บัดกรีหนาๆปิดกระป๋องเจือปนหล่นใส่
อาหารกระป๋องนั่นเอง

ทุกวันนี้ยังคงมีหลุมศพ ซากเรือ และสร้างอนุสรสถานเอาไว้เพื่อเป็นเกียติแก่คณะกัปตันแฟรงคลินและคณะเดินทาง



ปล.ขออนุญาตเจ้าของblog ปลดล็อคให้คนทั่วไปได้อ่านนะครับ ขอบคุณครับ




 

Create Date : 18 กันยายน 2553
0 comments
Last Update : 12 มีนาคม 2557 17:24:45 น.
Counter : 1749 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


EL MACHO
Location :
กรุงเทพฯ Puerto Rico

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 15 คน [?]




. . . พูดน้อย . . .

. . . ต่อยหนัก . . .
น้องกิ๊กลิง
น้องเพนกี้
น้องลิงกี้
X
X
X
Friends' blogs
[Add EL MACHO's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.