Between the Line and Something in my Heart
Group Blog
 
 
มกราคม 2554
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
23 มกราคม 2554
 
All Blogs
 
ตามหารักในความทรงจำ (Finding love in Memory) : ตอนที่ 3



ร่างสูงที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ดูเหมือนจะไม่ขยับเขยื้อนอยู่หลายชั่วโมงด้วยเพราะใจจดจ่ออยู่กับกองเอกสาร ใบหน้าหล่อเหลานั้นดูเคร่งเครียดกับข้อมูลตรงหน้า หากเมื่อเงยหน้าขึ้นมาพบกับกรอบรูปที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ รอยยิ้มอ่อนโยนก็ปรากฏชัด แม้ว่าจะเหนื่อยหนักกับการดูแลกิจการใหญ่โตมากเพียงใด เพียงแค่ได้เห็นรอยยิ้มของผู้เป็นน้องสาวที่ยิ้มอย่างเป็นสุขหลิวตงจื้อก็รู้สึกว่าตนเองมีเรี่ยวแรงมากมายที่จะสู้ต่อไป



เสียงเคาะประตูเบาๆ ทำให้ชายหนุ่มตื่นจากภวังค์ บุคคลผู้มาใหม่ทำให้ร่างสูงนั้นเปิดยิ้มอ่อนโยนมากกว่าที่เคย เอ่ยปากหยอกเย้าอย่างคุ้นเคย



“ลมอะไรหอบคุณมาถึงนี่ได้... หยูอิง” คนถูกทักยิ้มสดใส ก่อนจะก้าวเท้าเข้าห้องโดยไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายอนุญาต เมื่อเดินเข้ามาใกล้ เจ้าตัวก็ส่ายหัวช้าๆ ทำท่าไม่ชอบใจ



“ทำงานจนลืมทานข้าวปลาอีกแล้วนะเพื่อนเรา เท่านี้คุณก็รวยจนไม่รู้จะเอาเงินไปเก็บไว้ไหนแล้ว”



“ก็เผื่อไว้ให้ว่าที่เจ้าสาวในอนาคตไง” คนตอบกล่าวทีเล่นทีจริง ละสายตาจากกองเอกสารทั้งมวล นัยน์ตาสบคู่สนทนานั้นพราวระยับ ฟ่านหยูอิงลอบถอนใจ นัยน์ตาของผู้ชายตรงหน้าเคยทำให้เธอรู้สึกวูบไหวมาแล้ว ผู้ชายตรงหน้าไม่ใช่ผู้ชายที่สามารถมองข้ามผ่านไปได้ง่ายๆ ท่วงท่าสุขุมหากแฝงด้วยความอบอุ่นอ่อนโยนผู้ที่เข้าใกล้ย่อมรู้สึกสบายใจได้เสมอนั่นอีกเล่า ความจริงข้อนี้เธอได้แต่เก็บไว้ในใจ ไม่เคยเปิดเผยให้ใครรับรู้แม้กระทั่งสือจวินเทียแฟนหนุ่มของเธอ



หญิงสาวหลุบตาลงก้มมองศีรษะได้รูปสวยของอีกฝ่าย อดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปขยี้ผมเล่นอย่างถือวิสาสะ เธอกับเขาสนิทสนมกันจนกระทั่งบางทีอาจเป็นเพียงแค่ความผูกพันที่มิใช่ความรู้สึกวูบวาบฉาบฉวยเช่นความรักของหญิงชายทั่วไป



“เวลาคุณหัวยุ่งๆ ดูน่ารักกว่าตอนวางตัวเป็นคุณหลิวประธานบริษัทนี่ซะอีก” หญิงสาวหัวเราะชอบใจ สำหรับเธอนั้นแม้ไม่ได้คบหาฉันชายหญิงแต่เธอก็ชอบความรู้สึกอบอุ่นแบบนี้ หรือเป็นเธอเองนะที่หวาดกลัวว่าหากคบกันเกินเลยกว่านี้ ความรู้สึกดีๆ แบบนี้อาจหมดไป หากที่สุดแล้วเธอกลับเลือกสือจวินเทียนแทน ตงจื้อดีเกินไปสำหรับเธอซะล่ะมั้ง



“อย่ามาเล่นหัวผมแบบนี้น่า หยูอิง คุณไม่เห็นใจผมบ้างเลยหรือ” ดวงตาคู่นั้นอ่อนแสงลง ทำท่าให้ดูน่าสงสาร จนหญิงสาวหยุดชะงักไปเล็กน้อย คบกันหลายปีมีหรือที่เธอจะดูไม่ออกว่า หลิวตงจื้อคิดอย่างไรกับตน



แม้ภายนอกเธอจะดูเหมือนเป็นพยาบาลสาวที่เรียบร้อยอ่อนหวาน แต่เธอรู้ดีว่า ตัวเองเป็นหญิงสาวที่เอาแต่ใจตัวอยู่บ้าง เพราะเธอรู้สึกว่าในใจของชายหนุ่มมีสิ่งสำคัญเป็นที่หนึ่งในใจนั่นคือ หลิวเหวินเซียง ผู้เป็นน้องสาวเสมอ



แม้เขาจะอบอุ่นแสนดีทว่าเขาไม่เคยแสดงทีท่าว่าคิดจริงจังกับเธอแม้แต่น้อย เขาเอาใจใส่ปฏิบัติตัวดีกับทุกคนท่าเทียมกันหมด จนเธอไม่แน่ใจว่าเธอเป็นคนพิเศษสำหรับเขาหรือไม่ แม้รู้ว่าเขาชอบเธอทว่าเขาไม่เคยแสดงท่าทีชัดเจน หรือบางทีเขาอาจยอมให้เพื่อนรักสือจวินเทียนกันแน่ แต่นั่นก็เป็นเพียงอดีตไปหมดแล้ว หัวใจของเธอตอนนี้มีเพียงสือจวินเทียนเท่านั้น



“คุณก็เถอะ อย่ามาส่งสายตาตัดพ้อแบบนั้น คุณก็รู้ เรื่องมันผ่านไปนานแล้ว” หญิงสาวถอนใจ ตอบเสียงอ่อนเบา



คราวนี้ชายหนุ่มหัวเราะน้อยๆ ใบหน้าอ่อนโยนนั่นไม่มีริ้วรอยของความโกรธเกรี้ยวไม่พอใจ บางทีหยูอิงเคยคิดเล่นๆ เธอจะมีโอกาสเห็นสีหน้าร้อนรน กระวนกระวายสับสนของเขาบ้างไหมนะ ผู้หญิงแบบไหนที่สามารถทำให้เขาหวั่นไหวได้นอกจากหลิวเหวินเซียงผู้เป็นน้อง



“ล้อเล่นหน่อยเดียว คิดมากไปได้ ผมรู้น่าว่าควรวางตัวยังไง แค่คุณกับจวินเทียนไปได้ดีผมก็โอเคแล้ว” ชายหนุ่มตอบเสียงอ่อนโยน ส่งยิ้มให้คล้ายบอกว่าเขาไม่ได้คิดอะไร



“จ้าๆ ฉันจะคอยดูว่าจะมีผู้หญิงคนไหนได้หัวใจคุณไป อยากเห็นจริงๆ เชียว” หญิงสาวส่งสายตาค้อนให้อีกฝ่ายวงใหญ่



“ว่าแต่ที่คุณมานี่คงไม่ได้มาคุยรำลึกความหลังหรอกมั้ง” ชายหนุ่มย้อนถาม



“อ๊ะ จริงสิ ฉันจะมาชวนคุณไปดูงานนิทรรศการภาพ เขาจัดที่ห้างดังเชียวนะ จะชวนไปดูแก้เครียด จวินเทียนเขาก็ไม่ว่าง คนไข้เยอะมากเลยช่วงนี้ เลยอยากให้เขาพักผ่อนมากกว่า” สีหน้าแววตาของหญิงสาวดูกระตือรือร้นเมื่อเอ่ยถึงงานนิทรรศการที่ตัวเองชื่นชอบ



แววตาของหญิงสาวยามเอ่ยถึงชื่อเพื่อนรักของเขาเต็มไปด้วยความห่วงใย หลิวตงจื้อถอนใจอีกทั้งยังแปลกใจตัวเองที่ไม่มีแม้ความน้อยใจพัดผ่านเข้าสู่จิตใจของเขาแม้แต่น้อยยามที่ได้เห็นภาพที่น่าจะบาดใจเขาแบบนี้ เขาไม่ได้รักชอบหยูอิงอย่างที่ควรจะเป็นหรือเปล่านะ



“ไม่กล้ากวนจวินเทียน แต่กล้ากวนผม มันน่าน้อยใจ ทั้งคุณทั้งเหวินเซียงเอาใจแต่เจ้าหมอนั่นกันหมด” ชายหนุ่มทำเสียงน้อยใจ ส่ายหัวยิกๆ แต่ก็ยินยอมรับปากกับอีกฝ่าย เดินไปหยิบชุดสูทขึ้นมาสวม ก่อนจะหันมาบอกเพื่อนสาวคนสนิทว่า



“เอ้า บอกทางผมก็แล้วกัน ช่วงนี้ผมก็เบื่อๆ เซ็งๆ ไปดูรูปสวยๆ อาการคงดีขึ้น”



--------------------------------------------------



ภายในห้องสีขาวโปร่งโล่ง แทบจะนับชิ้นเฟอร์นิเจอร์ภายในห้องนั้นได้ มีเพียงโซฟายาวสีน้ำตาลเข้มตั้งวางไว้มุมห้องดูเป็นสัดส่วน กลางห้องสีขาวนั้นมีผืนผ้าใบสีขาวขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ บนแผ่นเฟรมผ้าใบมีร่อยรอยของดินสอขีดร่างเส้นไว้บางเบา ถัดไปอีกมีโต๊ะเล็กๆที่ระเกะระกะไปด้วยอุปกรณ์สำหรับวาดรูป ทั้งสีและพู่กันหลากขนาด



ผู้เป็นเจ้าของห้องกลับยืนพิงกรอบประตูเลื่อนขนาดใหญ่ที่บัดนี้เปิดกว้างรับลมเย็นภายนอก แม้อากาศข้างนอกจะเย็นสบาย ทว่าผู้เป็นแม่บ้านรวมไปถึงพี่ชายของเธอหากมาเห็นเข้า คงไม่พ้นถูกดุจนหูชาแน่ๆ



หลิวตงจื้อผู้พี่คงกลัวว่าเธอจะจับไข้เป็นลมล้มป่วยเพราะอากาศที่เย็นชื้นเกินไป เหวินเซียงเข้าใจความห่วงใยของผู้เป็นพี่ชาย ทว่าเธอเองก็ชอบอากาศแบบนี้มากกว่ามันทำให้เธอรู้สึกสบาย ไม่อึดอัด ดวงหน้าหวานใสลอบยิ้มนิดหนึ่ง จนป่านนี้เธอดูคล้ายคุณหนูขี้โรคที่ไม่สามารถูกแดดถูกฝนไปเสียแล้ว



หญิงสาวเหม่อมองออกไปยังเฟรมรูปที่เธอตั้งค้างไว้ บัดนี้มันคงว่างเปล่าไม่อาจบรรจุรูปทรงสีสันใดๆ ลงไปได้ หญิงสาวรู้สึกขัดใจอยู่บ้าง เพราะไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน



ตั้งแต่เรียนจบมาทางด้านศิลปะ อาจเรียกได้ว่าเธอมีพรสวรรค์ด้านนี้ไม่น้อย หลังเรียนจบนอกจากจะรับออกแบบผลิตภัณฑ์สินค้าให้กับบริษัทแล้ว เธอยังเป็นประธานกิตติมศักดิ์ของสมาคมวาดภาพสีน้ำมัน และงานที่เธอดูแลรับผิดชอบอยู่ก็คือเป็นเจ้าของห้องภาพที่ไว้จัดแสดงโชว์ผลงานของศิลปินและคนรุ่นใหม่ที่สนใจและชื่นชมในงานศิลปะได้มีพื้นที่ที่จะแสดงผลงานของตัวเองให้โลกได้ประจักษ์



สำหรับเหวินเซียง สิ่งที่เธอทำอยู่อาจไม่ได้กำไรมากมาย แต่เธอก็มีความสุขกับสิ่งที่ทำ ยามนี้อาจารย์ที่เธอเคารพได้ไหว้วานให้เธอช่วยวาดภาพเพื่อใช้ในการจัดนิทรรศการภาพวาดแต่เธอยังไม่สามารถวาดภาพใดๆ ได้เลย



แค่ภาพนักรบสมัยโบราณ หรือจำพวกจอมยุทธ์ในวรรณกรรมที่เธอเคยอ่าน ทำไมมันถึงดูเป็นเรื่องยากเย็นไปได้ มิใช่ว่าเธอไม่เคยวาดเสียหน่อย มันคล้ายกับว่าพอจะลงมือก็มีหมอกควันจางๆ บดบังความคิดที่มีของเธอดูเหมือนจะทำให้เธอไม่สามารถร่างภาพได้ดังใจคิด ที่น่าหงุดหงิดยิ่งกว่า พอร่างไป 2-3 ภาพ ใบหน้านั้นกลับละม้ายคล้ายคลึง เขาคนนั้น...ยมทูตหนุ่มผู้เย็นชาแปลกหน้า



มันก็แค่ภาพมายาที่จับต้องไม่ได้ ทำไมมันถึงจารลึกในความทรงจำนัก หญิงสาวรำพึงในใจ บอกกับตัวเองว่าความรู้สึกที่เธอมียามนึกถึงสือจวินเทียนมันเต็มไปด้วยความอบอุ่น ตื่นเต้นมีความสุข เจือปนด้วยความรู้สึกผิดหวังเล็กๆ ที่รู้ว่าฝ่ายนั้นมีเจ้าของหัวใจแล้ว หากยามที่เธอนึกถึงภาพ ‘ใคร’ คนนั้น กลับกลายเป็นความรู้สึกเจ็บปวด โศกเศร้าแบบที่เธอหาสาเหตุไม่ได้ และแม้จะเจ็บปวดหากทำไมยังอยากจดจำความรู้สึกแบบนั้นไว้นะ



เธอสับสนบ้าบออยู่หรือเปล่า...หลิวเหวินเซียง อย่าได้คิดเพ้อเจ้อ หรือจะเป็นอาการอกหักฝังลึกของเธอกันแน่นะ บ้าชะมัดเลย หญิงสาวสบถเบาๆ ในใจ พอแล้วเธอจะเลิกอุดอู้ฟุ้งซ่านอยู่คนเดียว ขอออกไปสูดอากาศข้างนอกให้โล่งใจดีกว่า บางทีอาจได้ไอเดียอะไรบ้าง



----------------------------------------------



ภายในห้างหรูกลางใจเมือง ผู้คนต่างพากันเหลียวมองชายหญิงคู่หนึ่งที่ช่างโดดเด่นสะดุดตา ราวกับภาพสีขาวดำตัดกันอย่างน่าทึ่ง ด้วยเพราะหญิงสาวร่างสูงโปร่งผิวขาวจัด ผมยาวหยิกสลวยถูกโพกทับด้วยผ้าสีสดใส เสื้อยืดสายเดี่ยวสีขาวเผยให้เห็นผิวขาวอมชมพูซึ่งตัดกับกระโปรงยาวเกือบกรอมเท้าลายดอกสีจัด บวกกับเครื่องหน้าที่เรียวได้รูป และดวงตาที่เป็นประกายระยับฉายแววรื่นรมย์คู่นั้นทำให้ผู้คนคิดว่าหญิงสาวคงเป็นลูกหลานคนมีเงินสักคนในแวดวงสังคม



ยิ่งไปกว่านั้นคนที่หญิงสาวควงแขนหลวมๆ เดินอยู่เคียงข้างนั้นกลับตรงข้ามเพราะร่างสูงสมส่วน ผิวสีแทน บวกกับใบหน้าคมเข้มยิ่งเรียกความสนใจให้คนทั่วไปอดเหลือบมองไม่ได้ ดวงตาคมดุสีน้ำตาลเข้มนั้นดูเย็นชาให้ความรู้สึกน่าเกรงขามยากเข้าใกล้ แต่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ดวงหน้านั้นหล่อเหลาน่ามองไม่น้อย



“ทำหน้าตาให้มันร่าเริงหน่อยสิ เอี้ยนเฟย นานๆ จะออกมาพบปะผู้คนซักที ดูดิ...สาวๆ มองตาปรอยกันหมดเลย” หญิงสาวผู้มีนัยน์ตายิ้มได้เอ่ยเสียงร่าเริง สุขใจยิ่งนักที่ลากตัวเกาเอี้ยน เฟยออกมาได้ หากคนถูกแหย่สีหน้าไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย เหลือบมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างระอาใจ



“ไม่ว่าจะอยู่ในสภาวะไหนคุณดูไม่เปลี่ยนเลยนะ เซียงเอ๋อร์” หญิงสาวทำเมินไม่สนใจถ้อยคำจิกกัดของอีกฝ่าย รู้ดีว่าอีกฝ่ายปากร้ายไปอย่างนั้นเอง



“นายจะว่ายังไงฉันก็ไม่สะเทือนหรอก คอยดูนะฉันต้องรู้ให้ได้เลยว่าเวลานายมีความรักจะยังทำท่าเป็นก้อนน้ำแข็งเย็นๆ แบบนี้อยู่ไหม” คราวนี้คนหน้าเฉยหันมายิ้มเยาะ ท่าทางกวนโทสะหญิงสาวยิ่งนัก อยากมีวิธีที่ตอกหน้าให้ชายหนุ่มหน้าหงายไปไม่ถูกจริงๆ หญิงสาวเข่นเขี้ยวในใจ



“ดูท่าชาติไหนๆ คุณก็ไม่มีวันได้เห็นหรอก อย่าฝันลมๆ แล้งๆ หน่อยเลย ที่ยอมให้คุณลากไปลากมานี่ก็โชคดีแค่ไหนแล้ว” คราวนี้หญิงสาวตีเพี๊ยะไปที่แขนอีกฝ่ายเต็มแรง



“น่าเบื่อจริงๆ เลย ใจคอนายจะทำท่าเย็นชาแบบนี้ไปถึงไหนกัน”



“ออกมาเดินขนาดนี้ยังไม่พอใจอะไรอีก หรือยังไม่เห็นหนุ่มที่ถูกชะตา” น้ำเสียงของเกาเอี้ยนเฟยเรียบเรื่อย แต่ถ้อยคำเหล่านั้นก็เป็นเหมือนคมมีดที่คอยทำร้ายทิ่มแทงคนฟัง อยู่โลกมนุษย์ร่วมกันกับหมอนี่โชคดีหรือร้ายกันแน่นะ



“ถิงเฟิง?” อยู่ๆ หญิงสาวก็หลุดปากชื่อนั้นออกมาทันทีที่เห็น หญิงสาวไม่ทันได้คิดไตร่ตรองใดๆ ปล่อยแขนเกาเอี้ยนเฟยทันควัน มุ่งตรงไปยังร่างสูงที่ยืนไกลออกไป



“ถิงเฟิง ใช่คุณจริงๆ ด้วย รู้ไหมฉันตามหาคุณแทบแย่” น้ำเสียงของหญิงสาวเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ดวงตาเป็นประกายวิบวับด้วยความดีใจ หากคนถูกทักกลับมีท่าตกใจและตื่นตะลึงไปพักหนึ่ง



“อ้าว! เพื่อนคุณหรือคะ ตงจื้อ ไม่เคยเห็นเลย สวัสดีค่ะ” ฟ่านหยูอิงที่เดินตามมาพิจารณาหญิงสาวที่เข้ามาทักตงจื้ออย่างเงียบๆ เป็นผู้หญิงที่มีบุคลิกสะดุดตาน่ามองไม่น้อย ดูเหมือนหญิงสาวจะดีใจมากๆ ที่เจอเพื่อนของเธอ คงไม่เจอกันนานมั้ง



“ขอโทษครับ คุณคงจำคนผิดแล้ว ผมไม่ใช่ถิงเฟิงของคุณ ขอตัวก่อนนะครับ” น้ำเสียงนั้นเย็นชาพอๆ กับเสียงของเกาเอี้ยนเฟย ทว่ามันทำให้หวังเซียงเอ๋อร์รู้สึกราวกับโดนน้ำเย็นราดหัวดังโครมใหญ่ มันเย็นชา เหน็บหนาวยิ่งนัก เป็นไปได้อย่างไร หน้าตาแบบนั้น เสียงแบบนั้น ถิงเฟิงชัดๆ ทว่านัยน์ตาคู่นั้นจ้องมองเธออย่างว่างเปล่า



มือใหญ่หนาของใครบางคนกดลงบนบ่าของหญิงสาว น้ำหนักของมันทำให้จิตใจของ เซียงเอ๋อร์หวั่นไหวอ่อนแอได้ง่ายๆ น้ำเสียงทุ้มต่ำยามเอ่ยนั้นดูคล้ายปลอบประโลม ฟังดูไม่เหมือนน้ำเสียงของคนที่แสนเย็นชาที่อยู่กันมานานสักนิด



“คุณลืมที่พ่อคุณว่า ถึงเฟิงของคุณจำคุณไม่ได้แล้วหรือ เขาคงดื่มน้ำลืมเลือนนั่นตอนลงมาโลกมนุษย์ เป็นคุณต้องตัดสินใจว่าจะทำให้เขาจำคุณได้ หรือเลือกจะต่างคนต่างไป ต่างคนต่างลืม เป็นทางเลือกสุดท้าย”



“ต่างคนต่างลืมแบบนายงั้นหรือ นายลืมมันได้จริงๆ หรือ” คราวนี้น้ำเสียงของหญิงสาวจริงจังเป็นครั้งแรก



“หรือคุณอยากเจ็บปวดล่ะ...เซียงเอ๋อร์ ขณะที่คุณจดจำเรื่องราวของเขาได้ทุกอย่าง แต่เขากลับไม่เหลือความทรงจำใดๆ เลยที่เกี่ยวกับคุณ คิดว่าแบบไหนดีกว่าล่ะ” น้ำเสียงนั้นราบเรียบไม่สะดุดสักนิด จนหญิงสาวอดเหลือบมองไม่ได้ พยายามค้นหาความรู้สึกที่แท้จริงของอีกฝ่ายภายใต้หน้ากากที่แสนเย็นชาของเขา



เกาเอี้ยนเฟยเก็บอารมณ์ของตัวเองไว้จนลึกทำให้เธอมองไม่เห็น เพราะอยู่บนโลกมนุษย์นานเกินไปใช่ไหม การเป็นยมทูตยิ่งทำให้จิตใจของอีกฝ่ายจมดิ่งมืดมนยิ่งขึ้น แล้วนี่เขาจะกลับมาเป็นเอี้ยนเฟยที่มีความรู้สึกได้อีกไหมนะ อย่างน้อย เซียงเอ๋อร์ก็รู้สึกว่าเขาเป็นเหมือนเพื่อนที่เธอสนิทที่สุด เธอหวังให้เขามีความสุขขึ้นบ้าง



“นายกำลังปลอบฉันหรือว่าปลอบตัวนายเอง เกาเอี้ยนเฟย” หญิงสาวถามเสียงจริงจัง หากดูเหมือนคนที่ถูกไล่ต้อนกลับเปลี่ยนเรื่อง



“ว่าแต่เป้าหมายที่คุณมาที่นี่คงไม่ใช่มาเดินเล่นแน่ๆ คุณรู้อะไรมา” หญิงสาวรู้ดีว่าอีกฝ่ายพยายามเปลี่ยนหัวข้อสนทนา แต่เธอก็ตอบคำถามอีกฝ่ายโดยดี ไว้มีโอกาสถามใหม่ก็ได้ไม่รีบร้อนอยู่แล้ว



“ที่นี่มีงานนิทรรศการ และฉันรู้สึกว่าเสิ่นอี้หนานวนเวียนอยู่แถวนี้” หญิงสาวไม่กล่าวอ้อมค้อม เสิ่นอี้หนานเป็นวิญญาณที่ไม่ได้รับคำพิพากษาที่สำคัญกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนที่บัดนี้ไปรวมกลุ่มกับมารร้ายที่คอยก่อกวนเอาดวงวิญญาณที่ยังไม่หมดอายุขัยไป



“เสิ่นอี้หนาน...เมื่อไหร่เขาจะไปให้พ้นๆ หน้าซักทีนะ แค่ได้ยินชื่อก็แทบจะเอียนเต็มทีแล้ว” น้ำเสียงของเกาเอี้ยนเฟยไม่ปกปิดความชิงชัง ความรำคาญที่มีต่อเสิ่นอี้หนานเลยสักนิด



หากให้พูดถึงความแตกต่างของเสิ่นอี้หนานกับจงจื้อเหยียน เซียงเอ๋อร์รู้ดีว่าแม้ปากเกาเอี้ยนเฟยจะบอกว่าเกลียดจงจื้อเหยียนมากเพียงใด แต่เธอจับได้ว่า มันปะปนไปได้ความเจ็บปวด น้อยใจ ชิงชังและคะนึงหา ทว่ายามเอ่ยถึงเสิ่นอี้หนานคล้ายความว่างเปล่า เป็นความแปลกหน้าที่ไม่เคยคุ้น



“เขาคงรักนายมากนะ ถึงได้ยอมทำอะไรมากมายแบบนี้” เซียงเอ๋อร์คาดเดา



“รัก...งั้นหรือ ผู้หญิงโง่งมคนนั้นหลงรักคนที่ไม่มีใจให้ ดื้อดึงจะทำตามใจตนเองโดยไม่สนความรู้สึกของใคร รักที่ไม่ลืมหูลืมตาทำลายทุกสิ่งแบบนั้น มันน่าภูมิใจตายแล้ว” น้ำเสียงของชายหนุ่มเยาะหยันเย็นชา



สำหรับเขาไม่ว่าจะเป็นเมื่อชาติก่อนหรือวันนี้ เขาไม่ได้มีความรู้สึกใดๆ ต่อเสิ่นอี้หนาน สิ่งที่เธอทำกับเขาไม่ได้ทำให้เขารู้สึกซาบซึ้งปลาบปลื้มที่มีคนมาหลงรักชื่นชมแม้แต่น้อย จิตใจของเขามันชืดชาตายด้านไปแล้ว ความรัก...เขาไม่คิดจะมีมันหรืออยากได้ครอบครองมันอีก



“อ๊ะ นั่นไง เสิ่นอี้หนาน อ้า...ดูนั่นสิรูปภาพนั่น มันรูปนายชัดๆ เหมือนกับท่าตอนที่นายนั่งอยู่ระเบียงโรงแรมนั่นเปี๊ยบเลย” เซียงเอ๋อร์เอ่ยปาก ชี้มือชี้ไม้ไปยังร่างของหญิงสาวที่เอ่ยถึง



ทันทีที่เกาเอี้ยนเฟยและหวังเซียงเอ๋อร์ก้าวเทาเข้าไปยังภาในห้องแสดงภาพ ผู้คนที่เดินไปมาชมภาพบริเวณนั้นต่างหันมามองเป็ยนตาเดียว ค่าที่คนในภาพนั้นละม้ายคล้ายคลึงกับผู้ที่เข้ามาใหม่แทบไม่ผิดเพี้ยน



ภาพนั้นมีพื้นหลังเป็นท้องฟ้ายามค่ำคืนที่สีดำราวกำมะหยี่ พระจันทร์ดวงโตสีเหลืองนวลส่องสว่างทาทับร่างในชุดสีดำยาวที่นั่งทอดอารมณ์อยู่บนระเบียงตึกสูงของอาคารระฟ้าแห่งหนึ่ง เห็นได้ชัดว่าชายหนุ่มในภาพนั้นแม้จะนั่งในตำแหน่งที่เห็นเพียงเสี้ยวด้านข้าง แต่คนวาดก็ถ่ายทอดเส้นสายใบหน้าที่คมเข้ม สันจมูกโด่งเป็นสันได้รูป ริมฝีปากเม้นสนิท แม้โครงหน้าจะดูดุ ดวงตาสีน้ำตาลเข้มนั้นคล้ายตกอยู่ในภวังค์ ที่สุดแล้วทำให้ภาพๆ นี้เต็มเปี่ยมไปด้วยความลึกลับ เจอความเศร้าอยู่ไม่น้อย หากผู้เขียนถ่ายทอดราวกับภาพนั้นมีชีวิต



หวังเซียงเอ๋อร์สังเกตภาพนั้นอย่างละเอียด นึกในใจว่า ภาพนี้เป็นภาพที่เกาเอี้ยนเฟยแอบเผยบางส่วนของความรู้สึกที่ตัวเองมีต่อใครคนหนึ่งอย่างมากมายจนแม้บางทีเจ้าตัวอาจไม่รู้ตัวก็เป็นได้ ภาพๆ นี้ต้องเป็นภาพของเสิ่นอี้หนาน ให้ตายสิ...เธอเป็นผู้หญิงแบบไหนกันนะ บ้ารักงมงายเฝ้ามองแต่คนที่ไม่เคยเห็นตนในสายตา ความรู้สึกแบบนี้เธอเองไม่อาจจะเข้าใจได้



เกาเอี้ยนเฟยมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเย็นชาไม่เอื้อนเอ่ยคำใดๆ เหลือบมองภาพที่ปรากฏตรงหน้ารอยยิ้มเยาะฉายชัดขึ้น ก่อนจะโต้ตอบอีกฝ่ายว่า



“คุณคงว่างมากพอที่จะมานั่งทำอะไรแบบนี้”



“ไม่เจอกันตั้งนานนะ เอี้ยนเฟย ดูคุณไม่เปลี่ยนซักนิด อ่ะ..จริงสิ ฉันตั้งใจทำภาพนี้ออกมา มันถอดแบบคุณมาแทบไม่ผิดเพี้ยนสักนิด คุณว่าไหม” หญิงสาวนามเสิ่นอี้หนานเปิดยิ้ม ท่าทีสงบ น้ำเสียงอ่อนหวานยิ่ง ไม่แค่เอ่ยหากหญิงสาวยังใช้ปลายนิ้วลูบไล้บนใบหน้าด้านข้างบนภาพนั้นอย่างเบามือ ลักษณาการแบบนั้นทำเอาเซียงเอ๋อร์แอบขนลุก ดูน่ากลัวจริงๆ เห็นแล้วชักคล้อยตามอย่างที่เอี้ยนเฟยว่าจริงๆ



“คงไม่ใช่แค่ชวนผมมาฟังคุณชื่นชมภาพนั้นหรอกนะ มันน่าสะอิดสะเอียนรู้ไหม” ชายหนุ่มยังคงใช้ถ้อยคำที่แรง ไม่ไว้หน้าใดๆ แม้แต่น้อย



“ฉลาดดีนี่ คุณไม่ใจร้ายกับฉันไปหน่อยหรือ ทีคุณยังมีโอกาสได้พบหน้าจงจื้อเหยียน แล้วจะไม่ให้โอกาสฉันได้เห็นหน้าคุณบ้างหรือไง” น้ำเสียงหวานทำเสียงสนิทสนม



“เกี่ยวอะไรกับจงจื้อเหยียน พวกเราไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับชาติที่แล้วอีกต่อไป คุณยังจะตามหาสร้างเรื่องอะไรอีก ปล่อยมือเสียเถอะ ต่างคนต่างอยู่ไม่ดีกว่าหรือไง” น้ำเสียงของเกาเอี้ยนเฟยราบเรียบ หนักแน่น แกมรำคาญอยู่บ้างกับพฤติกรรมของหญิงสาวที่เขาไม่เคยเห็นในสายตาคนนี้



“คุณทำใจไม่เกี่ยวข้องได้หรือ อย่าหลอกตัวเองดีกว่าเอี้ยนเฟย ภาพนั่นก็บอกความรู้สึกของคุณได้ขนาดนั้นอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น เธอจำคุณไม่ได้สักนิด รู้สึกยังไงบ้างล่ะ” หญิงสาวหัวเราะออกมาคล้ายสาสมใจ อย่างน้อยที่สุดเธอเห็นสายตาวูบไหวของอีกฝ่ายแม้ว่าจะเกิดขึ้นเพียงเบาบางเท่านั้น



“เอาน่า ฉันไม่ใช่คนใจร้าย ฉันก็ทนเห็นคุณเศร้าไม่ได้ การถูกเมินเฉยน่ะฉันเข้าใจดี เอาเป็นว่าฉันจะช่วยกระตุ้นความทรงจำของเขาให้ คุณน่าจะขอบคุณฉันนะ” พูดจบหญิงสาวก็ถอยไป 2-3 ก้าว ก่อนจะส่งยิ้มให้แล้วเดินจากไปอย่างรวดเร็ว



“บ้าไปแล้ว...ยายบ้านั่นคิดอะไรกัน” ชายหนุ่มกัดฟันกรอด น้ำเสียงดุดันยิ่ง



“บ้ารักเต็มขั้นเลย...ฉันเชื่อแล้วว่าน่าขนลุกจริงๆ เรื่องของนายดูมีสีสันจริงๆนะ เอาไปเขียนนิยายได้เลย” เซียงเอ๋อร์กระเซ้าอีกฝ่ายหวังให้ชายหนุ่มผ่อนคลาย ดูเหมือนว่าเรื่องยุ่งๆ กำลังจะตามมาไม่หยุดแน่ๆ



------------------------------------------------------



บรรยากาศในร้านอาหารค่อนข้างสงบ ภายในร้านตกแต่งด้วยบรรยากาศที่ชวนเป็นกันเอง ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศ เสียงเพลงบรรเลงเพลงคลอเบาๆ ทำให้หลิวตงจื้อรู้สึกผ่อนคลายขึ้น ขณะที่หยูอิงเพื่อนสาวคนสนิทกลับอดสงสัยพฤติกรรมเพื่อนหนุ่มไม่ได้



“คุณเป็นอะไรหรือเปล่า ตงจื้อ ฉันเพิ่งเคยเห็นคุณทำหน้าเย็นชากับผู้หญิงแบบนี้ แถมน่ารักเสียด้วย ว่าแต่แค่เขาทักผิด คุณก็ไม่น่าจะโกรธอะไรแบบนั้น”



“น่ารัก...หูตาแพรวพราวขนาดนั้น คุณไม่เห็นหรือว่าเขาควงใครมาด้วย” ชายหนุ่มเอ่ยปากค่อนแคะไม่ไว้หน้า ที่จริงไม่ใช่นิสัยของเขาสักนิด ใช่สิ...ผู้หญิงคนนั้นสะดุดตามากไม่ใช่เพียงเพราะเจ้าตัวเดินมาพร้อมกับชายหนุ่มที่ดูดีเท่านั้น เขามองเห็นคนคู่นี้ตั้งแต่ออกมาจากห้องแสดงภาพแล้ว



บุคลิกและการแต่งกายของหญิงสาวสะดุดตาเขาจริงๆ เสื้อยืดสายเดี่ยวสีขาวที่เปิดเผยผิวขาวกระจ่างตาแบบนั้น อีกทั้งกระโปรงยาวสีสดนั่นอีก แม้เขาจะเคยคุ้นกับการแต่งตัวของหญิงสาวสมัยใหม่ที่นิยมเปิดนั่นเปิดนี่นิด หากเขาไม่เข้าใจเช่นกันว่าทำไมพอเป็นเธอคนนั้นเขากลับรู้สึกขัดตายิ่ง อีกทั้งสายตาวิบวับเป็นประกาย ยามควงแขนคนที่มาด้วย นี่ถ้าเหวินเซียงมีพฤติกรรมแบบนี้เขาคงหัวใจวาย



“ผู้ชายที่เขาควงดูดีมากๆ เลยนะ แม้จะดูดุไปหน่อย แต่แบบนั้นเอาคนเปรียวๆ อยู่หมัดนะ เดินมาทีคนมองกันเป็นแถว ว่าแต่ผู้ชายนั่นหน้าคุ้นๆ นะ ว่าแต่คุณแน่ใจว่าไม่ใช่เพื่อนเก่าสมัยอนุบาลของคุณ” หยูอิงหัวเราะกระเซ้าอีกฝ่าย



“ผมไปฟ้องจวินเทียนดีไหม คุณชมผู้ชายอื่นแบบนี้...แต่ผมจำไม่ได้ว่าเคยมีเพื่อนหน้าตาแบบนี้” ชายหนุ่มทำเสียงแหย่กลับบ้าง บางทีเขาอาจจะมีใบหน้าไปคล้ายคนของเธอก็ได้



‘คนของเธอ’ ไม่รู้ว่าพอนึกแบบนี้เขาถึงรู้สึกหงุดหงิดนักนะ ผู้หญิงแบบนี้อาจนิยมเก็บหนุ่มๆ ไว้ในคอลเลคชั่นก็ได้ ดูเปรียวซะขนาดนั้น



“ไม่ใช่ก็ไม่ใช่...คุณดูจริงจังจริง ทานข้าวเถอะ อาหารมาแล้ว” หยูอิงตัดบท เธอแค่รู้สึกแปลกใจที่ผู้ชายที่อ่อนโยนใจดีแบบตงจื้อจะทำท่าหงุดหงิดใส่ผู้หญิง บางทีแล้วอาจเป็นเรื่องของโชคชะตาก็เป็นได้



------------------------------------------------



รถยนต์สีขาวคันเล็กดูเรียบหรูแล่นเข้ามายังลานจอดรถ ร่างเล็กในชุดกระโปรงติดกันสีชมพูหวานก้าวลงจากรถพร้อมหอบถุงขนมเต็มมือ เดินตรงไปยังประตูทางเข้าของอาคาร



อาคารสูง 2 ชั้น ดูคล้ายโถงกว้างเป็นอาคารที่ใช้จัดนิทรรศการหรือแสดงภาพวาด อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของสมาคมภาพวาดที่หลิวเหวินเซียงดูแลอยู่ หญิงสาวเดินเข้าตัวอาคารด้วยเพราะหอบหิ้วของพะรุงพะรัง จึงไม่ทันสังเกตเห็นใครคนหนึ่งที่เดินผ่านเธอไป ร่างสูงบางผมซอยสั้นดูแปลกตาด้วยแว่นตาดำอันโตที่ปกปิดแววตาของเจ้าของไว้ รอยยิ้มประหลาดเกิดขึ้น เสียงหวานนั้นเอ่ยอย่างหมายมาด



“หลิวเหวินเซียง เราต้องได้เจอกันแน่ๆ ฉันจะคอยดู...เกาเอี้ยนเฟย คุณจะทนอยู่เฉยๆ ได้แน่อย่างที่พูดงั้นหรือ พิสูจน์กันหน่อยดีกว่า”



ทันทีที่หญิงสาวผลักบานประตูเดินเข้าไปในส่วนที่เป็นสำนักงาน เด็กสาวท่าทางกระตือรือร้นก็วิ่งเข้ามาช่วยเอถือถุงเหล่านั้น ก่อนจะทักทายอย่างสุภาพว่า



“สวัสดีค่ะ พี่เหวินเซียง หอบอะไรมามากมายเนี่ย กำลังคิดถึงอยู่เชียว”



“ขนมจ้ะ พี่ซื้อมาฝาก อยู่ๆ มาคิดถึงพี่ มีอะไรจะ” หญิงสาวตอบอีกฝ่ายพร้อมส่งถุงขนมให้อีกฝ่าย



“เมื่อกี้มีคนเอาภาพมาฝากให้ค่ะ แปลกจังเขาบอกว่าพี่ต้องได้ใช้มัน มีแค่รูปๆ เดียว” เด็กสาวนามอี้อิงเอ่ยปาก



“รูป...รูปอะไร แล้วเขาทิ้งเบอร์ติดต่ออะไรไว้ไหม ผู้ชายหรือผู้หญิง” เหวินเซียงขมวดคิ้ว ใครกันนะ เพื่อนเธอแต่ละคนล้วนไม่มีใครชอบทำตัวลึกลับ อีกอย่างเธอยังไม่เคยคุยกับใครเรื่องอยากได้รูป



“ผู้หญิงค่ะ สวยแต่ท่าทางแปลกๆ แต่รูปเขาสวยมาก อ๊ะ ไม่น่าจะเรียกว่าสวยเพราะแบบนั่นดูน่าจะเรียกว่าหล่อมากกว่า วาดเก่งชะมัด ถ้ามีคนแบบนั้นจริงๆ คงดีนะคะ” อี้อิงทำตาลอยยามพูดถึง ท่าทางของเด็กสาวทำเอาเหวินเซียงแอบขำ เด็กสาวผู้นี้เรียนศิลปะเป็นปีสุดท้าย เป็นเด็กที่มีความสามารถและก็ฉลาดคล่องแคล่ว เธอเลยชวนมาทำงานที่นี่ด้วย



“อะไรกันหลงรูปไปซะแล้ว ไหนๆ ขอพี่ดูหน่อยซิ” หญิงสาวทำท่ากระตือรือร้นไปด้วย บางทีเธออาจมีแรงบันดาลใจวาดภาพขึ้นมาบ้าง สวยจริงหรือเปล่า



“แหม พี่ก็ เห็นแล้วไม่ตะลึงให้รู้ไปสิ” เจ้าตัวทำหน้าเขินๆ แต่ก็ยืนยันแข็งขัน เดินนำไปยังภาพที่ได้มา



ทันทีที่เด็กสาวเปิดผ้าคลุมที่คลุมภาพไว้ หญิงสาวก็ตกตะลึง เดินเข้าไปใกล้ภาพนั้น นี่มันรูปเหมือน ‘เขาคนนั้น’ มือบางแตะภาพนั้นอย่างแผ่วเบา ใช่...เธอไม่ปฏิเสธทุกอย่างในภาพได้องค์ประกอบยิ่ง มันดูสวยทว่าเจือปนความเศร้าอย่างมากมาย ราวกับภาพนั้นมีชีวิต เธอรู้สึกได้ถึงบรรยากาศหม่นเศร้ารอบๆ ตัวของคนในภาพ แม้กระทั้งแววตาแค่จุดเล็กๆ นั่นดูเหมือนฉายชัดถึงความอ้างว้าง เดียวดาย คนวาดถ่ายทอดได้ขนาดนี้...



“บอกแล้วว่าพี่ต้องอึ้ง...ว่าแต่พี่ใช้เป็นแบบในงานที่จะวาดได้เลยนะ อิมเมจให้เลยลองให้ใส่ชุดพวกนักรบแบบนั้น ว่าแต่เขาวาดจากจินตนาการหรือมีแบบให้นะ รู้งี้ถามรายละเอียดก็ดี เผื่อว่ามีแบบจริงๆ จะได้เชิญเขามา” คนเป็นรุ่นน้องพูดเจื้อยแจ้ว หากคนฟังกลับนิ่งงันในใจ



เชื้อเชิญคนเป็นยมทูตให้เป็นนายแบบวาดภาพนี่นะ แล้วคนที่วาดภาพนี่ต้องไม่ธรรมดา วาดภาพยมทูตได้ หรือเธอคิดเพ้อเจ้อไปเอง...บางทีอาจมีคนหน้าตาคล้าย คล้าย...ท่าทางแบบนั้น แววตาแบบนั้นมีเหมือนกันง่ายๆ หรือ ทำไมรู้สึกเหมือนมีอะไรรบกวนจิตใจเธอนักนะ หรือบางทีเธอต้องก้าวเข้าไปหาคำตอบบางเรื่องเอาเอง



------------------------------------------------



“เป็นอะไรมากไหมเหวินเซียง ทำไมเราหน้าชีดแบบนี้ เหนื่อยหรือเปล่า” เสียงห้าวทุ้มเอ่ยปากถามอย่างห่วงใย หญิงสาวตรงหน้ามีฐานะเป็นทั้งคนไข้และน้องสาวของเพื่อนรัก ที่เขารู้จักมาตั้งแต่สมัยอีกฝ่ายยังเป็นนักเรียนมัธยมปลายด้วยซ้ำ



“ไม่เหนื่อยหรอกค่ะ อาจจะเพลียเพราะอากาศร้อน แค่พี่ดูแลแบบนี้ฉันก็หายแล้ว” หญิงสาวยิ้มตายิบหยีใส่อีกฝ่ายอย่างประจบ กลบเกลื่อนอาการทางร่างกายของตัวเอง



“แน่ใจนะ แต่พี่ว่าถ้าไม่หนักหนา เราไม่โทรให้พี่มารับหรอก พี่ว่าพี่พาไปโรงพยาบาลดีกว่า แวะแป๊บเดียวเอง” คนพูดไม่ยอมให้อีกฝ่ายได้ปฏิเสธ ตัดสินใจเลี้ยวกลับไปยังโรงพยาบาล เหวินเซียงถอนหายใจ ทำหน้าเซ็งเล็กน้อย



“วุ่นวายเปล่าๆ นะคะ กลายเป็นลำบากพี่จวินเทียนอีก” หญิงสาวรู้ตัวดีว่าไม่ได้เหนื่อยอะไรมากมาย หากสาเหตุที่แท้จริงเพราะเธอรู้ว่าตัวเองไม่มีสมาธิมากพอที่จะขับรถกลับบ้านเองต่างหาก เรื่องใครบางคนทำให้จิตใจของเธอไม่สงบ ทางเดียวที่ทำได้เธอเลยยึดพี่จวินเทียนเป็นที่ยึดเหนี่ยวไว้



น่าแปลกใจตัวเองที่เธอไม่กล้ายอมรับความรู้สึกแปลกๆ ที่เกิดขึ้นกับใจของตัวเอง คล้ายกับพยายามเลี่ยงหลบไม่ยอมเผชิญหน้า ราวกับกลัวอะไรบางอย่าง มันคืออะไรนะ หากหญิงสาวก็บอกกับตัวเองว่าแค่ไม่อยากเผชิญหน้าตอนนี้



เมื่อก้าวเข้ามาภายในโรงพยาบาล หญิงสาวรู้สึกอึดอัดขึ้นมาบ้าง เธอรู้ตัวเองว่ามักจะมีประสาทสัมผัสไวกว่าคนอื่นในบางเรื่องที่ไม่อาจจะอธิบายออกมาได้ทางหลักวิทยาศาสตร์ มันเป็นความรู้สึก



“นั่งตรงนี้ก่อนนะ เดี๋ยวพี่มา” หมอหนุ่มสือจวินเทียนกำชับสั้นๆ ก่อนจะเดินไปอีกทางเมื่อมีพยาบาลเดินเข้ามาแจ้งอะไรบางอย่าง



หญิงสาวหลับตาลงช้าๆ คล้ายปิดสวิตช์ตัวเองต่อการรับรู้รอบข้าง อยู่ๆ เธอก็รู้สึกถึงกระแสอะไรบางอย่างแล่นผ่านเธอไป เมื่อลืมตาขึ้น เธอเห็นเพียงรถเข็นผู้ป่วยแล่นผ่านไปอย่างรวดเร็ว ดูเหมือนคนป่วยนั่นจะอาการสาหัส หากที่ทำให้เธอรู้สึกกระตุกวูบไม่ใช่คนป่วย แต่เป็นร่างสูงในชุดดำนั่นต่างหาก ร่างนั้นเดินเรียบเรื่อยไม่มีท่ารีบร้อน ดูเหมือนว่าคนป่วยผู้นั้นคงถึงฆาตสินะ



ราวกับอีกฝ่ายจะรับรู้ว่าสมีใครมองมา ร่างสูงนั้นหันกลับมา สายตามองตรงมายังที่ที่เธอนั่ง ทว่าสายตาคู่นั้นเย็นชาคล้ายคนแปลกหน้า ราวกับว่าเขาไม่เคยรู้จักเธอ ทำไมอยู่ๆ หญิงสาวรู้สึกเจ็บหน้าอกขึ้นมานะ มือบางยกขึ้นมากุมหน้าอกไว้นิดนึง แค่มองเขาเธอก็อาจจะตายได้ใช่ไหม หญิงสาวแอบประชดอยู่ในใจ โชคร้ายเป็นของเธอที่มีสัมผัสพิเศษที่ดันสามารถเห็นในสิ่งที่ไม่ควรเห็นแบบนี้



“คุณหนูหลิวมาทำอะไรที่นี่คะ มีอาการอะไรหรือเปล่า” เสียงพยาบาลสาวที่เคยคุ้นดังขึ้น



“ก็แค่เหนื่อยๆ แต่โดนคุณหมอสือสั่งให้มาตรวจนั่นตรวจนี่” หญิงสาวเอ่ยยิ้มๆ หากในใจกลับบ่นว่า มาที่นี่จะทำให้อาการเธอกำเริบเสียมากกว่าล่ะมั้ง



“โธ่! คุณหนูคะ คุณหมอเป็นห่วงหรอกนะคะ อ้อวันนี้มีคนไข้ฉุกเฉินค่ะ หมอเวรยังไม่มา เลยต้องวานคุณหมอสือนี่ล่ะ ดีนะที่แกเข้ามาพอดี คนไข้เจออุบัติเหตุค่ะ รถมอเตอร์ไซค์คว่ำ สอบประวัติไปมา ปรากฏว่าเป็นหลานชายคุณยายอู๋ ช่างบังเอิญจริงๆ” คำตอบนั่นทำเอาหญิงสาวนึกในใจคงไม่มีอะไรบังเอิญไปมากกว่านี้อีกแล้วล่ะ นางพยาบาลสาวคุยสักครู่ก็ผละไปทำงานของตน



หญิงสาวหลับตาลงอีกครั้ง หญิงสาวรู้สึกอึดอัดขึ้นมากะทันหัน ความรู้สึกเหมือนมีคนจ้องมองอยู่ นี่เธอกำลังถูกเขามาเอาวิญญาณด้วยอีกคนหรือไง หญิงสาวร้องบ่นในใจลืมตาขึ้น หากคนตรงหน้ากลับเป็นหญิงสาว ใบหน้าสวยหวาน ผมซอยสั้นเข้ารูปรับกับใบหน้า เอ่ยยิ้มกล่าวกับเธอว่า



“คุณคือหลิวเหวินเซียง ยินดีที่รู้จักค่ะ”



“ใช่ค่ะ...คุณเป็นใคร” หญิงสาวยังงงๆ ว่าเธอเคยรู้จักหญิงสาวคนนี้ที่ไหนหรือไม่ ทว่าใบหน้าสวยนั้นมีรอยยิ้มที่ทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจเลย



“คุณถูกใจภาพที่ฉันส่งไปให้ที่แกลเลอรีคุณหรือเปล่าคะ” คำถามนั้นทำให้หญิงสาวฉงนใจอยู่บ้าง แต่ก็ยอมพูดคุยกับอีกฝ่ายแม้ในใจอยากอยู่ลำพังคนเดียวแท้ๆ


“คุณวาดภาพนั้นเองหรือคะ วาดได้ดีมากๆ เลย” หญิงสาวตั้งคำถาม



“ค่ะ วาดเองเหมือนตัวจริงมากใช่ไหมคะ ฉันตั้งใจวาดมากๆ เพราะคนเป็นแบบเขาไม่ชอบสุงสิงกับใคร เขาไม่ยอมเป็นแบบให้ฉันก็เลยต้องจินตนาการเอาเอง” คนตอบดูจะเน้นชัดทุกคำ จนเหวินเซียงแอบค่อนแคะในใจไม่ได้ ขนาดไม่มีแบบยังวาดได้เหมือนซะขนาดนี้ แล้วนี่ผู้หญิงรรงหน้าเธอเป็นใครกันแน่ ถึงขั้นวาดรูปยมทูตจากจินตนาการได้ หากเขาคนนั้นเป็นคนธรรมดา เธออาจเดาไปว่าหญิงสาวตรงหน้าคงแอบชอบชายหนุ่มถึงนาดเก็บเอาไปวาดเป็นภาพออกมา แต่นี่…



“คุณรู้จักเขาหรือคะ” เหวินเซียงถามไปส่งๆ อย่างนั้น ใจจริงแล้วเอไม่อยากจะรู้เรื่องของอีตานั่นซักนิด



“รู้จัก...นานมากแล้ว...เกาเอี้ยนเฟย” ชื่อสามพยางค์นั่นทำให้หญิงสาวคล้ายรู้สึกปวดหัวตุ้บๆ มันคุ้นๆ นะ แต่เคยได้ยินที่ไหนกัน พอพยายามจะนึกอาการปวดหัวก็ดูจะเพิ่มขึ้น ปวดจนหญิงสาวต้องใช้มือกุมศีรษะเอาไว้



“คุณจำเขาไม่ได้หรือคะ ทั้งๆ ที่เขาให้ความสำคัญกับคุณขนาดนั้น...จงจื้อเหยียน” ปลายเสียงยามเอ่ยชื่อคนอีกคนคล้ายมีความโกรธแค้นชิงชัง ‘จงจื้อเหยียน’ ชื่อนี้อีกแล้ว ว่าแต่ทำไมใครต่อใครถึงไม่ชอบชื่อนี้กันนะ



“คุณเป็นใครกันแน่...โอ๊ย” หญิงสาวเค้นเสียงถามด้วยเพราะอาการปวดหัวยิ่งเพิ่มขึ้น



“นี่เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้นเอง ยินดีที่เจอกันอีกครั้ง” คนพูดมีทีท่ายียวนราวกับตัวอิจฉาในละครหลังข่าว เหวินเซียงค่อนในใจนี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน



“เสิ่นอี้หนาน คุณคิดจะทำอะไร” เสียงห้าวทุ้มลึกมีอำนาจดังก้องขึ้น คราวนี้อาการปวดหัวของหญิงสาวคลายลง



“ยอมปรากฏตัวแล้วหรือไง เอี้ยนเฟยคุณตัดเธอไม่ได้หรอก” หญิงสาวหัวเราะชอบใจคล้ายรู้สึกเป็นต่อ



“คุณทำผิดกฎ หน้าที่ผมต้องดูแลอยู่แล้ว เขายังไม่หมดอายุขัย คุณไม่มีสิทธิ์ทำตามอำเภอใจ” น้ำเสียงนั้นยังคงจริงจังเข้มงวด หากคนถูกเตือนคล้ายไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย



“ฉันก็แค่ทดสอบอะไรหน่อย คุณปกป้องเธอไม่ได้ตลอดหรอก ฉันจะคอยดูเอี้ยนเฟย” เจ้าตัวกล่าวจบก็หายตัวไปต่อหน้าต่อตา เหวินเซียงนี่เธอเจอคนประหลาดเพิ่มขึ้นหรือนี่



“อยู่ห่างเสิ่นอี้หนานเอาไว้ ถ้าไม่อยากตายเป็นวิญญาณเร่ร่อน” น้ำเสียงนั้นห้วนกระด้างยิ่ง ยิ่งเอ่ยขึ้นมาลอยๆ แบบนี้ทำให้หญิงสาวรู้สึกฉุนจัด ยิ่งท่าทางที่เขายืนตระหง่านเหนือศีรษะของเธอ มองเธอด้วยสายตาเย็นชาราวกับว่าเธอได้ทำสิ่งที่ผิดมหันต์สร้างเรื่องปวดหัวให้กับเขา



“คุณเตือนฉันงั้นหรือ ฉันไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวกับพวกคุณอยู่แล้ว กลับไปบอกคนของคุณจะดีกว่านะ อย่ามายุ่งกับฉัน” อาการปวดหัวของเธอหายไปแล้ว แต่อาการโกรธเกรี้ยวบางอย่างกลับเข้ามาแทนที่ ทำไมเขาต้องทำท่าแบบนี้ใส่เธอด้วยนะ แล้วทำไมเธอต้องแคร์กับท่าทางที่เขามีให้ด้วย



“เสิ่นอี้หนานไม่ใช่คนของผม โปรดเข้าใจเสียใหม่ด้วย ผมไม่อาจช่วยคุณได้ตลอดเวลาหรอก” แล้วมันอะไรกันไอ้เสียงรำคาญแบบนั้น ทำไมๆ นะ หญิงสาวรู้สึกขัดใจยิ่ง



“ฉันไม่ได้ขอร้องให้คุณช่วยฉัน ถ้าไม่อยากช่วยนักก็พยายามทำเป็นไม่สนใจจิตใต้สำนึกส่วนดีของคุณก็แล้วกัน กดมันไว้ให้ลึกๆหน่อยนะ มันจะได้ไม่มารบกวนคุณ” ประโยคนั้นทำเอาชายหนุ่มชะงักไป ก่อนจะตอบกลับว่า



“ปากกล้าดีนี่ เมื่อกี้ไม่เห็นจะเก่งแบบนี้เลย โน่น คนของคุณมาแล้ว ทำหน้าให้มันดีๆ หน่อย ถ้าไม่อยากนอนแกร่วอยู่ที่นี่ ยิ้มให้มากๆ เขาจะได้เชื่อว่าคุณไม่เป็นอะไร” รอยยิ้มเยาะจากดวงตาคู่นั้นทำให้หญิงสาวอยากจะเข้าไปบีบคอเขาให้ตายคามือจริงๆ ทั้งๆ ที่รู้ดีว่าคงเข้าไม่ถึงตัวเขาและยมทูตคงไม่มีวันตายอยู่แล้ว เขารู้ว่าเธอกลัวไม่อยากนอนอยู่ในโรงพยาบาล



“เหวินเซียงพี่ขอโทษที่มาช้า มีคนไข้ฉุกเฉินพอดีน่ะ แต่เขามาถึงช้าไป เราช่วยได้ไม่ทันแล้ว อายุยังน้อยอยู่เลย” สือจวินเทียนเอ่ยขอโทษน้ำเสียงอ่อนโยน เขาก็รู้สึกเสียใจที่ไม่อาจช่วยยื้อชีวิตให้คนเจ็บได้



“อย่าโทษตัวเองเลยค่ะ เขาคงถึงเวลาต้องไปแล้วจริงๆ ที่จริงฉันก็ไม่ได้เป็นอะไร พี่พาฉันกลับดีกว่า ฉันอยากพัก เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว” หญิงสาวเอ่ยปลอบใจอีกฝ่ายหากกบอกจุดประสงค์ของตัวเองด้วย ถ้าให้เธอต้องอยู่ที่นี่ต่อไปเธอต้องบ้าแน่ๆ



“เอ้า! อย่างนั้นก็ได้ เดี๋ยวพี่ไปส่ง หวังว่าตงจื้อมันคงไม่เตะก้นพี่ก่อนหรอกนะที่พาน้องสาวมันกลับดึกๆ ดื่นๆ” จวินเทียนทำเสียงคล้ายยอมแพ้ ในเมื่อหญิงสาวยืนยันจะกลับบ้าน



“ถ้าเป็นพี่ถึงจะกลับเช้า ก็ไม่เป็นไรหรอก เพราะพี่ต้องดูแลฉันอย่างดีอยู่แล้ว ใช่ไหม” หญิงสาวหัวเราะเสียงดัง ยิ้มให้อีกฝ่าย



“ไว้ใจมากไปไหมเนี่ย เราน่ะระวังๆ ไว้บ้างเป็นผู้หญิงนะ ไปกลับบ้าน ขึ้นรถ” ชายหนุ่มกระเซ้า มือใหญ่หนานั่นโยกหัวเธอเบาๆ อย่างเอ็นดู ก็เขามองเธอแบบน้องสาวแบบนี้เรื่องฉันชู้สาวมันคงเกิดหรอก เหวินเซียงคิด แค่มองอย่างหญิงสาวสือจวินเทียนยังไม่เคยคิดเลย



สือจวินเทียนและหลิวเหวินเซียงเดินคุยไปตลอดทางโดยที่จวินเทียนจูงมืออีกฝ่ายอย่างหลวมๆ ท่าทางทะนุถนอมยิ่ง ภาพความสนิทสนมนั้นไม่พ้นสายตาของใครที่เฝ้ามองอยู่จากอีกมุมหนึ่งไกลๆ ร่างสูงนั้นสีหน้าสงบนิ่ง แววตาเฉยชา รอยยิ้มคล้ายเยาะหยันปรากฏชัดบนใบหน้า ก่อนจะจางหายไปจากที่ตรงนั้นเช่นกัน



----------------------------------------------



ตอนที่ 3 แล้วนะคะ ยิ่งเขียนยิ่งรันทดกดดัน หวังว่าคนอ่านจะรู้สึกเศร้าไปกับโชคชะตาของตัวละครที่ผู้กำกับคัดสรรมาให้อ่านนะคะ









Create Date : 23 มกราคม 2554
Last Update : 25 สิงหาคม 2556 21:03:53 น. 5 comments
Counter : 428 Pageviews.

 
มาแจมเรยค่า

สะดุดมาก nothing gonna change....... เป็นเพลงฝาหรั่ง เพราะมั่ก ๆ

ปล.ท่านมิจ้ะ เราไม่ได้ยินเพลงใน B ตัวเอง อัพทีไร เน่าทุกที


เอ่อ....มันงงกับตัวละคร เพราะจำไม่ล่ายว่าใครเป็นใคร ขอกลับไปจำก่อนค่ะเพื่อน


โดย: ข้าน้อยคาราวะ (ข้าน้อยคาราวะ ) วันที่: 23 มกราคม 2554 เวลา:12:36:09 น.  

 
จะจำ เกาเอี้ยนเฟย หลิวเหวินเซียง ไว้ให้ขึ้นใจ อิ ๆ บทยมทูต มันจะนึกถึง Men with no shadows ยังไม่ฉายเลย ถ้ามีแผ่นแล้ว วานเพื่อนมิบอกด้วยน๊า จะฝากตังค์ซื้อ


โดย: ข้าน้อยคาราวะ (ข้าน้อยคาราวะ ) วันที่: 23 มกราคม 2554 เวลา:12:45:17 น.  

 
ตามมาแว้วววววว...อืมเริ่มจะเข้มขึ้นหน่อยแระ ตัวป่วนเพิ่มมาอีกหนึ่งแระ ก้อลุ้นอยู่ว่าหนุ่มฟงจะเย็นชาได้สักแค่ไหนกัน

สงสารเซียงเอ๋อร์อ่ะ จะทำยังไงให้ตงจื้อจำตัวเองได้ล่ะ


โดย: จางงี้(จูเลี่ยนจาง) (ChuengNgee ) วันที่: 23 มกราคม 2554 เวลา:15:52:06 น.  

 

แหะๆ ยกมือเป็นอีกคนที่ความจำปลาทอง แบบว่าพยายามท่องชื่อตัวละครกับนักแสดงที่สวมบทแล้วเชียว แต่เวลาอ่านทีไรมักจะจำไม่ค่อยได้ แต่โชคดีที่คำว่าตงจื้อ จะจำตรงคำว่า "จื้อ" อยู่ค่ะ ส่วนอาเส่ จะท่องว่ามีคำว่า "เอ๋อ" ส่วนหยูอิงนี่ใครหว่า...ชักอยากให้ ผกก.ทำ bg ชื่อนักแสดงไว้ข้างบนซะแล้วซี๊

ดีใจที่เซียงเอ๋อพบพี่ตงจื้อแล้ว ลุ้นๆให้เซียงเอ๋อสร้างวีรกรรมเยอะๆ พี่ตงจื้อจะได้สะดุดตาสะดุดใจ ผูกพันกับเซียงเอ๋อไวๆ ค่ะ


โดย: หลินอี้ วันที่: 23 มกราคม 2554 เวลา:20:59:56 น.  

 

โธ่ . . น่าสงสารเซียงเอ๋อร์ เจอตงจื้อครั้งแล้วเค้าก็ไม่ประทับใจเอาซะเลย ท่าทางอุปสรรคจะเยอะน่าดู เป็นกำลังใจให้นะคะ


โดย: O-yohyo วันที่: 8 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:20:21:24 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

momoka
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ลิขสิทธิ์งานเขียนทุกชิ้นในบล็อกแห่งนี้เป็นของผู้เขียนตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือนำไปเผยแพร่ต่อ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดๆ ก็ตามโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของผลงาน
Friends' blogs
[Add momoka's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.