Between the Line and Something in my Heart
Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2554
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728 
 
6 กุมภาพันธ์ 2554
 
All Blogs
 

ตามหารักในความทรงจำ (Finding love in Memory) : ตอนที่ 4



ตัวละคร

เกาเอี้ยนเฟย : หลินฟง
จงจื้อเหยียน,หลิวเหวินเซียง : หลี่เชี่ยน
หวังเซียงเอ๋อร์ : เสอซือม่าน
ถิงเฟิง,หลิวตงจื้อ : จางจื้อหลิน
เสิ่นอี้หนาน : หยังอี้
สือจวินเทียน : เจิ้นเจียอิง
ฟ่ายหยูอิง : กัวเชี่ยนหนี





“เจ้าสบายดี...จริงสิข้าไม่น่าถามคำถามนี้กับเจ้า มีเรื่องเดียวที่ข้าอยากให้เจ้าจำไว้ จงจื้อเหยียน ตลอดเวลาที่ผ่านมาหลังจากเหตุการณ์วันนั้น ในใจของข้าไม่เคยคิดถึงเจ้าอย่างที่เจ้าคิดปรารถนา เจ้าไม่มีความสำคัญอะไรอีก ข้าเกลียดเจ้า...ชิงชังเจ้า...จงจื้อเหยียน น่าขอบใจเสิ่นอี้หนานที่มอบความตายให้แก่ข้า” น้ำเสียงทุ้มต่ำแหบพร่า ลมหายใจที่คล้ายขาดช่วงนั้นกลับหนักแน่นย้ำเจตนาอย่างจงใจ



“ไม่...ท่านต้องไม่ตาย ได้ยินไหมข้าไม่ให้ท่านตาย” คราวนี้น้ำเสียงหวานร้องอย่างขัดใจ



“เจ้าเลือดเย็นไปแล้ว...จื้อเหยียน เมื่อไม่มีใจก็อย่าได้พูดจาเอาแต่ใจแบบนั้นอีก ชั่วชีวิตข้าสิ่งที่เสียใจที่สุดคือการได้พานพบเจ้า” ดวงตาคมเข้มมองคนตรงหน้าด้วยสายตาว่างเปล่า



“ชีวิตท่าน ข้าเป็นคนช่วยไว้ ข้าไม่ยอมให้ท่านตายต่อหน้าข้า...ได้ยินไหม เกาเอี้ยนเฟย” น้ำเสียงนั้นดูร้อนรนขัดใจราวกับการเสียการควบคุมเฉกเช่นหญิงสาวที่แสนงอนเอาแต่ใจ



“เช่นนั้น ข้าก็คืนร่างไร้วิญญาณนี่ชดใช้ให้เจ้าละกัน นับจากนี้เราไม่เกี่ยวข้องกันอีก ไม่ว่าชาตินี้ หรือชาติหน้า” คนพูดกล่าวเสียงหนักแน่น โลหิตหลั่งรินจากปากคู่นั้น ดวงตาปิดสนิทราวกับไม่อยากเห็นหน้าใครอีกต่อไป



เสียงกรีดร้องของหญิงสาวดังก้องราวกับว่าจะขาดใจนั้นทำให้หลิวเหวินเซียงสะดุ้งตื่น เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มใบหน้า เสียงหัวใจเต้นแรงไม่หยุด ฝัน...นี่เธอฝันงั้นหรือ ช่างเป็นฝันที่เหมือนเรื่องจริงเหลือเกิน เธอจินตนาการอะไรได้เป็นตุเป็นตะขนาดนั้นเชียว ในฝันเธอเห็นหน้าบุคคลที่สนทนาได้ไม่ชัด หากจับได้ถึงถ้อยคำตัดรอน ความเจ็บปวด จากบทสนทนานั้นชัดเจน



เพราะเรื่องเมื่อตอนหัวค่ำแท้ๆ ที่ทำให้เธอเก็บเอามาฝันเพ้อเจ้อ เกาเอี้ยนเฟย เหตุใดชื่อสามพยางค์นั่นถึงทำให้หัวใจของหญิงสาวกระตุกวาบแบบนี้นะ แล้วเกาเอี้ยนเฟยในฝันกับเกาเอี้ยนเฟยที่เป็นยมทูตนั่นใช่คนๆ เดียวกันไหม จงจื้อเหยียนคือหญิงสาวในดวงใจของอีตานั่นงั้นหรือ แล้วเหตุใดถึงได้เกลียดชิงชังถึงเพียงนั้น ยิ่งคิดยิ่งสับสน ยิ่งคิดยิ่งปวดหัว



หญิงสาวเหลือบตามองนาฬิกา ตีหนึ่งกว่าๆ เธอนอนไม่หลับเสียแล้ว หญิงสาวลุกจากที่นอน หยิบเสื้อคลุมตัวยาวขึ้นมาสวมทับให้ความอบอุ่น ตัดสินใจเดินลงไปชั้นล่าง ลัดเลี้ยวมุ่งตรงไปยังห้องที่เธอใช้เป็นที่วาดรูปเป็นประจำ ทันทีที่แสงไฟจากดวงโคมส่องสว่างไปทั่วห้อง หญิงสาวก็เดินตรงดิ่งไปยังกรอบเฟรมรูปเจ้าปัญหาที่เธอได้มาเมื่อช่วงบ่าย หลังจากที่ได้ภาพนั่นมาเธอก็สั่งให้อี้อิงนำภาพนั้นมาไว้ในห้องนี้



หญิงสาวดึงผ้าคลุมออก นัยน์ตาจับจ้องไปที่รูปภาพนั่นอย่างครุ่นคิด ภาพๆ นี้ให้ความรู้สึกเหมือนภาพฝันที่เป็นมายาไม่อาจจับต้องสัมผัสได้ เสิ่นอี้หนานเป็นอะไรกันแน่ วิญญาณหรือเหล่ายมทูตเหมือนกับอีตานั่น



“จะต้องใส่ใจทำไมว่ายายนั่นเป็นใคร สิ่งที่ควรทำควรอยู่ห่างรายนั้นไว้ซะ แล้วเอารูปพรรค์นั้นเก็บไว้ทำไม” เสียงทุ้มต่ำ ทรงอำนาจที่คุ้นหูดังขึ้นทำเอาหญิงสาวตกใจหันกลับไปยังต้นเสียง ที่บัดนี้ยืนพิงกรอบประตูกระจกเลื่อนบานใหญ่ นัยน์ตาคมนั้นมองตรงมายังเธอ



“นี่นายเข้ามาได้ยังไง” หญิงสาวหลุดปากถามทั้งๆ ที่รู้ว่ายมทูตคงหายตัวไปมาได้อยู่แล้วโดยไม่ต้องมีกุญแจเปิดประตูเข้าบ้านด้วยซ้ำ



“เอารูปนั่นกลับมาด้วยทำไม” น้ำเสียงนั้นเข้มงวด จริงจังราวกับผู้ใหญ่ดุเด็กที่ทำความผิด



“ก็มันสวยดีนี่ ให้ทิ้งก็เสียดาย นี่มันรูปนายแท้ๆ นายไม่ชอบหรือไง คนวาดเขาคงตั้งใจมากๆ ถึงได้เหมือนขนาดนี้” หญิงสาวย้อนถามอีกฝ่ายตรงๆ ก่อนที่จะเอื้อมมือไปสัมผัสรูปภาพนั้น ทว่ามือใหญ่แข็งแรงกลับยื่นเข้ามาดึงมือหญิงสาวไว้



“อย่าแตะต้องมัน เสิ่นอี้หนานคลุ้มคลั่งไร้สาระเกินไปแล้ว คุณไม่เกี่ยวด้วยแท้ๆ” น้ำเสียงนั้นแม้ห้วนแต่ก็แฝงความห่วงใยบางเบา จนหญิงสาวปรับอารมณ์ไม่ถูก ที่สำคัญยมทูตมีเลือดเนื้อสัมผัสได้ด้วยหรือ ทำไมเธอถึงรู้สึกร้อนวาบยามที่เขาจับมือเธอนะ



“ฉันไม่เกี่ยวข้องแน่หรือ?” เธอย้อนถามอีกฝ่าย ยมทูตหนุ่มนิ่งอึ้ง ปล่อยมืออีกฝ่ายทันที ก่อนจะถอยหลังไปสองสามก้าวราวกับจะสร้างระยะห่างอะไรบางอย่าง



“เรื่องที่คุณฝันนั่นเป็นแค่ความฝันที่เสิ่นอี้หนานสร้างขึ้น คุณไม่ต้องเก็บมาคิดหรอก เพราะไอ้รูปที่คุณเก็บมานั่น เป็นสื่อทำให้เสิ่นอี้หนานเข้าถึงตัวคุณได้” น้ำเสียงของยมทูตหนุ่มราบเรียบ อีกทั้งคล้ายบอกเธอว่าสิ่งที่เธอเห็นในฝันคือความฝันไม่ใช่เรื่องจริง นี่เขาเห็นเธอเป็นเด็กอมมือหรือไง คิดหรือว่าเธอจะเชื่อ มันต้องมีเรื่องอะไรที่ลึกซึ้งกว่านั้น



“จงจื้อเหยียนเป็นใคร เสิ่นอี้หนานจงใจเรียกฉันแบบนั้นคงไม่ใช่เรื่องเข้าใจผิดแน่ๆ”



“ยายนั่นก็นิสัยแปลกประหลาดอยู่แล้ว เขาคงจำคนผิดล่ะมั้ง คุณไม่เห็นจะเหมือนจงจื้อ เหยียนสักนิด” ปลายเสียงมีแววรำคาญใจอย่างชัดแจ้ง จนหญิงสาวรู้สึกฉุนขึ้นมานิดๆ ไม่ได้ เธอก็ไม่ได้อยากจะเหมือนเธอคนนั้นสักหน่อย อยากรู้จริงๆ แล้ว จงจื้อเหยียนนี่เป็นผู้หญิงแบบไหนกันแน่ คนรักหรือศัตรูที่เขาจงเกลียดจงชังกันแน่



“คุณเกลียดจงจื้อเหยียนนั่นมากหรือไง เขาทำอะไรคุณงั้นหรือ” หญิงสาวถามอย่างที่ใจคิด จ้องหน้าอีกฝ่ายเขม็ง ก็เธอรู้สึกแบบนั้นนี่นาเวลาที่พูดถึงชื่อนี้ท่าทีของเขาดุห้วนกระด้างน่ากลัวขึ้นมาทุกที



“มันไม่ใช่ธุระกงการอะไรของคุณ หยุดพูดชื่อนั้นซะที” ชายหนุ่มเสียงดังใส่หญิงสาว ทำไมเขาต้องมาตอบคำถามอะไรบ้าๆ แบบนี้ ตรงนี้ด้วยนะ ชายหนุ่มหันหลังให้อีกฝ่ายก่อนที่จะตัดสินใจไปจากที่นี่



“เดี๋ยวก่อน...เกาเอี้ยนเฟย นายคิดจะหนีหรือไง ถ้าจงจื้อเหยียนนั่นทำให้นายเจ็บปวดขนาดนั้น ก็ลืมเธอไปเลยสิ จะจดจำไปทำไมผู้หญิงพรรค์นั้นน่ะ หน้าตาแบบนายหาใหม่ได้อีกตั้งเยอะจะแคร์ไปทำไม ผู้หญิงคนเดียว” อยู่ๆ หญิงสาวก็โพล่งความในใจออกมา ก็เห็นท่าทางของเขาแล้วมันน่าโมโหนี่นา



“ผู้หญิงพรรค์นั้น พูดได้ดีนี่” ชายหนุ่มขมวดคิ้วนิดนึงก่อนจะคลายออก หัวเราะออกมาอย่างนึกไม่ถึง หลิวเหวินเซียงยืนตะลึงเธอไม่คิดว่าคนหน้าดุนั่นจะหัวเราะเป็นกับเขาด้วย ใบหน้ายามหัวเราะนั่นทำให้ดวงหน้านั้นอ่อนโยนอบอุ่น อี๊ บุคลิกนั่นไม่เหมาะกับคนเป็นยมทูตใช่ไหม



“ขอโทษ ฉันพูดอะไรไม่ทันคิด ถ้าจิตใจคนลืมได้ง่ายๆ คงไม่มีใครเจ็บปวดแล้ว ว่าแต่เธอคนนั้นคงเป็นคนที่สวยมากๆ ใช่ไหม ขนาดเสิ่นอี้หนานยังสวยขนาดนั้น” หญิงสาวเสียงอ่อนลง เถอะน่าไม่ว่าจะมนุษย์ ยมทูตหรือแม้ปีศาจใจร้ายก็คงต้องเคยมีความรักกันบ้างล่ะนะ เธอเปลี่ยนเรื่องหวังชวนคุย อยู่ๆ ก็อยากรู้เรื่องของอีกฝ่ายมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่



“สวยงั้นหรือ ไม่มั้ง” คนตอบเสียงกระด้าง หากแววตาคล้ายรำลึกจดจำอะไรบางอย่าง ริมฝีปากหยักยิ้มอย่างประหลาดคล้ายกำลังขบขันบางสิ่งที่อยู่ในใจ



หญิงสาวเหลือบมองอีกฝ่ายอย่างพิจารณา โครงหน้าของเขาโดยเฉพาะด้านข้างนี่งดงามมากๆ ท่าทางแบบนี้น่าให้เขาเป็นนายแบบจริงๆ นะ ภาพที่เธอวาดมันต้องออกมาดีแน่ๆ เลย หญิงสาวลืมตัวอีกครั้ง มือบางนั้นยกขึ้นถือวิสาสะแตะใบหน้าของเขา หากปฏิกิริยาตอบสนองของอีกฝ่ายทำให้หญิงสาวกึ่งฉิวกึ่งขำ หวงเนื้อหวงตัวเป็นสาวจีนโบราณไปได้



“โทษทีนะ จะบอกว่าโครงหน้าของนายดูดีมากๆ เลย ยังไงล่ะ ภาษาแบบศิลปินจะบอกว่าเหมาะในการเป็นแบบให้วาดรูปอย่างยิ่ง นายช่วยฉันทีได้ไหม” หลิวเหวินเซียงเอ่ยปากขอกันโต้งๆ ไม่รู้ว่าวันนี้เธอเอาความใจกล้านี่มาจากไหนถึงกล้าขอร้องเขา



ดวงตาสีน้ำตาลเข้มลึกล้ำมองสบตาหญิงสาว คิ้วหนาเลิกสูงคล้ายสงสัย หากอะไรในดวงตาคู่นั้น รอยยิ้มคล้ายยั่วเย้าในดวงตาคู่นั้นทำเอาหญิงสาวหน้าแดงซ่านขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ



“คุณนี่ใจกล้าบ้าบิ่นดีนะที่กล้าขอยมทูตเป็นแบบวาดรูป คุณไม่กลัวตายหรือไง...อย่าคิดอะไรไม่ซื่อกับผมดีกว่า หลิวเหวินเซียง อยู่ให้ห่างๆ ผมไว้ หลับฝันดีนะเด็กน้อย ค่ำคืนนี้กำลังจะจบลงแล้ว” ร่างสูงนั้นเคลื่อนตัวมาใกล้หญิงสาว โน้มตัวลงมากระซิบเอ่ยถ้อยคำแสนแปลกข้างหูของเธอ ยมทูตมีลมหายใจด้วยหรือไงนะ หญิงสาวรู้สึกคล้ายเหมือนมีลมหายใจอุ่นๆ ไล้ผ่านข้างแก้มของเธอ หญิงสาวพยายามนึกถึงพี่จวินเทียนที่เธอรักอย่างเต็มที่ ทำไมเธอต้องรู้สึกหวั่นไหวไปกับท่าทางของเขาด้วยนะ เกาเอี้ยนเฟย...อีตาบ้า ทำแบบนี้แล้วใครจะไปนอนหลับลง



------------------------------------------------



“ไปไหนมา เอี้ยนเฟย” คนที่นั่งขัดสมาธิกับพื้น นั่งหลับตาคล้ายกำลังตั้งสมาธิรวบรวมพลัง เอ่ยปากโดยที่ไม่ต้องลืมตามองก็รับรู้ว่ามีคนเข้ามาในห้อง



“ก็แถวๆ นี้” คนตอบตอบสั้นถนอมถ้อยคำยิ่ง สีหน้าเรียบเฉยเดินไปนั่งริมระเบียงห้องเช่นเคย ราวกับเป็นสถานที่ที่พักพิงที่เจ้าตัวใช้เป็นประจำยามมีเรื่องให้ต้องครุ่นคิด



“แถวนี้ หรือแถวเขตบ้านหลิว เหวินเซียง” น้ำเสียงนั้นแฝงความอยากรู้อยากเห็นที่ปิดไม่มิด เจ้าตัวลืมตา มองตรงไปยังคู่สนทนาที่นั่งอยู่ราวริมระเบียง



“ถ้ารู้แล้ว จะถามไปทำไม เซียงเอ๋อร์” น้ำเสียงนั้นไม่ยินดียินร้ายไม่แสดงอารมณ์อะไรออกมาอย่างที่เซียงเอ๋อร์คาดว่าจะได้เห็น สงบ...สงบเกินไปไหม



“เฮอะ ฉันก็ได้แต่มองเห็น ไม่ได้ยินเสียงหรือรับรู้ความในใจของนายนี่ ในเมื่อนายปิดกั้นความรู้สึกนั่นไม่ให้ฉันรู้” เซียงเอ๋อร์อดแขวะเพื่อนสนิทของตัวเองไม่ได้



“เสิ่นอี้หนานไม่ยอมวางมือ จงจื้อเหยียนตายไปแล้ว แม้หลิวเหวินเซียงจะเหมือนนางแค่ไหน สุดท้ายก็แค่คนแปลกหน้าอยู่ดี ความทรงจำที่มีถูกวันเวลาลบเลือนไปหมดแล้ว ยังจะจดจำเรื่องราวในอดีตที่ผ่านมาอีกทำไม จะรื้อฟื้นขึ้นมาอีกเพื่ออะไร” ปลายเสียงนั้นคล้ายหยันอะไรบางอย่าง เสียงหัวเราะนั้นทำให้เซียงเอ๋อร์หวั่นใจแปลกๆ คราวนี้มันไม่ได้มีความเจ็บปวดชิงชัง หากกลับกลายเป็นชืดชาตายด้านไร้ความรู้สึกไปเสียแล้ว



“นายไม่คิดจะตามหาความทรงจำของเขากลับมาหรือไง นายเกลียดจงจื้อเหยียนขนาดนั้นเลยหรือ ระหว่างนายกับเขาไม่สามารถให้อภัยหรือกลับมารักกันได้อีกครั้งหนึ่งหรือ” คำถามนั้นทำให้เกาเอี้ยนเฟยนึกขัน มีคนถามเขาแบบนี้ตั้ง 2 คนแล้ว นั่นสิ จนป่านนี้เขายังมีความรู้สึกเกลียด โกรธจงจื้อเหยียนอยู่หรือ ชายหนุ่มยิ้มบางๆ ให้อีกฝ่าย เซียงเอ๋อร์ตกตะลึงที่ได้เห็นรอยยิ้มอ่อนโยนนั่น



“จริงจังจริงนะเซียงเอ๋อร์ คุณซึมซับอารมณ์ของมนุษย์บนโลกนี้มากเกินไปแล้ว ประโยคนั่นไว้ใช้ปลอบใจตัวคุณด้วยหรือเปล่า ถิงเฟิงของคุณคือหลิวตงจื้อเป็นพี่ชายของหลิวเหวินเซียงนี่นะ ยมทูตไม่สมควรมีความรู้สึกรักหรือเกลียดหรอกนะ คุณก็รู้นี่นา” น้ำเสียงนั้นอ่อนลง



“ปล่อยให้เป็นแบบนี้ดีแล้วแน่หรือ”



“ฝ่ายนั้นเขาก็มีความสุขตามประสาของมนุษย์บนโลก จะดึงให้เข้ามายังวังวนนี้ทำไมกัน หน้าที่ของผมที่ทำได้คือกันเสิ่นอี้หนานไม่ให้ตามไปสร้างเรื่องให้คนที่ไม่เกี่ยวข้อง หลิวเหวินเซียงไม่ใช่จงจื้อเหยียน ดังนั้นไม่มีสิทธิ์เข้าไปวุ่นวายกับชีวิตของมนุษย์ที่ยังไม่หมดอายุขัย” น้ำเสียงนั้นจริงจังเข้มงวด ร่างสูงนั้นนั้นคล้ายไม่อยากเอ่ยปากอะไรอีกยกมือขึ้นคล้ายตัดบทก่อนจะหายลับไปเพื่อยุติบทสนทนาทั้งหมด



หวังเซียงเอ๋อร์ยืนนิ่ง นายเองก็เปลี่ยนไปเกาเอี้ยนเฟย หลิวเหวินเซียงเปลี่ยนแง่มุมของนายไป นายรู้ตัวหรือเปล่า นายก็ซึมซับอารมณ์ของมนุษย์มากไปเช่นกัน



-------------------------------------------



บรรยากาศบนโต๊ะรับประทานอาหารเช้าวันนี้เงียบงันผิดจากที่เคย หลิวเหวินเซียงนั่งเงียบๆ ไม่ชวนคุยกับผู้เป็นพี่ชายอย่างทุกที แววตากลมโตคล้ายมีเรื่องให้ครุ่นคิด หลิวตงจื้อขมวดคิ้ววางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะ มองหน้าน้องสาวอย่างพินิจพิเคราะห์



“เป็นอะไรหรือเปล่าเหวินเซียง เมื่อคืนเราลงมาข้างล่างใช่ไหมแล้วดูนี่ตาแดงกล่ำเลย นอนไม่หลับ” ไม่แค่พูดเท่านั้นคนเป็นพี่ใช้สองมือจับใบหน้าคนเป็นน้องเงยหน้าขึ้นสำรวจความผิดปกติที่เกิดขึ้น



“ก็ทำนองนั้น มีเรื่องให้ต้องคิดนิดหน่อยค่ะ” หญิงสาวตอบพี่ชายแบบแกนๆ ใครจะไปนอนหลับลงกัน เมื่อคืนไม่ใช่ความฝัน เธอยืนคุยกับยมทูต บอกใคร คงมีคนเชื่อหรอก แล้วยังถ้อยคำแปลกๆ ของอีกฝ่ายนั่นอีก สรุปสิ่งที่เธอเห็นในฝันเป็นเรื่องจริงไหม มันเกี่ยวข้องกับเขาหรือเปล่า ว้า...หลิวเหวินเซียงเธอจะไปสนใจเรื่องแบบนั้นทำไมนะ



“เหวินเซียง...เหวินเซียง เหม่ออะไรอยู่เรา นี่อย่าบอกพี่นะว่าเราแอบไปหลงชอบใครเข้าอีก บอกมาเลยว่ามันเป็นหนุ่มที่ไหน” คนเป็นพี่ทำเสียงเข้มจ้องตาน้องสาวอย่างสงสัย



“อ๊ะ เปล่านี่คะ พี่ตงจื้อก็หนูไม่รักใครง่ายๆ หรอกค่ะ รักทีไรเขามีเจ้าของทุกทีพี่ก็รู้” หญิงสาวทำหน้าทะเล้น ยิ้มตายิบหยีใส่อีกฝ่ายคล้ายกลบเกลื่อนเรื่องราวในใจ สันนิษฐานอะไรเพี้ยนๆ แบบนั้นนะพี่ชายเธอ จะบอกว่าเธอแอบหลงรักคนที่อีกหน่อยอาจพาเธอไปเดินเล่นอีกโลกนึงง่ายๆ นั่นหรือ เจอเขาแล้วบางทีอายุของเธอคงสั้นลงสักปีสองปี



“เหอะ ทำเป็นพูดดีไป ว่าแต่เรื่องรูปวาดเราน่ะไปถึงไหนแล้ว” คนเป็นพี่ถามไถ่ถึงงานที่น้องสาวเขากำลังทำอยู่



“ไม่ไปถึงไหน วาดไม่ออก ทำไมไม่รู้” คนตอบทำท่าเซ็งๆ



“ให้พี่เป็นนายแบบให้ไหม” คนเป็นพี่ทำหน้าขึงขังปรารถนาจะช่วยเต็มที่



“พี่เนี่ยนะ เดี๋ยวๆ ขอเช็คก่อน” คนเป็นน้องหัวเราะ ใช้สองมือทำท่าเป็นกรอบเฟรมมองพี่ชายก่อนจะส่ายหน้า



“ไม่ไหวๆ มาดพี่เนี่ยให้วาดเป็นเทพบนสวรรค์คงเหมาะกับภาพนักรบโบราณนะ” “นี่ใครๆ ก็กลัวพี่กันทั้งนั้น มันยังดูเหี้ยมไม่พอหรือไง” ตงจื้อเอามือหยกแก้มน้องสาวเบาอย่างหมั่นเขี้ยว



“แต่ฉันไม่กลัวพี่สักนิดนี่นา...งั้นขอให้จวินเทียนเป็นแบบให้ไหม หน้าตาหมอนั่นจริงจังสุขุมๆ น่าจะได้” คราวนี้ผู้เป็นพี่ชายแอบแหย่น้องสาว เขารู้ดีว่าน้องสาวแอบชอบจวินเทียนมานานแล้ว แต่ก็คงเป็นแค่รักแบบ Puppy Love ล่ะนะ เหวินเซียงสุขภาพอ่อนแอตั้งแต่เล็กๆ แล้ว นั่นทำให้สังคมของคนเป็นน้องค่อนข้างแคบลงกว่าที่ควรจะเป็น หญิงสาวไม่ได้เป็นสาววัยรุ่นสดใสเหมือนกับหญิงสาวทั่วๆ ไปที่ร่างกายแข็งแรง การที่ได้รู้จักจวินเทียนเพื่อนเขาย่อมทำให้น้องของเขาชื่นชม ยกย่องเพื่อนของเขาเป็นเสมือนฮีโร่ในดวงใจ แต่นะอีกหน่อยความรู้สึกนั่นก็คงจะเปลี่ยนไป



“พี่คะ วันนี้ฉันจะไปเยี่ยมจินหลิงที่บ้าน คุณอาจินเยี่ยบอกวันนี้แกออกจากโรงพยาบาลแล้ว” หลิวเหวินเซียงเอ่ยปากเป็นการเป็นงาน



“อ้าว แกออกแล้วหรือพี่ก็กะว่าจะไปเยี่ยมเจ้าตัวน้อยซะหน่อย ฝากบอกเจ้าตัวน้อยด้วยนะว่าพี่จะไปเยี่ยมวันหลัง” ตงจื้อฝากข้อความถึงหลานสาวตัวน้อย และหลังจากนั้นสองพี่น้องก็นั่งทานอาหารเช้าเงียบๆ และต่างแยกย้ายไปทำงาน



ก่อนที่หลิวเหวินเซียงจะกลับขึ้นห้องเตรียมแต่งตัวออกไปข้างนอก หญิงสาวเดินผ่านห้องทำงานส่วนตัวของเธอ ก่อนจะเดินเลยผ่านไป จู่ๆ หญิงสาวตัดสินใจเดินกลับไปยังห้องทำงาน รูปภาพนั้นยังคงตั้งอยู่ที่เดิมโดยมีผ่าคลุมไว้เรียบร้อย ไม่รู้ทำไมเธอถึงเกิดอยากเห็นรูปขึ้นมาอีกครั้ง เธอก้าวเข้าไปใกล้ก่อนดึงผ้าคลุมออก ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้อารมณ์ของหญิงสาวขุ่นมัวขึ้นมาไม่น้อย เพราะภาพๆ นั้นกลับกลายเป็นภาพทิวทัศน์ยามค่ำคืนธรรมดา เงาร่างของใครคนหนึ่งในรูปที่เห็นเมื่อวานนั้นกลับหายไป หญิงสาวใช้นิ้วดีดไปยังเฟรมรูปนั้นพลางบ่นเสียงดังออกมาว่า



“งกจริงๆ แค่รูปก็ยังไม่ยอมให้เห็น รูปทองนักหรือไง เสิ่นอี้หนานชื่นชมนายตรงไหนกันใจจืดใจดำขนาดนี้ ว่าแต่นายใจดำกับจงจื้อเหยียนด้วยหรือเปล่า เกาเอี้ยนเฟยฉันอยากรู้จริงๆ”



คอยดูก็แล้วกันฉันต้องวาดรูปนายออกมาให้ได้เลย แม้นายจะไม่เต็มใจก็เถอะ หญิงสาวเชิดหน้าขึ้นอย่างถือดี นึกค่อนแคะคนที่ไม่ได้อยู่ด้วย คนอย่างเธอมุ่งมั่นแล้วก็กัดไม่ปล่อยเหมือนกัน



-----------------------------------



“นายมาโรงพยาบาลทำไมน่ะ เอี้ยนเฟย มีคนตายที่นี่หรือ” หญิงสาวในร่างสูงสวมชุดโค้ดยาวคลุมเข่าสีเทาแบบเรียบๆ หากฝีมือการตัดเย็บค่อนข้างประณีต ทำให้แบบเรียบๆ ดูเก๋ไก๋น่ามองกำลังมองสำรวจบริเวณรอบๆ อย่างใสใจ



“แค่มาดูลาดเลา ยังไม่ถึงเวลาหรอก เพียงแต่คนที่ตายยังเด็กอยู่ก็เท่านั้น” ดวงหน้าของเกาเอี้ยนเฟยดูสงบ ซ่อนความรู้สึกที่มีเอาไว้ ชีวิตคนเราก็เท่านี้ไม่มีอะไรแน่นอน สำหรับเขาผ่านพบคนมาก็หลายประเภท บางคนก็เป็นคนดีแต่อายุสั้น แม้ไม่อยากพรากดวงวิญญาณจากโลกไป เขาก็ขัดขืนไม่ได้ บางคนชั่วชีวิตที่มีอยู่ไม่เคยทำสิ่งดีๆ ให้ใครชื่นชมเลย คนประเภทนี้พอเห็นเขาก็ทำหน้าหวาดกลัวร้องขอชีวิต เป็นคนประเภทที่เขาไม่รีรอสักนิดที่จะรีบนำวิญญาณพวกนั้นเดินทางเข้าสู่ปรโลก



“วิญญาณที่นายว่าคราวนี้เป็นเด็กงั้นหรือ” เซียงเอ๋อร์ตั้งคำถาม คนตอบทำเพียงแค่พยักหน้ารับแล้วส่งสายตาให้อีกฝ่ายหันไปดูเป้าหมาย เซียงเอ๋อร์มองตามไปก็เห็นเด็กหญิงหน้าตาน่ารัก อายุประมาณสัก 5-6 ขวบได้ กำลังขะมักเขม้นกับการวาดรูปอยู่ในสวนสาธารณของโรงพยาบาล



“เฮ้อ! บางทีฉันว่าพ่อฉันมอบหมายตำแหน่งที่โหดร้ายกับนายเกินไปไหม ยมทูตมันก็คล้ายกับคนที่ไม่มีหัวใจไม่มีความรู้สึก ที่สำคัญดูเหมือนนายจะทำหน้าที่นี้ได้ดีเกินไปเสียด้วย นายไม่อยากเกิดเป็นมนุษย์ มีความรักเหมือนคนทั่วๆ ไปงั้นหรือ” เซียงเอ๋อร์ทำเสียงปลดปลง เธอไม่ค่อยชอบเรื่องเศร้าสลดหดหู่



“อยู่แบบนี้ก็ดีแล้ว ความรักแบบมนุษย์ ครั้งเดียวก็เกินพอแล้ว” เกาเอี้ยนเฟยสบตาหวังเซียงเอ๋อร์ ส่งยิ้มเย็นชาให้นิดนึง ก่อนจะมุ่งตรงไปยังเป้าหมายที่มองไว้



เด็กหญิงตัวน้อยที่กำลังตั้งใจวาดรูปอยู่นั้นเงยหน้าขึ้นมองผู้มาใหม่คล้ายมีสัมผัสรับรู้ เด็กน้อยเปิดยิ้มให้อีกฝ่าย ท่าทางเป็นเด็กที่ร่าเริงมีความเชื่อมั่นและไม่กลัวคนแปลกหน้า



“สวัสดีค่ะ คุณน้ามาเยี่ยมใครหรอคะ หรือว่าคุณน้าเป็นคนไข้ หนูไม่เคยเห็นหน้าเลย”



“น้ามาเยี่ยมเพื่อนแถวนี้ครับ ว่าแต่ทำไมมานั่งแถวนี้แดดเริ่มแรงแล้วนะครับ” ชายหนุ่มย่อตัวลงนั่งลงข้างๆ เด็กหญิงทีท่าอ่อนโยนกว่าปกติ คงเพราะเป้าหมายของเขาเป็นเพียงเด็ก เด็กที่ไร้เดียงสา สิ่งที่เขาทำได้ก็แค่ช่วยให้เด็กน้อยไม่หวาดกลัวเกินไปนักยามต้องจากโลกนี้ไปก่อนเวลา



“วาดรูปค่ะ จินหลิงกำลังฝึกวาดรูป สวยไหมคะคุณน้า” เด็กหญิงยิ้มประจบอวดภาพในมือให้ดู



“สวยครับ เก่งจังตัวแค่นี้ ว่าแต่ใครสอนวาดภาพครับ” ชายหนุ่มรู้สึกเพลิดเพลินไม่น้อยยามได้พูดคุยกับเด็กหญิงตัวน้อย



“พี่เหวินเซียงค่ะ พี่เหวินเซียงวาดรูปเก่งที่สุดเลย โตขึ้นจินหลิงต้องวาดภาพเก่งๆ เหมือนพี่เขาให้ได้” คำตอบร่าเริงของเด็กน้อยทำเอาชายหนุ่มชะงักงัน เหวินเซียง...หมายถึงหลิวเหวินเซียงงั้นหรือ โลกกลมเกินไปแล้ว หรือว่าบางทีมันจะมีเบื้องหน้าเบื้องหลังคงไม่ใช่ฝีมือเสิ่นอี้หนานหรอกนะ



“ว่าแต่จินหลังป่วยเป็นอะไรครับทำไมถึงต้องมานอนโรงพยาบาล” ยมทูตหนุ่มชวนคุย คล้ายไม่อยากนึกถึงใครบางคนอีก



“คุณหมอบอกว่าจินหลิงต้องพักผ่อนเยอะๆ น่าเบื่อจะตายไป เมื่อวานก็ถ่ายเลือดอีก” เด็กหญิงทำปากยื่นนิดๆ คล้ายเบื่อหน่าย ทว่าน้ำเสียงกลับดูไม่ทุกข์ร้อนอะไรนัก



“แล้วจินหลิงอยากไปเที่ยงเล่นสนุกๆ ไม่ต้องเข้าโรงพยาบาลบ่อยๆ หรือเปล่าล่ะครับ” น้ำเสียงของชายหนุ่มอ่อนโยน มือใหญ่นั้นลูบศีรษะของเด็กหญิงเบาๆ



“อยากสิคะ จินหลิงสงสารแม่ หนูรู้ว่าแม่แอบร้องไห้เพราะหนู อาการของหนูคงแย่มากๆ ใช่ไหมคะ ที่จริงจินหลิงก็ไม่อยากให้แม่ร้องไห้ พี่เหวินเซียงยังบอกให้จินหลิงสู้ด้วยกัน เพราะพี่เขาก็สุขภาพไม่ค่อยดี เราต้องสู้เพื่อคนที่อยู่รอบๆ ข้างของเรา” เด็กน้อยเอ่ยเสียงเบา นัยน์ตาหม่นแสงแต่ก็ยังมีแววเด็ดเดี่ยวเข้มแข็งบนดวงตาคู่นั้น เด็กน้อยเห็นท่าทีเงียบงันของคุณน้าแปลกหน้าจึงเอ่ยปากถาม



“จินหลิงต้องตายใช่ไหมคะ คุณน้า คุณพ่อจะมารับจินหลิงไหม เวลาตายจะเจ็บไหม น่ากลัวหรือเปล่า” คราวนี้เด็กน้อยเสียงสั่นเครือ น่าแปลกที่พอเห็นคุณน้าความรู้สึกที่เก็บเอาไว้ก็ปะทุออกมา



“ไม่หรอกจินหลิง เวลาตายไม่เจ็บหรอกคล้ายกับจินหลิงนอนหลับไปนานๆ เท่านั้นเอง ถ้ากลัวน้าจะไปเป็นเพื่อนดีไหม” เกาเอี้ยนเฟยเอ่ยถ้อยคำให้กำลังใจราวกับมันเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ



“จริงหรือคะ ว่าแต่คุณน้าเป็นเทวดาใช่ไหม จะพาหนูไปหาคุณพ่องั้นหรือคะ” อยู่ๆ เด็กน้อยก็ถามเสียงซื่อ ก็ถ้าคุณน้าจะไปเป็นเพื่อนคุณน้าก็ต้องไม่ใช่คนธรรมดาเหมือนเธอล่ะสิ



“น้าไม่ใช่เทวดาหรอกทำไมจินหลิงคิดแบบนั้นล่ะ” เกาเอี้ยนเฟยอดลอบยิ้มไม่ได้ เด็กก็คือเด็กบริสุทธิ์ไร้เดียงสา



“ก็คุณน้าหน้าตาหล่อแบบนี้ต้องเป็นเทวดาแน่ๆ เลย งั้นจินหลิงไม่กลัวแล้ว จินหลินจะได้ไปพบพ่อ แต่คุณแม่ต้องเสียใจมากๆ เลยเนอะ” เด็กหญิงดูสงบขึ้น



“พวกเขาต้องเข้าใจจริงหลิงแน่ๆ ว่า จินหลิงจะไปสบายไม่เจ็บปวด ไม่ทรมาน เพราะน้าจะดูแลจินหลิงอย่างดี แดดแรงมากแล้วจินหลิงกลับห้องพักเถอะนะ วันนี้ก็จะกลับบ้านแล้วนี่” เกาเอี้ยนเฟยลุกขึ้นยืนก่อนจะเอ่ยคำอำลาเด็กน้อยตรงหน้า



“น้าไปก่อนนะจินหลิง แล้วพบกันเร็วๆ นี้ล่ะน้าจะมารับ” ชายหนุ่มโบกมือลาเด็กน้อยก่อนจะเดินลับหายไป ดูเหมือนเด็กน้อยจะไม่ได้หวาดกลัวกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า หากกลับตั้งใจลงมือวาดภาพที่เห็นเมื่อครู่อย่างตั้งใจ



---------------------------------------



เวลาบ่ายคล้อย หลังจากที่ทำธุระบางอย่างเสร็จหลิวเหวินเซียงก็ขับรถมุ่งหน้ามายังบ้านของผู้เป็นน้าสาวของเธอ ทันทีที่ก้าวเข้าไปภายในตัวบ้าง ร่างเล็กบอบบางก็วิ่งปรี่โถมตัวเข้ามาหาหญิงสาวอย่างดีใจ สีหน้ายิ้มแย้มมีความสุข หญิงสาวอ้าแขนรับร่างเล็กไว้กอดแน่นอย่างคิดถึง



“ว่าไงจินหลิง อ้วนไปหรือเปล่าน้า คนดีของพี่” หญิงสาวเอ่ยเสียงเย้าแหย่ หากเด็กหญิงทำปากยื่นปากยาว เอ่ยปากว่า



“ถ้าอ้วนกว่านี้ก็ดีหรอกค่ะ ว่าแต่ทำไมพี่เหวินเซียงถึงมาบ้านจินหลิงล่ะ หรือว่าเพราะเรื่องที่จินหลิงเข้าโรงพยาบาล” เด็กน้อยตั้งคำถาม ทำเอาเหวินเซียงอึ้งไม่สามารถตอบคำถามหลานตัวน้อยได้



เธอเห็นจินหลิงมาตั้งแต่เล็กๆ เด็กน้อยป่วยเป็นลูคีเมีย ต้องเข้าโรงพยาบาลเพื่อทำการถ่ายเลือดแทบทุกเดือน หากเด็กน้อยดูจะไม่เคยปริบากบ่นต่ออาการเจ็บป่วยของตัวเองแม้แต่น้อย ช่างมีความอดทนยิ่งนัก เธอรู้เด็กน้อยไม่กล้าปริบากบ่นเพียงเพราะสงสารผู้เป็นแม่ เด็กน้อยเคยบอกความรู้สึกของตัวเองให้เธอฟัง เหวินเซียงทำได้แค่พูดจาปลอบโยนและให้กำลังใจเด็กน้อย คงเพราะตัวเธอเองก็มีสุขภาพอ่อนแอแต่เด็กเช่นกัน เธอกับเด็กน้อยจึงมีความเข้าใจและผูกพันกันมากกว่าน้าหลานทั่วๆ ไป



“จินหลิงสงสารแม่จัง ถ้าจินหลิงรักษาไม่หาย แล้วต้องจากไป ทั้งคุณแม่ คุณปู่และพี่ เหวินเซียงต้องไม่ร้องไห้นะคะ” ถ้อยคำของเด็กน้อยที่เอ่ยปากดูเหมือนเป็นผู้ใหญ่เกินวัยนั่น ทำให้ เหวินเซียงรู้สึกคล้ายลำคอแห้งผาก นัยน์ตาเริ่มแดงเรื่อขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ท่าทางเข้มแข็งของเด็กน้อยทำให้เธอรู้สึกทะเทือนไม่น้อย



“พูดอะไรแบบนั้น จินหลิง สมัยนี้หมอเขาเก่งๆ กันทั้งนั้น หนูต้องหายไม่เป็นอะไรทั้งนั้น อีกอย่างไหนสัญญากับพี่ว่าจะอยู่เป็นเพื่อนกัน ไม่หนีไปไหนไง จินหลิงไม่อยากอยู่กับคุณแม่ คุณปู่ไปนานๆ หรือคะ” เหวินเซียงเอ่ยถามหลานสาวอย่างตรงไปตรงมา ด้วยเพราะแกเป็นเด็กฉลาด มีความเป็นผู้ใหญ่เกินตัว หญิงสาวพยายามปลุกปลอบให้กำลังใจหลานสาว บางทีอาการเจ็บป่วย อาจทำให้หลานสาวของเธอทดท้อ ขาดกำลังใจ



“อยากสิคะ จินหลิงอยากอยู่กับคุณแม่ แต่ถ้าอาการของจินหลิงรักษาไม่ได้ จินหลังไม่อยากให้คุณแม่เสียใจ อีกอย่าง จินหลิงไม่กลัวตายล่ะ จินหลิงมีคนไปเป็นเพื่อนจินหลิงแล้ว พี่เหวินเซียงไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ” เด็กน้อยบอกเล่าความรู้สึกของตัวเองเจื้อยแจ้ว ราวกับเรื่องเป็นหรือตายเป็นเรื่องธรรมดา เหมือนการไปเที่ยวที่ไหนสักแห่งไกลๆ



“ใคร? ใครจะไปกับจินหลิงคะ” เหวินเซียงขมวดคิ้ว น้ำเสียงแปรเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมา หลานสาวของเธอพูดอะไรแปลกๆ



คุณน้าเทวดาใจดี คุณน้าหน้าตาดีหล่อมากๆ ด้วย คุณน้าสัญญาว่าจะดูแลจินหลิงอย่างดี คุณน้าจะพาจินหลิงไปหาคุณพ่อๆ” คำตอบของเด็กน้อยทำเอาเหวินเซียงขนลุกซู่ ไม่จริง...หรือว่าจะเป็นเขา



“นี่ไงคะ รูปคุณน้า จินหลิงตั้งใจวาดเลยน้า จินหลิงวาดสวยไหมพี่เหวินเซียง ดูสิคะ” หลานสาวของเธอยื่นกระดาษที่วาดสเกตช์ไว้ส่งมาให้ ภาพนั้นแม้จะไม่เฉียบคม หากลายเส้นเรียบง่ายชัดเจนพลอยทำให้โครงหน้านั้นเด่นชัด ราวกับคนๆ นั้นมายืนอยู่ตรงหน้า ดวงตานั่นคล้ายส่งสัญญาณท้าทายบอกกับเธอว่า ไม่มีใครสามารถขัดขืนฝืนดวงชะตาได้



แม้เป็นความจริงที่เธอไม่อาจปฏิเสธเป็นเรื่องที่เธอต้องทำใจยอมรับมานานแล้วก็ตาม หาก เพราะเขาเป็นผู้ที่มีหน้าที่มารับดวงวิญญาณด้วยล่ะมั้ง เธอถึงรู้สึกขัดเคืองอย่างประหลาด เขาจะมารับวิญญาณของจินหลิง ไม่นะ เธอไม่ยอม ทั้งหมดเป็นอารมณ์ของเธอล้วนๆ รู้ทั้งรู้เธอไม่สามารถจะต่อกรกับเขา ต่อกรกับอำนาจที่มองไม่เห็น อำนาจที่เรียกว่า โชคชะตา



หลิวเหวินเซียงกะพริบตาถี่ๆ คล้ายสะกดกลั้นไม่ให้น้ำตาไหลออกมา ดึงเด็กน้อยเข้ามากอดไว้ ลูบศีรษะปลอบโยนอย่างแผ่วเบา



“เอาเถอะ อย่ามัวแต่คุยเรื่องนี้กันเลย พี่ตงจื้อซื้ออุปกรณ์วาดรูปชุดใหม่มาฝากเราด้วยนะ และก็ซื้อขนมมาฝากเราเยอะแยะ ไปทานกัน” เหวินเซียงบอกหลานสาวเพื่อเป็นยุติเรื่องราวสนทนาทั้งหมด หาในใจของตัวเองรู้ดีว่ามันยังมีเรื่องค้างคาใจมากมาย



--------------------------------------



แสงตะวันเริ่มลับฟ้า ความมืดเริ่มปกคลุมไปทั่วบริเวณบ้าน หลิงเหวินเซียง เดินเลี่ยงออกมาจากตัวบ้านหญิงสาวล่อยให้คุณอาพูดคุยกับจินหลิงผู้เป็นลูกสาวเพียงลำพัง การมาเยี่ยมหลานสาวครั้งนี้พัดพาความไม่สบายใจให้เกิดขึ้นในใจของเธอไม่น้อย



เดิมที เธอมีเรื่องอยากพูดคุยกับคุณปู่ หากพอมีเรื่องของจินหลิงเข้ามาทำให้หญิงสาวลืมเลือนเรื่องของตัวเองไปชั่วขณะ ท่ามกลางความมืดของเวลาโพล้เพล้ น่าแปลกที่เธอกลับเห็นร่างสูงที่คุ้นตาเด่นชัด ร่างนั้นยืนพิงต้นไม้ใหญ่อยู่ห่างจากเธอขนาดนั้น หากเธอแน่ใจว่าเป็นเขา ทำไมเธอถึงมั่นใจแบบนั้นนะ แล้วทำไมพอคิดว่าเป็นเขาหัวใจของเธอถึงตื่นเต้นดีใจแปลกๆ ไม่มีอะไรทั้งนั้น...เหวินเซียง เธอแค่ต้องการรู้เรื่องของจินหลิงเท่านั้น



“เกาเอี้ยนเฟย เราเจอกันอีกแล้วนะ” หญิงก้าวเข้าไปใกล้ เอ่ยปากทัก หากคนถูกทักมีสีหน้าคล้ายตกใจ แววตาคล้ายมีคำถามบางอย่าง ร่างสูงในชุดสีดำนั้น มองเธอเพียงแวบเดียวก่อนจะเสมองไปทางอื่น แววตานั้นคล้ายดูไม่สบอารมณ์อยู่บ้าง เขาทำท่าเหมือนไม่เห็นเธอยืนอยู่ตรงนั้น หญิงสาวเลยเอ่ยปากถามอีกฝ่ายอีกครั้ง



“จินหลิงจะต้องตายใช่ไหม คุณจะมาเอาเธอไป”



“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับคุณ มันเป็นหน้าที่ของผม โชคชะตากำหนดไว้แล้ว” น้ำเสียงของชายหนุ่มเย็นชาไร้หัวใจยิ่งนักสำหรับเหวินเซียง เธอไม่อยากได้ยิน ไม่ได้อยากรู้ว่าเขาจะมีหน้าที่ไปพรากวิญญาณดวงไหนไปสู่โลกอีกโลกหนึ่งสักนิด



หากเกาเอี้ยนเฟยกลับครุ่นคิด ความจริงแล้วเขาไม่เคยกังขากับหน้าที่ที่ตัวเองได้รับ มีเพียงครั้งนี้ที่เขารู้สึกค้างคาใจ คงเพราะวิญญาณดวงที่เขาจะต้องพาไปนี้เกี่ยงข้องกับหลิวเหวิน
เซียง มันบังเอิญเกินไปไหม เขาแวะเข้ามาดูรอบๆ บ้านของเด็กน้อยผู้เป็นเป้าหมาย และที่น่าแปลกหลิวเหวินเซียงมองเห็นเขา หากเขาไม่จงใจปรากฏตัวคนธรรมดาย่อมไม่มีวันเห็นเขาแน่ๆ



วันที่เขาไปพบเธอที่บ้านเป็นเพราะเขาต้องการเตือนให้เธออยู่ห่างจากเสิ่นอี้หนาน การได้พบเจอเธอบ่อยๆ ไม่ใช่เรื่องที่เขาควรทำ นี่เป็นอีกเรื่องที่เขาสงสัย



“เกาเอี้ยนเฟย ถ้านายจะเอาวิญญาณของจินหลิงไป นายเอาวิญญาณของฉันไปแทนได้ไหม” อยู่ๆ คำถามนั่นก็ดังแทรกขึ้นมา ทำให้ชายหนุ่มต้องยุติข้อสงสัยของตัวเองเอาไว้ อะไรในน้ำเสียงของหญิงสาวทำให้ชายหนุ่มหัวเราะออกมา ก่อนจะส่งสายตาคมติดเยาะหยันในความคิดของอีกฝ่ายออกมา



“คุณคิดว่าคุณเป็นใครกัน พระแม่โพธิสัตว์โปรดสัตว์โลกหรือไง ชีวิตคุณไม่สามารถแลกเปลี่ยนชดเชยชีวิตของใครได้หรอก อย่าประเมินตัวเองสูงไปหน่อยเลย” คำพูดร้ายกาจนั่น ทำเอาหญิงสาวแทบสะอึก เพียงแค่เธอต้องการอยากให้จินหลิงมีชีวิตอยู่ต่อไปเป็นเรื่องเหลวไหลในสายตาของเขางั้นหรือ



“แล้วมันผิดตรงไหนที่ฉันอยากช่วยให้จินหลิงได้มีโอกาสมีชีวิตยืนยาวเหมือนเด็กทั่วไป ฉันรู้ว่าฉันมันคนธรรมดา ไม่มีอำนาจอะไรจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ฉันเกลียดตัวเอง เกลียดที่ต้องรู้ต้องเห็นในเรื่องที่ไม่ควรรู้ เกลียดตัวเองที่บังเอิญดันมองเห็นคุณด้วย ถ้าไม่ได้เห็นหน้านาย ฉันคงไม่ต้องมีความหวังลมๆ แล้งๆ ว่าจินหลิงอาจมีทางรอด นายคงไม่มีวันเข้าใจความรู้สึกของคนที่ต้องสูญเสียหรอก” หญิงสาวกระชากเสียงตะโกนใส่หน้าอีกฝ่ายอย่างเหลืออด ทำไมเธอคิดว่าเขาจะมีจิตใจที่ดีนะ



“คุณเข้าใจอะไรผมผิดหรือเปล่า ผมเป็นยมทูตไม่ใช่เทวดา แล้วทำไมคุณคิดว่าคนอย่างผมต้องช่วยคุณ หลิวเหวินเซียง” คำถามเย็นชานั่น ทำให้หญิงสาวเงียบงัน นั่นสิเธอไว้ใจเขาขนาดขอ ความช่วยเหลือเรื่องสำคัญแบบนี้กับเขาเชียวหรือ อาจเพราะความรู้สึกที่เธออยากช่วยเหลือจินหลิงที่ทำให้เธอรู้สึกกดดันแบบนี้ น้ำตาของความอัดอั้นไหลรินออกมาโชคชะตาล้อเล่นเกินไปแล้ว



“คุณไม่ต้องรีบร้อนอยากตายนักหรอก หลิวเหวินเซียง ถึงเวลาคุณก็ต้องไปเหมือนกัน ใช้ชีวิตที่มีของคุณให้คุ้มค่าเถอะ คุณทำได้เท่านี้จริงๆ จำไว้ แล้วน้ำตานั่น ร้องไปก็ไม่มีประโยชน์มันไม่เหมาะกับคุณหรอก” เขาช่างสรรหาถ้อยคำที่บั่นทอนจิตใจของเธอได้ดีจริงๆ เธอไม่อาจโต้แย้งอะไรเขาได้เลยสักนิด การเจรจาช่วยเหลือหลานสาวตัวน้อยคงไร้ผล ยิ่งไปกว่านั้นท่าทีเย็นชาของเขาก็ทำให้หัวใจของเธอเจ็บยิ่งกว่าซึ่งเธอก็ไม่รู้ว่ามันเป็นเพราะสาเหตุใด ทำไมๆ เธอต้องมารู้มาเห็นเรื่องราวแบบนี้นะ ชาติก่อนเธอเคยทำอะไรเลวร้ายเกินให้อภัยงั้นหรือ ชาตินี้เธอจึงต้อมาเจอะเจอเรื่องแบบนี้



---------------------------------------



ในที่สุดตอนที่ 4 ก็คลอดมาแล้ว ช่างเหนื่อยลำบากเป็นที่สุด ไม่เคยรู้สึกต้องคิดนั่นคิดนี่นานขนาดนี้ แต่ที่รู้ว่า มามิเคี่ยวกรำกับบทท่านยมทูตมาก เอ่อพี่แกจะเย็นชาโหดร้ายไปถึงไหนเนี่ย แต่ยมทูตจะมีความรู้สึกเหมือนคนทั่วไปได้ไง จริงมะ สมใจคนเขียนทรมานฟงได้มีความสุข แม้จะเป็นแค่บทนิยายก็เถอะ 555











 

Create Date : 06 กุมภาพันธ์ 2554
10 comments
Last Update : 25 สิงหาคม 2556 21:09:19 น.
Counter : 3299 Pageviews.

 

ชีวิตจริง มันรู้สึกได้ลึกกว่าในละคร

 

โดย: PULLPE' 6 กุมภาพันธ์ 2554 21:05:52 น.  

 

มาลองทดสอบระบบ แบบว่าคนเขียนอยากรู้ feedback เขียนเรื่องเศร้าใจร้ายไปไหม

 

โดย: มิโดริ (momoka ) 7 กุมภาพันธ์ 2554 15:05:34 น.  

 

ยมทูตช่วยมาเอาหัวใจไปที กรี๊ดๆๆ ยมทูตนี่เก๊กหน้าตลอดเวลาใช่มั้ย

“คุณไม่ต้องรีบร้อนอยากตายนักหรอก หลิวเหวินเซียง ถึงเวลาคุณก็ต้องไปเหมือนกัน ใช้ชีวิตที่มีของคุณให้คุ้มค่าเถอะ

บาด....บาด....พ่อคุณยมทูต

 

โดย: ข้าน้อยคาราวะ (ข้าน้อยคาราวะ ) 7 กุมภาพันธ์ 2554 21:09:47 น.  

 

555 คงต้องเก๊กหน้าเคร่งเครียดตลอดเวลา คนเขียนเองยังแอบหมั่นไส้ เออมันจะเก๊หน้าไปถึงไหน อืมมันจะมีบทรักไหมอ่ะ หรือจะเขียนหยอดบทรักตอนก่อนรักจะจืดจาง นาเขียนจริงๆ หาอะไรกระชุ่มกระชวย

 

โดย: มิโดริ (momoka ) 7 กุมภาพันธ์ 2554 21:23:16 น.  

 


ตามมาแล้วค่า ดีจังมามิตามใจผู้อ่าน มีรายชื่อนักแสดงกำกับไว้ข้างบนด้วย เวลาจำตัวละครไม่ได้ก็ลากขึ้นไปดู ดีมั่กๆค่ะ

ยมฑูตเกาเย็นชาเท่ห์มากค่ะ จิ้นตามออกเลย ส่วนเหวินเซียงก็น่ารักสดใสเหมาะกับน้องหลี่เดี๊ยะเลย ตอนนี้ลุ้นให้เซียงเอ๋อร์พบกับตงจื้ออีกรอบ

 

โดย: หลินอี้ 7 กุมภาพันธ์ 2554 21:55:02 น.  

 


ไปเม้นต์ตอนที่สามมาแล้ว

เห็นตอนนี้มีชื่อตัวละครอยู่ด้านบนด้วยดีจังค่ะ

ช่วงนี้ฟงในมาดยมฑูตของทีวีบีเหมาะกับฟิคเรื่องนี้จริงๆ

ตอนหน้าขอเรื่องราวของเซียงเอ๋อร์กะเฮียตงจื้อ (เอ๊ะหรือเหลนหว่า) เยอะๆ นะคะ

 

โดย: O-yohyo 8 กุมภาพันธ์ 2554 20:27:01 น.  

 

คนรักนิยายช่วยหน่อยนะคะ

ตอนนี้เรากำลังทำวิทยานิพนธ์หัวข้อ "การอ่านนวนิยายออนไลน์ของเด็กและเยาวชนไทย" เลือกด้วยความชอบส่วนตัวล้วนๆ อิอิ

ผลที่ได้นอกจากจะมีประโยชน์ทางการศึกษาแล้ว ผู้ที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นนักเขียน คนอ่าน เว็บไซต์ สำนักพิมพ์ ยังสามารถนำไปใช้ได้จริงอีกด้วย
รบกวนเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ช่วยทำแบบสอบถามให้หน่อยนะคะ (แบบสอบถามไม่ยาวค่ะ) แต่ต้องเก็บข้อมูลเป็นจำนวนมหาศาล Y_Y

https://spreadsheets.google.com/viewform?formkey=dFF4VmgxRW9hUzIyZ0NoYUtsd2ZUaHc6MQ

(เค้าไม่ให้ฝังลิงค์อ่าาาา)

ปล.ส่งต่อคนอื่นได้นะค้า ไม่หวงๆ จักเป็นพระคุณอย่างสูง (-/\\\\-)

ขอบคุณมากค่ะ

 

โดย: Baibua 9 กุมภาพันธ์ 2554 1:33:29 น.  

 

ตามมาแล้น หลังจากที่ดองไว้
เออแฮะ ท่านยมฑูตอยู่บนโลกมนุษย์นานไปนะเนี้ย ค่อยๆ มีความรู้สึกห่วงกังวลขึ้นมามั่งแล้วงัยคะ...
ว่าแต่จะเข้มไปไหนคะ

 

โดย: จางงี้(จูเลี่ยนจาง) (ChuengNgee ) 11 กุมภาพันธ์ 2554 20:07:34 น.  

 

มาร่วมอ่านด้วยค่ะ หลังจากหายไปนาน เพิ่งจะได้ข่าวว่าหลี่เชี่ยนมาเที่ยวเมืองไทยเมื่อปีที่แล้วด้วยล่ะ เสียดายที่เพิ่งจะรู้ นิยายตอนนี้นางเอกก็ยังเป็นน้องหลี่เหมือนเดิม จขบ สู้ ๆ ค่ะเป็นกำลังใจให้ จะตามมาอ่านนะคะ

 

โดย: Mayple016 IP: 27.55.7.87 2 มิถุนายน 2555 11:28:35 น.  

 

ท่านเมย์ ยังใช้เบอร์เดิมมั้ย ข่าวหนูหลี่เค้ารู้นานแล้ว แต่ก็ไม่รู้จะไปอัพเดทบอกใคร เพราะบรรดาคนที่ชอบก็หายหน้าไปหมดแล้ว ตอนนี้เค้าก็กลายเป็นแม่ยกฟงถาวรแล้ว

 

โดย: มิโดริ (momoka ) 27 กรกฎาคม 2555 23:31:54 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


momoka
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ลิขสิทธิ์งานเขียนทุกชิ้นในบล็อกแห่งนี้เป็นของผู้เขียนตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือนำไปเผยแพร่ต่อ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดๆ ก็ตามโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของผลงาน
Friends' blogs
[Add momoka's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.