Whenever You Are Confronted With An Opponent. Conqure Him With LOVE... Mahatma Gandhi
Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2550
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
19 ตุลาคม 2550
 
All Blogs
 
แง่คิดดีดีของชายชราผู้จากไป กับ ศิลาอาถรรพ์




เมื่อ 3-4 วันก่อน ได้รับ Forward Mail (จากพี่ที่เรียนด้วยกันคนหนึ่ง ซึ่งเขาเพิ่งสูญเสียพี่ชายไปเมื่อสัปดาห์ก่อน) เรื่อง แง่คิดดีๆ จากชายชราผู้จากไป เล่าโดยคุณพิษณุ นิลกลัด ลงในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 6 มกราคม 2549

คุณพิษณุ ได้เล่าว่า ได้ไปงานศพของชายวัย 81 ปี ที่รู้จักกันมายาวนาน และรักเสมือนญาติ โดยก่อนชายชราผู้นี้จะเสียชีวิต ได้บอกภรรยาและลูกว่าให้ตั้งสวดแค่ 3 วัน แล้วเผาเลย ไม่ต้องบอกใครให้วุ่นวาย อย่าเศร้า อย่าร้องไห้ ทุกคนต้องมีวันนี้ เพียงแต่เขาอยู่หัวแถวเลยต้องไปก่อน

คนที่ไปร่วมงานสวด น้อยมาก คือ เมีย ลูก หลานเขย สะใภ้ และคุณพิษณุซึ่งเป็นคนนอก และวันสวดวันสุดท้ายมีเพิ่มอีก 3 คน คือ เพื่อนบ้านที่เคยคุยด้วยเกือบทุกเย็นคนหนึ่ง แม่ค้าล็อตเตอรี่ที่เคยยืมเงินแล้วไม่มีสตังค์จ่าย เลยเอาล็อตเตอรี่ทยอยผ่อนใช้หนี้แทนเงินงวดละสองใบคนหนึ่ง และคนสุดท้ายเป็นหญิงที่ผู้ตายเคยผูกปิ่นโตทุกมื้อเย็น

หลังฌาปนกิจพระกระซิบถามเจ้าหน้าที่วัดว่าเจ้าของงานจ่ายเงินค่าศาลาสวดพระอภิธรรมแล้วหรือยัง พระท่านคงไม่เคยเห็นงานศพที่มีคนน้อย ซึ่งจริงๆ แล้วผู้ตายเป็นคนค่อนข้างมีสตังค์ ทำงานธนาคารแห่งประเทศไทยจนเกษียณอายุที่ตำแหน่งหัวหน้าหน่วย แต่ด้วยความที่รักและศรัทธา อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตผู้ว่าการแบงค์ชาติ จึงดำเนินชีวิตแบบไม่ปรารถนาให้ใครเดือนร้อน - แม้กระทั่งวันตาย

คุณพิษณุเล่าว่า ชายชราผู้นี้มักมีแง่คิดดีๆ ให้เสมอ ตลอดระยะเวลาที่สนิทกัน เป็นแง่คิดดีๆ ที่นำมาใช้ในการดำรงชีวิต เช่น วันหนึ่งเขารู้ว่าขโมยยกชุดกอล์ฟของคุณพิษณุไปสองชุดราคา 4 แสนกว่าบาท เขาก็ปลอบใจว่า "ของที่หายเป็นของฟุ่มเฟือยของเรา แต่มันอาจเป็นของจำเป็นสำหรับลูกเมียครอบครัวเขา คิดซะว่าได้ทำบุญ จะได้ไม่ทุกข์"



คุณพิษณุคิดว่า เขามีวิธีคิดแบบ "เท่ๆ" เป็นต้นว่า สุขและทุกข์อยู่รอบตัวเรา อยู่ที่ว่าเราจะเลือกหยิบเลือกคว้าอะไร และคงเป็นเพราะเขาเลือกคว้าแต่ความสุข ช่วงปีสุดท้ายของชีวิตเขาต่อสู้กับโรคชรา เบาหวาน หัวใจ ความดัน เกาต์ และไตทำงานเพียง 5 เปอร์เซ็นต์โดยไม่ปริปากบ่น แถมยังสามารถให้ลูกชายขับรถพาเที่ยวในวันหยุดสุดสัปดาห์โดยที่ตัวเองต้องหิ้วถุงปัสสาวะไปด้วยตลอดเวลาเนื่องจากไตไม่ทำงาน ปัสสาวะเองไม่ได้

6 เดือนสุดท้ายของชีวิตต้องนอนโรงพยาบาลสามวันนอนบ้านสี่วันสลับกันไป เวลาลูกหลานหรือเพื่อนของลูกรวมทั้งผมด้วยไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล เขามีแรงพูดติดต่อกันไม่เกิน 10 นาที แต่ 10 นาทีที่พูดมีแต่เรื่องสนุกสนานเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากคนไปเยี่ยมไข้ ทุกคนพูดตรงกันว่า "คุณตาไม่เห็นเหมือนคนป่วยเลย ตลกเหมือนเดิม" พอแขกกลับ ลูกหลานถามว่าทำไมคุยแต่เรื่องตลก เขาตอบว่า "ถ้าคุยแต่เรื่องเจ็บป่วย วันหลังใคร เขาจะอยากมาเยี่ยมอีก" เขาเป็นคนชอบคุยกับผู้คนไม่ว่าจะอยู่บนเตียงคนไข้หรืออยู่บนรถแท็กซี่


บ่อยครั้งที่นั่งรถถึงหน้าบ้านแล้ว แต่สั่งให้โชเฟอร์ขับวนรอบหมู่บ้านเพราะยังคุยไม่จบเรื่อง แล้วจ่ายเงินตามมิเตอร์ !


4 เดือนสุดท้ายของชีวิต แพทย์ที่รักษาโรคไตมาตั้งแต่สมัยเป็นแพทย์อินเทิร์นจนกระทั่งเป็นหัวหน้าแผนกแนะนำให้พักรักษาตัวในโรงพยาบาลให้แข็งแรงแล้วค่อยกลับบ้าน แต่อยู่ได้ 4 วันเขาวิงวอนหมอว่าขอกลับบ้าน หมอซึ่งรักษากันมา 16 ปีไม่ยอม เขาพูดกับหมอด้วยความสุภาพว่า "ขอให้ผมกลับบ้านเถอะ ผมอยากฟังเสียงนกร้อง คุณหมอไม่รู้หรอกว่าคนคิดถึงบ้านมันเป็นอย่างไร เพราะพอเสร็จงานหมอก็กลับบ้าน" หมอได้ฟังแล้วหมดทางสู้ ยอมให้คนไข้กลับบ้าน แต่กำชับให้มาตรวจตรงตามเวลานัดทุกครั้ง


1 เดือนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต เขาสูญเสียการควบคุมอวัยวะของร่างกายเกือบทั้งหมด เคลื่อนไหวได้อย่างเดียวคือกะพริบตา แต่แพทย์บอกว่าสมองของเขายังดีมาก เวลาลูกเมียพูดคุยด้วยต้องบอกว่า "ถ้าได้ยินพ่อกะพริบตาสองที"

เขากะพริบตาสองทีทุกครั้ง !
เห็นแล้วทั้งดีใจและใจหาย

เขายังรับรู้ แต่พูดไม่ได้ นี่กระมังที่เรียกว่าถูกขังในร่างของตนเอง

สิบวันก่อนพลัดพราก ภรรยากระซิบข้างหูว่า "พ่อสู้นะ"
เขาไม่กะพริบตาซะแล้วทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้สองเดือนเคยตอบว่า "สู้"

เขาสู้กับสารพัดโรคด้วยความเข้าใจโรค สู้ชนิดที่หมอออกปากว่า "คุณลุงแกสู้จริงๆ"

ตอนที่วางดอกไม้จันทน์ แกพูดกับลูกเมื่อสี่เดือนก่อนว่า "โรคภัยมันเอาร่างกายของพ่อไปแล้ว อย่าให้มันเอาใจของเราไปด้วย"

ตอนที่อ่าน mail นี้ ก็นึกถึงงานศพพี่ชายของพี่คนที่ส่ง mail นี้มาให้ ซึ่งกำหนดสวด 3 วันแล้วเผาเลย เหมือนกัน เราเองได้ไปร่วมงานวันแรก ซึ่งมีคนมาร่วมงาน 10 กว่าคน เป็นเพื่อนร่วมงานที่ทำงานของพี่เค้า กับเราและเพื่อนอีกคนที่เป็นเพื่อนเรียน ป.โท ด้วยกัน นอกจากพี่น้องและหลานผู้ตายแล้ว คนที่ไปร่วมงานไม่มีใครแต่งดำเลยสักคน เนื่องจากเพิ่งรู้กระทันหัน ส่วนเราเองรู้ก่อนแล้ว แต่ตัดสินใจกระทันหันที่จะไปร่วมงานวันนั้น งานเลยดูไม่เศร้าโศกมากนัก


ซึ่งเราคิดว่าเป็นบรรยากาศงานศพที่ดีงานหนึ่งนะ ...

ไม่ใช่เพราะเราไม่เสียใจกับพี่เค้าที่เสียพี่ชายไป แต่เรากลับได้คิดว่า งานศพไม่จำเป็นต้องทำบรรยากาศให้เศร้าเสมอไป ความเศร้าที่เห็นการสูญเสียมันอวลอยู่ในใจอยู่แล้ว (เราเองปีนี้ก็สูญเสียไป 2 ครั้งแล้ว) และได้แต่หวังว่าคนตายคงไปอยู่ในที่สงบสุข และไม่เจ็บไม่ปวดเหมือนตอนยังอยู่อีกแล้ว แต่ก็ไม่ใช่ว่า คนที่มาในงานเอาแต่พูดคุยสนุนสนานเฮฮาแต่อย่างเดียว เราตั้งใจฟังพระสวด แม้จะไม่เข้าใจเลยสักคำ ว่าหมายความว่าอย่างไร แต่ระหว่างนั้น เรากลับคิดถึง ภาวนาให้คนตายมีความสุข มีภพที่สงบสุข อย่าเป็นกังวลกับคนอยู่ เราคิดถึงว่าวันข้างหน้า เราก็คงต้องเจอกับการสูญเสียอีก เพราะเมื่อเกิด แล้วก็มีดับ ขณะเดียวกันก็แอบภาวนาให้คนที่เรารักและผูกพันอยู่กับเราไปนานๆ

แล้วอีกอย่างที่เราแอบนึกถึงในวันนั้น คือ ประโยคในหนึ่งใน Harry Potter ตอน Harry Potter and The Sorcerer’s Stone ที่ Harry ถาม Albus Dumbledore เมื่อรู้ว่าศิลาอาถรรพ์ถูกทำลายไปแล้วว่า Nicholas Flamel กับภรรยาของเขาต้องตายใช่มั้ย แล้ว Dumbledore ตอบว่า
“สำหรับจิตใจที่จัดระเบียบดีแล้ว ความตายก็เป็นการผจญภัยที่ยิ่งใหญ่อีกอย่างหนึ่งเท่านั้น เธอรู้ไหม ศิลาอาถรรพ์ไม่ใช่สิ่งวิเศษที่แท้จริงหรอก การมีเงินมากหรือมีชีวิตยาวนานเท่าที่ต้องการน่ะรึ! นั่นเป็นสองสิ่งที่มนุษย์ส่วนใหญ่ต้องการมีมากกว่าสิ่งไหน
...แต่ปัญหาก็คือ มนุษย์มักมีความสามารถพิเศษในการต้องการสิ่งที่แย่ที่สุดให้ตัวเองเสมอ”



ขอมีความสุขกับฤดูหนาวที่มาเร็วกว่าปกตินะคะ











Create Date : 19 ตุลาคม 2550
Last Update : 19 ตุลาคม 2550 15:43:06 น. 2 comments
Counter : 326 Pageviews.

 
หวัดดีจ้า น้อง myouzhny
เข้ามาอ่านแล้วนะตามคำเชิญ

ขอบคุณที่ไปร่วมงานในวันนั้น
ขอบคุณสำหรับความรู้สึกดี ๆ ที่มีต่อกัน

สุดท้าย........................
ขอบคุณ เจ.เค.โรวลิ่ง.............ที่ฝากข้อคิดผ่านมาทางอาจารย์ใหญ่โรงเรียนฮอกวอร์ต

ว่าแต่.............................
โรงเรียนนี้อยู่ที่ไหนหนอ
จบโทแล้วว่าจะไปสมัครเรียนต่ออ่ะ
ไม่รู้ว่าค่าหน่วยกิตจะแพงป่าว

^___________________^

Have a nice day





โดย: ฟังพิรุณคร่ำครวญในหอน้อย IP: 124.120.77.81 วันที่: 21 ตุลาคม 2550 เวลา:23:58:49 น.  

 
เราก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะพี่
อยากไปเรียนที่นั่นเหมือนกัน
อยากเจอรอนกะเฮอร์ไมโอนี น่ะค่ะ
ที่สำคัญ อยากเจอ ศจ.สเนป มากๆ
.....
อยากถามวิธีฝึกสกัดใจ ว่าต้องทำอย่างไร
ไม่ชอบให้คนมาอ่านใจออกน่ะค่ะ

อิ อิ ...
ก็มันฟุ้งซ่านตลอดเวลา
ขืนใครมาอ่านใจ คงคิดว่าเราเป็นบ้าแน่ๆ เล้ย


โดย: myouzhny วันที่: 7 พฤศจิกายน 2550 เวลา:8:15:47 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

myouzhny
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add myouzhny's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.