ข้าคือ Sa'kyo
Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2552
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
19 พฤศจิกายน 2552
 
All Blogs
 

-Love is...- Vol.3 >>>The end<<<

"...ข้าฆ่าเจ้าแน่ ถ้าเจ้าไม่เม้นต์..."



ตอนจบมาละ... แน่จริงอ่านทีละบรรทัดนะ... อย่าได้เลื่อนไปดูตอนจบก่อน... เจ๋งจริงต้องลุ้นได้ดิ...โฮ๊ะๆ
หาเพลงมาประกอบ...อิอิ... เข้ากันเกิ๊น....

>>>>


ถ้าพูดคำว่า “รัก” เร็วกว่านี้ ทุกอย่างจะเป็นแบบไหน...มันอาจจะไม่เป็นอย่างที่เป็นอยู่อย่างนี้ก็เป็นได้...ใช่มั้ย?...

เพียงเพราะเขามันแค่คนปากหนัก...เพียงเพราะเขาเป็นคนไม่รู้จักลืมอะไรอย่างที่ใครๆ คิด... และหากเขาพยายามอีกสักนิด เธอคงไม่ดิ้นรนไปตามหาเขาไกลขนาดนั้น...และเธอคงไม่...

“ทางเราพยายามอย่างเต็มที่ครับ แต่คนไข้เสียเลือดมาก และคงไม่สามารถผ่านคืนนี้ไปได้...หมอเสียใจด้วยนะครับ”

ประโยคนี้มันฝังใจของมะเหมี่ยวมาตั้งแต่ตอนที่จอยจากเขาไป... และเขาหวังว่าตอนนี้ประโยคนี้จะไม่มาย้ำเตือนอดีตที่แสนจะเลวร้ายนั้นอีก...

ขออย่าให้นายแพทย์ที่อยู่ในห้องฉุกเฉินออกมาพูดประโยคนี้กับเขาอีกครั้งเลย... ไม่อย่างนั้นเขาต้องตายทั้งอย่างนี้จริงๆ... เขาทนรับเรื่องแบบนั้นไม่ได้เป็นครั้งที่สองแล้ว...

ไฟในห้องฉุกเฉินยังคงสว่างอยู่...มะเหมี่ยวรู้ว่าข้างในนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง เพราะเขาก็เคยอยู่ในห้องแบบนั้น... แต่ที่เขาไม่รู้เลยก็คือ ผลจะออกมาเป็นยังไง...

เขาขึ้นเครื่องมาที่อินเดียทันทีที่รู้ข่าว และน้อยหน่าถูกช่วยออกมาจากซากเครื่องบินหลังจากที่เขามาถึงไม่นาน แต่ไม่ได้ปลอดภัยอย่างที่หวัง มันคือปาฏิหาริย์หรือเปล่าเขาก็ไม่สามารถบอกได้ เพราะเธอคือคนๆ เดียวที่รอดชีวิต แต่...อยู่ในอาการที่ทุกคนไม่คาดหวังว่าเธอจะรอด...

“หนูหน่าไม่เป็นไรหรอกลูก... พระเจ้าจะคุ้มครองเธอ” มะเหมี่ยวไม่สนองตอบต่อคำปลอบโยนของบิดา เขามีเพียงแค่อาการนั่งมองประตูห้องฉุกเฉินนิ่งงันเท่านั้น...

“ท่านคะ!” เสียงเรียกด้วยความร้อนรนนั้นทำให้พ่อของมะเหมี่ยวหันไปมอง หญิงสาวรูปร่างสูงเพรียวคนหนึ่งยืนหน้าตาตื่นอยู่ไม่ไกล นายจุลจักรจำได้ดี เพราะเธอเคยมาเยี่ยมคนรักของบุตรสาวเมื่อหลายเดือนก่อน... เนตรดารา พี่สาวของน้อยหน่า

“หนูเน”

“หน่า...เป็นยังไงคะ?”

“ยังอยู่ในห้องฉุกเฉินอยู่เลย พ่อเพิ่งมาถึงไม่นาน แล้วนี่หนูเนมาได้ยังไง?” เขาถาม เมื่อหญิงสาวนั่งลงข้างกาย

“ชมพู่โทรไปบอก เนเลยรีบต่อเครื่องจากสวิตฯ มาค่ะ มันเกิดอะไรขึ้น? ทำไม?” เนถามเสียงเบา เมื่อเหลือบไปเห็นท่าทางราวกับคนไร้วิญญาณของมะเหมี่ยว...

“หนูหน่าเป็นห่วงเหมี่ยวที่ไปทำงานที่อัฟกันฯ เธอเลยบินไปหา แล้ว...”

“พระเจ้า!” เนอุทานเสียงเบา... เธอรู้ดีว่าน้องสาวของเธอนั้นรักมะเหมี่ยวแค่ไหน แต่ไม่นึกว่าจะมากจนทำอะไรหุนหันพลันแล่นขนาดนั้น... น้องสาวคนเดียวของเธอ...

“หนูหน่าต้องปลอดภัย...” เขาพูดได้เพียงเท่านั้นเป็นการปลอบใจ เนตรดาราแทบเป็นลม เธอรู้สึกใจหวิวไหวจนแทบทรงตัวไม่ได้... ซึ่งนั้นไม่ต่างอะไรกับมะเหมี่ยวเลย...

“ขออย่าให้น้องเป็นอะไรเลย...”








ผ่านไปสี่ชั่วโมงแล้ว... แต่ไฟในห้องฉุกเฉินยังคงเปิดอยู่...มีนายแพทย์ และพยาบาลเดินเข้าออกเป็นระยะ ทุกครั้ง อดีตท่านทูตฯ จะลุกขึ้นถามทุกครั้ง แต่คำตอบก็เหมือนเดิมว่าการรักษายังไม่เสร็จสิ้น จนทั้งคนถามและพี่สาวคนเจ็บต่างท้อไปตามกัน การเดินทางมาที่อินเดียทำเอาเนตรดาราที่เพิ่งคลอดบุตรไม่นานเหนื่อยอ่อน บิดาของมะเหมี่ยวจึงเป็นธุระจัดการ พาเธอไปจ้องโรงแรมที่พัก... เหลือไว้แต่มะเหมี่ยวที่ยังคงปักหลักนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม

ไฟที่หน้าห้องฉุกเฉินดับลงในที่สุด มะเหมี่ยวทะลึ่งพรวดลุกขึ้นยืนก่อนที่ประตูห้องจะเปิดด้วยซ้ำ อีกสองนาทีต่อมาถึงมีนายแพทย์และพยาบาลออกมายืนตรงหน้าเขา

“ญาติของผู้บาดเจ็บใช่ไหมครับ” ภาษาอังกฤษสำเนียงแปร่งนั้นทำเอามะเหมี่ยวขมวดคิ้วยุ่ง แต่ก็ไม่เกินความสามารถที่จะจับใจความ

“ค่ะ”

“เธอพ้นขีดอันตรายแล้วครับ” ประโยคเดียวสั้นๆ นั้นทำให้มะเหมี่ยวถึงกับน้ำตาหยดทันที มือของเขาสั่น ความจริงต้องบอกว่าเขาสั่นไปทั้งตัวเลยก็ว่าได้...

เธอปลอดภัยแล้ว... เธอปลอดภัยแล้ว...

“ขอบคุณ...ขอบคุณจริงๆ” เสียงของเขาสะท้าน ในอกกล้ามเนื้อก้อนเล็กๆ กำลังเต้นตุบๆ รัวเร็วจนยากที่จะห้าม มันเหมือนกับเขาได้คืนชีพหลังจากที่ตายไปแล้วยังไงยังงั้น...

เธอยังอยู่บนโลกนี้กับเขา อยู่บนโลกใบเดียวกับเขา... เธอจะกลับมาเคียงข้างเขาอีกครั้ง... เธอจะโอบกอดเขา อ้อมกอดที่แสนอบอุ่นของเธอ...

“แต่ไม่ใช่ทั้งหมดนะครับ” มะเหมี่ยวถึงกับค้าง เมื่อประโยคนี้แทรกเข้ามาในกระแสความยินดี มันหมายความว่ายังไง?

“หมายความว่ายังไง? ไม่ใช่ทั้งหมด?”

“เชิญคุณมาทางนี้ครับ เราต้องคุยกันยาว” นายแพทย์ผายมือไปอีกทาง ก่อนจะเดินนำมะเหมี่ยวไป

มะเหมี่ยวก้าวขาตามไปอย่างงงงวย และเหมือนสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ตลอดเวลาที่ทำงานมา เขารู้ดี หากต้องเดินตามนายแพทย์ไปยังห้องตรวจ นั่นหมายความว่า อาการของคนไข้ ไม่ได้ปลอดภัยอย่างที่หวังเป็นแน่...


ไม่นะ...เขาไม่ยอมให้อะไรมาพรากเธอไปจากเขานะ...







ร่างสูงของมะเหมี่ยวอยู่ในชุดฆ่าเชื้อ มือของเขาแตะแผ่วเบาบนมือบางที่ซีดเซียวของคนรัก แขนของเธอมีสายระโยงระยางเต็มไปหมด แววตาของเขาเจ็บปวด ทรมาน เหมือนคนที่ตายไปแล้วและวิญญาณกำลังถูกแผดเผา..

...เธออาการพ้นขีดอันตรายแล้วก็จริง แต่เธอยังไม่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ เธอมีกระดูกที่หักหลายที่ ทั้งแขน ขา ซี่โครง แต่นั่นไม่ร้ายแรงเท่ากับอาการสมองบวมจากการกระแทกอย่างแรง สมองของเธอบอบช้ำมาก ปอดของเธอฉีกขาดถึงทางเราจะทำการรักษาแล้วก็ตาม แต่หากร่างกายของเธอไม่สนองตอบมันก็ยากที่จะรอด... ที่สำคัญ มีสะเก็ดบางอย่างที่คาดว่าน่าจะเป็น ชิ้นส่วนโลหะ ฝั่งอยู่ที่บริเวณไขสันหลังตรงเส้นประสาทส่วนล่างของเธอ เรายังไม่สามารถผ่าตัดออกได้ ร่างกายของเธอไม่พร้อมสำหรับการผ่าตัดครั้งนี้ หากเธอรอด...เธออาจจะไม่สามารถเดินได้อีก เพราะเส้นประสาทส่วนนี้ของเธอถูกทำลาย...

มะเหมี่ยวพูดไม่ออก หลังจากที่ได้รับฟังเรื่องเหล่านั้น... เธออาจจะไม่รอด... หากไม่ผ่าตัดอีกครั้ง แต่ร่างกายของเธอไม่พร้อม...

ทั้งอาการทางสมอง ปอด ไหนจะเรื่องชิ้นโลหะนั่นอีก...

ร่างของเขาทรุดทรงคุกเข่าข้างเตียง แนบแก้มกับมือบอบบางของเธอ แววตาของเขาเหมือนจะปริ่มเต็มไปด้วยน้ำตา แต่ความเป็นจริงมันแห้งผาก ริมฝีปากสั่นระริก... ทำไมเรื่องเหล่านี้ต้องมาเกิดกับเธอ...

ทำไมถึงต้องทำให้เธอต้องทรมานอย่างนี้...

ทำไมคนที่เจ็บไม่ใช่เขา...

“อย่าเป็นอะไรนะหน่า...ขอร้อง...อย่าทิ้งฉันไปนะ...ได้โปรดเถอะ” น้ำเสียงของเขาเบาหวิว สั่นพร่า ไม่มีปฏิกิริยาอะไรจากเธอทั้งนั้น... มีเพียงเสียงเครื่องวัดคลื่นหัวใจ ชีพจรที่ดังอยู่อย่างสม่ำเสมอ... ไม่มีอะไรมากกว่านั้น...ไม่มีอะไรเลย...




ย่างเข้าสู่วันที่สองหลังจากที่ช่วยชีวิตน้อยหน่าได้... เธอยังคงนอนนิ่ง... ไร้ความรู้สึก แต่คนที่รู้สึกคือคนที่ยืนหายใจอยู่... เธอกำลังเจ็บปวด เขารู้ และเขาก็ทรมานไม่ต่างกัน...

อีกครั้งแล้วหรือที่เขาทำอะไรไม่ได้เลย ต้องปล่อยให้เธอทุกข์ทรมานอย่างนี้...

“ผมคิดว่าเราต้องตัดสินใจผ่าตัด หากทางญาติจะอนุญาต เพราะเธออาจจะมีโอกาสรอดมากขึ้น...” นายแพทย์เจ้าของไข้เอ่ยขึ้นหลังจากเข้ามาตรวจอาการของน้อยหน่า

“โอกาสรอดตอนนี้ของเธอคือเท่าไหร่คะ?” เนตรดาราเอ่ยถาม นายแพทย์ถอนหายใจ มองไปที่ร่างบางบนเตียง

“หากไม่ผ่าตัด เธอคงอยู่ได้อีกไม่นาน แม้อาการทางสมองจะดีขึ้นก็จริง แต่ชิ้นส่วนโลหะที่ฝังอยู่ที่ไขสันหลังนั่นจะทำให้เธอมีอาหารแทรกซ้อน นั่นอาจหมายถึงชีวิตของเธอ”

“แล้วถ้าผ่าตัดล่ะครับ มันจะไม่เสี่ยงไปหรือ คุณบอกเราว่าร่างกายของเธอไม่พร้อม” พ่อของมะเหมี่ยวถามขึ้น

“มันเสี่ยงมากครับกับการที่จะผ่าตัดตอนนี้...แต่หากไม่ทำอะไรเลย...เธอจะทรมาน” คำพูดของนายแพทย์ทำเอาเนตรดาราแทบทรุด ดีว่าพ่อของมะเหมี่ยวพยุงไว้ทัน

“เธอมีโอกาสรอดไหมครับ หากผ่าตัด” เขาถามอีก แต่ไม่ได้รับคำตอบของนายแพทย์ใหญ่ เพราะมันเป็นคำตอบที่พูดยากจริงๆ

“สามสิบเปอร์เซ็นต์...” มะเหมี่ยวพูดเสียงเบา...ทุกคนหันไปมองเขาที่อยู่ในชุดฆ่าเชื้อข้างเตียงของน้อยหน่า มือของเขากุมมือของเธอไว้

“นั่นคือโอกาสรอดของเธอใช่มั้ย?” เขาไม่ละสายตาจากใบหน้าที่มีผ้าพันแผลติดอยู่แม้คำถามจะถูกถามออกมาเช่นกัน

“ประมาณนั้นครับ” นายแพทย์ตอบ...ซึ่งความจริงแล้วมันอาจจะน้อยกว่านั้นด้วยซ้ำ มะเหมี่ยวรู้ดี...ที่เขาบอกว่าสามสิบ มันคือการปลอบใจตัวเองเท่านั้น

“แต่เธอจะไม่รอด หากไม่เอาเศษชิ้นส่วนนั่นออก” เนตรดารากลั้นน้ำตาไม่อยู่แล้ว เมื่อคำพูดของแพทย์ตอกย้ำชะตากรรมของน้องสาวของเธอ

“ขึ้นอยู่กับทางญาตินะครับ” ทุกคนเงียบกริบมีเพียงเสียงสะอื้นของเนตรดารา และเสียงเครื่องตรวจวัดคลื่นหัวใจที่ดังอยู่ เหมือนวันก่อนๆ มะเหมี่ยวเองก็นิ่งเงียบ...

เขาไม่มีทางยอมให้เธอจากเขาไปหรอก

“เธอจะต้องผ่าตัด...” มะเหมี่ยวพูดออกมาในที่สุด ทุกคนหันไปมองเขา... “เราต้องเสี่ยง แม้จะเเค่สามสิบเปอร์เซ็นต์ เราก็ต้องเสี่ยง เหมี่ยวไม่ยอมเสียหน่าไป...ไม่ว่าอะไรก็จะพรากเธอไปไม่ได้... พี่เน...” มะเหมี่ยวกันมาสบตากับเนตรดารา สายตาของเขาเต็มไปด้วยแววขอร้อง...

“แต่...ถ้าพลาด...”

“ได้โปรดเถอะคะ...ได้โปรด” เสียงของมะเหมี่ยวแทบจะกลายเป็นโหยหวน เพียงแค่มันเบาหวิว

มันก็ดีกว่ามองเห็นน้องสาวของเธอจากไปโดยที่ไม่ทำอะไรไม่ใช่เหรอ...

“เหมี่ยวจะรวมผ่าตัดในครั้งนี้ด้วย...” เขาพูด และหันไปพูดกับนายแพทย์ด้วยภาษาอังกฤษ

“ฉันเป็นหมอ...มีใบประกอบโรคศิลป์ หรือคุณจะเช็คกับทางโรงพยาบาลที่เบอลินก็ได้...แต่ไม่ว่าจะยังไง ต่อให้ผิดกฎแค่ไหน ฉันก็ต้องเข้าร่วมการผ่าตัดครั้งนี้... เธอต้องรอด...” มะเหมี่ยวยืนยันหนักแน่น จนนายแพทย์ทำท่าทีหนักใจ... มันผิดกฎระเบียบจริงๆ นั่นแหละ หากจะให้แพทย์จากที่อื่นมาทำการผ่าตัด เป็นอะไรที่ค่อนข้างจะซับซ้อนทีเดียว

“ถ้ามะเหมี่ยวยืนยัน... ฉันขอให้มีการผ่าตัดโดยที่มีญาติของฉันคนนี้ร่วมด้วย” เนตรดารายืนยันความตั้งใจ

“แต่...”

“ฉันพร้อมจะเซ็นต์ทุกอย่างที่จะไม่ทำให้พวกคุณเดือดร้อนหากเกิดกรณีที่ไม่คาดฝัน...” เนตรดาราพูดขึ้นอีก...จนนายแพทย์ไม่สามารถค้านได้

“เราจะเดินเรื่องให้เร็วที่สุดครับ”

“การผ่าตัดต้องเริ่มเร็วที่สุด... ช่วยเร่งด้วยนะคะ” มะเหมี่ยวเอ่ยขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะหันไปมองร่างที่นอนแน่นิ่งบนเตียงสีขาวสะอาดนั้น ไม่สนใจว่าจะมีการสนทนาอะไรอีก

แววตาของเขามีแววมุ่งมั่น คาดหวัง... แม้จะเหลือเพียงแค่หนึ่งเปอร์เซ็นต์ หรือไม่มีโอกาสเลย เขาก็จะทำทุกอย่าง...

“ฉันจะไม่ยอมให้เธอทิ้งฉันไปแบบนี้... หน่า... ช่วยฉันด้วยนะ...เราต้องอยู่ด้วยกัน”










ประตูห้องผ่าตัดถูกเปิดออกในเช้าวันต่อมา ร่างของน้อยหน่าอยู่ในนั้น และมะเหมี่ยวก็เดินเข้าไป มีเพียงประตูที่ปิดสนิทตามหลังมาและไฟฉุกเฉินก็สว่างวาบขึ้นที่หน้าประตู...

สิ่งเดียวที่ทุกคนหวังก็คือปาฏิหาริย์... ปาฏิหาริย์ที่จะช่วยให้น้อยหน่าปลอดภัยอีกครั้ง คำภาวนาจากคนชมพู่และพริกในเยอรมัน กำลังใจน้อยนิดที่อยู่ตรงหน้าห้องผ่าตัด... และความมุ่งมั่นของมะเหมี่ยว...มันจะทำให้เกิดปาฏิหาริย์ได้หรือเปล่า...


พระเจ้า...อย่าใจร้ายกับทุกคนเลย...








มีสักกี่ครั้งที่มนุษย์เราจะได้เรียนรู้และได้ทำความรู้จักความรักกันนะ...

นานแค่ไหนแล้วที่เธอมีความรักให้กับคนคนหนึ่ง...

ครั้งที่เธอรับรู้ถึงความแตกต่างระหว่างคู่แฝดคู่นี้ และเพียงชั่ววินาที เธอก็ถูกสายตาของเขาดึงดูดเข้าไปอยู่ในบ่วงเสน่ห์จนไม่สามารถกลับออกจากวังวนนั้นได้...

รอยยิ้มของเขาแตกต่างจากเพื่อนของเธอ... มันทำให้หัวใจของเธอเต้นไม่ถูกจังหวะ... แววตาหวานแพรวพราว แม้ใบหน้าจะเหมือนกับเพื่อนรักของเธอ...แต่ความแตกต่างนั้นกลับทำให้เธอถอนตัวไม่ขึ้น...

เขาทำให้เธอหวั่นไหวในทุกอิริยาบถ เพียงแค่ปลายนิ้วเขาขยับ หัวใจของเธอก็กระตุกรัว หางตาของเขา แม้ว่าจะไม่ได้ชำเลืองมองมาทางเธอเลย แต่มันก็ดึงดูดให้เธอมองตามแผ่นหลังของเขาได้ตลอดเวลา...

เนิ่นนานขนาดไหนกันนะที่เธอลุ่มหลงอยู่ในเสน่ห์นั้น... ทั้งที่เธอไม่เคยจะได้ครอบครองตัวของเขา หัวใจของเขา... มีผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นกำแพงขวางกั้นอยู่ตลอดเวลา ผู้หญิงที่ไม่ว่าเธอจะพยายามแค่ไหน ก็ไม่เคยจะชนะเลยสักครั้ง แม้แต่ตอนนี้...ผู้หญิงคนนั้นจะไม่อยู่ในโลกใบนี้แล้ว...เธอก็ยังคงเป็นกำแพงที่มองไม่เห็น คอยขวางกั้นความรักของเธอ...

...ทำไมฉันถึงไม่เคยก้าวผ่านเธอไปได้เลย...จอย...

ทำไม...


“เธอแน่ใจเหรอว่าตอนนี้เธอไม่ได้ก้าวผ่านฉันไปแล้ว” เสียงหวานใสนั้นทำเอาร่างเพรียวสวยของน้อยหน่าหมุนคว้าง พยายามมองหาที่มาของเสียง

“ฉันอยู่ตรงนี้” เสียงนั้นดังขึ้นมาอีก แต่น้อยหน่าก็ยังมองไม่เห็นเจ้าตัว... มีเพียงเสียงหัวเราะเบาๆ เท่านั้น “ตรงนี้ไง...ตรงนี้” เสียงนั้นดังขึ้นอีก แต่น้อยหน่าก็ยังไม่เห็น

คิ้วสวยของเธอขมวดยุ่ง หงุดหงิดหัวใจ...ที่ไม่สามารถมองหาเจ้าของเสียงนั้นได้

“ว้า...เธอมองไม่เห็นฉันจริงๆ ด้วย”

“ใครน่ะ? แล้วอยู่ที่ไหน? ออกมาสิ?” น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความหงุดหงิด ยิ่งมีแต่เสียงหัวเราะลอยมาเข้าหูเธอก็ยิ่งโมโห..

“เธอมองไม่เห็นฉันหรอกหน่า...”

“ก็ออกมาสิ...มาคุยกันตรงๆ เธอเป็นใคร?” น้อยหน่าแผดเสียง...อยากกระทืบเท้านักเวลาหงุดหงิดแบบนี้มันน่าทำนักล่ะ

“ฉันก็คือกำแพงที่เธอไม่เคยก้าวผ่านไปไงล่ะ... ผู้หญิงที่เธอไม่เคยชนะ” ดวงตาของน้อยหน่าเบิกกว้าง

“จอย”...
“จอย?...เรียกฉันแบบนั้นเหรอ”

“เธอมาทำไมกัน... ยังไม่พอใจอีกหรือไง?” น้อยหน่าแผดเสียง... เธอกำลังโกรธและเจ็บปวดกับสิ่งที่ตัวเองได้รับรู้...

ผู้หญิงที่ได้ครอบครองทุกอย่างที่เธออยากได้...

“ฉันแค่อยากจะมาบอกอะไรเธอเท่านั้นน้อยหน่า...”

“ฉันไม่ฟัง... ออกไปจากหัวของฉันน่ะ...ออกไป..ออกไป๊” น้อยหน่าแผดเสียงไล่ น้ำตาแห่งความเจ็บปวดไหลริน

“ยังไม่พอใจเธออีกหรือไงจอย...ไม่พออีกเหรอไง?...ฉันไม่เหลืออะไรแล้ว...ไม่เหลือแล้ว” ร่างของเธอทรุดลงสะอื้นกับพื้นดินที่แห้งผาก เหมือนกับหัวใจของตัวเอง...

“เธอไม่เหลืออะไรจริงๆ แล้วจริงเหรอหน่า...” เสียงนั้นยังคงถามมา กระแสเสียงไม่มีวี่แววเยาะหยัน มีแต่ความอ่อนโยน...อ่อนหวาน

“...ไม่เหลือ...อะไรเลย...เขารักเธอ...รักแต่เธอ”... ภาพวาดในห้องนอนนั้นปรากฏอย่างชัดเจน มันกรีดหัวใจของเธอเป็นริ้วๆ บาดแผลลึกจนยากจะรักษาให้หาย

“หน่า...เธอลืมอะไรไปหรือเปล่า?... ลืมสิ่งเหล่านี้ไปแล้วเหรอ” น้อยหน่าค่อยเงยหน้ามองรอบกาย

ผืนดินดีที่เคยแห้งผาก ตอนนี้มีใบไม้สีแดงอมส้มปกคลุม สายลมเอื่อยอ่อนพัดจนมีใบไม้อีกจำนวนไม่น้อยร่วงลงมา เธอเงยหน้าขึ้นอีกก็เห็นต้นไม้เป็นร่มเงาให้เธอ ใบของมันทั้งต้นมีสีไม่แตกต่างกับที่ลอยอยู่ในอากาศ และที่ร่วงหล่นกับพื้นดิน ต้นอื่นๆ ก็เช่นกัน... ท้องฟ้าสีฟ้าใส สวยจนไม่อาจจะถอนสายตา...

“จำได้มั้ย? บรรยากาศแบบนี้? แล้วจำคนสองคนนี้ได้หรือเปล่า?” สิ้นเสียงนั้น ภาพคนคู่หนึ่งก็ปรากฏให้เห็น...

ผู้หญิงคนหนึ่งกำลังดึงใครอีกคนให้เดินตาม ก่อนที่ทั้งคู่จะเดินเคียงข้างกัน อ้อมกอดของร่างสูงที่คุ้นตานั้น มันทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาทันที...

นั่นมัน...ภาพวันที่เธอกับมะเหมี่ยวเด่นเล่นใน Park นี่นา...

“ลองดูดีๆ สิ” แล้วภาพก็เปลี่ยนไปอีก... บรรยากาศรอบกายของเธอเปลี่ยนไปอีกครั้ง

ภาพตอนเธออยู่เชียงใหม่... ตอนที่เธออยู่กรุงเทพ... ตอนที่เธอตัดสินใจมาเยอรมัน... ทุกอย่างมีมะเหมี่ยวอยู่ด้วยตลอด...

“เธอเห็นสายตาของเขาหรือเปล่าน้อยหน่า...เห็นสิ่งที่อยู่ในนั้นมั้ย?” ภาพกลับย้อนมาอีกครั้ง...

บรรยากาศในฤดูใบไม้ร่วงที่เมืองคีล ริมทะเลสาบตอนที่มะเหมี่ยวบอกเธอว่าจะไปทำงานต่างประเทศ...

“เธอเห็นหรือเปล่าหน่า...มองดูสิ...มองที่เขา...มองที่มะเหมี่ยว”

สายตาของมะเหมี่ยวที่จับจ้องมาที่ใบหน้าของเธอ...สายตานั้น...

“ไม่จริง... อย่ามาหลอกฉันอีกนะ...ฉันทรมานมากพอแล้ว...ได้โปรด...เขาไม่ได้รักฉันเลย...เขามองเห็นแต่เธอ...เขารักแต่เธอ...” น้อยหน่าสะอื้นไห้... ไม่รับฟังเสียงนั้นอีกต่อไป...


ภาพวันวานมันโหดร้ายกับความรู้สึกของเธอมากเกินไปแล้ว...







“คนไข้ไม่ตอบสนองแล้วค่ะ” เสียงของพยาบาลบอก เมื่อเห็นคลื่นชีพจรของเธอต่ำลงแทบไม่ตอบสนองอะไร

“ดึงเธอกลับมา...” มะเหมี่ยวตอบกลับอย่างรวดเร็ว...

“ปรับระดับเครื่อง!” เขาสั่ง ก่อนจะรับเครื่องปั้มหัวใจมาถือไว้...

“พร้อม” วินาทีต่อมาร่างของน้อยหน่า...ก็เด้งขึ้นมาแรงดีด

“เคลียร์!” ร่างของเธอยังคงกระตุกอย่างต่อเนื่อง จนคลื่นชีพจรตอบสนอง...

“ไม่ทันแล้ว... เราต้องเอาชิ้นโลหะออกเดี๋ยวนี้... เธอจะรับไม่ไหวแล้ว” นายแพทย์อีกคนพูดขึ้นด้วยอันดัง...

“ไม่ได้! ปอดของเธอมีเลือดซึมออกมาอีกแล้ว” นายแพทย์อีกคนขัดขึ้น...ชี้ไปที่จอขนาดใหญ่เทคโนโลยีทันสมัยที่ฉายภาพอวัยวะโดยรวมของเธอไว้มุมหนึ่ง... มะเหมี่ยวนิ่ง...

“เปิดแผลที่อกของเธอ...เราต้องห้ามเลือด” เขาสั่ง ทุกคนต่างทำตามอย่างพร้อมเพรียง...

...ได้โปรดหน่า... เธอต้องช่วยฉันนะ... หน่า...






น้อยหน่ายังคงนั่งร้องไห้... ตอนนี้เธอไม่ได้ยินเสียงหวานนั้นอีกแล้วมีแต่เสียงสะอื้นไห้ของตัวเอง แม้ภาพบรรยากาศจะยังเป็นภาพริมทะเลสาบก็ตาม...

ริมฝีปากของเขาขยับอยู่... เขาพูดอะไรนะ... เขาพูดว่าอะไรทำไมเธอไม่ได้ยินอะไรเลย... นอกจากเสียงสะอื้นของตัวเอง...

มะเหมี่ยวกำลังพูดอะไรอยู่นะ...





ไฟหน้าห้องฉุกเฉินดับลงไปแล้ว...หลังจากที่มะเหมี่ยวหายไปเกือบห้าชั่วโมง ตอนนี้เขาเดินออกมาข้างนอกอีกครั้ง...ใบหน้าของเขาดูซีดเซียว มีนายแพทย์เจ้าของไข้มาหยุดยืนข้างๆ

“เรียบร้อยใช่มั้ย?เหมี่ยว” บิดาของเขาถาม แต่มะเหมี่ยวนิ่งเงียบ ดังนั้นเป้าหมายต่อไปจึงเป็นนายแพทย์ที่ยืนอยู่ข้างกายของลูกสาว

“เราพยายามเต็มทีแล้ว... ที่เหลืออยู่ที่คนไข้ ...ผมหวังว่ามันจะมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นนะครับ” พูดจบนายแพทย์ใหญ่ก็ขอตัว ผละเดินออกไป เหลือเพียงมะเหมี่ยว เนตรดารา และบิดาของเขาเท่านั้น

มีคณะแพทย์และพยาบาลที่ทยอยพากันออกมา พร้อมกับร่างไร้สติของน้อยหน่าที่ค่อยๆ ถูกเข็นตามมา...ทั้งสามมองไปที่ร่างนั้นด้วยสายตาแห่งความปวดร้าว ก่อนที่ร่างของเธอจะถูกเข็นไปอีกห้องหนึ่งที่เตรียมไว้

“เหมี่ยว...” ผู้เป็นพ่อเอ่ยชื่อบุตรสาวเบาๆ และนั่นทำให้เขาได้เห็น หยดน้ำใสๆ ที่หยดออกมา...

“...” ไม่มีคำพูดอะไรจากปากของเขา... นอกจากใบหน้าที่ซบลงกับไหล่ของบิดา และร่างอันสั่นเทาเพราะแรงสะอื้น ....เนตรดาราทรุดลงกับม้านั่งหน้าห้องผ่าตัดปล่อยโฮออกมา...

“เหมี่ยว...” ผู้เป็นพ่อพูดได้แค่นั้นจริงๆ หรือต่อให้พูดอะไรได้มากกว่านั้น มะเหมี่ยวก็คงไม่สามารถรับรู้อะไรได้อีกแล้ว...







ถ้าจบแค่นี้...จะมีคนฆ่าซาน้อยอะเป่าอะ... หมี่ผัดขั้นเวลาปะ... หร่อยน้า... ทำเองกะมือ...
เหมือนนิยาย...ที่เขียนเองกะมือ... กร้ากกก... มันเลวร้ายสุดกู่ หรือดีสุดขีดกันน้อ....






โบสถ์คาทอริกใจกลางเมืองหลวงของประเทศอินเดียนั้น ไม่ได้หาได้ง่ายๆ อย่างที่คิด ประชากรส่วนมากของที่นี่นับถือศาสนาพุทธ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีโบสถ์คริสต์เลยทีเดียว...

ขาเรียวยาวของมะเหมี่ยวเดินขึ้นเนินเตี้ยๆ ขึ้นไป และผ่านรั้วเหล็กที่ประตูเปิดอ้าไว้ ก่อนที่เขาจะก้าวเดินไปผลักประตูโบสถ์ให้เปิดออก

ก่อนหน้านี้ เขาเพิ่งไปวัดของพุทธมา และไปอีกหลายที่ที่ได้รับรู้มาว่าศักดิ์สิทธิ์ เขาไปในทุกๆ แห่งที่พอจะอ้อนวอนให้เกิดปาฏิหาริย์ได้...

รูปปั้นพระเยซูบนไม้กางเขนที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า ใบหน้าที่เคยอ่อนหวานของเขาเงยขึ้นมอง สายตาของเขาดูสิ้นหวัง แห้งผาก... ใบหน้าอิดโรย... ก่อนจะค่อยทรุดกายลงคุกเข้าต่อหน้าพระองค์

ไม่มีคำพูดอะไรหลุดออกจาริมฝีปากบางที่เริ่มสั่นระริกนั้น... มือเรียวสวยของเขายกขึ้นประสานกันแนบกับอก ใบหน้าก้มต่ำ ปล่อยให้ความเศร้าโศกแผ่คลุมรอบกาย หยดน้ำตาที่ไหลนับครั้งไม่ถ้วนค่อยๆ รินไหลออกมาอีก...

เขาอ่อนแอ สิ้นหวัง ไร้กำลังใจ... ไร้เรี่ยวแรง... หมดสิ้นทุกอย่าง เพียงแค่รู้ว่าเธอกำลังจะจากเขาไป... และเขาก็ทำอะไรไม่ได้นอกจาก...เฝ้ามองอย่างเจ็บปวด...ทรมาน...

"พระเจ้า...โปรดเมตตาลูก อย่าพรากเธอไป...อย่าให้ลูกต้องอยู่โดดเดี๋ยวบนโลกนี้... อย่าทำให้หัวใจของลูกสลายอีกครั้งหนึ่งเลย......ได้โปรด" เสียงเขาแหบพร่า... สั่นไหว เช่นเดียวกับร่างที่สะท้านตามแรงสะอื้น...

เขาทำอะไรไม่ได้เลยหรือ... เขาจะรั้งเธอไว้ไม่ได้เลยหรือ...

“ได้โปรด...ฉันรักเธอนะหน่า... อย่าทิ้งฉันไป...ได้โปรด” เสียงของเขาแผ่วไหว... แต่สะท้านไปทั้งหัวใจที่แทบไม่เหลือรูปร่าง...

หากเขาต้องเสียเธอไป... เขาคงหมดลมหายใจจริงๆ

“ได้โปรด...”





“น้อยหน่า!!!” เสียงเรียกนั้นดัง เต็มไปด้วยแววเกรี้ยวกราด จนร่างที่เกือบจะคล้อยหลับของน้อยหน่าสะดุ้งเฮือก

รอบกายของเธอมืดสนิท มองอะไรไม่เห็น ราวกับคนตาบอด... น้อยหน่าหมุนคว้างอยู่ท่ามกลางความมืดนั้น... ความหวาดกลัวเข้ามาจู่โจมหัวใจทันที เมื่อคิดได้ว่า เธออยู่เพียงลำพังกับเสียงที่เธอไม่อยากได้ยิน

“เมื่อไหร่เธอจะนึกออกน้อยหน่า... เมื่อไหร่เธอจะเข้าใจ?... นึกให้ออกสิ! นึก!” เสียงนั้นตะโกนก้องจนเธอสะดุ้งอีกครั้ง...เธอหวาดกลัว...เธอกลัว

“กลัวอะไรหน่า...เธอกลัวอะไร? มีอะไรที่เธอต้องกลัว... เขาต่างหากที่กำลังกลัว”

“เขา?...ใคร? เธอหมายถึงใคร?” น้อยหน่าเอ่ยถามเสียงสั่น อากาศรอบๆ กายของเธอเริ่มเย็นเยียบ...มันวังเวง...

“มะเหมี่ยว... เขากำลังหวาดกลัว... เขากำลังกลัว...เธอทำให้เขาต้องกลัว” เสียงนั้นตอกย้ำเธออีกครั้ง

“ ไม่จริง”

“เธอคิดให้ออกสิน้อยหน่า... มองให้เห็นความจริง...ก่อนที่เธอจะมาอยู่ที่นี่... เขาพูดอะไรกับเธอ? เขารอเธออยู่นะ... นึกให้ออก...” เสียงนั้นกู่ก้อง จนน้อยหน่าต้องยกมือขึ้นปิดหู เธอส่ายหน้าช้าๆ ปฏิเสธความเป็นจริง...

“นึกให้ออกสิ...นึกให้ออก... ใครจะอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเธอ...อย่าทำร้ายเขา... อย่าเอาฉันไปเป็นกำแพงอีก ได้โปรด นึกให้ออกเสียที” เสียงนั้นค่อยๆ จางหายไป พร้อมกับน้อยหน่าที่ยังปิดกั้นตัวเองอยู่...

เธอไม่อยากนึกถึงอะไรทั้งนั้น... เธอไม่อยากเจ็บปวด... เธอไม่อยากรับรู้อะไรอีกแล้ว...

...จริงเหรอ... เสียงแผ่วๆ เสียงหนึ่งแวบเข้ามาในหัวของเธอ...

...เธออยากอยู่อย่างนี้จริงๆ เหรอ...

...เธอไม่อยากเห็นเขาอีกแล้วเหรอ?... ไม่อยากเคียงข้างเขาแล้วเหรอ? เธอไม่รักเขาแล้วเหรอ?...

เสียงนั้นค่อยๆ แทรกเข้ามาในความคิดของเธอ... ดวงตาที่มืดมิดของเธอค่อยมองเห็นแสงเล็กๆ อยู่ไกลลิบ มันสว่างวิบวับ...

เดินไปข้างหน้าสิ...เดินไป...


สองขาของเธอขยับก้าวช้า ๆ ไปเรื่อยๆ จุดสว่างไสวนั้นเริ่มใกล้เข้ามา ใกล้จนเธอเอื้อมมือไปถึงและคว้ามันเอาไว้...

แสงนั้นทำเอาเธอแสบตาจนต้องหลับตาลง... พอคิดว่าสายตาปรับเข้ากับแสงสว่างได้ เธอก็ค่อยๆ ลืมตา กระพริบจนตาชินกับแสง... และสิ่งที่เธอได้เห็นก็คือภาพบรรยากาศเดิมที่ริมทะเลสาบเมืองคีล

เขา...ยังยืนอยู่ตรงนั้น...แต่ไม่มีร่างของเธออยู่ด้วย... สายตาของเขาจดจ้องมาที่เธอที่ยืนอยู่ตรงนี้... นิ่ง มั่นคง เต็มเปี่ยมไปด้วยสิ่งที่เรียกว่า “ความรัก”

ริมฝีปากของเขาขยับพูด แต่เธอได้ยินไม่ถนัด เสียงนั้นเบา เบายิ่งกว่าเสียงกระซิบ เธอก้าวไปหาเขาช้าๆ เสียงนั้นยังคงเบา เบามาก

“...เพื่อ...ฉัน...” เธอจับประโยคไม่ได้...

“พูดอะไรน่ะ...พูดดังๆสิ” น้อยหน่าพูด... แต่เสียงนั้นยังคงเบา เธอจึงเดินเข้าไปใกล้อีก ใกล้ไปเรื่อยๆ

“...เท่านั้น...”

“อะไรนะ...” น้อยหน่าถาม เธอเดินเข้าไปหาอีก แต่เสียงของเขาก็ยังคงเบาแผ่ว ไม่ต่างอะไรกับเสียงของสายลม...

“ฉันไม่ได้ยิน...นายพูดให้ฉันได้ยินสิเหมี่ยว...นายพูดอะไร?” น้อยหน่าตะโกน แต่เสียงนั้นก็ยังเบาเหมือนเดิมจนเธอโมโห...

“ไอ้บ้าเหมี่ยว! ไอ้หมอบ้า! พูดอะไรของนาย ฉันไม่ได้ยิน...พูดดังๆสิยะ!” เสียงของเธอก้อง และวินาทีต่อมาก็มีเสียงตอบกลับมาชัดเจน...

“อยากได้ยินจริงๆ อะ... อยากได้ยินก็มาใกล้ๆ ซี่ยัยแปร๊ดเน่า” เสียงล้อเลียนนั้นเธอจำได้ดี เสียงของเขา เสียงของมะเหมี่ยว

แต่มะเหมี่ยวตรงหน้ากลับยังคงยืนนิ่ง ใช่คนๆ เดียวกันหรือ?

“นั่นนายเหรอ?...”

“ก็จะให้เป็นใครล่ะยัยแจ๋นแหล๋น” ใช่ไม่มีใครอีกแน่ที่เรียกเธอแบบนี้...

“ไอ้หมอบ้า...ไอ้หมอลามก!”

“ไม่อยากได้ยินที่ฉันพูดหรือไง? ถ้าอยากได้ยินก็ตั้งใจฟังให้ดีๆ สิ...ฉันพูดอยู่นะ ฟังให้ดีๆ” เสียงของมะเหมี่ยวจางหายไป น้อยหน่าขมวดคิ้ว... เธอจ้องมองใบหน้าของเขาที่อยู่ไม่ไกล เขากำลังขยับปากพูด...เขาพูดอะไร...

“เธอมีชีวิตอยู่... เท่านั้น...”

“อะไรกัน...” น้อยหน่ามองนิ่งที่เขาตรงหน้า...

บรรยากาศที่เมืองคีล... เขายืนอยู่ตรงนั้น...บอกกับเธอว่าจะไปอัฟกานิสถาน...แล้วเขาพูดอะไรอีกนะ..เขาพูดอะไร

“ฉันอยากได้ยิน...พูดให้ฉันฟังอีกครั้งเหมี่ยว...ได้โปรด...” เธอร้องขอ เธอลืมคำพูดนี้ของเขาไป...และอีกหลายอย่างที่เธอลืม

“ฉันจะไม่เป็นไร...เธอมีหน้าที่แค่มีชีวิตอยู่เพื่อรักแล้วก็รอฉัน...เท่านั้นก็พอ” เสียงนั้นไม่ดัง และก็ไม่เบาเช่นกัน แต่มันชัดในความรู้สึกของเธอ...

“ได้ยินหรือเปล่าที่ฉันพูด” คนตรงหน้าพูด... “ได้ยินแล้วใช่มั้ย? อย่างอื่นล่ะได้ยินมั้ย”

น้อยหน้าเบิกตา...สมองของเธอประมวลภาพอย่างรวดเร็ว เธอเจ็บปวดกับภาพวาดของจอยจนปิดกั้นทุกอย่างจากเขา...

เขาจากเธอไป... แต่เธอก็เฝ้ารอ ทำตามคำพูดของเขาโดยไม่รู้ตัว เฝ้ารอ...รักเขาอย่างไม่มีเงื้อนไข... ติดตามเขาไปในสถานที่อันตราย ทั้งๆ ที่เขาห้าม...

“ฉันรักเธอนะหน่า...” เสียงของเขาดังกังวาน เขาบอกรักเธอ... เขารอเธอให้กลับไปหาใช่ไหม? และเธอกำลังจะกลับไป...

“ถ้าเธอคิดว่าฉันอยู่ได้โดยที่ไม่มีเธอ...เธอคิดผิดนะหน่า...” เสียงของเขาเบา แต่เธอก็ได้ยินชัดเจน...

“เหมี่ยว...เหมี่ยว” เธอพร่ำเรียกหาเขา แต่ภาพตรงหน้ากลับซีดจางและหายไป เหลือเพียงแต่เธอที่ยืนอยู่ลำพัง...

“เหมี่ยว!” เธอตะโกนเรียก หมุนคว้างอยู่กลางบรรยากาศแห่งความทรงจำ... เสียงของเธอยังเปล่งออกมาเป็นชื่อของเขาไม่หยุดยั้ง...

“ได้ยินแล้วสินะ... นึกออกแล้วใช่หรือเปล่า?” เสียงหวานใสก่อนหน้านี้ดังขึ้นอีกครั้ง น้อยหน่าหันขวับทันที

ร่างบอบบางของเด็กสาวคนหนึ่งในชุดสีขาวพลิ้วไหว นั่งหย่อนขาอยู่บนราวกวันทะเลสาบ ใบหน้านั้นน้อยหน่าจำได้ดี...

“จอย...” เด็กสาวยิ้ม...

“ดูให้ดีสิหน่า...ว่าฉันเป็นใครกันแน่... กำแพงที่เธอคิดคือใครกันแน่” สิ้นเสียง ภาพของจอยก็พร่าเลือน ใบหน้าสวยซึ้งนั้นค่อยๆ เปลี่ยนไป...และเปลี่ยนไปจนน้อยหน่าตกใจ

“ฉันก็คือเธอ...หน่า... เธอต่างหากที่วางกำแพงปิดกั้นตัวเองมาตลอด... จอยไม่ได้มีอิทธิพลอะไรเลย...มีแค่เราเท่านั้น...”

“...นี่...ฉัน...” น้อยหน่าพูดไม่ออก...เธอตกตะลึงกับสิ่งที่ปรากฏตรงหน้า...

“ตัวเราเองต่างหากที่วางทุกอย่างไว้เป็นกำแพง...”

“นี่ฉันทำอะไรลงไป...” ร่างของเธออีกคนยิ้ม...

“ได้ยินอะไรหรือเปล่า?...ลองฟังดูอีกทีสิ” ว่าแล้วร่างนั้นก็หลับตาพริ้ม อมยิ้มสวยเงี่ยหูฟังเสียงเบาที่ลอยตามสายลมมา

น้อยหน่ายังคงตั้งสติไม่ได้...แต่เธอก็คิดว่า มันคงเป็นความฝัน ฝันอะไรสักอย่าง...เธอจึงหลับตาลงและทำอย่างที่เธออีกคนทำ... และเธอก็ได้ยิน...ได้ยินเสียงเรียกชื่อของเธอไกลๆ... เสียงเรียกด้วยความเศร้าสร้อย...

...หน่า...

“ได้ยินแล้วใช่มั้ย?” น้อยหน่าพยักหน้า แต่เธอไม่ได้ลืมตา พยายามมองหาเสียงเรียกในความคิด...

“ตามเสียงของเขาไปสิ...กลับไปหาเขา...กลับกันเถอะหน่า...” เธอพยักหน้าอีกครั้ง และก้าวขาออกเดิน ทั้งที่ไม่ลืมตา...

แม้ไม่ลืมตา แต่เธอก็คิดว่าเธอตามหาเสียงเรียกนั้นได้... เขาอยู่ตรงนั้นไม่ไกลเอื้อมมือของเธอแน่นอน... เขารอเธออยู่...

เขารอเธออยู่ตรงนั้น...


....มะเหมี่ยว....






จบ...อิอิ...


แบร่...

วอนหาเรื่องจริงๆ คนเขียน





สามปีต่อมา...(ไวเหมือนโกหก) จะเอาอะไรกะคนเขียนวะ...อ่านๆ เข้าไปสิวะเฮ้ย...

“โอย...ใจเย็นๆ ค่ะคุณหน่า....”

“โธ่...ป้ามาลีคะ..จะไม่ทันแล้ว เหมี่ยวจะถึงแล้วนะคะ อ๋าย...ริบบิ้นยังไม่ได้ผูกเลย” เสียงร้องของหญิงสาวทำเอาบุคคลที่สามที่ยืนแอบอยู่ที่หลังต้นไม้อมยิ้มขำ

“อะ...”

“จุ๊!” มะเหมี่ยวรีบยกมือขึ้นแตะริมฝีปากเมื่อเห็นว่าน้องสาวฝาแฝดทำท่าจะเรียกชื่อของเขาให้คนที่กำลังวุ่นวายกับห่อของขวัญท่ามกลางอากาศดีๆ ในฤดูใบไม้ผลิรู้ตัว

ชมพู่ยิ้มหวานก่อนจะทำเป็นมองไม่เห็นพี่สาวฝาแฝด ทำทีเข้าไปช่วยน้อยหน้าจัดการกับไอ้ริบบิ้นจอมยุ่งจนเสร็จเรียบร้อย

“เอาล่ะค่ะ...แล้วยังไงต่อคะ”ชมพู่ถาม

“เดี๋ยวหน่าจะนั่งตรงนี้รอค่ะ พู่กับป้ามาลีรอเหมี่ยวนะคะ ถ้าเขามาพาเขามาที่นี่เลย แล้ว...” น้อยหน่าไม่พูดอะไรต่ออีก เธอเพียงแต่อมยิ้มหวาน นึกถึงเซอร์ไพรส์ที่เตรียมไว้

“ไหวนะคะหน่า เดินไม่ใช่ใกล้ๆ” คนสวยพยักหน้าทันที...

“ไหวสิ...พยายามมาตั้งนานแล้ว...” คนสวยยิ้มเป็นคำตอบ

“โอเคค่ะ...งั้นเดี๋ยวพู่จะไปดักรอมะเหมี่ยวนะคะ” ชมพู่ตีหน้าซื่อทำเป็นไม่รู้ว่ามะเหมี่ยวมายืนรออยู่แล้ว...แถมได้ยินทุกอย่างชัดเต็มสองรูหู

เซอร์ไฟรส์มากเลยจ้า...คนสวย...

คิดแล้วก็ขำ...นิสัย!

ชมพู่ทำทีเดินหนีออกมาพร้อมป้ามาลี กึ่งลากคุณป้าแม่บ้านให้ตามมาด้วยเมื่อเห็นว่าป้ามาลีทำท่าตกใจตอนเห็นมะเหมี่ยว

น้อยหน่านั่งยิ้มหวานท่ามกลางแสงแดดอ่อนตอนสายๆ เมื่อคืนมะเหมี่ยวเข้าเวรดึก นี่ก็ใกล้เวลาที่เขาจะกลับมาถึงบ้านแล้ว...

มันไม่ใช่วันพิเศษอะไรหรอก... เพียงแต่เธออยากให้ของขวัญกับเขาเท่านั้น...มันก็แค่เสื้อถักไหมพรมที่ดูจะผิดฤดูกาลไปสักหน่อย เพราะอีกไม่กี่เดือนก็หน้าร้อน... แต่มันช่วยไม่ได้นี่นะ...เธอทำอะไรมากไม่ได้นักในสภาพที่ต้องนั่งบนรถเข็นแบบนี้...

น้อยหน่ามองขาทั้งสองข้างของตัวเองที่ถูกคลุมด้วยผ้าเนื้อบางสีเหลืองอ่อน สามปีแล้วสินะที่เธอเดินไม่ได้...


น้อยหน่าตื่นขึ้นมาบนเตียงคนไข้ท่ามกลางความประหลาดใจของคณะแพทย์ แต่กลับเป็นการกลับมาที่ทำให้มะเหมี่ยวหลุดออกจากหลุมดำแห่งความสูญเสีย เธอทำให้เขากลับมามีวิญญาณ...

เธอจำได้ดี...ใบหน้าของอิดโรยของเขาในเช้าวันนั้น... มันแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้ม สีหน้าของการมีชีวิตอีกครั้งของเขา สายตาที่เต็มไปด้วยความรักที่ส่งทอดมาให้เธอ และคำพูดสั้นๆ ที่ทำให้เธอมีกำลังใจที่จะยืนหยัดอีกครั้งแม้จะพิการเดินไม่ได้ก็เถอะ...

...เราจะอยู่เคียงข้างกันตลอดไป...

ปัญหามากมายเกิดขึ้นหลังจากนั้น สภาพจิตใจของเธอย่ำแย่ ภาพหลอนจากอุบัติเหตุ สภาพร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ของเธอ ทำให้เธอท้อ หมดกำลังใจ... แต่เธอก็มีเขา...

มะเหมี่ยวอยู่ข้างกายเธอเสมอ... เขาไม่เคยปล่อยทิ้งให้เธอโดดเดี่ยว... เธอมีเขาเป็นกำลังใจ เป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต...

เธอเพียรพยายามทำกายภาพบำบัดเป็นประจำ หาอะไรทำเล็กๆ น้อยอยู่กับบ้านที่มีป้ามาลีคอยดูแล และมีพ่อของมะเหมี่ยวเฝ้ามองด้วยความรักความห่วงใยราวกับเธอคือลูกสาวแท้ๆ ชมพู่ที่บินมาเยี่ยมเธอทุกปีตลอดสามปีไม่ได้ขาดพร้อมกับท่านอาจารย์พริกที่กำลังยุ่งกับการทำปริญญาเอก แต่ก็ยังตามติดคนรักมาเยี่ยมเธอด้วยความห่วงใย ปีนี้ก็เช่นกัน..

และปีนี้ก็พิเศษกว่าทุกปีจริงๆ... เธอเดินได้เกือบสิบก้าว โดยไม่ต้องอาศัยการช่วยเหลือ แม้จะลำบากอยู่บ้าง...แต่มันก็เป็นสัญญาณที่ดี...

ในอนาคต เธอจะได้ยืนข้างๆ เขาอีกครั้ง ได้ไปเดินเล่นกับเขาในสวนสาธารณะอีก... ได้ยืนทำขนมอร่อยๆ ให้เขาได้ทาน ให้คุ้มค่ากับเตาอบที่คร่าเงินเดือนของคุณหมอมาตั้งหลายเดือนให้คุ้มเสียที...

เพียงแค่คิดเท่านี้ กำลังใจของเธอก็เต็มล้นใจหัวใจแล้ว...

มะเหมี่ยวแอบมองใบหน้าสวยของคนรักที่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ด้วยสายตาอ่อนหวาน... ในหัวก็คิดอะไรขำๆ ว่าเธอกำลังฝันกลางวันอะไรอยู่นะ... เขาจะได้แกล้งเธอให้ฝันสลายได้ถูก..


เออ...เนอะ...รักกันจริ๊ง

คงไม่ต้องให้เขาบรรยายอะไรแล้ว...ที่ผ่านมามันฟ้องได้หมดแล้วว่าเขารักเธอคนนี้มากแค่ไหนกัน... คงไม่ต้องพูดอะไรมากแล้วมั้ง (ไอ้คนเขียนมันเล่นซะไม่มีดีแล้วนี่...<<<มะเหมี่ยว)

“เฮ้ย!” เสียงร้องดังจากระเบียงชั้นสองทำเอาทั้งมะเหมี่ยวและน้อยหน่าตื่นจากภวังค์ เงยหน้าขึ้นมามองที่ต้นเสียง...

“แอบมาถ้ำมองสาวบ้านนี้เหรอคุณหมา... เดี๋ยวเจอลูกซองอดีตท่านทูตหรอก” เสียงและคำพูดกวนประสาทอย่างนี้ไม่มีใครซะล่ะ...

“ไอ้ลิงโกอินเตอร์” มะเหมี่ยวเค้นเขี้ยวใส่เพื่อนรัก ที่ลอยหน้าลอยตาอยู่บนระเบียง

น้อยหน่ารีบหันรีหันขว้างเมื่อได้ยินสรรพนามเอ่ยถึงคนรักของเธอจากเพื่อนสนิท แต่เพราะต้นไม้ที่บังอยู่นั่นแหละเธอเลยมองไม่เห็นร่างของเขา ชมพู่ที่ยืนอยู่ข้างกายพริก ตีเพี๊ยะเข้าที่ท่อนแขนของคนรัก ทำเอาคนตาดุร้องอูย...ออกมา ก่อนจะโดนลากเข้าไปในบ้าน ตามด้วยเสียงบ่นและเสียงโอดโอยย่างเสแสร้งแกล้งทำของท่านอาจารย์...

“สมน้ำหน้า...” มะเหมี่ยวเย้ย ก่อนจะค่อยๆ โผล่ออกจากที่ซ่อน สองแขนกอดอกไว้ไม่เปลี่ยนจากตอนแรก

“มานานแล้วเหรอคะ”

“เพิ่งมาค่ะ...เจอไอ้ลิงทักพอดี” โกหกเห็นๆ

“หยุดตรงนั้นก่อนค่ะ” น้อยหน่ารีบห้ามเมื่อเห็นว่าเขาจะเดินเข้ามาหาเธอ...

มะเหมี่ยวทำหน้าเหรอหรา งงงวยจนน้อยหน่าเชื่อสนิทใจว่าเขาเพิ่งมาถึง งานนี้ออสก้าคงคว้าไปทุกรายการนะคุณหมอ

“ทำไมคะ?” แน้...น้ำเสียงนี่ก็ใช่ย่อย...ไปแสดงหนังเลยเหอะ อย่าเป็นเลยหมอน่ะ (เลิกประชดกูทีเหอะไอ้ซา)

“หน่ามีของขวัญจะให้...” น้อยหน่าทำเสียงตื่นเต้น ใบหน้าของเธอฉายแววลุ้นระทึกอย่างรักน่าใคร่ ซึ่งความจริงเธอก็น่ารักอยู่แล้ว สวยอีกต่างหาก ใครไม่รักก็บ้า... ไม่เหมาะกะไอ้เหมี่ยวสักนิด (ฆ่าคนเขียนผิดมะ)

“เดินไปเอาเองก็ได้ค่ะ” มะเหมี่ยวว่า พร้อมกับตั้งท่าจะเดินเข้าไปหาเธอจริงๆ จนเธอต้องรีบร้องห้ามเสียงดัง

“อย่านะ...เดี๋ยวไม่เซอร์ไพรส์” มะเหมี่ยวหยุดกึก เลิกคิ้วประหนึ่งสงสัยนักหนา เฮ้อ...เนียนนะ... อย่างนี้ไม่ต้องแคตติ้งก็ได้เล่นหนังสบายๆ (ยังไม่จบนะแก)

“โอเคค่ะ... เสื้อถักหรือผ้าพันคอคะ อ่อ...ถุงมือก็ดีนะคะ เมื่อปีที่แล้วหน่าทำใหญ่ข้างเล็กข้าง มันแปลกพิลึกเลย”

“เหมี่ยวอะ...บ้าจริงเชียว” น้อยหน่าค้อนวงใหญ่ในมะเหมี่ยวที่ยืนยิ้มกริ่ม

เธอไม่ต่อว่าต่อขานอะไรอีกให้เสียเวลา ดึงเอาผ้าคลุมขาออกเผยให้เห็นกระโปรงผ้าเนื้อดียาวคลุมให้ข้อเท้า มือข้างหนึ่งถือกล่องของขวัญไว้แน่น พร้อมกับพยุงกายช่วยแขนอีกข้างเพื่อนให้ตัวเองลุกขึ้น

น้อยหน่าก้มหน้ามองที่ขาตัวเองแต่เธอก็เดาว่าตอนนี้มะเหมี่ยวต้องทำหน้าตกใจแน่ที่เห็นเธอทำอะไรอย่างนี้ และเขาต้องถลาเข้ามาแน่ๆ เธอจึงรีบห้ามไว้ก่อนทั้งที่ไม่เงยหน้าขึ้นมองมาทางเขา

“ไม่ต้องเข้ามาช่วยนะคะ...หน่าไหว” โธ่เอ้ย...หนูหน่า ถ้าเงยหน้ามาสักนิดคงได้เห็นแววตาแพรวพราวของไอ้คุณหมอเจ้าเล่ห์แน่ๆ เชียว ดูดิ มันทั้งมองทั้งยิ้ม ที่เห็นหนูพยายามยืนน่ะ เห็นมะ ๆ ๆ (หุบปากทีเหอะไอ้ซา)

“จะไหวเหรอคะ?” (ไอ้)คุณหมอถามด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความห่วงใยและกังวล แต่ความจริงแหลสุดๆ

ก็หนูหน่าน่ะทำกายภาพบำบัดที่โรงพยาบาลที่(ไอ้)หมอนี่ทำงานอยู่ แค่เรื่องความก้าวหน้าของเธอทำไม๊ ทำไม(ไอ้)คนเจ้าเล่ห์คนนี้มันจะไม่รู้... ต่อให้หนูหน่าจะขอร้องไม่ให้พยาบาลและแพทย์ประจำตัวไม่ให้บอกใครก็เถอะ... แสนรู้ได้โล่อย่างมะเหมี่ยวถ้าอยากรู้ทำไมจะรู้ไม่ได้ (ขอบใจที่ชม) (แหม...เสียงกัดฟันกรอดๆ เลยนะ อิอิ)

“ไหวค่ะไหว” สิ้นเสียงของเธอ มะเหมี่ยวรีบปรับสีหน้าเป็นกังวลทันที (บอกแล้วว่ามันแหลเก่ง) มองเธอด้วยสายตาเป็นกังวล น้อยหน่าจึงเงยหน้ามายิ้มเขา เมื่อเธอยืนได้อย่างมั่นคง

“ระวังนะคะ” เขาพูดด้วยเสียงห่วงใย จนเธอเชื่อสนิทว่าเขาไม่รู้เรื่องที่เธอเดินได้สิบก้าวแล้ว

“ไม่เป็นไรจริงๆค่ะ” ว่าแล้วคนสวยก็ค่อยๆ ก้าวไปข้างหน้าทีละก้าว ด้วยความลำบากเล็กๆ มีบ้างที่เธอเซซ้ายเซขวา จนมะเหมี่ยวหวั่นใจ แม้จะรู้ว่าเธอประคองตัวได้ก็เถอะ... แต่เขาก็ไม่อยากให้เธอล้ม

ก้าวที่หนึ่ง ก้าวที่สอง ก้าวมาเรื่อยๆ จนใกล้ร่างสูงที่ยืนรอเธอใกล้กับต้นไม้นั้นเข้าไปทุกทีแล้ว...

เธอยิ้มสวย จนเขาอดยิ้มตอบไม่ได้ แต่สายตาของมะเหมี่ยวก็ยังคงจับจ้องไปทั้งร่างกายของเธอไม่ให้คลาดสายตา และพร้อมที่พุ่งเข้าหาเธอทันทีหากทำท่าจะล้ม...

“อีกนิดเดียวนะคะ” เขาพูด แม้จะรู้ว่าเธอเดินได้.... แต่ก็อดลุ้นตามไม่ได้...

น้อยหน่ามีเหงื่อซึมออกมาตามขมับทั้งสองข้าง มือข้างหนึ่งถือกล่องของขวัญไว้แน่น มืออีกข้างยกขึ้นเพื่อทำให้ร่างกายเกิดสมดุล

“พยายามเข้านะคะ” มะเหมี่ยวเผลอลุ้น เขานับตามก้าวที่เธอก้าว...นี่มันเกินสิบเอ็ดก้าวแล้ว ที่เขารู้มาคือเธอเดินได้สิบก้าว...แต่นี่ ก้าวที่สิบสอง...และ...

“สิบสาม” น้อยหน่าพูด พร้อมกับที่ขาของเธอสั่นอย่างแรง มะเหมี่ยวถลาเข้าหาร่างของเธอทันทีเป็นจังหวะเดียวกับที่เธอทรุดลง...

“เก่งมากค่ะ...เก่งมาก” มะเหมี่ยวกระซิบริมใบหูของเธอ และจูบที่หน้าผากที่เต็มไปด้วยเหงื่อแห่งความเหนื่อยล้าของเธอ...

“หน่าจะเดินได้อีกครั้งใช่มั้ยคะ” เธอถามพร้อมรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความหวัง...และเขาก็พร้อมอย่างยิ่งที่จะเป็นกำลังใจให้เธอ

“แน่นอนที่รัก...”

น้อยหน่าโอบแขนทั้งสอบข้างรอบคอของเขา ซบใบหน้ากับไหล่ที่คอยให้เธอพักพิงเสมอ... อ้อมแขนทั้งสองข้างของมะเหมี่ยวกระชับร่างบางของเธอเข้ามาในอ้อมกอด...

อบอุ่นอ่อนหวาน...

เฮ้อ... บางครั้งเซอร์ไพรส์ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรหรอกใช่มั้ย?

ดังนั้นก็คงไม่แปลก...ถ้าเขาจะพูดว่า...

“หน่าคะ...คราวนี้เป็นเสื้อที่แขนยาวไม่เท่ากัน ข้างหนึ่งสั้นอีกข้างหนึ่งยาวหรือเปล่าคะ?...แบบว่าแอบเห็นตอนทำ” ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย แต่ถ้าเอาความจริงมาพูดเล่นก็ตายได้เหมือนกัน...

“แต่เหมี่ยวจะสวมใช่มั้ยคะ?” ไม่พูดเปล่ามือข้างที่ไม่ได้ถือของขวัญก็หยิกหมับเข้าที่ไหล่ที่เธอซบอยู่...

“มีทางเลือกอื่นมั้ยละ?” มะเหมี่ยวเบ้หน้าเพราะความเจ็บ แต่ก็กรอกตาขึ้นมองท้องฟ้าสีสวย...

“ไม่มีค่ะ...”

“นั่นสิ...ถามทำไมก็ไม่รู้สินะ” คำพูดของเขาทำเอาเธอหัวเราะคิกคัก...ก่อนแววตาหวานซึ้งของเธอจะฉายแววซุกซน

“มีก็ได้ค่ะ... สวมเสื้อตัวนี้...”

“ใกล้หน้าร้อนแล้วนา...” เขาต่อรอง โยกตัวเธอเล่นไปมา

“ก็รอหน้าหนาวไง”

“อาฮะ...แล้วอีกทาง?...” มะเหมี่ยวมองโน้นมองนี้ไปเรื่อยเปื่อย แต่หูก็ตั้งใจฟังสิ่งที่เธอกำลังจะพูดออกมา...

“กับทานเมนูใหม่ที่หน่ากำลังจะหัดทำกับป้า...”

“โอเค รอหน้าหนาวนะคะ จะใส่มันทุกวันยกเว้นวันที่ต้องเอาไปซักค่ะ” เธอบอกไม่ทันจบด้วยซ้ำมะเหมี่ยวก็รีบบอกความประสงค์ จนน้อยหน่าต้องหยิกซ้ำอีกรอบ...แต่เขากลับหัวเราะรวน โดนหยิกแค่นี้ถือว่าคุ้ม ถ้าต้องกินอาหารที่เธอทำล่ะนะ

“นิสัย...” เขาไม่ว่าอะไร ยังคงยืนกอดเธอท่ามกลางแสงแดดอ่อนๆนั้น

มองดูต้นไม้ที่เริ่มเป็นสีเขียว... อีกไม่นานก็คงจะฤดูร้อนแล้ว ตามด้วยฤดูฝน ใบไม้ร่วง หนาว และผลิ วนซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนี้ และเวลาก็จะผ่านไปอีกปี อีกปี...

แต่เขาก็จะกอดเธอไว้ในอ้อมกอดอย่างนี้ตลอดทุกวัน... จะอยู่เคียงข้างกันอย่างนี้ตลอดไปนั่นแหละ...ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม...

“เหมี่ยวรักหน่ามากใช่ม้า...” เธอถามด้วยเสียงอู้อี้...ร่างกายขยับไปมาตามการเคลื่อนไหวของเขา

“มากกว่าที่คิดแน่นอนค่ะ”



ใช่แล้ว...มะเหมี่ยว...รัก...น้อยหน่า... มากกว่าที่ใครๆ บนโลกนี้คิดอยู่แล้ว...




ปล. สั้นๆ น่า อีกนิด แถมๆ ....

ภาพของมะเหมี่ยวกับน้อยหน่าท่ามกลางสนามหญ้าทำเอาคนตาดุที่แอบมองอยู่บนห้องชั้นสองอมยิ้ม ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างสุขใจ...

ความรักมันดีอย่างนี้นี่เอง...

“พู่คะ” พริกส่งเสียงเรียก ทำเอาสาวหวานที่นั่งอ่านเมนูขนมหวานในหนังสือคู่มือต้องเงยหน้าขึ้นมามอง

“คะ?” เธอตอบ แต่ไม่มีวี่แววว่าคนรักจะหันมาพูดอะไร รอเกือบนาทีนั่นแหละ

“ถ้าพริกเดินไม่ได้พู่จะดูแลพริกเหมือนที่ไอ้หมอดูแลหน่าใช่มั้ยคะ?” ชมพู่ยิ้มหวานกับคำถามของท่านอาจารย์ เกือบจะตอบว่าค่ะแล้วเชียว แต่ความเจ้าเล่ห์ขี้แกล้งนี่คงเป็นกรรมพันธุ์ ตามด้วยความที่แอบหมั่นไส้คนรักเล็กน้อยที่แอบอินกับบรรยากาศหวานๆ เลยขอแกล้งสักนิดเถอะ

“No way! ดูแลคนป่วยน่ะเหนื่อยนะคะ พู่คงต้องจ้างพยาบาลมาดูแลค่ะ...ไม่ไหวหรอกคนเดียว เหมี่ยวน่ะ เขาเป็นหมอก็ไม่ลำบากสิ” คำตอบของชมพู่ทำเอาพริกเหวอ และหันขวับมาจ้องหน้าคนรักที่ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ก่อนจะยิ้มเผล่ และหัวเราะรวน เมื่อเห็นใบหน้าตกใจของพริก...

“เดี๋ยวนี้มีแกล้งกันนะคะ” ว่าแล้วก็ทำท่ากระโจนใส่คนรัก แต่เธอไหวตัวทันวิ่งจู๊ดหนีออกนอกห้อง แต่ก็เร็วสู้พริกไม่ได้...อ้อมกอดแข็งแรงของเขาจึงรวบเธอไว้ได้อย่างรวดเร็ว

“ไหนลองพูดใหม่ซิ” ชมพู่หัวเราะรวน ก่อนจะหันมาโอบรอบคอพริกไว้หลวมๆ ยิ้มหวานเอาใจ ชวนให้ใจอ่อนไม่น้อย (เจ้าเล่ห์เหมือนใครหว่า)

“ไม่ต้องมาอ้อนค่ะ...ทำไมมีนิสัยชอบแกล้งคะเดี๋ยวนี้...ใครสอนเนี่ย” ไม่ว่าเปล่า จมูกโด่งของพริกสูดกลิ่นหอมที่แก้มเนียนของเธอไล่ไปตามซอกคอ ทำเอาเธอหัวเราะคิกคัก...

“โธ่... ไม่แกล้งก็ได้คะ...แหม...แค่นี้เอง”

“นิสัยนะคะ” สาวหวานหัวเราะ มองคนตาดุด้วยแววตารักใคร่ ก่อนจะเขย่งตัวขึ้นไปเม้มเบาๆ ที่ติ่งหู... เอาละหว่า... ไหงหนูพู่เก่งกล้าสามารถอย่างนี้ล่ะ...

“เล่นอย่างนี้กลับไปคุยกันในห้องดีกว่ามั้ยคะ?” พริกพูดเสียงพร่า ก็ที่สาวหวานในอ้อมกอดทำน่ะชวนใจสั่นขนาดไหน ใครรู้บ้างล่ะนั่น เขาเป็นอาจารย์นะ ไม่ใช่หิน ไม่ใช่ปูน จะได้ไม่รู้สึก...

“ก็ได้ค่ะ...” อ่าว...หนูพู่ทำไมยอมง่ายๆ ล่ะ ไม่เอานะไม่งามลูก...

ได้ยินประโยคนั้นพริกถึงกับยิ้มหวาน เธอไม่ปฏิเสธหรอกว่าพริกยิ้มได้สวยแค่ไหน...รอยยิ้มของเขามัดใจเธอได้เสมอไว้ว่าจะกี่วันกี่เดือนกี่ปี... แต่...

“แต่...ไม่ใช่ตอนนี้นะคะ...” พริกขมวดคิ้วเมื่อเธอบอกปัด

“ทำไมล่ะ” ชมพู่ยิ้มหวานฉ่ำ เล่นเอาคนมองหัวใจระทวย ก่อนจะบิดตัวออกจากอ้อมกอดของพริก...นิ้วชี้ถูกยกขึ้นแตะเบาๆ ริมฝีปากของพริก...

“หลังจากเมนูอาหาว่างนะคะ...แล้วจะตามใจ...ทุกอย่าง” ว่าแล้วก็หมุนตัวเดินหนีอย่างเร็ว จนพริกต้องตะโกนตามหลังพร้อมกับซอยเท้าเร็วๆ ตามทันที เรื่องอะไรจะปล่อยให้หนีง่ายๆ

“อาหารว่าง?” ลางร้ายเหมือนจะมาเยือน ตาขวามันกระตุกจนน่ากลัวแล้วสิเนี่ย

“เชอร์รี่เค้กค่ะ อบเสร็จแล้วด้วย...หน่าสอนเองเลยนะคะ... รับรองค่ะ” พริกถึงกับอึ้งกิมกี่...

น้อยหน่าสอนก็น้อยหน่าสอนเถอะ แต่กับคนที่เรียนมาไม่รู้กี่ปีอย่างชมพู่ ฝีมือ(พินาศ)คงเส้นคงวาไม่มีใครเกินน่ะ ทนทานอย่างพริกก็ไม่ไหวเหมือนกันนะ... ไอ้หมอคงมียาแก้ท้องเสียติดบ้านใช่มั้ย?

แล้วทำไม...

“ทำไมมึงขัดคอกูอยู่เรื่อยวะไอ้ซา!”


>>>>>>>จบจริงละ.... อิอิ...


ชิ่งค้าบบบบบบ




จบซะที...ไหนๆ มานับศพจิ๊...มีกี่ศพ...

คนแรกคงเปงศพคนเขียนอะนะ... อิอิ...

เอาเท้อ...ใสซื่อขนาดซาน้อย ทำร้ายได้ลงก็ใจร้ายกันเกินไปละ (ควรจับตืบอย่างไว) อิอิ
พอใจกันอะเป่า...เม้นต์กันเยอะๆ เพ้อกันยาวๆ นะ อยากอ่านความรู้สึกคนอ่านบ้าง...ไหนๆ ก็จบแล้ว...

ตั้งสามภาคแนะ คนเขียนเหนื่อยโคตร (คนอ่านโคตรเหนื่อย ตามลุ้นกันซะ...) อิ้ว...

บอกแล้วเห็นมั้ย...ว่าไม่เศร้า...ไม่มีใครเชื่อซาน้อย...กร้ากกก...โอย...


มีความสุขมากมายนะ...ซาน้อยใสซื่อตามประสา...


มิบุ ซา’เคียว









< ตอนที่ 24







 

Create Date : 19 พฤศจิกายน 2552
5 comments
Last Update : 19 พฤศจิกายน 2552 8:44:32 น.
Counter : 1045 Pageviews.

 

โอ้ว เป็นเม้นต์แรกเหรอเนี่ย
อยากเม้นต์ยาวอยู่นะ แต่เกรงใจหัวหน้าจังเลย
อ่ะอ้า หัวหน้าคุยโทรศัพท์กะเมียอยู่ เสร็จโจรละ

ประโยคที่ชอบ เอ่อ มันก๊อปไม่ได้ ขี้เกียจจะพิมพ์
เอาเป็นว่า ประโยคที่มะเหมยี่วอ้อนวอนในโบสถ์คริสต์ นั่นแหละยกมาทั้งดุ้น

มีพิเศษนิดหน่อยกับ 2 ประโยคนี้ อันนี้"เขาทำอะไรไม่ได้เลยหรือ เขาจะรั้งเธอไว้ไม่ได้เลยหรือ" กับอันนี้ "หากเขาต้องเสียเธอไป...เขาคงหมดลมหายใจจริงๆ".......เหอๆ ไม่มีเหตุผลสำหรับการชอบ แต่มันโดนใจไอ้ตัวแสบครับ


มันเจ็บปวด เจียนตายดีจริงๆ
ไปๆมาๆก็ชักซาดิสม์ รักเหมี่ยวนะ แต่อยากให้เหมี่ยวตายซะแล้ว เป็นอะไรมากมั้ยเนี่ย สงสัยติดเชื้อซาดิสม์คนเขียน

ฮ้า แต่ก็อย่างว่า รอดตัวไป นิยายอวสานแล้ว เย้ๆๆ
รอเรื่องใหม่นะจ๊ะ รอเรื่องใหม่ เขียนเรื่องหวานๆบ้างเป็นมั้ย? ฝีมือขั้นเทพน่ะ ทำได้มั้ย? ท้ากันเลยทีเดียว ฮิๆๆ

ชักจะมั่วซั่วไปกันใหญ่ เม้นต์ยาวแล้วเนอะ
ไม่ไหวแล้วด้วย หิวข้าวแล้วค้าบ ท้องร้องใหญ่เลย
ไม่เม้นต์แล้ว หน้ามืด ไปดีกว่า อ๊า หิววววว

 

โดย: ไอ้ตัวแสบ IP: 119.46.57.229 19 พฤศจิกายน 2552 12:26:38 น.  

 

ปิดคดี!!!!55+

 

โดย: nunkung IP: 58.8.143.130 19 พฤศจิกายน 2552 12:54:33 น.  

 

โล่งใจ ^ ^

ถ้าจบเหมือนภาค 1 นะ
แม่จะร้องไห้ตรงนี้เลย !

 

โดย: ai IP: 124.122.128.3 27 พฤศจิกายน 2552 14:29:06 น.  

 

จะมีภาคสี่ต่อมั้ยยย

 

โดย: อยากรู้ IP: 10.0.0.235, 125.27.58.130 10 ธันวาคม 2552 1:09:27 น.  

 

น้า.....พิมพ์เถอะนะๆๆๆ อยากเก็บไว้อ่านนะ
ช่ายๆๆๆภาคสี่ต่อ คิดถึงเหมี่ยวมาก เล้ย

 

โดย: desmos IP: 124.120.174.91 30 ธันวาคม 2552 23:53:01 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


samurai_KYO
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




"ข้าคือ...มิบุ ซา'เคียว"

Friends' blogs
[Add samurai_KYO's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.