Group Blog
 
 
ธันวาคม 2552
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
7 ธันวาคม 2552
 
All Blogs
 

[Pix:Review]กลยุทธ์การเปลี่ยนสีผิวของครูบาส ฉบับ censor

สวัสดีครับ ขอข้ามจากห้องก้นครัวมาเล่นโต๊ะเครื่องแป้งบ้าง เนื่อง ด้วยตัวผมเองเคยเขียนบทความเกี่ยวกับวิธีการควบคุมสีผิวของตนเอง ในการดูแลผิวคล้ำๆให้สว่างขึ้น ด้วยวิธีการต่างๆ

โดยเฉพาะในช่วงปีนี้ ผมเองได้ลองกลยุทธ์ใหม่ๆในการดูแลผิวกับตัวผมเอง ถึงวิธีพื้นฐานที่ยังคงใช้ได้ผลอยู่ จึงอยากจะนำมาupdateแบ่งปันกันครับ

ผมเป็นคนคนหนึ่งที่สมัยก่อนช่วง มัธยมตอนเรียนที่สวนกุหลาบผิวดำมากกก….ดำสนิทสีไม่ตก แล้วก็ผิวแทบไม่มีตรงไหนที่ไม่มีสิว เขรอะ เละไปหมด แต่ด้วยความที่ผมมี อาชีพเป็นครู ต้องสอนหนังสือ เด็กๆเป็นพันคนต้องนั่งจ้องหน้าผม มันค่อนข้างขาดความมั่นใจ เวลามีคนเป็นร้อยเป็นพันนั่งจ้องหน้าเราแล้วเรารู้สึกอนาถตัวเอง

ผมเลยหาวิธีที่ทำให้ผิวตัวเองมันหน้ามองมากขึ้น จนวันนี้ผมพบว่าจริงๆแล้วการเปลี่ยนโครงสร้างผิวให้ดูดีไม่ใช่เรื่องยากและ ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องสำอางค์แพงๆเสมอไป ถ้ารู้จักเลือกใช้สารเคมีที่ไปควบคุมกระบวนการทำงานของผิวตามที่เราต้องการ

ก็มีน้องๆหลายๆคน หรือแม้แต่คุณครูสวนฯซึ่งท่านเจอผมที่โรงเรียนถามผมว่า ไปทำอะไรกับหน้ามาถึงขาวขึ้นได้

กระทู้นี้จะมาเล่าให้ฟังหมดเปลือกว่าใช้อะไรบ้าง หลายท่านอาจเห็น เรื่องพรรณนี้เป็นเรื่องไร้สาระ แต่จากมุมมองของผม ผมรู้สึกว่าการดูแลตัวเองให้ดูดีเป็นเรื่องที่เสริมสร้างความมั่นใจในการออก ไปปรากฏตัวต่อสาธารณะ และมีผลต่อสภาพจิตใจพอสมควร

ดังนั้น กระทู้นี้ ผมจะเล่าถึงสารเคมีและคุณสมบัติของสารเคมีที่ทำให้สภาพผิวผมเปลี่ยนไปในทาง ที่ค่อนข้างขาวขึ้น ที่ผมเคยใช้มาทุกตัว ตั้งแต่ยังดำสนิทตอนมอปลาย จนถึงวันนี้ รวมถึงผลการใช้สารแต่ละตัวครับ

กระทู้นี้จะเน้น สารที่เป็น “ตัวยา” ไม่ใช่เครื่องสำอางค์ครับ ขอออกตัวไว้ก่อนว่า ผมไม่ได้เรียนหมอ ดังนั้นอาจไม่ได้มีความรู้ทางวิชาการแน่นเป๊ะ พี่ๆน้องๆสามารถเข้ามาช่วยกันเสริมแบ่งปันความรู้กันได้ครับ โดยส่วนตัวผู้เขียนจะพยายามจะสื่อด้วยภาษาง่ายๆเน้นให้พอมีความรู้เล็กน้อย เกี่ยวกับผิว อาจจะไม่ได้ละเอียดมาก แล้วค่อยไปรีวิวการนำไปใช้จริงกันครับ

บรรยายภาพ : before and after จากภาพเซ้ายเป็นรูปผมที่ขุดมาจาก สรุปงานของชุมนุมวิทย์โครงการพี่ติวน้อง ตอนนั้นผมมอหกกำลังสอนน้องๆม.สอง จำได้ว่าเป็นวันสุดท้ายของการเรียนระดับมัธยมที่สวนกุหลาบพอดี

หลายคนที่เพิ่งรู้จักผมคงไม่เชื่อว่านั่นคือผมจริงๆ ส่วนรูปขวาคือรูปที่เพิ่งถ่ายเมื่อวาน 6ปีผ่านไป จริงๆก็หน้าตาเหมือนเดิมแหละครับ แต่สภาพผิวเปลี่ยนไป กระทู้นี้จะมาเผยความลับกันครับ

หลายท่านเคยพูดกับผมว่า สีผิวคนเราขาวขึ้นไม่ได้กว่าสีผิวบริเวณต้นแขน โดย ส่วนตัวผมไม่เคยเชื่อทฤษฏีนี้ เพราะผมเชื่อในหลักการทางวิทยาศาสตร์ในเรื่องของความแตกต่างของแต่ละคน ขึ้นอยู่กับการที่เรามีเอนไซม์สร้างเม็ดสีในปริมาณไม่เท่ากัน

หากเราต้องการขาว เราเพียงแต่ใส่สารยับยั้งเอนไซม์สร้างเม็ดสีในปริมาณที่เพียงพอจะทำให้เซลล์ สร้างเม็ดสีไม่สร้าง เราจะสามารถขาวกว่าเดิมที่เราเป็นอยู่แน่นอน ที่ ผมนำมาเล่านี้ไม่ได้ต้องการให้เพื่อนๆอยากขาว แต่ต้องการให้เพื่อนๆทราบกลวิธีการควบคุมสีผิวของตนเอง ไม่ว่าอยากขาว อยากคล้ำ หรืออยากผิวสีแทน โดยวิธีที่ผมพิสูจน์มาแล้วด้วยตัวเอง ตั้งแต่วิธีที่ง่ายๆที่สุด จนวิธีแบบadvanceทั้งหลาย ให้เพื่อนๆได้ลองเปรียบเทียบผลดูครับ




ก่อนจะดูแลเค้า เราก็ต้องรู้จักเค้ากันก่อน รู้จักเซลล์ต่างๆที่มีบทบาทในการทำให้ผิวเราวิ๊งหรือโทรม เราจะได้รู้จักเลือกใช้สารเคมีในการไปจัดการบังคับเซลล์ต่างๆใต้ผิวหนัง ให้เป็นไปตามที่เราปรารถนา
ผิวหนัง(Skin ศัพท์ชีวะเรียกว่า Cutaneous membrane) แบ่งเป็นสามชั้น คือ ชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) ชั้นหนังแท้(Dermis) และชั้นไขมันใต้ผิวหนัง(Subcutaneous fatty layer) ชั้น หนังกำพร้า เป้นส่วนที่ไม่มีเส้นเลือดมาเลี้ยง

ดังนั้นจะถูกดันให้ลอกออก คล้ายๆกับการลอกคราบอยู่เรื่อยๆ ช่วงเด็กๆจะผลัดออกทุกๆ 28วัน แต่พออายุมากขึ้น เซลล์ชั้นนอกที่ตายไม่ยอมลอกซักที หน้าเลยดูโทรม ช่วงไหนหน้าดูโทรมๆ คล้ำๆ นั่นคือชั้นหนังกำพร้าที่ตายแล้วมาออกันอยู่โดยไม่ยอมลอก
ถ้ารู้จัก ใช้สารเคมี ที่เร่งการผลัดเซลล์ผิวด้านนอกที่ตายแล้วออก(ซึ่งสีดำคล้ำ) ผิวเราก็จะมีแต่ผิวใหม่ๆ(สีขาวอมชมพู) ซึ่งสารเคมีที่ช่วยผลัดผิวตัวที่Populatที่สุด คือ กรดผลไม้(AHA เช่น กรดแลกติกจากนมเปรี้ยว กรดมาลิกจากแอปเปิ้ล กรดแลกติกจากน้ำอ้อย ) , สารในกลุ่มวิตามินA
ที่ชั้นEpidermis มีเซลล์หลายตัว ที่เราควรจะไปทำความรู้จักกับเค้า เข้าใจธรรมชาติเค้า เพื่อที่จะได้สั่งเค้าให้เสกผิววิ๊งๆอย่างที่เราต้องการได้ ได้แก่ Melanocyte , Keratinocyte ,Langerhans cell เซลล์ที่ชั้นEpidermis
ตัว แรก : Melanocyte :ตัวนี้เป็นตัวพระเอกในการทำให้เราดำหรือขาว เพราะเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างเม็ดสี(Melanin) ถ้าเม็ดสีมีมากผิวก็ดำ ถ้าน้อยผิวก็ขาว จำนวนMelanocyteของแต่ละคนจะมีเท่าเดิมไม่เปลี่ยน แปลงตั้งแต่เกิด แต่การที่เราจะดำหรือขาว ขึ้นอยู่กับว่า เจ้าMelanocyteผลิตเม็ดสีมากเท่าไหร่ ดังนั้นการอยากเปลี่ยนสีผิว ก็เพียงแค่ควบคุมกระบวนการผลิตเม็ดสีของMelanocyteให้อยู่หมัด
อธิบายภาพ : เซลล์ชนิดต่างๆบนชั้นEpidermis







นอกจากปริมาณMelaninที่Melanocyteสร้างแล้ว ยังขึ้นอยู่กับชนิดของ Melanin ถ้าผลิตเม็ดสีชนิด Eumelanin(เม็ดสีดำและอยู่กันหนาแน่น) ผิวก็จะดำ เช่นพวกนิโกร ถ้าผลิตเม็ดเม็ดสีชนิดPheomelanin (เม็ดสีแดงเหลือง) ผิวก็จะสีเหลือง เช่นคนเอเชียเรา แต่ถ้าพวกฝรั่งจะสร้างเม็ดสีน้อยมาก

วิธีทำให้ผิวขาว มีหลายทาง เนื่องจากการสร้างเม็ดสีเกิดได้หลายกระบวนการ (there are variety pathway to produce melanin) แต่โดยหลักๆแล้ว กระบวนการสร้างเม็ดสีของ Melanocyte ต้องอาศัย Enzyme ชื่อ Tyrosinase คล้ายๆกับการจะมีลูกได้ต้องมีsperm ถ้าใส่ถุงยางไม่ให้spermมันเข้าไปผสมไข่ก็ไม่มีลูก ทำนองเดียวกัน การจะมีเม็ดสีต้องมี Tyrosinase ดังนั้นถ้าเรายับยั้งอีตาTyrosinaseได้….เราก็จะไม่ดำ

……สารหลายตัวเหลือเกินที่ช่วยกันยัลยั้งTyrosinase เช่น Arbutin ,Kojic acid ,Vitamin C ,Licorice

บรรยายภาพ ช่วง ที่ผมอยากขาวขึ้น ผมใช้วิธีใช้สารที่ยับยั้งเอนไซม์Tyrosinaseหลายๆตัว ทั้งArbutin ,Kojic และวิตามินซี ประกอบกับใช้สารที่ผลัดเซลล์ชั้นบนออกไป คือAHA ผลที่ได้ หลังจากประโคมสารเหล่านี้ประมาณสองอาทิตย์ขาวขึ้นอย่างเห็นได้ชัดครับ เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงที่ปล่อยMelanocyteมันสร้างเม็ดสีตามธรรมชาติ -*







อธิบายภาพ โรงงานผลิตเม็ดสี เรียกว่า Melanocyte


ใน ชั้นหนังกำพร้า(Epidermis) ด้านล่างติดกับชั้นหนังแท้(Dermis) จะสร้างเม็ดMelanin จากสารตั้งต้นพวกกรดอะมิโนชื่อTyrosine อาศัยเอนไซม์Tyrosinase เมื่อเกิดเม็ดสี เจ้าMelanocyteจะกระจายเม็ดสีขึ้นไปยังผิวชั้นบน กระจายไปทั่ว โดยจะมีเซลล์ที่คอยรับMelaninคือKeratinocyte

การ ทำให้ผิวขาวบางทีก็สามารถทำได้โดยใช้สารเคมีที่ไประงับ ไม่ให้เม็ดสีที่สร้างแล้วกระจายขึ้นมาด้านบน มันออกันอยู่ข้างล่าง ผิวข้างนอกก็ยังดูใสอยู่ สารที่Blockไม่ให้เม็ดสีกระจายขึ้นมายังผิบชั้นบน ก็คือVitamin C อีกแล้ว










เซลล์Keratinocyte (อยู่เหนือMelanocyte) พอได้ รับเมลานินจากMelanocyteก็จะค่อยๆเคลื่อนตัวอย่างช้าๆขึ้นไปด้านบน

จากการดันของเซลล์ใหม่ข้างล่าง จนในที่สุดผิวเก่าก็จะหลุดลอกออกไป ผิวใหม่ข้างใต้ถูกดันมาแทนที่ ดังนั้นช่วงที่ผิวใหม่ดันขึ้นมา ผิวเราจะสีชมพูเรื่อๆ เพราะยังไม่มีเมลานินดันขึ้นมามากนั่นเอง ช่วงเราเด็กๆผิวเราแป๊บๆก็ผลัดระ แต่พออายุมากขึ้น แทนที่จะผลัดโดยธรรมชาติทุกเดือน บางทีก็สี่สิบห้าวัน

ฉะนั้น ผิวคนอายุมากเลยดูคล้ำๆโทรมๆ โดยส่วนตัวผมแนะนำว่า ช่วงที่ต้องออกงานแล้วต้องการความวิ๊ง ให้ใช้สารพวกExfoliate หรือสารลอกผิว ทำหน้าที่ไล่ผิวชั้นนอกที่ตายแล้วออกไป แล้วกระตุ้นให้ผิวใหม่ขึ้นมาเร็วขึ้น ผมเองเวลามีคลาสสอนตอนเย็น ช่วงเช้าตื่นมาก็จะใช้สารผลัดเซลล์ ลอกเอาผิวเก่าออก ดังนั้นเหมือนกับมีผิวใหม่ทุกๆวันนั่นเอง

สารที่ช่วยลอกผิวเก่าออก ได้แก่ AHA ,BHA AHAหรือกรดผลไม้สามารถหาซื้อได้ทั่วไปตามคลินิกแพทย์ ถ้าคนผิวมันใช้ซัก 20% หรือ บางคนผิวแห้งใช้10%ก็พอ

ดังนั้นคำว่า หน้าใส จริงๆแล้วก็คือ กลไกการเอาผิวชั้นนอกที่เก่าแล้วหรือตายแล้วออกไป แล้วกระตุ้นเซลล์ใหม่ๆเอ๊าะๆๆขึ้นมาอวดนั่นเอง










เซลล์ชนิดที่สองในชั้นEpidermis สำคัญไม่แพ้กัน ชื่อว่า Langerhans cell ทำหน้าที่เป็นเม็ดเลือดขาว(Macrophage) ในผิวหนัง กล่าวคือ เวลามีสิ่งแปลกปลอมอะไรเข้ามา Langerhans cellจะเป็นตัวไปโอบล้อมจับกิน

บทบาทสำคัญเกี่ยวกับสุขภาพผิวของ Langerhan cell ก็คือ เวลาที่เซลล์ผิวชั้นบนเสื่อมสภาพลง มันจะเป็นตัวไปกินเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว ทำให้เกิดช่องว่าง ทำให้เซลล์ผิวใหม่ดันขึ้นมาแทนที่ ในขณะเดียวกันมันจะส่งสัญญาณเคมี (Cytokinase) ไปกระตุ้นเซลล์ที่ชื่อFibroblast ให้สร้างCollagen ซึ่งทำให้ผิวตึง

แต่Langerhans cell จะไม่Activeจนกว่าจะถูกกระตุ้น งานวิจัยจากวรสารใหม่ๆบ่งชี้ว่า

สารสกัดจากยีสต์ที่ชื่อว่า Beta (1,3) glucan (คุ้นๆมะ สกัดจากยีสต์ คสอ. น้ำป้า... ชื่อดัง ที่เอามาตั้งชื่อเก๋ว่า พิๆร่าๆอะไรเนี่ยแหละ)

สามารถไปกระตุ้นให้Langerhan cellย่อยเซลล์ที่ตายแล้วและสร้างเซลล์ใหม่ทดแทนได้ คล้ายๆกับพวกเราค่อยๆ เดินเข้าโรงเรียนอย่างเอื่อยๆแต่ถ้าอาจารย์นิกรตะโกนด่าเราจะรีบวิ่งเข้า โรงเรียนเวลามาสาย เซลล์Langerhanก็เช่นกัน มันจะทำหน้าที่ในการย่อยเซลล์ตายแล้วถ้าได้รับการกระตุ้นจากBeta glucan ด้วยอัตราการทำงานที่สูงกว่าไม่ได้รับการกระตุ้นถึง50เท่า

ดัง นั้นBeta glucan จึงเป็นสารเคมีที่ทำให้หน้าเด้งได้อย่างชัดเจน เนื่องจากมีการสร้างเซลล์ใหม่ และมีคอลลาเจนแน่น สารตัวนี้ผมเคยเห็นในเครื่องสำอางค์Hi-classกระปุกห้าหกพันหลายยี่ห้อ เช่น Estee ,La prerie แต่เข้าใจว่าความเข้มข้นคงไม่เยอะมากเท่าไหร่ เนื่องจากเครื่องสำอางค์ไม่มีสิทธิ์ใส่สารเคมีที่ทำให้ผิวเปลี่ยนโครงสร้าง เช่นนี้ ดังนั้น การหาสารเคมีตัวนี้ แนะนำว่า ลองหาจากคลินิกแพทย์ผิวหนังที่ใดก็ได้แล้วถามแพทย์ถึงสารเคมีตัวนี้ โดยส่วนตัว ผมใช้Collagen serumของคลินิก ซึ่งมีBeta(1,3)glucan ผสมอยู่ด้วย ซึ่งราคาไม่แพงเกินไป ถ้าเทียบกับเครื่องสำอางค์

นอกจาก นั้นที่ชั้นEpidermisจะมีเซลล์ประสาทรับสัมผัส(Merkel cell) และCeremide(คล้ายซีเมนต์เชื่อมเซลล์) แต่ไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับความงาม จึงขอผ่านไประกัน เด๋วจะมึนซะก่อน
ภาพประกอบ แสดงLangerhans cell จะเห็นว่าเยื่อหุ้มเซลล์ของมันเป็นแขนง ถ้าประโคมBeta glucanเข้าไปมันจะActiveได้ง่ายมาก













ถึงตรงนี้ ขอสรุปเซลล์ในชั้น หนังกำพร้า มีเซลล์ที่เราควรรู้จัก และสามารถไปบังคับการทำงานมันได้คือ 1.Melanocyte :สร้างMelanin : ถ้าอยากขาว ใช้สารยับยั้งเอนไซม์ที่กระตุ้นให้สร้างเม็ดสี ได้แก่ Arbutin ,Kojic acid ,Licorice , Vitamin C หรือ สารที่ป้องกันไม่ให้ Melanin กระจายขึ้นไปชั้นบน เช่น Vitamin C

ขอ แถมครับ หรือใช้สารที่ผลัดเซลล์ที่มีเม็ดสีแล้ว ให้มันไสหัวออกไปซะ เช่น AHA , BHA , กรดวิตามินเอ ซึ่งเด๋วผมจะเล่าให้ฟังทีละตัวครับ


2.Langerhans cell : ทำลายเซลล์ที่ตายแล้ว วิธีกระตุ้น : ใช้ Beta(1,3) glucan ซึ่งจะไปกระตุ้นreceptormเยื่อหุ้มเซลล์ของมัน ให้มันActive ผลที่ได้ : เซลล์ที่ตายไปแล้วถูกกำจัด เซลล์ใหม่ถูกสร้าง คอลลาเจนเยอะขึ้น >> หน้านอนไม่ติดหมอน เด้งๆตลอด ภาพประกอบ Melanocyte กำลังลำเลียงเม็ดสีMelaninขึ้นสู่ผิวชั้นบน ถ้าเราบล็อคการลำเลียงMelaninนี้ได้ ผิวเราก็จะไม่คล้ำ








คั่นรายการครับ ….แสงแดดเป็นตัวกระตุ้น(Activator) ของเอนไซม์ที่ทำลายผิวของเรา คล้ายๆกับภาพโป๊เป็นตัวกระตุ้นpenisให้แข็งตัวทำนองนั้นน่ะครับ

Enzyme Tyrosinase …..ซึ่งเป็นเอนไซม์สร้างเม็ดสี จะActiveเมื่อ….ได้รับแสงแดด ในขณะที่Enzyme Collagenase ซึ่งเป็นEnzymeที่ทำลายคอลลาเจนในผิวเรา….ก็Active เมื่อได้รับแสงแดดกระตุ้นเช่นกัน ผล ที่ได้จากการได้รับแสงแดด >> เอนไซม์Tyrosinase และ Collagenase Active …..คอลลาเจนถูกย่อย เม็ดสีถูกสร้าง ดังนั้นรางวัลที่ได้จากการตากแดดก็คือ ดำ+เหี่ยว ศัตรูหมายเลข1ที่เป็นตัววายร้ายทำลายจของผิวเรา คือแสงแดดครับ ดังนั้น ถ้าอยากดูแลผิว ตีสนิทกับครีมกันแดดไว้





ผมเคยอ่านบทความวิจัยของแพทย์ผิวหนังชาวญี่ปุ่น ซึ่งเล่าว่า ท่านเคยไปวัดญี่ปุ่น พบพระอายุ70กว่า แต่ผิวเหมือนเด็กๆ แทบไม่มีริ้วรอย ไม่มีกระ ไม่มีฝ้า เนียนใส จึงถามถึงกิจวัตรท่าน พบว่า ท่านตื่นตีสี่ ออกมาบิณฑบาตรแต่เช้า กลับเข้าวัดตีห้าครึ่ง สวดมนตร์ นั่งสมาธิอยู่ในวัดบนภูเขา ตลอดชีวิตแทบไม่เคยตากแดด

ซึ่ง ตรงกับการศึกษาของแพทย์ผิวหนัง ซึ่งพบว่า 90%ของความเสื่อมของผิวหนังทั้งมวลเกิดจากแดด

หากไม่โดนแดดเลย ริ้วรอยที่เกิดจากการขยับของกล้ามเนื้อจะเริ่มปรากฏหลังอายุ40-50!!!! ใน ส่วนของตัวผมเอง รูปในหัวข้อกระทู้ เป็นรูปที่ผมถ่ายตอนมัธยม6ซึ่งผมไม่เคยทาครีมกันแดดเลย วันๆเตะบอลกลางสนามตามประสาเด็กผู้ชาย ผิวเลยมีสภาพแบบนั้น ดำ เหี่ยว เต็มไปด้วยริ้วรอยเล็กๆเต็มหน้า

ทั้งๆที่อายุเพียง16 แต่ผิวแย่กว่าปัจจุบันเสียอีก เป็นข้อพิสูจน์สำคัญว่า แดด เป็นสิ่งที่ทำให้ผิว คล้ำและเหี่ยว ผมสอนเด็กๆว่า ใครที่เดินสู้แดด โดยไม่ทาครีมกันแดด ท่องไว้เลย ดำ เหี่ยว ดำ เหี่ยว ดำ เหี่ยว ดำ เหี่ยว ดังนั้นขั้นตอนการทาครีมกันแดดจึงเป็นขั้นตอนสำคัญอันดับหนึ่ง

หากต้องการจะเปลี่ยนสีผิวให้สว่างขึ้นครับ จงหลีกเลี่ยงUV ทั้งจากพระอาทิตย์ จากแสงไฟ และจอคอม รังสีUVส่องมายังโลกในรูปของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า(Electromagnetic wave) mี่ความถี่200-400 nm สามารถทะลวงหนังชั้นบน(Epidermis) ลงไปทำลาย Collagenในผิวหนัง

ทำให้เกิดอนุมูลอิสระ และที่เห็นผลชัดที่สุดคือ ทำให้ดำ เพราะผิวเรามีกลไกสร้างเม็ดสี่เมลานินมาช่วยดูดแสงตัวนี้ไม่ให้ทำลายเซลล์ และที่สะสมไประยะยาวคือ ทำให้เกิดมิวเทชั่น ของDNAและเป็นสาเหตุของมะเร็งผิวหนัง













รังสีUV มีสองชนิด คือ UV a กับ UV b UV a ทำลายคอลลาเจนทำให้ผิวเสื่อม เหี่ยว UV b ทำให้ผิวไหม้ ผิวดำ

เวลาเลือกครีมกันแดดจึงต้องดูค่าสองค่า ค่าแรก ค่า PA จะมีสามระดับ + , ++ และ +++ อันนี้จะบ่งบอกระดับการป้องกัน UV a ส่วนอีกค่าคือ SPF อันนี้บอกความสามารถในการป้องกันUV b ให้ผิวไม่ไหม้เกรียมเวลาเจอแดดเป็นกี่เท่า ( b มาจากคำว่า burn) ปกติผมไม่ชอบทาครีมกันแดดมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะเหนียวเหนอะ แต่ตัวนี้ ประมาณว่าบางเบาเหมือนน้ำเปล่า แถมSPF50 ,PA+++ เจ๋งมากมาย


ผมชอบอ่านวารสารการแพทย์ด้านผิวหนังภาษาอังกฤษ ทุกฉบับเขียนตรงกันว่า "Sunlight is the skin's worst enemy"

ดังนั้น ให้รางวัลกับผิวสวยตัวเอง ด้วยการไปหาครีมกันแดดดีๆไว้คู่ใจผิวซักขวดรับปีใหม่ดีกว่าครับ ไม่เฉพาะพี่ๆน้องๆที่ต้องออกแดด แม้แต่พี่ๆที่นั่งอยู่หน้าจอคอมทุกวัน


เวลาสังเกตส่วนประกอบของครีมกันแดด ให้หาสารสามตัวนี้ครับ

1.Titanium dioxide และ 2.Zinc oxide ทำหน้าที่เป็นเสมือนกระจก สะท้อนรังสีUVออกไป ทั้งสองตัวนี้จัดเป็น Physical sunscreen 3.Avobenzone หน้าที่ดูดซึมรังสีUVไว้ โดยปฏิกิริยาเคมี ไม่ให้มันผ่านลงไปทำลายผิว


ภาพประกอบ การทำงานของPhysical sunscreen โดยส่วนตัวผม แนะนำPhysical sunscreen เพราะส่วนใหญ่บางเบา ไม่เหนียวเหนอะหนะเท่าchemical สังเกต ถ้าใครทาครีมกันแดดที่มีPhysical sunscreen อย่างTitanium dioxide ซึ่งมันสะท้อนแสง เวลาถ่ายรูป หรืออยู่กลางแดดหน้าจะดูเหมือนมีออราออกมา

เพราะแสงถูกสารตัวนี้สะท้อนนั่นเอง อย่างตัวผมเอง เวลาสอนหน้าคลาส ผมอยากให้ตัวเองดูสว่างขึ้น เวลาขึ้นจอทีวีอยากให้ตัวเองดูขาวๆ เช่นเดียวกับเวลาเด็กๆมองขึ้นมา วิธี การคือตอนเช้าโบ๊ะกันแดดที่มีสารสะท้อนแสง แล้วในห้องเรียนผมก็จัดไฟฉายมาที่หน้าผมหลายๆดวง พอไฟมันสะท้อนสารเคมีที่ผิว มันเลยเหมือนดูมีแสงสว่างออกมาจากหน้า หน้าเลยดูสว่างๆ

เทคนิคนี้นำไปใช้ได้ครับ เวลาออกเดต ทาสารพวกนี้มา แล้วนัดทานกลางวัน เดินจูงมือกันข้ามถนนยอมตากแดด ให้ได้เห็นความสว่างของผิวที่กระจายออกมาจากใบหน้าเรา (ขำๆนะจ้ะ อย่าซีเรียส)










ใกล้จะจบเรื่องโครงสร้างผิวแล้วครับ อย่าเพิ่งเบื่อกันน๊า

ชั้นหนังแท้ (Dermis) อยู่ ใต้ชั้นหนังกำพร้า ประกอบด้วย ปลายประสาท (Nerve ending) ,ต่อมเหงื่อ (Sweat gland) , ต่อมไขมัน( Sebaceous gland) ขุมขุม (hair follicle) หลอดเลือด ถ้าพระเอกของเรื่องการแปลงสีผิว อยู่ที่Melanocyte

สุดยอดโครตพระเอกของสภาพผิวว่าจะเด้งหรือ เหี่ยว อยู่ที่ปริมาณคอลลาเจนในผิว ซึ่งสร้างโดยเซลล์ในชั้นDermisที่ชื่อว่า “Fibroblast” คนที่Fibroblastขยันสร้างCollagenทดแทนอยู่สม่ำเสมอผิวก็จะ ตึง เรียบเนียนอยู่ตลอดเวลา แต่พออายุมากขึ้นFibroblastจะเริ่มขี้เกียจ

ดังนั้นจึงต้องหาสารเคมีไปกระตุ้นมัน สารเคมีที่สามารถกระตุ้นการ ทำงานของFibroblastให้สร้างCollagenได้ได้แก่ สารพวกPentaxapeptide หรือในอาจเรียกง่ายๆว่า Matrixil ซึ่งเป็นกรดอะมิโน5ตัวเรียงกัน

บางคลินิกจะเรียกว่า Microcollagen แต่ต้องถามแพทย์ดีๆว่า Microcollagenจากร้านท่าน จ่ายมาเพื่อเอาไว้ทาแทนคอลลาเจนเก่าหรือเอาไว้กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ถ้า แพทย์จ่ายคอลาเจนเอาไว้ประโคมผิว ขอฟันธงเลยว่า จะไม่ได้ประโยชน์อย่างที่หวัง เพราะคอลลาเจนโมเลกุลขนาดใหญ่เกินกว่าจะทะลุลงไปถึงชั้นหนังแท้ และคอลลาเจนเป็นโปรตีนธรรมชาติที่ผิวสร้างขึ้น ไม่มีทางทดแทนได้โดยการประโคมลงผิวเป็นอันขาด

ดังนั้น อย่างดีก็ใช้เป็นเพียงสารให้ความชุ่มชื่น ดังนั้น ถ้าต้องการเสริมสร้างคอลลเจนให้นึกถึงสารที่ชื่อ PentapeptideหรือMatrixil เท่านั้น









ตอนเรียนวิชาHistologyเค้าสอนว่า ผิวเราจะดีไม่ดีขึ้นกับเส้นใยCollagen ซึ่งสร้างโดยเซลล์ในผิวหนังชื่อว่า Fibroblast ถ้าcollagen เยอะหน้าก็จะตึง เนียน ถ้าคอลลาเจนน้อยหน้าก็จะหย่อนๆ


มีริ้วรอย Collagenไม่สามารถซึมผ่านผิวไปได้ ดังนั้นที่ขายคอลลาเจนเอามาทานั้นไม่มีประโยชน์ แต่ตัวที่workก็คือ เครื่องสำอางค์อะไรก็ตามที่มีสารที่ไปกระตุ้นFibroblastให้สร้างCollagen สารนั้นก็คือ Pentapeptide หรือ Microcolagen เป็นกรดอะมิโน5ตัวเรียงกัน เมื่อทาสามารถไปจับreceptorของFibroblastและกระตุ้นให้สร้างcollagenได้ "จากงานวิจัยทางคลินิก" พบว่า

ผิวที่ได้รับPentapeptideสามารถกระตุ้นให้Fibroblastสร้างColagenได้มากกว่า ผิวปกติ6เท่า










อีกตัวนึงที่ใช้ร่วมกันในการกระตุ้นCollagenคือ Vitamin C (Ascorbic acid) ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวเร่ง(Catalyst)ของCoenzyme ในการเปลี่ยนกรดอะมิโนProlineให้เป็นHydroxyprolineก่อนจะนำกรดอะมิโนตัวนี้ มาสังเคราะห์คอลลาเจน แพทย์ ผิวหนังชื่อดอกเตอร์มูราดและคณะ(Murad et. al)ในปี1981 รายงานไว้ว่า


วิตามินซีในรูปL-Ascobic acid มีผลกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ในโรงงามสร้างคอลลาเจนของผิวหนังเรา (Fibroblast) โดยทำให้เซลล์ดังกล่าวผิลคอลลาเจนมากกว่าเดิมถึง8เท่า


นอกจากนั้นวิตามินซี ยังช่วยกำจัดอนุมูลอิสระที่เกิดจากแสงแดด ยับยั้งเอนไซม์สร้างเม็ดสีทำให้ขาวขึ้น ปกติตามsuperหรือแผนกเครื่องสำอางค์ วิตามินซีSerumบางทีขวดนึงสองสามพันแน่ะ แต่พอดูส่วนประกอบแล้ว มันก็L-Ascorbic acidตัวเดียวกัน สารเคมีตัวเดียวกัน สูตรเคมีเดียวกัน ผมจึงเน้นซื้อSerumวิตซีจากคลินิก ซึ่งแน่นอนว่า จะได้ความเข้มข้นของสารสูงกว่าที่ผสมตามเครื่องสำอาง

###เสริม ค่ะ###วิตตามินซี ที่ใช้ในเครื่องสำอางส่วนใหญ่ ทำออกมาอยู่ในรูป
Ascorbyl Palmitate ค่ะ ในส่วนผสม มักจะเขียนว่า Ascorbyl Palmitate

ซึ่งในทาง cosmeceutical แล้ว มีสองตัวคือ

ascorbyl isostearate กับ ascorbyl palmitate

ก็ไม่ทราบว่าดีแตกต่างกันอย่างไรนะคะ ใครทราบก็ช่วยเสริม ทีนะคะ




สารที่เป็นยา จะออกฤทธิ์ได้ดีต่อผิวมากกว่าเครื่องสำอางแถมถูกกว่าหลายเท่า

ซึ่งพี่ๆน้องๆสามารถจะไปหาตัวยาเหล่านี้จากคลินิกทั่วไป โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปเสียเงินแพงๆค่าเครื่องสำอางโดยที่ประสิทธิภาพก็สู้ยา ไม่ได้
แต่ไปเสียตังค์ในงบโฆษณาโปรโมท


โดยส่วนตัวผมคิดว่า คนไข้มีสิทธิที่จะทราบว่ายาที่หมอจ่ายมีองค์ประกอบอะไรบ้าง เพื่อจะได้รู้ว่าเรากำลังทำอะไรกับหน้าเราอยู่ ไม่ใช่ใช้ๆไปโดยไม่รู้ บางทีทำให้เราขาวมากๆ แต่ขาวโดยสารที่มีผลข้างเคียงสูงอย่างHydroquinnoneแบบนี้ก็ค่อนข้างเสี่ยง ครับ















ขอแอบสรุปหลักการเรื่องการดูแลผิวให้ขาวใสที่ผมทำกับตัวเองแล้วได้ผล แบบไม่ต้องพึ่งวิธีadvanceอื่นๆเลยอีกครั้งนึง


แรงบันดาลใจจากการที่เด็กๆจ้องหน้าผมตลอดเวลาเรียนหนังสือ แล้วผมไม่อยากเป็นครูดำหน้าเหี่ยว ผมเลยเริ่มกระทำการดังนี้


1.ทากันแดด วันละสองครั้ง
2.ใช้สารผลัดเซลล์ที่ตายแล้วออกไปข้างนอก ได้แก่สารในกลุ่ม AHA BHA กรดผลไม้ต่างๆ
ปกติผิวที่เราเห็นทุกวันด้านนอก คือเซลล์ที่ตายแล้ว จะมีเม็ดสีดำๆไปออกันด้านบน ถ้าอยากให้ผิวใส ต้องผลัดชั้นที่ตายแล้วนี้ออกไปครับ ถ้าไม่กลัวเปลืองตังค์ น้องหาพวกสารที่คุณสมบัติคล้ายๆกัน เช่น มะนาว,มะขาม ,โยเกิร์ต มาร์คหน้าก็ทำให้เซลล์ที่ตายแล้วหลุดออกไปได้เช่นกัน
3. ใช้สารที่ไปยับยั้งเซลล์สร้างเม็ดสีไม่ให้สร้างเม็ดสี สารกลุ่มนี้เรียกว่า Whitening เช่น Arbutin ,Kojic acid ,Vitamin C แนะ นำให้ซื้อจากคลินิกผิวหนัง เพราะสารเหล่านี้ถ้าในเครื่องสำอาง จะมี%ต่ำ แทบไม่ส่งผลใดๆ แต่ถ้าซื้อเป็นตัวยาจากคลินิกหรือโรงพยาบาล จะใช้สารเหล่านี้ได้ในความเข้มข้นสูง
"(ทว่า เหมาะสม หากคลินิกไหน ใช้ไม่เหมาะ สม แจ้ง อย. จับไปเลยคร่าาาา)" ทำให้ผิวขาวขึ้นได้อย่างทันตาเห็น


ทั้ง สามตัวที่ผมยกมาเป็นWhiteingที่ค่อนข้างปลอดภัย และ ผลข้างเคียง ค่ีอนข้างน้อย
ในขณะที่Whiteningให้ความขาวได้มากกว่านี้ เช่น Hydroquinnone(พวกสารปรอท สเตียรอยด์ ก็ด้วยนะจ้ะ บางเจ้า ใจถึง อาจจะใส่ฟอร์มาลีน ด้วย "เอ้ะ อันนั้นมัน ใช้ ดอง ศพ มิชิ รึ !!!!)หากใช้ความเข้มข้นสูงติดต่อกันเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดผลข้าง เคียง



เช่น ผิวบริเวณนั้นด่างขาวไปเลยก็ได้ ดังนั้น คิดว่า ใช้แค่สามตัวนี้ก็อยู่แล้วครับ ช่วงแรกๆที่ต้องมานั่งทาครีมไรงี้ ท่านๆที่ไม่คุ้นอาจจะรู้สึกแปลกๆหน่อย แต่พอทำจนติดเป็นนิสัย ได้รางวัลเป็นผิวที่ใสขึ้นก็คุ้มนะครับ : )

เพื่อนผมแอบบอกว่า ผิวผมตอนนี้ ดีกว่าผิวตอนม.สามเสียอีก ก็เพราะความแตกต่างด้านการดูแลตัวเองแหละครับ คนเราพันธุกรรมให้มา ไม่ เท่าการดูแลตัวเองครับ คนที่เกิดมาผิวดีแต่ตากแดดเละเทะ ไม่นานก็เหี่ยวครับ ตรงข้ามกับผิวดำเหี่ยวอย่างผม ถ้าดูแลตัวเองตามหลักวิชาการ ไม่นานผิวก็ค่อยๆดีขึ้นเรื่อยๆ เป็นรางวัลที่ชื่นใจครับ


***** ขอเสริมนิดนะจ้ะ พวกครีม ที่ไม่มีที่มาที่ขายตามตลาดนัด ห้าง สรรพสินค้า อินเตอร์เนท ที่เกลื่อนตลาดตอนนี้น่ะจ้ะ หลายตัวไม่มี อย.นะจ้ะ เช่น ครีม หมอจุลา หลากหลาย ตระกูล ครีมหน้าเด้ง ครีมหน้าใส ครีมไร้ฝ้า บลาๆๆๆๆ

อยากจะสวยแบบเสี่ยง หรือว่าสวยแบบ ปลอดภัยก็เลือกเองนะจ้ะ อย่างน้อย ครีมในคลินิก มีหมอ แขวนป้ายตัวเบ่อเร่อ ยาทุกตัวในคลินิก ต้องผ่าน มาตรฐาน อย่างน้อยก็ GMP น่ะจ้ะ แล้ว ถ้าคุณซื้อยากับหมอแล้วหน้าแหก คุณยังไปร้องแรกแหกกระเชอ กะหมอได้ หมอคนไหน ไร้ความรับผิดชอบ ก็ประจาน ซะเลยค่ะ จะได้ ไม่เป็นเยี่ยงอย่าง แก่วงการแพทย์เสริมความงาม ที่ปัจจุบันเปิดยังกะดอกเห็ด แถมหมอ 80% ไม่ได้ เป็น ตจแพทย์จ้ะ เป็น หมอทั่วไป ที่ได้รับการเทรน สั้นๆมาทั้งนั้น
เลือกเอาจ้ะ จะหน้าแหก แบบหมอ รับเย็บ หรือหน้าแหก แบบหมอ ไม่รับเย็บ*****














สรุปกลยุทธ์ในการทำให้สีผิวขาวขึ้น : โดยสารให้ความขาว(Whitening) ผมแบ่งเป็นสามStep


Stepแรก : ยับยั้ง Melanocyteไม่ให้สร้างMelanin โดยใส่สารยับยั้งการทำงานของEnz. Tyrosinaseเข้าไปในผิว
สารกลุ่มนี้ ได้แก่ Arbutin , Kojic acid ,Locorice ,Vitamin C

Stepที่สอง : Blockไม่ให้เม็ดMelaninที่สร้างจากMelanocyte กระจายตัวขึ้นมายังผิวชั้นบน สารกลุ่มนี้ ได้แก่ Vitamin C


Stepที่สาม : ใช้สารพวกExfoliate ลอกเซลล์ผิวที่มีเมลานินด้านบน ออกไปซะ สารกลุ่มนี้ได้แก่ กรดผลไม้(AHA) ,กรดซาลิไซลิก(BHA) และสารในกลุ่ม กรดวิตามินเอ

*****คำเตือน จาก จขกท. นะจ้ะ กาลามสูตร แปดค่ะ อย่าหลับหูหลับตาเชื่อครูบาส หมด ทำตาม ครูบาสหมด ฟังหูไว้หูก็ดีนะจ้ะ อะไรที่มันเกิน ธรรมชาติมาก ไม่มีอะไรดีไปทั้งหมดหรอกจ้ะ ไปยับยั้ง ไปทำลาย MELANIN รังแกMELANOCYTE MELANOSOME มันมาก ต่อไป มันโกรธ เด๋ว มัน แปลงกาย เป็น MELANOMA(มะเร็งผิวหนัง) จะหาว่าไม่เตือนนะจ้ะ*****















Whitening ตัวแรก ที่จะนำมาเล่าสู่กันฟัง (เคยเล่าคร่าวๆไปแล้วในกระทู้ก่อน) คือ Arbutin


Arbutin เป็นสารธรรมชาติที่สกัดได้จากต้นBearberry (Uva ursi) มี สูตรโครงสร้างคล้ายกับHydroquinone(ซึ่งเป็นwhiteningตัวแรงสุดและมีผลข้าง เคียง)



เพราะโครงสร้างทางเคมีของมัน ประกอบด้วยHydroquinoneเกาะติดกับน้ำตาลกลูโคส ชื่อทางเคมีจริงถูกเรียกว่า Hydroquinone-Beta-D-Glucopyranoside Arbutin


เป็นสารที่ให้ความ ขาวที่ high potency ที่สุด ถ้าเทียบกับสารตัวอื่นๆ เพราะมันยับยั้งการทำงานของEnz.Tyrosinaseได้อย่างดีเยี่ยม


แม้จะไม่เท่าสารอันตรายอย่างHydroquinnone แต่ความขาวที่ได้เป็นความขาวที่ค่อนข้างมีความปลอดภัยและมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงน้อย


จากรายงานวิจัยทางชีวเคมีพบว่า การทำงานของArbutin เมื่อซึมเข้าสู่ผิวหนัง มันจะแตกตัวเป็นไฮโดรควินโนนและกลูโคส Hydroquinnoneจะเป็นตัวทำให้ผิวขาว แต่จะแตกตัวออกมาในปริมาณที่น้อยมากๆ จนถือได้ว่าไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงใดๆเหมือนHydroquinnone


******เพิ่ม เติมจ้ะ ตัว alpha arbutin จะแตกตัวเป็น hydroquinone ที่ pH ต่ำกว่า 3.5 จ้ะ เครดิต คุณ proativ-FC ค่ะ

แล้วจากในdata sheet ที่คุณ proativ-FC ให้ดู ตีความได้ว่า

ใน เวชสำอางเค้าก็ใช้ alpha arbutin แต่อยู่ใน pH range 3.5-6.5

จึงอันตรายต่ำเพราะเสถียร ใน pH ประมาณนี้ค่ะ

ในเรื่องช่วยความขาว ตัว alpha arbutin effective กว่า beta arbutin
แต่เป็น short term in vivo นะ S/E ระยะยาว ยังไม่มีการทำทดลองต่อ

ในตลาดเครื่องสำอางเค้าจะเรียก beta arbutin ว่า cosmetic grade ซึ่งเราว่าน่าจะปลอดภัยกว่า alpha arbutin******


นี่คือรูปที่เราหามาจากกูเกิล

แสดงถึง chemical structure ของ alpha arbutin
และการ สังเคราะห์ alpha arbutin จาก สารตั้งต้น คือเจ้าตัวอันตราย Hydroquinone นั่นเอง

arbutin ไม่ได้มีจากธรรมชาติอย่างเดียวนะ จะว่ามัน ปลอดภัยร้อยเปอร์เซนต์ก็พูดเกินไป

ในที่สุดผู้ร้าย อย่างเจ้าไฮโดร ก็มากลายเป็นพระเอก แค่จับมันใส่องค์ทรงเครื่อง
ใส่หน้ากากหน่อยเดียว(ไม่รู้จะเป็นพระเอกตัวจริง หรือว่าผู้ร้า้ยปลอมตัวมา)





***** อีกภาพนึงเป็น beta arbutin ซึ่ง ชื่อทางเคมีมันคือ Hydroquinone-β-D-glucopyranosides หรือ 4-hydroxyphenyl-beta-D-glucopyranoside*****

ถ้าไม่ได้สังเกต หน้าตามันก็คล้ายๆกันแหละ แตกต่างกันที่ ตำแหน่ง alpha กับ beta ของ กลูโคส ที่เข้ามาจับ
ใครแม่น organic chem ก็ช่วยบอกหน่อยละกันว่ามันยังไงเราเองก็อธิบายไม่ค่อยถูก




สูตรเคมีอย่างง่ายก็ C12H16O7 เหมืิอนกันทั้งคู่










แค่เรื่องอาร์บูติน ไปซะไกลเลย เซ็ง เคมีละมาเรื่องเบาๆก่อนดีกว่า

ฟังครูบาสโม้ต่อ อิอิ



 
ในความเห็นผม คนที่อยากขาวตัวนี้เป็นตัวที่เด็ดสุดแล้ว แต่ดูเหมือนจะต้องซื้อตามคลินิกหมอมากกว่าตามซุปเปอร์ หากไปซื้อตามห้าง แผนกเครื่องสำอาง Arbutinจะสามารถเป็นองค์ประกอบได้ใน%ที่น้อยมาก เนื่องจาก ข้อ จำกัดของคำว่าเครื่องสำอาง ต้องเป็นสิ่งที่ไม่ออกฤทธิ์ต่อผิวถึงขั้นเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผิว ฉะนั้น ถ้าเรื่องความขาว เวชสำอางย่อมให้ผลชัดเจนกว่าเครื่องสำอางแน่นอน










 
การทดสองประสิทธิภาพ Arbutinของผม ผมเป็นครูสอนชีวะ สอนเด็กให้อย่าเชื่อ ถ้ายังไม่ได้ลองเอง ผม เองก็เช่นกัน อยากลองให้เห็นกับตาตัวเอง


(แต่ก็ต้องระมัดระวังความปลอดภัยของตนเองด้วยนะจ้ะ ความกล้าไม่สงวนลิขสิทธิ์ แต่ก็ต้องรับผิดชอบตัวเองด้วย จ้ะ)


ว่าArbutinทำให้ขาวขึ้นได้จริงหรือ ทำให้รอยแดงจากสิวจางได้หรือ คืองี้ครับ เวลาเป็นสิว เกิดการอักเสบ ประมาณว่าเชื้อโรคเข้ามาในผิว เยอะ แล้วมีเซลล์ชนิดนึงกรี๊ดด กรีดร้องเรียกเม็ดเลือดขาวอื่นๆมารุมกระทืบเชื้อโรค  เวลาเซลล์เม็ดเลือดขาวไหลมารวมๆกันทำให้บริเวณที่เกิดสิว บวมแดงขึ้นมา และเกิดหนอง หนองที่อยู่ในสิวอักเสบ แท้จริงแล้วคือเซลล์เม็ดเลือดขาวกับศพเชื้อโรค


นั่นแหละครับ ปัญหาคือ หลังสิวหาย เซลล์แถวๆนั้นยังขวัญเสียตกใจกันอยู่ สร้างเม็ดสีมากกว่าเดิม ทำให้บริเวณที่เคยเป็นสิว เป็นรอยแดง ดูสีผิวไม่สม่ำเสมอ


เราจึงต้องปลอบขวัญเค้า ด้วยการระดมไวท์เทนนิ่งเข้าไป ตัวที่ครูบาสจะ ระดมเข้าไปยับยั้งไม่ให้เซลล์เม็ดสีสร้างเม็ดสีเกินเหตุ คือ Arbutinนี่แหละครับ หลังจากเป็นสิวอักเสบตรงแก้มข้างขวา พอหายแล้วมันก็เป็นรอยแดงๆ
ก่อนนอนก็ระดมทาArbutin


พอดีไม่ได้ถ่ายรูปBeforeไว้ แต่ถ่ายafter ซึ่งน่าตกใจสำหรับผมที่รอยแดงๆมันหายไปในเวลาสี่คืน


ที่Review ตัวarbutinเยอะนี่เพราะว่า ด้วยความที่ผมอยากขาวจัด เลยลองWhiteningมาเยอะ บางทีกระปุกนึงหกเจ็ดพัน มันก็ไม่ได้ทำให้ขาวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด


ปล รูปนี้ถ่ายทันทีหลังตื่นนอนตรงแก้มด้านขวาที่เคยมีรอยแดงจากสิว แล้วมันหายไป ผมยังยุ่งๆอยู่เลย หน้าตาอาจดูน่ากลัวมองผ่านๆไปนะครับ อยากให้ดูตรงรอยช้ำๆจากสิวที่จางลงพริบตาจากอาบูตินนี่แหละครับ










ออกจะพูดบ่อยซะหน่อย แต่เพื่อที่เพื่อนๆจะได้ดูแลตัวเอง โดยไม่ต้องเป็นทาสเครื่องสำอางหรือยาที่แพงเกินเหตุ


ครูบาสขออนุญาตอธิบายว่า การที่คนเราสีผิวไม่เหมือนกันหลักๆแล้ว เพราะเรามีเอนไซม์ตัวนึง ชื่อ Tyrosinase ที่โรงงานสร้างเม็ดสีใต้ผิวหนังไม่เท่ากัน
บาง คนมีเอนไซม์ตัวนี้เยอะ โรงงานสร้างเม็ดสีขยันสร้าง คนผู้นั้นก็คล้ำ คนมีเอนไซม์ตัวนี้น้อยก็ขาว ซึ่งจะมีเอนไซม์ตัวนี้มากหรือน้อย คนที่เป็นคนสั่งคือDNA


ฉะนั้น สิ่งที่เราได้มา เราสามารถเปลี่ยนแปลงได้ เช่นถ้าเรามีเอนไซม์ไทโรซิเนส ที่กระตุ้นให้โรงงานสร้างเม็ดสีขยันสร้างเม็ดสีเยอะ แล้วเราดำ แต่เราอยากขาว เราก็ใส่สารที่ทำให้เอนไซม์ตัวนี้ขี้เกียจทำงาน (Enzyme inhibitor)


ที่เราเรียกๆกันว่า Whitening ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายตัว และสารเหล่านี้มักทำงานเสริมซึ่งกันและกัน สำหรับสารให้ความขาวตัวต่อไปที่จะเล่าให้ฟัง เป็นอีกหนึ่งในสารให้ความขาวที่ดีที่สุดและปลอดภัยมากที่สุดอันดับต้นๆเทียบเท่าArbutin นั่นคือ Kojic acid มี กำเนิดจากประเทศญี่ปุ่น ได้จากกระบวนการหมักข้าวมอลต์เพื่อทำเหล้าสาเก


ในช่วงหลังนำมาใช้ในการทำให้ผิวขาวขึ้น โดยบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกอย่างLancome นำมาใช้เป็นสารให้ความขาวตัวหลัก


แต่ อย่างที่ผมเคยเรียน สารเคมี ไม่ว่าจะบรรจุอยู่ในยี่ห้อไหนในโลก ถ้าสูตรเคมีเหมือนกัน ตัวนำเข้าสู่ผิวตัวเดียวกันแล้ว จะราคาเป็นหมื่น หรือหลอดละร้อย ก็มีสมบัติในการให้ความขาวได้เท่ากันครับ ฉะนั้น ผมจึงเชียร์ให้หาKojicตามร้านหมอที่ท่านหาอยู่ มากกว่าเครื่องสำอางเช่นกัน เนื่องจากในเครื่องสำอางจะมีkojicใน%ที่ต่ำ จนไม่เห็นผลชัดเจน










Whitening ตัวที่สองที่จะพามารู้จัก คือ Kojic acid
กรด โคจิก เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการหมักข้าวมอลต์ เพื่อทำเหล้าสาเกในประเทศญี่ปุ่น (Fungal fermentation product) ในช่วงหลังสกัดเอาจากเห็ดญี่ปุ่นสายพันธุ์ที่ชื่อว่า Aspergillus oryzae มี สรรพคุณทางยาในการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน


ชาวญี่ปุ่นสมัยก่อนใช้ทานเป้นยาบำรุง ช่วง5-6ปีหลัง พบว่าโคจิกมีคุณสมบัติในการยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส จึงนำมาใช้เป็นสารให้ความขาว ช่วงปี2000-2002 มีผลการศึกษาจากวารสารทางวิชาการจำนวนมากยืนยันว่า Kojic acidมีผลในการยับยั้งการสร้างเม็ดสีMelanin


การ ทำงานของกรดโคจิก....โดยปกติเอนไซม์ไทโรซิเนสจะสร้างเม็ดสีได้ต้องอาศัยทอง แดง(copper)เป็นตัวช่วย(Co-factor) โคจิกจะเป็นตัวยับยั้งทองแดงไม่ให้ไปช่วยไทโรซิเนส ทำให้เอนไซม์ตัวนี้ทำงานไม่ได้ จึงไม่เกิดเม็ดสี


Melanocytes treated with kojic acid become nondendritic with a decreased melanin content. เซลล์สร้างเม็ดสีที่ถูกทาด้วยโคจิก จะแขนงหายไป ทำให้เม็ดเมลานินไม่สามารถกระจายขึ้นไปบนผิวชั้นบนได้


อธิบายภาพ Melanocyte ที่ทาด้วยKojic จะสร้างเม็ดสีน้อยๆลง และไม่ส่งเม็ดสีขึ้นไปด้านบน
จะสังเกตจากภาพว่า ไม่มีแขนง(dendrite)เหมือนในรูป


โดยสรุป กรดโคจิก มีความเด็ดขาดกับเม็ดสีถึงสองชั้น 1.ยับยั้งการสร้างเม็ดสี 2.ไม่ ให้เม็ดสีที่สร้างแล้วจากโรงงาน ส่งไปอาละวาดข้างบนได้ เนื่องจากเซลล์ไม่มีแขนง แขนขาด ประดุจดั่งปลาหมึกยักษ์ไม่มีหนวด ถูกตัดหนวดไปทำซูชิหมดแล้ว










ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามคร้าบบบ ขออนุญาตเล่าต่อนะคร้าบบ


นอกจากยับยั้งเอนไซม์ทำให้ผิวไม่คล้ำขึ้นแล้ว ส่วนผิวเดิมที่คล้ำๆ นอนตายอยู่ด้านบน เราอาจต้องไล่มันออกไป ด้วยสารผลัดเซลล์ จำพวกกรดผลไม้นั่นเอง


กรดผลไม้ (AHA : Alpha Hydroxy Acid ) Superstar ของวงการความงามมากว่ายี่สิบปี เป็นสารที่ได้รับความนิยมสูงมาก เริ่มFeverกันตั้งแต่ประมาณยี่สิบปีที่แล้วที่อเมริกา สารตัวนี้สกัดได้จากผลไม้ เมื่อเอามาทาผิว สามารถทำให้หน้าใสได้แบบทันตาเห็น


ความจริงแล้ว กรดผลไม้สมัยก่อนก็มีการใช้กันโดยไม่รู้ตัว พันกว่าปีที่แล้ว พระ นางคลีโอพัตราใช้น้ำองุ่นล้างหน้า คนไทยใช้มะขามเปียกขัดตัว ฝรั่งใช้โยเกิร์ตพอกหน้า เหล่านี้ล้วนเป็นการใช้AHAในการผลัดเซลล์ผิวทั้งสิ้น


ตอนนี้ ไม่จำเป็นต้องไปนั่งเอาผลไม้มาปอกแล้วพอกหน้าอีกต่อไป เพราะตามคลินิกต่างๆมีสารสกัดขายเป็นหลอดๆ กรดผลไม้(AHA) สกัดได้จากหลายแหล่ง และมีหลายตัว เช่น Glycolic acid(กรดไกลโคลิก) จากน้ำอ้อย Lactic acid (กรดแลกติก) จากนมเปรี้ยว (มันมีBacteria ชื่อLactoBacillus) Tartaric acid (กรดทาทาริก) จากมะขาม Malic acid (กรดมาลิค) จากแอปเปิล


ฉะนั้น สมมุติน้องขี้เกียจไปซื้อAHAจากคลินิก ใช้น้ำคั้นจากผลไม้ที่ผมกล่าวมาก็ได้ ล้วนให้ผลในการผลัดเซลล์ชั้นนอกที่ตายแล้วออกไป แล้วกระตุ้นการแบ่งเซลล์ใหม่ให้ดันขึ้นมา ทำให้ผิวที่มีเมลานินถูกดันออกไป ผิวที่เห็นภายนอกจึงเป็นผิวใหม่สวยงาม ขาวอมชมพู


บางครั้งผมใช้มะขามเปียกมาร์คหน้าเวลาแปรงฟัน โกนหนวด พอล้างออก ใสวิ๊งเชียว อธิบาย


อธิบายภาพ

ในภาพแสดงถึง ว่าเมื่อAHAชนิดหนึ่ง จากนมเปรี้ยว(กรดแลกติก) ซึมผ่านผิวลงไป แล้วมีผลอย่างไรต่อผิวบ้าง


ซึ่งผลก็คือ
-กระตุ้นdead cell shedding..การผลัดเซลล์ที่ตายแล้วออกไป
-กระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่
-กระตุ้นFibroblastให้สร้างCollagen ทำให้ผิวตึงขึ้น







เกร็ดความรู้ ถ้าจะซื้อAHAให้เจาะจงถามหมอว่า เป็นAHAชนิดใด


เนื่องจาก จากการศึกษาพบว่า AHAที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการผลัดเซลล์ผิวคือ Glycolic acid และ Lactic acid


Lactic acidที่เล่าข้างบนว่าได้จากนมเปรี้ยว แต่ความเป็นจริงก็คือเพราะว่า ในนมเปรี้ยว มีแบคทีเรียที่สร้างกรดแลกติก ชื่อ Lactobacillus(Lacto=lactic , Bacillus=รูปร่างเป็นแท่ง) ดังนั้นที่ใดมีLactobacillusก็มีกรดแลกติกและเอามาใช้ผลัดเซลล์ใด ....
#####(อย่างงี้ ยาคูลท์ก็เอามาทาหน้าได้ดิ่ เพื่อนๆคร้าาาเฮโลกันไปซื้อยาคูลท์ มาโบกหน้ากันเถอะคร้าาาา มีจุลินทรีย์ แลกโตบาซิลัส พันธ์ดีที่ยาคูลท์ เลือกใช้ ก่อนใช้อย่าลืมถามสาววยาคูลท์นะค้าาา ระวังมดขึ้นหน้าด้วยน้าาาาาา เด๋วได้ของแถมเป็นกรดมด(กรดฟอร์มิค) หน้าจะใสเด้ง เป่งปั่งแทน)#####ขำๆนะคะขำๆ


พิมพ์มาถึงตรงนี้ ผมเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า แบคทีเรียที่สร้างกรดแลกติก พบในVagina(ช่องคลอด)ของเพศหญิงด้วย เป็นตัวที่ชื่อว่า Lactobacillus acidophillus (acid=กรด ,phillus=ชอบ) ทำหน้าที่สร้างกรดรักษาค่าpHในช่องคลอด ให้อยู่ในช่วง4.9ถึง3.5 จุลินทรีย์ชนิดอื่นๆจะได้ไม่สามารถเข้ามาเจริญได้
(เรียกแบบ genaral ว่าเป็น normal flora ค่า ชื่อเธอเพราะไม้คะ)


แต่ก็ไม่พบใครเอากรดแลกติกจากตรงนี้มาใช้ผลัดเซลล์ผิว ถ้า ท่านใดไม่อยากเปลืองตังค์จากการไปซื้อAHAตามคลินิก


การใช้โยเกิร์ตหมักผิว กีวีขัดผิว หรือผลไม้รสเปรี้ยวหมักผิวดูจะเป็นอีกทางหนึ่งที่ได้ผล


โดยส่วนตัว ผมเคยใช้น้ำมะขามหมักที่เป็นเนื้อมะขามเปียกหมักกับน้ำผึ้ง มา ใช้ขัดหน้า รู้สึกว่าหน้าใสขึ้นทันตาเห็น แถมราคาถูก ขวดละ30บาทเท่านั้นครับ ผมซื้อตรงท่าเรือศิริราช รู้สึกจะมีขายตามพวกร้านขายของธรรมชาติน่ะครับ ผมคอนเฟิร์มว่าให้ผลไม่แตกต่างจากใช้AHAตามคลินิก แต่ต้องระวังท่านที่เป็นผื่นแพ้แดงๆ ไม่ควรใช้สารพวกกรดผลไม้ เพราะจะกระตุ้นผื่นให้เห่อขึ้นครับ


######แปะกระทู้ รีัวิว ขัดมะขามเปียกของครูบาส ให้ค่ะ
http://www.pantip.com/cafe/woman/topic/Q8629855/Q8629855.html#16######


#####ไหนๆครูบาส ก็พูดถึง เจ้า Lactobacillus acidophillus น้องnormal flora ใน จุ๋มจิ๋ม สาวๆแล้ว ก็ขอแทรกนิดหนึ่งค่ะ น้อง normal flora อย่างที่ครูบาสบอกคือ
"ทำหน้าที่สร้างกรดรักษาค่าpHในช่องคลอด ให้อยู่ในช่วง4.9ถึง3.5 จุลินทรีย์ชนิดอื่นๆจะได้ไม่สามารถเข้ามาเจริญได้"
ดังนั้น สาวๆ ที่ชอบใช้น้ำยาสวนล้างช่องคลอด แบบถึงพริกถึงขิง ถึงข้างในบ่อยๆ เพื่อความสะอาด จริงๆแล้วเป็นสิ่งที่ผิดนะคะ จริงๆแล้ว การสวนล้างช่องคลอด เป้นผลเสียมากกว่าผลดี เพราะทำลาย normal flora ไปหมด ทีนี้ แบคทีเรียหรือเชื้อ ราอื่นๆ ก็จะฉวยโอกาสเข้ามาเจริญเติบโตใน ช่องคลอดเราแทนค่ะ ทำให้ คัน ตกขาวเยอะ กลิ่นเหม็น ดังนั้น หากว่า ชอบให้น้องสาวกลิ่นสดชื่น ไม่ต้องสวนล้างเข้าไปถึงข้างในค่ะ ลูบๆ ที่ภายนอกก็พอแล้วค่ะ พวกแลกตาสิด หรือยาล้างจุ๋มจิ๋มทั้งหลาย ไม่ได้มีไว้เพื่อ สวนล้างช่องคลอดนะคะ เอาไว้ล้างภายนอกเฉยๆ ถ้าข้างขวดเขาเขียนว่าให้ สวนล้างช่องคลอด อนุมานได้เลยค่ะว่า เค้า"ไม่รู้เรื่อง"#####










ผมย้อนไปดูผิวตัวเองตอนรูปม.6หัวข้อกระทู้ แล้วก็สรุปให้ทุกท่านฟังได้ชัดเจนเลยว่า ผิว พรรณคนเรา ขึ้นอยู่กับการดูแล


เพราะตัวผมเองผิวดีขึ้น จากตอนม.หกจนถึงในภาพนี้ ไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่าการทาครีมกันแดด การทาwhiteningสม่ำเสมอ แล้วก็การผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกโดยAHA





ผมคิดว่า จริงๆแล้วเรื่องการดูแลผิวเป็นเรื่องใหญ่นะ การดูแลตัวเองให้ดูดีเป็นการให้เกียติคนรอบข้าง ให้เกียรติคนที่รักเราและคนที่เรารัก


สมัยก่อนช่วงผมมัธยมปลายผมดำทะมึน แล้ว ก็สิวเขรอะหน้า ไม่มีตรงไหนเลยที่ไม่มีสิวเลย


ผมเป็นนักกรีฑาเตะบอลทุกกลางวัน คอลลาเจนถูกทำลาย ผิวดำกร้านแดด จนวันนึงเริ่มโตระ แล้วก้อดูแลตัวเองเป็น ผมเลยรู้สึกว่า จริงๆมันไม่มีอะไรยุ่งยาก เพียงแค่เรารู้เหตุของมันน่ะครับ

มีแพทย์ผิวหนังกล่าวว่า ผิวถ้าไม่ถูกแสงแดดเลยจะเริ่มมีริ้วรอยเส้นแรก ตอนอายุ60 ปี ดังนั้นถ้าย้อนเวลาได้ผมอยากทากันแดดตั้งแต่เด็กๆจังเลย


ขอบคุณทุกๆท่านที่กรุณาให้เกียรติเข้ามาอ่านกระทู้ของครูบาสนะครับ




 

Create Date : 07 ธันวาคม 2552
15 comments
Last Update : 8 ธันวาคม 2552 14:47:43 น.
Counter : 8257 Pageviews.

 

อ่านแล้ว นึกถึงช่วงที่เรียนชีวะ เคมีเลยค่ะ
ทำให้ไปดูฉลากครีม ทันทีว่าใส่อะไรให้ผิวไปบ้าง

 

โดย: myfahsan 7 ธันวาคม 2552 21:44:37 น.  

 

ขอเซฟเก็บนะคะ ขอบคุณคะ

 

โดย: katai IP: 118.173.88.126 8 ธันวาคม 2552 10:53:01 น.  

 

ยังโพสต์ไม่จบนะคะเพื่อนๆ เหลืออีกนิดหน่อย
ติดตามต่อค่ะ

 

โดย: schwarz_aqua 8 ธันวาคม 2552 14:29:43 น.  

 

ขอบคุณมากนะครับ ขอฉากฉีดยาด้วยนะครับ ไม่ใช่อะไรหรอกครับ เพราะมีข้อความที่ผมสนใจก่อนภาพพวกนั้น แต่มันลบไปพร้อมภาพฉีดยาทำให้ข้อมูลหายบางส่วน

 

โดย: อาร์ต IP: 58.8.69.239 8 ธันวาคม 2552 21:57:48 น.  

 

ข้อมูลประมาณไหนคะ เกี่ยวกับอะไร
เด๋วจะตัดเอามาลงให้ เฉพาะข้อความ(ที่ไม่เป็นอันตราย)

 

โดย: schwarz_aqua 8 ธันวาคม 2552 23:00:17 น.  

 

ติดตามอ่านทุกวันจ้า

 

โดย: Enzember 9 ธันวาคม 2552 20:02:10 น.  

 

ขอบพระคุณครูบาสเปงอย่างสูงค่ะ

เสียดายที่ไม่มีโอกาสได้เรียนชีวะกับครูบาส

 

โดย: PACT IP: 10.5.54.157, 202.28.183.10 11 ธันวาคม 2552 21:27:32 น.  

 

ครูบาสค่ะArbutin ,Kojic acid ,Vitamin C ทั้งหมดนี้ หาซื้อได้ที่ไหนค่ะ แล้วครีม สาม ตัวที่ โพสไว้ ซื้อที่ไหนค่ะ ขอบคุณค่ะ

 

โดย: may IP: 192.168.182.29, 58.8.125.174 14 ธันวาคม 2552 22:04:20 น.  

 

ขอคำปรึกษบ้างค่ะ สนใจอยากหน้าใสบ้าง
แอดมาคุยกันนะคะ nummany@hotmail.com

 

โดย: น้ำ IP: 58.8.34.157 6 มกราคม 2553 9:52:23 น.  

 

ครูบสสอนทีไหนคะเนี้ยเราไม่รู้เรื่องเลย

 

โดย: ปาง IP: 112.142.118.26 22 มกราคม 2553 9:19:49 น.  

 

ปรึกษาครูบาสนิดค่ะ ครูคิดยังไงกับผลิตภัณฑ์ลอกผิวขาวคะ
คือเป็นผู้หญิงผิวคล้ำเหมือนครูบาสตอนม.ปลาย ไม่ใช่เพราะแดด ทำตามคำแนะนำครูบาสแล้วก็ไม่ได้ผล เลยคิดว่าอยากลองชุดลอกผิวดู เลยขอความคิดเห็นหน่อยค่ะ

 

โดย: maple_cute@hotmail.com IP: 124.122.194.97 24 มีนาคม 2553 17:21:59 น.  

 

ครูบาสเจ๋งงงง สุดๆ ไปเลยค่ะ ^^
ตามมาดู blog จากกระทู้รีวิวอาหาร อิอิ

ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีดีทั้งเรื่องผิวพรรณและอาหารนะคะ

 

โดย: JAH IP: 58.8.63.72 30 มิถุนายน 2554 1:35:02 น.  

 

น่ารักมาก

 

โดย: bam IP: 118.172.249.116 14 มิถุนายน 2555 21:19:08 น.  

 

โห งง มาก

 

โดย: งงมาก IP: 49.48.164.8 7 กรกฎาคม 2555 16:44:12 น.  

 

เป็นประโยชน์แก่หนูมากค่ะ ขอบคุณนะคะ

 

โดย: poopiaw IP: 118.175.236.38 12 พฤศจิกายน 2557 0:11:20 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


schwarz_aqua
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add schwarz_aqua's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.