"แมงเม่าของเมื่อวันวาน คือ เซียนหุ้นของพรุ่งนี้"
Group Blog
 
 
กรกฏาคม 2548
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
25 กรกฏาคม 2548
 
All Blogs
 
วางหมาก...กระดานหุ้น ตอน กระจกแห่งฝัน

ปีที่ 1 เล่มที่ 2 ฉบับที่ 3 วันพุธที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2548

ผมกลับมาแล้วครับ.....หลังจากหยุดงานเขียนไปร่วม 3 เดือน เนื่องจากติดภารกิจ ช่วงที่ผมหายหน้าหายตาไปจากโต๊ะสินธร มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างไหมครับเนี่ย เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่ได้เคยร่วมสนทนากัน ยังอยู่กันครบถ้วนดีไหมครับ?

ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมานี้ คิดว่าน่าจะมีสามาชิกใหม่ๆ เพื่อนใหม่ๆ เข้ามามากมาย ยินดีที่ได้รู้จักเพื่อนใหม่ทุกๆ ท่านครับ

ท่านที่ยังไม่เคยอ่านงานเขียนของผม เชิญเข้าไปอ่านได้ที่กระทู้เหล่านี้ครับ

ตอน ปฐมบทแห่งการลงทุน 1
http://topicstock.pantip.com/sinthorn/topicstock/I3243022/I3243022.html
ตอน ปฐมบทแห่งการลงทุน2
http://topicstock.pantip.com/sinthorn/topicstock/I3256937/I3256937.html
ตอน ปฐมบทแห่งการลงทุน 3
http://topicstock.pantip.com/sinthorn/topicstock/I3271246/I3271246.html
ตอน เจาะลึกกลยุทธ์ FTA
http://topicstock.pantip.com/sinthorn/topicstock/I3299212/I3299212.html
ตอน เปิดตัว T-EMA
http://topicstock.pantip.com/sinthorn/topicstock/I3327147/I3327147.html
ตอน เปิดตัว T-EMA (ภาค 2)
http://topicstock.pantip.com/sinthorn/topicstock/I3355520/I3355520.html

มีใครได้ลองนำ T-EMA ไปใช้แล้วบ้างไหมครับ? ผลเป็นอย่างไรบ้าง? หากจะอ้างอิงงานวิจัย T-EMA ขอให้อ้างถึง “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” นะครับ เพราะตอนนี้งานวิจัย T-EMA เป็นลิขสิทธิ์ของจุฬาฯ แล้ว

หากมีเวลา ผมว่าจะลองเขียน VB ดู เพื่อใช้ run หาส่วนผสมที่เหมาะสมที่จะใช้ ใน T-EMA ว่าจะเป็นจำนวนวันเท่าไหร่ดี ถ้าผลวิจัยเสร็จจะนำเสนอในอนาคต

วางหมาก...กระดานหุ้น สำหรับตอนล่าสุดนี้ ผมขอลองเปลี่ยนแนวเขียนดูบ้าง ขออนุญาตเลียนแบบคุณ The Rounder สักหนึ่งตอนแล้วกันครับ โดยตอนนี้ผมเขียนเป็น “เรื่องสั้น” ที่เกี่ยวกับหุ้น

เรื่องนี้ ต้นฉบับผมเขียนเมื่อตอนสมัยเรียน ม.ปลาย และได้ลงเผยแพร่ในวัฏจักรการศึกษา ประมาณ 10 กว่าปีมาได้แล้ว ถ้าเขียนได้ไม่ราบรื่นผมขออภัยด้วยครับ เพราะตอนนั้นยังเด็กอยู่ ผมได้ดัดแปลงเนื้อเรื่องบางส่วนให้มันทันยุค ทันสมัยขึ้น และเพิ่มเติมเนื้อหาการเงินให้แน่นขึ้นอีก ลองอ่านดูนะครับ

วางหมาก...กระดานหุ้น ตอน กระจกแห่งฝัน

“เฮ้อ...วันนี้ช่างเหนื่อยเสียเหลือเกิน” ตระการกำลังรำพึงกับตัวเองและงานที่กำลังทำอยู่ “ไม่ๆ เหนื่อย แต่ได้ทำงานที่เรารัก ก็มีความสุขแล้วนี่” ดูเหมือนจะเป็นความคิดที่ดี เขาก้มหน้าก้มตา ตรวจสอบ NAV ของกองทุนที่ลูกน้องคำนวณมาให้ เป็นหนึ่งในสิบกองทุนที่เขารับผิดชอบในฐานะกรรมการผู้จัดการฯ “กลับบ้านดีกว่า” เป็นสิ่งแรกที่เขาคิดในขณะนั้น

“กลับมาแล้วครับ” เขาพูดตามความเคยชินมาตั้งแต่เด็ก เพราะมารยาทของคนจีน การทักทายเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่เงียบกริบ “อ้อ...ลืมไป ไปเที่ยวกันหมด” ตระการเดินผ่านห้องรับแขก ขึ้นบันไดไปห้องของเขา “สวัสดีเพื่อน...กลับมาแล้วนะ” สิ่งที่เขาทักนั้น มันไม่ใช่คน!!! แต่กลับเป็นกระจกบานเก่าๆ บานหนึ่ง ซึ่งอายุของมันอาจจะเท่ากับ 1 ชั่วอายุคนเลยทีเดียว มันเป็นสมบัติของเน้ (ภาษาจีนไหหลำแปลว่ายาย) เขาจำได้ แม่เคยเล่าให้ฟังว่า กระจกบานนี้กงกับเน้นำติดตัวมาจากเมืองจีน สมัยที่แม่ยังอยู่ในท้องเน้อยู่เลย จนบัดนี้เน้เสียไปได้ 20 กว่าปีแล้ว “ฉันมีวันนี้ได้เพราะนายนะ”

แล้วความทรงจำเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ก็หวนมาอีกครั้งหนึ่ง

“ไม่เอาไหนเลยเรานี่ ทำไมวิเคราะห์ได้ห่วยขนาดนี้” ตระการยอมรับสภาพความพ่ายแพ้ของตัวเอง ที่ไม่สามารถพาทีมแข่งขันการจัดการลงทุนในตราสารทุนระดับมหาวิทยาลัยให้ติดอันดับ 1 ใน 5 ได้ ต้องตกรอบไป ซึ่งเขาเป็นหัวหน้าทีม และเป็นนักวิเคราะห์ให้ในการลงทุน

“ถ้าเรารู้อนาคตได้นะ...ฮึ” เขาหงุดหงิดกับตัวเอง และกลับบ้านโดยไม่ยอมพูดไม่ยอมจากับใคร แต่เขาก็ไม่ลืมที่จะแวะเยี่ยมเน้ของเขาที่นอนอยู่โรงพยาบาล “ก๊อกๆ” เสียงเคาะประตูดังขึ้น “กลับมาแล้วครับ” ตระการทัก “เขาเล่งเป็งทีม...ม่ายช่ายความผิกของกังซะหน่อย” เป็นคำแรกที่เน้ทัก “เน้รู้ได้ไง!!!” เน้ได้แต่หลับตาแล้วอมยิ้ม “โลกแห่งควัมจิง นี้น่าอยู่นะกัง ทำมังให้ดี” เจ้าคารมจริงๆ เน้เรา เขาคิด แต่ตระการไม่ล่วงรู้มาก่อนเลยว่า คำพูดนั้นกลับเป็นคำพูดสั่งเสียและเป็นคำสอนครั้งสุดท้ายของเน้

เช้าวันรุ่งขึ้น “นี่พี่การ ตื่นเร็ว ไปโรงพยาบาลกัน” น้องสาวของเขาขึ้นมาปลุก “วันนี้พี่จะอ่านหนังสือ พรุ่งนี้พี่มีสอบ” “เน้ทรุดหนัก หมอจะพาเข้าห้องไอ.ซี.ยู.” สิ้นเสียง ตระการรีบลุกจากเตียงทันที

เมื่อถึงโรงพยาบาล ตระการเปิดประตูที่ห้อง ไอ.ซี.ยู. แล้วเดินไปที่เตียง เป็นครั้งแรกที่เขาลืมทักทายผู้ใหญ่ “เน้....” เขาทักใบหน้าที่เหี่ยวย่น และดวงตาจากที่เคยมีสีดำกลับเปลี่ยนเป็นสีเทามัวๆ ค่อยๆ เลื่อนมามองหน้าเขา สายตานั้นตระการยังจำติดตรึงมาจนทุกวันนี้ มันเหมือนย้ำให้รู้ว่า เวลาแห่งการลาจากใกล้เข้ามาแล้ว

ลมหายใจเฮือกสุดท้ายของเน้ ช่างทำให้เขาปวดใจเสียเหลือเกิน ไม่มีเน้ ให้พูดคุยปรึกษาอีกแล้ว เน้...ซึ่งเลี้ยงดูเขามาตั้งแต่เด็ก เนื่องจากป๊ะกับแม่ทำงานกลับดึกทุกคืน เขาก้มลงกราบแทบเท้าอันเย็นเยือกของเหน้ น้ำตาลูกผู้ชายค่อยๆ ไหลซึมออกมา

“โลกแห่งควัมจิง นี้น่าอยู่นะกัง ทำมังให้ดี” คำสอนครั้งสุดท้ายของเน้ ก้องอยู่ในหัวของเขา

หลายเดือนผ่านไป ตระการเข้าไปในห้องของเน้ สิ่งที่ทำให้เขาสนใจมากที่สุด คือ กระจกบานเก่าๆ บานหนึ่ง สภาพของมันสามารถล่วงรู้ถึงอายุได้เลยว่ามากพอดู เขาเดินไปใกล้ๆ และก้มลงดู มันมีภาษาจีนพิมพ์ไว้อยู่ 4 ตัว ซึ่งแน่นอน เขาไม่สามารถอ่านออก มันเป็นศิลปะที่บ่งบอกถึงความพยายามของคนจีน เพราะว่าตัวพิมพ์นั้นไม่ได้อยู่บนผิวกระจกเหมือนการกัดกระจกทั่วไป แต่กลับเข้าไปอยู่ในตัวเนื้อกระจกอย่างน่าอัศจรรย์ว่า ศิลปะของจีนเมื่อ 80 กว่าปีที่ผ่านมานั้น ทำได้ขนาดนี้เชียวหรือ?

“น่าทึ่งจริงๆ” เขารึพึง “เน้...ผมของกระจกบานนี้นะ ผมชอบ” เขาพูดเหมือนกับว่าเน้อยู่ในห้องกับเขา ตระการนำกระจกมาตั้งไว้ที่ห้องและใช้มันทุกวัน โดยไม่ได้คิดถึงความเก่าแก่ และความลึกลับของกระจกบานนี้มาก่อน

3 ปี ผ่านไป ตระการเรียนจบโทการเงินแล้ว วันนั้นเป็นวันครบรอบวันตายของเหน้ “วิเคราะห์ผิดอีกแล้วนะ ไอ้โง่” เขาด่าตัวเองในฐานะนักวิเคราะห์หน้าใหม่ของบริษัท “สอบ CFA ไม่ผ่านเหรอเนี่ย” ช่างเหมาะเจาะเสียจริงที่โดนครบทั้งสองเรื่อง “เบื่อตัวเองจริงๆ โว้ย...ทำไมทำอะไรก็ไม่สำเร็จซักอย่าง อยากรู้อนาคตจริงๆ” เป็นอีกครั้งที่เขาเริ่มท้อแท้กับโลกของความจริง

ตระการกลับบ้าน ไม่ยอมพูดจากกับใคร รีบเดินเข้าไปในห้องของตัวเอง นั่งมองกระจก และรำพึงว่า “อยากรู้อนาคตจริงๆ” ตระการนั่งเหม่อลอย ความคิดเริ่มสับสน แต่ก็หยุดลงเพราะมีเสียงชายแก่คนหนึ่งร้องทักว่า “ลื้อนี่ม่ายไหวจิงๆ” เขาสะดุ้ง หันรีหันขวางไม่เห็นใครสักคน แต่แล้วเขาก็ขนลุกกับภาพที่เห็น เพราะกระจกที่อยู่หน้าเขา กลับมีแสงประหลาดส่องออกมา “คะ คะ คะ...ใคร!!!” เขาร้องด้วยความตกใจ แต่ระงับสติไว้ได้

“ลื้อจำอั๊วะม่ายได้รึ ส่องอยู่ทุกวัง” เสียงก้องออกมาจากกระจก ตระการเริ่มถอยออกมาด้วยความตกใจและสงสัยเป็นที่สุด “นะ...นายพูดได้” “ฮิ ฮิ ผิกหวังกะตัวเอ็งล่ะซิ ที่ทังอะไรก็ม่ายสำเร็ก” “ใช่” คราวนี้ดูเหมือนตระการจะเริ่มหายกลัวแล้ว เขาพูดต่ออย่างมั่นใจ “ใช่...ฉันผิดหวังกับตัวเองมาก ทำไม นายช่วยฉันได้รึ” “ถ้าอั๊วะจะช่วยลื้อ ลื้อคงหยักรู้อนาคกสินะ”

ตระการพยายามเพ่งมองที่กระจก แต่เขาไม่สามารถเห็นอะไรทั้งสิ้น นอกจากแสงที่พุ่งออกมา “ใจเย็งๆ จับตาดูดีๆ อั๊วะจะให้ลื้อเห็งทั้งหมก” มันเป็นภาพที่ทำให้เขาสนใจมาก เป็นภาพตั้งแต่เขาเกิด เรื่อยมาจนเน้เสีย แล้วหยุดตรงที่เขาพ่ายแพ้กลับมาในวันนี้ “เอาล่ะ ต่อไปอั๊วะจะให้ดูอนาคกของลื้อ” มันเป็นภาพที่เขาวิเคราะห์หุ้นผิดอีกแล้ว เขาพยายามจดจำวันที่ ที่เขาวิเคราะห์ ตารางรายงานการซื้อขายหลักทรัพย์ที่ติดอันดับกำไรสูงสุดในรอบวัน ฯลฯ เท่าที่เขาสามารถจะจำได้ “ฉันจำได้แล้ว ฉันจำได้แล้ว ฮ่า ฮ่า ฮ่า” เขาพูดกับตัวเองอย่างสะใจ

อีกภาพเป็นภาพที่เขาตก CISA ในเดือนถัดมา “อีกแล้วหรือเนี่ย” ตระการพูดกับตัวเอง ต่อมาเป็นภาพของสนามสอบแห่งหนึ่ง ห้องคอนเวนชั่นฮอลล์ เซนทรัลลาดพร้าวนั่นเอง สนามสอบ CFA รอบถัดไป เห็นตัวเองกำลังนั่งกดเครื่องคิดเลขมือเป็นระวิง เขาพยายามจดจำข้อสอบที่อยู่ในภาพให้ได้มากที่สุด “อ้อ...ออกเรื่องนี้อีกแล้วเหรอ คราวนี้หวานหมู”

“มีอีกไหม มีอีกไหม ขออีก” เขาเร่งให้กระจกนำภาพในอนาคตมาให้เขาเห็นไวๆ ความโลภ ความหลง เข้ามาครอบงำจิตใจหนุ่มน้อยคนนี้เสียแล้ว “ลื้อใจเย็งๆ แล้วดูต่อไป” มันเป็นภาพที่ทำให้เขาแทบช๊อก เพราะภาพที่เห็นเป็นภาพที่เขากำลังนั่งเอาปืนมาจ่ออยู่ที่ปลายคางตัวเอง เขากำลังจะฆ่าตัวตาย เพราะเครียดจัดจากการเล่นหุ้นแบบมาร์จิ้น

เนื่องด้วยตอนแรกเขาคิดว่า การใช้มาร์จิ้น มันสามารถทำให้เขารวยได้อย่างมหาศาลจากผลของอัตราการยกระดับ (Leverage factor) ที่จะเพิ่มขึ้นตามอัตรามาร์จิ้นที่เขากู้ได้ ซึ่งเขาสามารถกู้มาร์จิ้นได้ถึง 50% หากตลาดกระทิงเขาจะได้ผลตอบแทนมากกว่าคนที่ไม่ใช้มาร์จิ้นถึงสองเท่า (Leverage factor เท่ากับ 1/margin) แต่โชคร้ายเหลือเกิน ที่เขาวิเคราะห์พลาดอีกแล้ว ตลาดเปลี่ยนแนวโน้มจากภาวะกระทิงเป็นภาวะหมีตัวใหญ่เสียด้วย เขาขาดทุนมหาศาลจากผลของอัตราการยกระดับนั่นเอง ถูก Margin call ไปหลายครั้ง จนไม่สามารถมีเงินไปใส่ให้ถึงระดับ Initial margin อีกแล้ว เขาหมดตัว!!! จะทำ Short sell ก็ไม่ได้เพราะเขาถูกขึ้นบัญชีดำเสียแล้ว เนื่องด้วยเครดิตไม่ดี เขาจำเป็นต้องขายบ้าน ขายรถ ขายทรัพย์สินที่มีเพื่อมาใช้หนี้ เขายอมรับสภาพนั้นไม่ได้จึงหาทางออกโดยการฆ่าตัวตาย เขาตัดสินใจลั่นไก.....ปลิดชีวิตตัวเอง

“ไม่......ไม่จริง.....พอ.....พอได้แล้ว....ฉันไม่อยากรู้แล้ว พอเสียทีได้ไหม” ตระการตะโกนลั่นห้อง

“นี่แหละ...อนาคกของลื้อ”

“ฉันจะตายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าหรือนี่ หมด หมดสิ้นทุกอย่างแล้ว” เขาเริ่มท้อแท้ และสิ้นหวังกับชีวิตหนักขึ้นไปอีก

“อนาคตของฉัน ทำไมมันถูกกำหนดมาเลวร้ายอย่างนี้”

“ลื้อเข้าใจผิกแล้ว อนาคกนั้น ม่ายได้ถูกกำหนกไว้”

“แต่นี่...ภาพที่เห็น มันคืออนาคตของฉันนะ ฉันจะตายในอีกไม่กี่ปี!!!”

“อนาคกม่ายได้ถูกกำหนกไว้ ถึงชะตาจะถูกกำหนกเอาไว้แล้ว เจ้าชีวิกก็สามากเปี่ยนแปงอนาคกของตัวเองได้ ถ้าสามากทำปักจุบังให้ดี อนาคกของตัวเองก็จะดีตัมไปด้วย อนาคกของลื้อสามากเปี่ยนแปงได้ด้วยตัวของลื้อเอง จงทัมมังให้ดี”

“แล้วฉันจะทำได้รึ”

“ทัมด้ายซิ ถ้าลื้อมีควัมพยายัม ลองถามใจลื้อเอ็งซิว่า ลื้อนี่เข้มแข้งพอรึเป่า

ตระการนั่งคิดทบทวนตัวเองพักใหญ่ ถอนหายใจ แล้วพูดว่า “เอาล่ะ ฉันเข้าใจแล้ว ขอบใจนายมากนะ ฉันขอเรียกนายว่า กระจกแห่งฝันนะ”

“ฮิ ฮิ ลื้อเรียกชื่ออั๊วะเกือบถูก ชื่ออั๊วะก็อยู่มุงล่างนี่ไง มันแปว่า กระจกแห่งควัมจิงตังหาก นี่...โลกแห่งควัมจิงนี้น่าอยู่นะอาตะกัง ทำมังให้ดี ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

เสียงค่อยๆ จางหายไป ตระการสะดุ้งตื่นขึ้น เขาฝันไปหรือนี่ เขาหลับไปนี่เอง ช่างเป็นฝันที่ยาวนานเหลือเกิน และเขาจะไม่ลืมฝันนี้เลย “คำพูดสุดท้ายที่กระจกพูดนั้น มันเหมือนคำพูดของใครหว่า....ใช่...ใช่แล้ว...เหมือนของเน้เราไม่มีผิดเลย” และตระการเริ่มเข้าใจอะไรหลายๆ อย่างที่เน้เคยเตือนเคยสอนไว้เป็นอย่างดี

ตระการนั่งอมยิ้มกับภาพเก่าๆ ในความคิดคำนึงของเขาเมื่อ 20 กว่าปีที่ผ่านมา “ในที่สุด...ฉันก็มีวันนี้ วันที่สมหวังกับทุกๆ สิ่งในชีวิต” ตระการประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน เขาเป็น CFA ระดับ 3 ได้ด้วยอายุเพียง 27 ปี และค่อยๆ ไต่เต้าขึ้นมาจาก นักวิเคราะห์ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน ผู้จัดการกองทุน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน และกรรมการผู้จัดการ ทางด้านครอบครัว เขามีครอบครัวที่อบอุ่น ภรรยาที่ดี และลูกที่น่ารัก

เขานั่งนึกสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเขา มันให้ข้อคิดหลายเรื่อง โดยเฉพาะการทำปัจจุบันให้ดีที่สุด “ขอบคุณนายมากนะ ถ้าไม่มีนายฉันคงไม่มีวันนี้” เขาพูดกับกระจก

แต่แล้วเหตุการณ์เมื่อ 20 กว่าปีที่ผ่านมา ก็ย้อนกลับมาอีก “ลื้อเก่งมักเลยอาตะกัง”

“นาย...นายจริงๆ ด้วย นายกลับมา ขอบคุณนายมากนะ ถ้าไม่มีนายฉันก็คงไม่มีวันนี้”

“อี๊...ลื้อผิกอีกแล้ว ที่ควรขอบคุง คือ ใจลื้อเอ็งต่างหัก ที่สามากควบคุมตนเอ็ง สามากทำปักจุบังให้ดีต่อเนื่องถึงอนาคกได้ อั๊วแค่แนะเป็งแนวทางให้เท่านั้ง ที่มีวันนี้ได้เพาะตัวลื้อเอง เรื่องอดีกและอนาคกนั้ง อย่าไปสนใจมังมัก สิ่งที่ควรจะทัมคือ ทัมตอนนี้ เวลานี้ ให้ดีที่สุกเป็งพอ อย่างที่ลื้อทัมมาแล้วไง ขอให้โชคดีนะอาตะกัง” กระจกพูดจบ เสียงก็จางหายไป

ตระการสะดุ้งตื่นขึ้นจากความฝันอีกแล้ว!!! เขารำพึงกับตัวเองว่า “จะมาจะไปช่างเหมือนเดิมจริงๆ ไม่ได้เปลี่ยนเล้ย....เพื่อนเรา....กระจกแห่งความจริง!!!!”

ขออุทิศเรื่องนี้ให้กับเน้ของผม ผู้เป็นแรงบันดาลใจในการเขียนเรื่องสั้น

“แมงเม่าของเมื่อวันวาน คือ เซียนหุ้นของพรุ่งนี้”

***สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามทำการคัดลอก ดัดแปลง แก้ไข โดยไม่ได้อ้างอิงหรือขออนุญาตล่วงหน้า***


Create Date : 25 กรกฎาคม 2548
Last Update : 27 กรกฎาคม 2548 10:42:43 น. 0 comments
Counter : Pageviews.
หมากเขียว
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 22 คน [?]




สวัสดีครับทุกท่าน...ผมหมากเขียวแห่งสินธร...จาก Head of Prop Trade สู่ Private Trader อิสรภาพที่รอคอย



สงวนลิขสิทธิ์ © พ.ศ.2553 โดย หมากเขียว™ ห้ามลอกเลียน ทำซ้ำ หรือคัดลอกส่วนหนึ่งส่วนใดของบทความที่เขียนโดยข้าพเจ้านอกจากจะได้รับอนุญาต

Copyright © 2010.All rights reserved. These articles and photos may not be copied, printed or reproduced in any way without prior written permission of Mhakkeaw™.
Friends' blogs
[Add หมากเขียว's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.