<<
กุมภาพันธ์ 2551
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
242526272829 
 
13 กุมภาพันธ์ 2551
 

วิทยุโทรทัศน์[1.1]


ประวัติความเป็นมาวิทยุโทรทัศน์

ประวัติความเป็นมาของวิทยุโทรทัศน์เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของนักวิทยาศาสตร์ ที่ต้องการให้คนที่อยู่ไกล ๆ สามารถมองเห็นภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และสามารถรับรู้ข่าวสารในเหตุการณ์ต่าง ๆ ว่าขณะนี้มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นอยู่ที่ใดบ้าง จากแนวคิดดังกล่าว จึงทำให้ระบบวิทยุโทรทัศน์มีความเป็นมาจากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน ดังที่ ชัยโรจน์ บ่อเหม ( 2544) ได้กล่าวว่า การกำเนิดวิทยุโทรทัศน์เกิดขึ้นหลังจากได้มีการค้นพบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในอากาศจนสามารถนำคลื่นไฟฟ้าไปใช้ประโยชน์ในการสื่อสารและการกระจายเสียง นักวิทยาศาสตร์ยุคนั้นก็มีความคิดที่จะเอาภาพและเสียงส่งออกอากาศบ้าง จนกระทั่งปี ค.ศ.1884 หรือตรงกับ ปี พ.ศ. 2427 นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันชื่อปอล นิพโกว์ (Paul Nipkow) ก็ได้ค้นพบวิธีที่จะทำให้ภาพเป็นเส้นเป็นทางได้สำเร็จแต่ก็เป็นเพียงความสามารถที่แปลงภาพเป็นคลื่นส่งทางอากาศเท่านั้น แต่ยังไม่สามารถแปลงจากคลื่นมาเป็นภาพดังเดิมได้
ต่อมานักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซียที่โอนสัญชาติเป็นอเมริกันแล้ว ชื่อ ดร. วี. เค. ซลอร์อิกิ่น (Dr. V.K. Zworykin) ได้ค้นพบหลอดจับภาพและเรียกหลอดจับภาพนี้ว่า “ไอโคโนสโคฟ (Iconoscope)” พร้อมกับจดทะเบียนในปี ค.ศ. 1923 ( พ.ศ.2466 ) สุดท้ายนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษเลือดสก็อต นามจอห์นโลยี่ แบร์ด (John Logic Baird) ก็ได้นำทฤษฎีของปอล นิพโกว์ มาค้นคว้าต่อแล้วเขาก็สามารถจับเอาภาพที่เป็นเส้นเป็นทางส่งเข้าเครื่อง ไดโคโนสโคฟ ของ ดร. วี. เค. ซลอร์อิกิ่น ได้สำเร็จภาพก็ปรากฏขึ้นบนจอและได้มีการประกาศให้นักวิทยาศาสตร์พร้อมบุคคลชั้นนำในประเทศอังกฤษได้รับทราบเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 26 มกราคม ค. ศ. 1926 ( พ. ศ. 2469) ในปี ค. ศ. 1929 ( พ. ศ. 2472) บี บี ซี (British Broadcasting Corporation) ก็ได้นำสิ่งประดิษฐ์ของจอห์น โลยี่ แบร์ด ไปทดลองออกอากาศให้ชาวอังกฤษได้ชม เมื่อวันที่ 30 กันยายน ค. ศ. 1929 ปรากฏว่าได้รับการตอบรับจากผู้ชมเป็นอย่างดี ดังนั้นทาง บี บี ซี ซึ่งได้ซื้อลิขสิทธิ์การแพร่ภาพจากจอห์น โลยี่ แบร์ด ดำเนินการแพร่ภาพโทรทัศน์ออกสู่สายตาประชาชน
พิธีเปิดการแพร่ภาพเริ่มขึ้นที่พระราชวังอเล็กซานดร้าในกรุงลอนดอน เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ค. ศ. 1936 ( พ. ศ. 2479) ซึ่งในเวลานั้นที่ประเทศอังกฤษมีเครื่องรับภาพเพียง 100 เครื่องเท่านั้น นับได้ว่า บี บี ซี เป็นสถานีโทรทัศน์สถานีแรกของโลก และเป็นครั้งแรกของการแพร่ภาพมีความกว้างเพียง 10 นิ้ว ยาว 12 นิ้ว ราคาเครื่องรับคิดเป็นเงินไทยประมาณ 6,000 บาท ในสมัยนั้นก็นับได้ว่ามีราคาสูงมาก จากนั้นอีก 2 ปี เครื่องรับภาพหรือที่เราเรียกว่า “ โทรทัศน์” ในประเทศอังกฤษก็มีถึง 3,000 เครื่องทั่วประเทศ ประเทศต่อไปที่มีการแพร่ภาพโทรทัศน์ก็คือ ประเทศสหรัฐอเมริกาที่เริ่มแพร่ภาพเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 30 เมษายน ค. ศ. 1939 ( พ. ศ. 2482) โดย N B C (National Broadcasting Company) ครั้งแรกเป็นการถ่ายทอดคำปราศรัยของประธานาธิบดี แฟรงคลิน ดี. รูส เวลท์ ในงานเปิดมหกรรมแสดงสินค้านานาชาติที่เมืองนิวยอร์ค ครั้งแรกเครื่องรับภาพราคา 600 ดอลลาร์ ช่วง 5 เดือนแรกขายไป 400 เครื่อง ประเทศรัสเซียกิจการโทรทัศน์เริ่มเกิดขึ้นในปี ค. ศ. 1939 ( พ. ศ. 2482) พร้อมสหรัฐอเมริกา ส่วนประเทศฝรั่งเศสเริ่มกิจการโทรทัศน์ในปี ค. ศ. 1948 ( พ. ศ. 2491) ประเทศเม็กซิโก บราซิล และคิวบาเริ่มกิจการโทรทัศน์ในปี ค. ศ. 1950 ( พ. ศ. 2493) ประเทศเนเธอร์แลนด์ และอาร์เจนตินาเริ่มกิจการโทรทัศน์ในปี ค. ศ. 1951 ( พ. ศ. 2494) ประเทศแคนาดา เยอรมนี เวเนซุเอลาเริ่มเปิดกิจการโทรทัศน์ปี ค. ศ. 1952 ( พ. ศ. 2495) ประเทศญี่ปุ่นเริ่มมีการแพร่ภาพครั้งแรกในปี ค. ศ. 1953 ( พ. ศ. 2496) พร้อมกับประเทศฟิลิปปินส์และเบลเยี่ยมจัดตั้งโดยฐานทัพอเมริกัน หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติ สหรัฐอเมริกามีอำนาจปกครองดูแลทั้ง 3 ประเทศ จึงนำโทรทัศน์เข้ามาในประเทศโคลัมเบีย นอรเวย์ โปแลนด์ และโมนาโก โดยเริ่มกิจการโทรทัศน์เป็นครั้งแรกเมื่อปี ค. ศ. 1954 ( พ. ศ. 2497) และในปี ค. ศ. 1955 ( พ. ศ. 2498) ประเทศไทย ออสเตรเลีย และลัมเซมเบอร์ก ก็เริ่มมีกิจการในการแพร่ภาพทางโทรทัศน์เช่นกัน

นอกจากนี้ วสันต์ อติศัพท์ (2533) กล่าวอีกว่า ควบคู่กับการพัฒนาวิทยุโทรทัศน์ในระบบขาว - ดำ ได้มีการค้นคว้าเกี่ยวกับการส่งระบบสีด้วย โดยในปี ค. ศ. 1928 ( พ. ศ. 2471) เจมส์ แอล เบียร์ดได้ประสบผลสำเร็จ ในการใช้แว่นกรองสี (Color Filter) มาแยกสัญญาณสี และต่อมา เฮอร์เบิร์ต อีฟส์ (Herbert Ives) ได้ใช้โฟโตเซลล์ (Photo cell) เป็นตัวแยกสีและบริษัท ซี บี เอส ได้ประสบความสำเร็จในการแยกสีด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ แต่ยังไม่เป็นที่ยอมรับ จนในปี ค. ศ. 1953 ( พ. ศ. 2496) คณะกรรมการว่าด้วยระบบวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (National Television System Committee : NTSC) จึงยอมรับระบบของบริษัท เอ็น บี ซี และมีการส่งระบบวิทยุโทรทัศน์สีเป็นครั้งแรก ซึ่งส่งสัญญาณในระบบ 525 เส้น เรียกว่าระบบ NTSC ต่อมาก็มีการพัฒนาระบบโทรทัศน์สีของเยอรมันคือระบบ PAL (Phase Alternation by Line) ส่งสัญญาณในระบบ 625 เส้น และระบบ SECAM (Sequential Couleur A Memoire) ของฝรั่งเศส ที่ส่งสัญญาณในระบบ 819 เส้น ในปี ค. ศ. 1952 ( พ. ศ. 2495)
คณะกรรมการว่าด้วยการสื่อสารแห่งสหรัฐอเมริกาได้กำหนดความถี่ในการส่งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์ ออกเป็น 2 ระบบ คือ

1. ระบบ VHF (Very High Frequency) เป็นระบบที่มีย่านความถี่ในการออกอากาศระหว่าง 30-300 เมกะเฮิรตซ์ มี 13 ช่อง คือช่อง 1-13

2. ระบบ UHF (Ultra High Frequency) เป็นระบบที่มีย่านความถี่ในการออกอากาศระหว่าง 300-3,000 เมกะเฮิรตซ์ มี 70 ช่อง คือ 14-83

จะเห็นได้ว่าการพัฒนาระบบวิทยุโทรทัศน์มีการพัฒนามาเป็นระยะเวลายาวนาน ซึ่งวิทยุโทรทัศน์สามารถเข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง ทำให้ในปัจจุบันนี้วิทยุโทรทัศน์ได้เข้ามามีบทบาทต่อสังคมทั้งในด้านการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ สังคม การศึกษา และศิลปวัฒนธรรมเป็นอย่างมาก










ความหมายของวิทยุโทรทัศน์ (Television)

คำว่า “Television” นี้กรมหมื่นธิปพงศ์ประพันธ์ ได้ทรงวิเคราะห์ศัพท์และบัญญัติเป็นภาษาไทยว่า “วิทยุโทรทัศน์” แต่คนไทยมักนิยมเรียกสั้นๆว่า “โทรทัศน์” หรือนิยมใช้ตัวย่อว่า TV

ความสำคัญของวิทยุโทรทัศน์
วิทยุโทรทัศน์มีความสำคัญ 3 ประการ ดังนี้

1.เพื่อเสริมสร้างสติปัญญาให้แก่มนุษย์
สื่อมวลชนมีความสำคัญในการช่วยเสริมสร้างให้ประชาชนในประเทศของตนได้มีโอกาสรับรู้ข่าวสารและความรู้เพิ่มมากขึ้นโดยทัดเทียมผู้อื่น ดังนั้นสื่อมวลชน 2 ประเภท นี้จึงมีความสำคัญในการนำไปใช้ประโยชน์และเสริมสร้างสติปัญญาให้แก่มนุษย์ในสังคมได้หลายลักษณะคือ
1.1) การให้ข้อเท็จจริงแก่ประชาชน วิทยุและโทรทัศน์จะต้องให้ความสำคัญในการรวบรวมและติดตามเหตุการณ์สำคัญที่น่าสนใจ และก่อให้เกิดความรอบรู้ในด้านต่างๆ อย่างเที่ยงธรรม ไม่บิดเบือนหรือเอนเอียง อันอาจก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมขึ้นในสังคมหรืออาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดขึ้นได้
1.2) การให้การศึกษา วิทยุและโทรทัศน์จะต้องให้ความสำคัญในการเสริมสร้างการศึกษาแก่ประชาชน เพื่อก่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ สามารถนำความรู้ที่ได้มานั้นไปประกอบอาชีพได้ตามควรแก่อัตภาพ เช่น รายงานเพื่อการศึกษาของมหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นต้น
1.3) การแสดงความคิดเห็น วิทยุและโทรทัศน์จะมีความสำคัญที่เป็นเสมือนเวทีกลางให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็น ความต้องการ และอุดมการณ์ของมนุษย์ในสังคม

2.เป็นสื่อเพื่อพัฒนาประเทศ (ความสำคัญระดับประเทศหรือระดับสังคม)
ความสามารถทางด้านเทคโนโลยีก้าวไกลยิ่งขึ้น ทำให้วิทยุและโทรทัศน์เป็นสื่อที่มีความสำคัญในการนำมาพัฒนาประเทศในด้านต่างๆเป็นอันมาก คือ
2.1) การพัฒนาทางการศึกษา วิทยุและโทรทัศน์มีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาของประชาชนด้วยวิธีการถ่ายทอดความรู้หรือข่าวสารที่ง่ายๆตรงๆ และรวบรัด แต่มีความรวดเร็วทันต่อเหตุการณ์ ในประเทศไทยได้จัดให้มีสถานีวิทยุโทรทัศน์ช่อง 11 เพื่อพัฒนาการศึกษาให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น
2.2) การพัฒนาทางการเมือง วิทยุและโทรทัศน์จะเป็นสื่อกลางในการประสานความคิดและ สร้างศรัทธาเชื่อถือ ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องใช้สื่อมวลชน โดยเฉพาะวิทยุโทรทัศน์ในการเผยแพร่และกระจายข่าวในความเคลื่อนไหวให้ประชาชนได้ทราบ เช่น การเสนอข่าวเกี่ยวกับนโยบาย แผน และแนวทางการปฏิบัติทางภารกิจของรัฐบาลให้แก่ประชาชนได้รู้และเข้าใจ
2.3) การพัฒนาชนบท วิทยุและโทรทัศน์เป็นสื่อที่มีความสำคัญซึ่งจะขาดไม่ได้ในการพัฒนาชนบท โดยเฉพาะวิทยุเป็นสื่อที่เข้าถึงประชาชนในชนบทได้มากที่สุด ได้แก่ การให้ความรู้ทางการเกษตร การศึกษา สุขภาพอนามัย การสาธารณสุข รวมทั้งเพื่องานอาชีพที่สำคัญๆ เช่น รายการสารคดีชุด “ ดินดำน้ำชุ่ม ” เพื่อให้ความรู้ทางการเกษตร และรายการไม่ลองไม่รู้ เป็นต้น
2.4) การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ วิทยุและโทรทัศน์มีความสำคัญในการนำเสนอความคืบหน้าและความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ทางด้านเศรษฐกิจที่ย่อมจะเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา เช่น รายการภาวการณ์ซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
2.5) การพัฒนาทางด้านสังคม วิทยุและโทรทัศน์ จะมีความสำคัญในการนำเสนอความเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว

3.เป็นเครื่องมือการสื่อสารของโลก
ปัจจุบันมนุษย์เราสามารถรับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแทบทุกจุดของโลกได้ทันทีทันใดด้วยผลของการค้นคว้าทดลองและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เช่น การติดต่อสื่อสารทางวิทยุโทรทัศน์ระบบดาวเทียมจะเห็นได้จากการที่สถานีโทรทัศน์ CNN เข้ายึดพื้นที่เสนอข่างระดับโลก
วิทยุและโทรทัศน์เป็นเครื่องมือมี่สำคัญต่อการสื่อสารของโลกในหลายลักษณะ ดังนี้
1) การรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโลก วิทยุและโทรทัศน์ จะเป็นเครื่องมือในการสื่อสารในรูปของข่าว ด้วยการส่งสัญญาณผ่านดาวเทียมเพื่อให้ทั่วโลกได้รับรู้เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น
2) การเผยแพร่และแลกเปลี่ยนความรู้ความบันเทิง วิทยุและโทรทัศน์จะเป็นสื่อที่สร้างความรู้และความบันเทิงให้แก่ประชากรของโลกได้อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น
3) ทำให้เกิดการพึ่งพาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันและกันทั่วโลก วิทยุและโทรทัศน์จะทำให้เกิดลักษณะการถ่ายโยงเทคโนโลยีการสื่อสารสารสนเทศจากประเทศที่พัฒนาแล้วไปยังประเทศที่ขาดแคลน เป็นผลให้เกิดการพึ่งพาช่วยเหลือซึ่งกันและกันขึ้นได้

กฎหมายและระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับวิทยุโทรทัศน์ระเบียบว่าด้วยวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ. 2535

กกช. หมายความว่า คณะกรรมการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติ
กรรมการ หมายความว่า กรรมการในคณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติ
สถานี หมายความว่า สถานีวิทยุโทรทัศน์ที่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตั้งขึ้น เพื่อให้การบริการส่งวิทยุจาก
กกช. ตามระเบียบนี้ และ ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการส่งวิทยุกระจายเสียงหรือ บริการส่งวิทยุโทรทัศน์ จากเจ้าหน้าที่ผู้ออกใบอนุญาต ตามที่กฎหมายวิทยุโทรทัศน์ สำหรับส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจที่อยู่ใต้บังคับกฎหมายดังกล่าว ทั้งนี้ไม่ว่าราชการหรือส่วนรัฐวิสาหกิจนั้นจะมอบหรืออนุญาตให้บุคคลใดๆหรือไม่
วิทยุโทรทัศน์ หมายความว่า การส่งหรือรับภาพนิ่ง หรือภาพเคลื่อนไหวในลักษณะไม่ถาวรด้วยคลื่นแฮรตเซียน ไม่ว่าโดยวิธีการแพร่กระจายไปในอากาศหรือนำไฟฟ้าหรือทั้งสองวิธีการรวมกัน
รายการวิทยุโทรทัศน์ หมายความว่า ภาพ ประเภท เนื้อหา และข้อความของรายการวิทยุโทรทัศน์ และหมายความรวมถึงการจัดการใดๆในเรื่องส่งวิทยุโทรทัศน์
คณะกรรมการดำเนินงานสถานี หมายความว่า คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นตามระเบียบนี้เพื่อรับผิดชอบในการดำเนินงานของสถานี
เจ้าหน้าที่สถานี หมายความว่า กรรมการในคณะกรรมการดำเนินงานสถานี ผู้อำนวยการสถานี หัวหน้าสถานี นายสถานี เจ้าหน้าที่ผู้ประกาศ เจ้าหน้าที่ฝ่ายราชการหน้าที่อื่นๆ ที่จำเป็นในการดำเนินส่งวิทยุกระจายเสียงหรือส่งวิทยุโทรทัศน์
ผู้อำนวยการสถานี หมายความรวมถึง หัวหน้าสถานีหรือนายสถานีด้วย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระอาจไดรับการแต่งตั้งอีกก็ได้ แต่ไม่เกินสองวาระติดต่อกัน



































จุดกำเนิดของวิทยุโทรทัศน์ของประเทศไทย

กิจการวิทยุโทรทัศน์ของประเทศไทยเกิดจากความคิดริเริ่มของจอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี เมื่อปี พ.ศ.2495 (ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 9) โดยเล็งเห็นว่า วิทยุโทรทัศน์เป็นสื่อมวลชนที่มีอิทธิพลมาก สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการประชาสัมพันธ์ที่สำคัญอย่างยิ่ง และยังสามารถให้การศึกษาทางอ้อมแก่ประชาชนด้วย
แต่ปรากฏว่าในระยะนั้นสภาผู้แทนราษฎรและหนังสือพิมพ์ได้โจมตีและคัดค้านความคิดนี้เป็นอย่างมาก โดยกล่าวหาว่าเป็นการสิ้นเปลื้องงบประมาณแผ่นดิน แทนที่จะนำไปพัฒนาด้านต่างๆ เช่น ไฟฟ้า น้ำประปา ฯลฯ

การก่อตั้งบริษัท ไทยโทรทัศน์ จำกัด

วันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ.2495 คณะรัฐมนตรีได้มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการจัดหาเครื่องส่งวิทยุโทรทัศน์ โดยมี พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจเป็นประธานกรรมการ และในวันที่ 23 กันยายน พ.ศ.2495 ก็ได้ทำการยื่นหนังสือบริคณห์สนธิจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ไทยโทรทัศน์ จำกัด
ดังนั้นกิจการวิทยุโทรทัศน์ในระยะเริ่มแรกของไทยจึงอยู่ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท ไทยโทรทัศน์ จำกัด ซึ่งมีทุนจดทะเบียน 20 ล้านบาท และมีส่วนราชการกับองค์การของรัฐอีก 8 แห่งร่วมถือหุ้นด้วยคือ กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ กรมตำรวจ โรงงานยาสูบ โรงงานสุรา องค์การน้ำตาลไทย และสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล

สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งแรกของไทย (ไทยทีวีช่อง 4 บางขุนพรหม หรือต่อมาคือไทยทีวีสีช่อง 9 อ.ส.ม.ท.)

กรมโยธาเทศบาลได้ก่อสร้างที่ทำการของสถานีวิทยุโทรทัศน์ในบริเวณธนาคารแห่งประเทศไทย แขวงบางขุนพรหม กรุงเทพฯแล้วเสร็จในระยะเวลา 8 เดือน จึงเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2498 ซึ่งกับวันชาติในขณะนั้น โดยได้มีพิธีเปิดสถานีเป็นรายการสดที่มิได้ออกอากาศตลอดทั้งวันได้แก่ รำเบิกโรง ภาพปริศนา ข่าว ภาพยนตร์ต่างประเทศ แล้วต่อท้ายรายการด้วยดนตรีวงสุนทราภรณ์และวงประสานมิตร
สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งแรกของไทยจะอยู่ภายใต้การดำเนินงานของบริษัทไทยโทรทัศน์ จำกัด โดยใช้ชื่อสถานีว่า “สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีช่อง 4 (บางขุนพรหม)” ในสังกัดของกรมประชาสัมพันธ์ ส่งออกอากาศแพร่ภาพทางช่อง4 ด้วยระบบขาว-ดำ สัญญาณภาพ 525 เส้น 30 ภาพต่อวินาที ตามระบบอเมริกัน และมีกำลังส่ง 10 กิโลวัตต์ โดยใช้เครื่องส่งวิทยุโทรทัศน์ยี่ห้ออาร์ซีเอ ของบริษัท บาโรบาราน์(1948) จำกัด
ในปีพ.ศ.2520 บริษัท ไทยโทรทัศน์ จำกัด ได้ถูกคณะรัฐมนตรีสั่งให้ยุบยกเลิกกิจการและมีมติจัดตั้งองค์การสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย (อ.ส.ม.ท.) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจในสังกัดของสำนักนายกรัฐมนตรีนับแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน








สถานีวิทยุโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 5

จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น ได้มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการดำเนินกิจการวิทยุโทรทัศน์ของกองทัพบกขึ้น โดยมีพลเอกไสว ไสวแสนยากร เป็นประธานกรรมการ
ในวันที่ 25 มกราคม พ.ศ.2501 ซึ่งเป็นวันกองทัพบก (วันกองทัพไทย) สถานีวิทยุกองทัพบก (ททบ.) ซึ่งเป็นสถานีวิทยุแห่งที่ 2 ของไทย และเป็นสถานีวิทยุโทรทัศน์ช่องแรกของทหาร ก็ได้เผยแพร่ภาพออกอากาศเป็นครั้งแรกทางช่อง 7 ในระบบขาว-ดำ จากอาคารส่งของสถานีในบริเวณกองพลทหารม้าสนามเป้า ถนนพหลโยธิน กรุงเทพฯ โดยใช้ชื่อสถานีว่า “สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7”
ในปี พ.ศ.2517 สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 ก็ได้เปลี่ยนแปลงอุปกรณ์เครื่องส่งจากระบบขาว-ดำ สัญญาณภาพ 525 เส้น ทางช่อง 7 เป็นระบบ CCIR สัญญาณภาพ 625 เส้น ในระบบสี PAL ทางช่อง 5 ดังนั้นจึงได้เปลี่ยนชื่อสถานีเป็น “สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5” ซึ่งในปัจจุบันมีโครงการเผยแพร่ภาพแบบ Global Network

สถานีวิทยุโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง7

“สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง7” เป็นสถานีวิทยุโทรทัศน์สีแห่งแรกของประเทศไทยซึ่งเป็นสถานีของทางราชการ (กองทัพบก) ที่เอกชนได้ทำสัญญารับสัมปทานร่วมดำเนินการจัดตั้งขึ้นโดยเริ่มแพร่ภาพสีด้วยระบบ CCIR สัญญาณภาพ 625 เส้น ในระบบสี PAL เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ.2501 โดยได้ทำการทดลองถ่ายทอดรายการประกวดนางสาวไทยจากเวทีบริเวณงานวชิราวุธนุสรณ์
ในการดำเนินการในระยะแรกนั้น ทางสถานีได้ใช้ห้องส่งสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 (ขาว-ดำ) ที่สนามเป้าเป็นการชั่วคราว ส่วนอุปกรณ์ต่างๆ ได้ติดตั้งบนรถเมล์ที่รื้อที่นั่งออกทั้งหมด

สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยส่วนภูมิภาค

เมื่อบริษัท ไทยโทรทัศน์ จำกัด ได้ถูกคณะรัฐมนตรีให้ยุบเลิกกิจการเมื่อ พ.ศ.2520 แล้วจัดตั้ง อ.ส.ม.ท. ขึ้นโดยโอนกิจการรวมทั้งทรัพย์สินต่างๆของบริษัทฯเป็นของ อ.ส.ม.ท. ดังนั้นกรมประชาสัมพันธ์จึงยังคงมีสถานีวิทยุโทรทัศน์อยู่ทั้ง 4 เขต รวม 6 สถานี
สถานีวิทยุโทรทัศน์ประเทศไทยในส่วนภูมิภาค ได้กำเนิดขึ้นมาในสมัยรัฐบาลของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อ พ.ศ.2503 เพื่อต้องการให้ประชาชนได้มีโอกาสเท่าเทียมกันในการรับข่าวสารนโยบายความเคลื่อนไหว
รัฐบาลในขณะนั้นจึงเล็งเห็นว่าสื่อมวลชนในแขนงวิทยุโทรทัศน์ก็เป็นเครื่องมือสำคัญ เพื่อจะใช้เผยแพร่งานและกิจการที่รัฐควรให้ประชาชนได้รับทราบ นายกรัฐมนตรีจึงมีบัญชาให้กรมประชาสัมพันธ์จัดตั้งสถานีวิทยุโทรทัศน์ในส่วนภูมิภาคขึ้นมา 3 แห่ง
เพื่อให้การบริการเพื่อให้วิทยุโทรทัศน์ในส่วนภูมิภาคเป็นไปอย่างทั่วถึง กรมประชาสัมพันธ์จึงได้จัดตั้งสถานีทวนสัญญาณ (Repeater) รวม 43 สถานี



สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง 11

จัดตั้งขึ้นโดยมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2528 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติ ทำหน้าที่ให้ความรู้ การศึกษา เผยแพร่ข่าวสารการประชาสัมพันธ์ และสนับสนุนนโยบายของรัฐ
สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง 11 เริ่มทดลองแพร่ภาพออกอากาศรายการเพื่อการศึกษา รายการข่าวภาคเช้า-ภาคค่ำ และถ่ายทอดรายการไปยังสถานีวิทยุโทรทัศน์ในเครือข่ายเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2531 และต่อมาสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ได้ทรงเสด็จเปิดอาคารสถานีฯ อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2531

โครงสร้างระบบการควบคุมวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์
การควบคุมวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ จำแนกได้ 2 ระดับคือ
1. ระดับโลก หรือ ระหว่างประเทศ
2. ระดับประเทศ

การควบคุมวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ในประเทศไทย
การควบคุมของรัฐ แบ่งเป็น 3 ประเภท
1.1 ควบคุมโดยสถาบันที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อควบคุมงานด้านนี้โดยเฉพาะ ได้แก่ กกช.
1.2 ควบคุมทางด้านกฎหมายที่ออกมาบังคับใช้กับสื่อมวลชนประเภทนี้โดยตรง ได้แก่ พ.ร.บ. วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์
1.3 ควบคุมกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้องได้แก่ กฎหมายรัฐธรรมนูญ / พ.ร.บ. ลิขสิทธ์

การจัดองค์กรวิทยุโทรทัศน์ในประเทศไทย
ลักษณะการเป็นเจ้าของกิจการวิทยุโทรทัศน์ในประเทศไทย มี 4 ลักษณะ
1. รัฐเป็นเจ้าของและเป็นผู้บริหารกิจการ โดยอนุญาตให้เอกชนเข้ามาดำเนินการด้านรายการและมีรายได้จากการบริหารโฆษณาธุรกิจ
2. เป็นรัฐวิสาหกิจ จัดตั้งขึ้นเพื่อบริหารแก่ประชาชนและแสวงรายได้เข้ารัฐ
3. รัฐทำสัญญาให้สัมปทานให้เอกชนเช่า(เช่าทั้งช่อง)
4. รัฐเป็นเจ้าของและเป็นผู้บริหารกิจการ(ช่อง 11)







การบริหารงานของสถานีโทรทัศน์ แบ่งออกเป็น 3 ส่วน

1. คณะกรรมการบริหารสถานี(Board) คณะกรรมการบริหารระดับสูง 7-10 คน
2. คณะผู้บริหาร ในภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ได้แก่ ผอ. สถานี
3. หัวหน้าฝ่ายต่างๆ


ส่วนโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย (ทีวีพลู )ก่อตั้งเมื่อเดือน ธันวาคม 2511 โดยมีวัตถุประสงค์หลักดังนี้
1. ร่วมมือกันถ่ายทอดสดรายการที่สำคัญ ทั้งในและต่างประเทศ
2. เป็นผู้ประสานงานในการตกลงค่าลิขสิทธิ์ต่างๆ ในการถ่ายทอดในนามทีวีพลู

ลักษณะการส่งกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์

การกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์นั้น เป็นกระบวนการส่งและรับโทรทัศน์โดยการฝากสัญญาณภาพและเสียงไปกับคลื่นวิทยุ การส่งคลื่นวิทยุและใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เรียกว่า อิเล็กทรอแม็กเนติก เป็นพาหะในการส่งสัญญาณภาพและเสียงเช่นเดียวกับคลื่นวิทยุโดยส่งตามสายหรือไปในอากาศก็ตาม

ในการส่งคลื่นโทรทัศน์จะประกอบด้วย

1. สัญญาณภาพ (Video signal)
คือสัญญาณที่หลอดภาพจับภาพในกล้องโททัศน์ได้เปลี่ยนพลังงานเป็นพลังงานไฟฟ้า การส่งภาพวิทยุโทรทัศน์นั้น ใช้วิธีการส่งด้วยกล้องโทรทัศน์ที่ปรับโฟกัสของเลนส์กล้องให้ชัดที่ตัวคนวัตถุหรือฉากที่ต้องการถ่าย ซึ่งเรียกว่า Object ซึ่งทำหน้าที่แทนฟิล์ม หลอดรับภาพนี้จะถ่ายทอดภาพปรากฏอยู่ข้างหน้าหลอดออกมาเป็นเส้นวาดภาพ (Scan) ด้วยจุดสว่างเล็กๆอย่างรวดเร็วมาก ซึ่งทำให้เรามองเห็นภาพต่อเนื่องกันไม่ขาดตอน
2. สัญญาณเสียง (Audio Signal)
คือสัญญาณที่ส่งมาจากไมโครโฟนจะถูกเปลี่ยนให้เป็นสัญญาณไฟฟ้าที่มีความถี่เสียงแล้วนำไปผสมกับคลื่นพาห์ของเสียงส่งออกอากาศไปให้ผู้ชมทางบ้านได้ฟัง สัญญาณภาพเสียงไม่สามารถเดินทางไปได้ไกลๆต้องใช้คลื่นวิทยุเป็นพาหะ
3. คลื่นวิทยุ (Radio Wave)
เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดหนึ่งสามารถกระจายไปในอากาศได้ คลื่นวิทยุมีชื่อเรียกว่า คลื่นพาห์ จะส่งสัญญาณภาพจะมีวงจรผลิตความถี่คลื่นพาห์ของภาพให้ตรงกับที่ได้รับอนุญาตมา และมีวงจรผสมสัญญาณภาพกับคลื่นพาห์แล้วส่งไปออกอากาศ


ระบบโทรทัศน์

ระบบโทรทัศน์ หรือ การแพร่ภาพวิทยุโทรทัศน์นั้น สามารถจำแนกประเภทได้ตามลักษณะสำคัญดังต่อไปนี้

1. จำแนกตามความแตกต่างของจำนวนเส้น
เครื่องส่งวิทยุโทรทัศน์ในประเทศต่างๆมีระบบที่แตกต่างกันดังต่อไปนี้ คือ
1.1 ระบบ 405 เส้น ประเทศที่ใช้ไฟฟ้ากระแสสลับความถี่ 50 เฮิร์ทซ์ ใช้ระบบกวาดภาพ(Scaning System) 405 เส้น 50 ฟิลด์ 25 กรอบภาพ
1.2 ภาพ 525 เส้น 60 ฟิลด์ 30 กรอบภาพ ทั้งภาพขาว-ดำ และภาพสีเรียกว่า ระบบ NTSC
1.3 ระบบ 625 เส้น บรรดาประเทศที่ใช้ไฟฟ้ากระแสสลับ ความถี่ 50 เฮิร์ทซ์ ได้ถึงหลักจัดระบบส่งวิทยุโทรทัศน์เป็นเช่นชนิด 625 เส้น 50 ฟิลด์ 25 กรอบภาพ เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพเต็มที่ทั้งภาพขาว-ดำ และภาพสีที่เรียกว่า ระบบ PAL
1.4 ระบบ 819 เส้น ประเทศที่ใช่ไฟฟ้ากระแสสลับความถี่ 50 เฮิร์ทซ์ ใช้ระบบสแกนเพื่อสร้างภาพ 819 เส้น 50 ฟิลด์ 25 กรอบภาพทั้งภาพขาว-ดำ และภาพสีเรียกว่า ระบบ SECAM
2. จำแนกตามระบบความถี่
ระบบการเผยแพร่รายการโทรทัศน์สามารถจำแนกได้ตามความถี่ในการแพร่ภาพ ที่แตกต่างกันคือ
2.1 ย่านความถี่สูงมาก ( Very High Frequency) เรียกย่อยๆว่า ระบบ (VHF) อยู่ในย่านความถี่ 30-300 เมกกาเฮิร์ทซ์ สามารถจำแนกได้ 13 ช่อง ในระบบ 525 เส้น และ 12 ช่องระบบ 626 เส้น ไทยใช้ระบบ 625 เส้นออกอากาศช่อง 3,5,7,9 และ 11 ย่านความถี่สูงมากมีข้อดีคือ สามารถแพร่ภาพในระยะไกลได้อย่างชัดเจน แต่ข้อจำกัดคือ จำนวนช่องน้อย
2.2 ย่านความถี่สูงยิ่ง (Ultra High Frequency) เรียกย่อยๆว่า (UHF) อยู่ในย่านความถี่ 300-3000 เมกะเฮิร์ทซ์ สามารถแบ่งช่วงคลื่นเป็นช่องได้ 14 – 83 รวม 70 ช่อง สามารถส่งสัญญาณไปได้ไม่ไกล จะไม่ชัดถ้ามีสิ่งกีดขวางประเทศ สถานีโทรทัศน์ ไอทีวี ใช้ย่านความถี่นี้ในการออกอากาศ
2.3 ย่านความถี่โทรทัศน์ประกอบการสอน (Instruction Television Fixed Device) เรียกย่อๆว่า ไอทีเอฟเอส (I.T.F.S.) เป็นย่านความถี่ที่ใช้สำหรับโทรทัศน์ที่ประกอบการสอนโดยเฉพาะในย่านความถี่ระหว่าง 2500-2690 เมกะเฮิร์ทซ์ เป็นการส่งภาพด้วยระบบไมโครเวฟ
2.4 ย่านความถี่สูงสุด (Super High Frequency) เรียกย่อๆว่า เอสเอชเอฟ( SHF ) อยู่ในย่านความถี่ 4000-6000 เมกกะเฮิร์ทซ์
2.5 ระบบโทรทัศน์ตามสาย เป็นการส่งภาพตามสายแกนร่วมไปยังจุดที่ติดตั้งเครื่องรับอาจเป็นการต่อจากห้องควบคุมไปยังห้องเรียนต่างๆที่เรียกว่า โทรทัศน์วงจรปิด

3. จำแนกระบบสี-ขาวดำ
3.1 ระบบอีไอเอ (EIA) เป็นระบบ 525 เส้น ขาว-ดำ
3.2 ระบบเอ็นทีเอสซี (NTSC) เป็นระบบ 525 เส้น สีจำนวนกรอบภาพ 30 กรอบต่อวินาที ความกว้างของช่อง
3.3 สัญญาณ 6 เมกะเฮิร์ทซ์ ระบบนี้เป็นระบบโทรทัศน์ สีที่ใช้แพร่หลานในอเมริกา และถือเป็นโทรทัศน์สีระบบแรกของโลก
3.4 ระบบซีซีไออาร์ (CCIR) เป็นระบบ 625 เส้น ขาว-ดำ
3.5 ระบบพาล (PAL) เป็นระบบ 625 เส้น จำนวนกรอบภาพ 25 กรอบต่อวินาที ความกว้างของช่องสัญญาณ 7 เมกะเฮิร์ทซ์
3.6 ระบบเซกัน(SECAN) เป็นระบบ 819 เส้น หรือ 625 เส้น จำนวนกรอบภาพ 25 กรอบภาพต่อวินาที

สัญญาณโทรทัศน์

สัญญาณโทรทัศน์ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์ออกอากาศไปยังเครื่องรับนั้น มีสัญญาณหลายชนิดผู้ทำงานเกี่ยวกับโทรทัศน์จำเป็นต้องทราบเรื่องราวของสัญญาณเหล่านี้จึงจะต้องปฎิบัติงานได้ดี สัญญาณต่างๆมีดังนี้
1. สัญญาณภาพ ได้จากกล้องโทรทัศน์เกิดจากการเปลี่ยนภาพให้เป็นไฟฟ้า เรียกว่า สัญญาณภาพ
2. สัญญาณซิงค์ทางแนวตั้ง คือสัญญาณที่เครื่องส่งผลิตและส่งไปบังคับลำอิเล็กตรอนในจอหลอดภาพเครื่องรับโทรทัศน์ให้หักเหในแนวตั้ง
3. สัญญาณซิงค์ทางแนวนอน สัญญาณที่เครื่องส่งผลิตและส่งไปบังคับลำอิเล็กตรอนในจอหลอดภาพเครื่องรับโทรทัศน์ให้กราดทางแนวนอน
4. สัญญาณแบล็งกิ้ง คือ สัญญาณที่บังคับไม่ให้หลอดภาพทำงานในขณะที่ลำอิเล็กตรอนสะบัดกลับมาทางซ้ายของจอภาพเพื่อจะเริ่มต้นขีดเส้นใต้ต่อไป ถ้าไม่กำหนดให้ลำอิเล็กตรอนหยุดขีดเส้นขณะสะบัดกลับจะทำให้เห็นเส้นทแยงมุมที่หน้าจอหลอดภาพ
5. สัญญาณอีควอไลซิ่ง คือ สัญญาณที่เป็นรูปสี่เหลี่ยมจำนวนหกลูกอยู่ระห่างสัญญาณซิงค์แนวตั้งกับแนวนอน มีหน้าที่ป้องกันไม่ให้สัญญาณซิงค์ทางแนวตั้งกับแนวนอนรบกวนกัน
6. สัญญาณเบริสท์ คือ สัญญาณที่บังคับคลื่นหรือความถี่พาห็รองของสัญญาณสีในเครื่องรับให้ทำงานถูกต้องพร้อมกับคลื่นพาห์รองของเครื่องส่งทำให้ได้รับสีที่ถูกต้องตรงกับสัญญาณสีที่เครื่องได้ส่งมาให้
7. สัญญาณความถี่พาห์รอง คือ คลื่นความถี่วิทยุที่ใช้สัญญาณสรเพื่อส่งไปยังเครื่องรับโทรทัศน์
8. สัญญาณคลื่นความถี่วิทยุ คือ สัญญาณความถี่วิทยุที่เครื่องส่งผลิตขึ้นเพื่อผสมกับสัญญาณต่างๆรวมทั้งสัญญาณภาพ คือ ความถี่ของสถานีวิทยุโทรทัศน์นั่นเอง
9. สัญญาณเสียง คือ สัญญาณที่ได้จากแหล่งเสียงต่างๆ เช่น ไมโครโฟน เครื่องเล่นแผ่นซีดี มีลักษณะเป็นสัญญาณไฟฟ้า แล้วนำไปผสมกับคลื่นความถี่วิทยุในระบบเอฟ เอ็ม หลังจากนั้นนำไปรวมไว้ต่อจากสัญญาณภาพ เพื่อส่งออกอากาศพร้อมกับสัญญาณภาพ

































การส่งและรับวิทยุโทรทัศน์สี
ต้องเข้าใจเรื่องสัญญาณส่องสว่าง Luminamce singal) หรือ สัญญาณโทรทัศน์ขาว-ดำ และสี กล่าวคือ โทรทัศน์สีจะส่งสัญญาณภาพสีและขาว-ดำ ออกอากาศไปพร้อมกันเพื่อให้เครื่องรับ รับได้ทั้งภาพสีและขาว-ดำ
การส่งโทรทัศน์สีเริ่มจากการทำงานของกล้องโทรทัศน์ ถ่ายภาพสีโดยมีเลนส์ทำหน้าที่โฟกัสแสงสีผ่านกระทบที่กระจกแยกสัญญาณสี หรือ แท่งแก้วสามเหลี่ยม แยกสีสัญญาณที่รับเข้ามาจากกล้องโทรทัศน์ก็จะถูกแยกเป็นสัญญาณแสงสีแดง สีเขียวและสีน้ำเงิน เข้าวงจรผสมสี คือ วงจรแมทริกซ์ ทำให้เกิดสัญญาณใหม่คือ สัญญาณขาว-ดำ หรือสัญญาณส่องสว่าง
กล้องโทรทัศน์สีจะถ่ายภาพแล้วเปลี่ยนเป็นสัญญาณไฟฟ้า ซึ่งเรียกว่า “สัญญาณภาพ” (video signal) สัญญาณจะถูกขยายให้แรงขึ้นแล้วส่งเข้าวงจรเข้ารหัส หรือ เอ็น โคดเดอร์ เอ็นโคดเดอร์ทำหน้าที่ผสมสัญญาณที่ได้รับจากกล้องโทรทัศน์ ซึ่งมีสัญญาณส่องสว่างและสัญญาณสีโดยวิธีเข้ารหัส (encode) จากนั้นสัญญาณก็ถูกขยายให้แรงขึ้นเพื่อส่งออกอากาศไปบังคับการขีดเส้นของเครื่องรับโทรทัศน์ที่อยู่ทางบ้านให้ทำงานพร้อมกัน
วงจรขยายสัญญาณภาพ จะขยายสัญญาณต่างๆ ที่มาจากวงจรเอ็นโคดเดอร์และวงจรเครื่องผลิตสัญญาณซิงค์ เพื่อให้สัญญาณเหล่านี้มีแรงมากขึ้นแล้วส่งต่อไปยังเครื่องส่งด้านภาพ ทำหน้าที่ขยายสัญญาณต่างๆ ที่ได้รับให้มีกำลังสูงขึ้นเพื่อใช้ออกอากาศ สำหรับด้านเสียงไมโครโฟนจะทำการเปลี่ยนเสียงในอากาศให้เป็นความถี่เสียง ( audio frequency ) แล้วนำไปขยายให้แรงขึ้นที่วงจรขยายสัญญาณเสียง แล้วนำไปผสมกับคลื่นวิทยุระบบเอฟ เอ็ม และขยายให้สัญญาณแรงขึ้น ต่อจากนั้นจะนำไปรวมกับสัญญาณภาพในภาครวมสัญญาณภาพและเสียงเพื่อส่งออกอากาศพร้อมกัน
3.2 การรับวิทยุโทรทัศน์สี ระบบสายอากาศเครื่องรับโทรทัศน์สีจะรับสัญญาณจากสถานีเครื่องรับวิทยุโทรทัศน์แล้วนำเข้าเครื่องรับโดยทำงานตามลำดับขั้นตอน ดังนี้
- สายอากาศเครื่องรับวิทยุโทรทัศน์ จะรับสัญญาณที่ส่งมาจากเครื่องส่งวิทยุโทรทัศน์มาเข้าที่สายอากาศเครื่องรับ แล้วส่งให้ภาคเลือกคลื่นเพื่อเลือกช่องโทรทัศน์หรือเลือกสถานีที่ต้องการรับต่อไป
- ภาคเลือกคลื่นและแยกสัญญาณทำหน้าที่เลือกรับสัญญาณที่มาจากสถานีส่งสถานีใดสถานีหนึ่ง แล้วนำมาแยกสัญญาณเสียงให้ไปเข้าวงจรขยายเสียงและให้สัญญาณภาพไปเข้าวงจรผลิตสัญญาณภาพสีและแยกให้สัญญาณซิงค์ไปเข้าวงจรซิงค์เพื่อแยกสัญญาณซิงค์
- วงจรผลิตสัญญาณภาพสีจะผลิตสัญญาณสีและขยายให้มีกำลังแรงขึ้น แล้วส่งเข้าหลอดภาพสี
- หลอดภาพสี จะเปลี่ยนสัญญาณสีให้เป็นภาพสีปรากฏที่จอภาพ
- วงจรแยกซิงค์ จะทำหน้าที่แยกเฉพาะสัญญาณซิงค์คือ ซิงค์ทางแนวตั้ง ซิงค์ทางแนวนอนและอีควอไลซิ่ง และขยายให้กำลังแรงขึ้นแล้วส่งไปบังคับการทำงานของวงจรการหักเห
- วงจรการหักเหมีหน้าที่ผลิตแรงไฟฟ้ากระแสสลับ เพื่อส่งไปให้ที่หลอดภาพเพื่อให้ลำอิเล็กตรอนภายในหลอดภาพสีของเครื่องรับการหักเหแนวตั้งและแนวนอนพร้อมกับทางเครื่องส่ง เพราะถูกบังคับด้วยสัญญาณซิงค์ที่มาจากวงจรแยกซิงค์ที่เครื่องส่งมา
- วงจรขยายเสียงมีหน้าที่รับสัญญาณเสียงระบบเอฟ เอ็ม มาขยายให้มีกำลังแรงขึ้นแล้วส่งไปเข้าลำโพง ลำโพงมีหน้าที่เปลี่ยนสัญญาณเสียงโดยสัญญาณเสียงไปสั่งแผ่นไดอะแฟรมในลำโพงทำให้เกิดเป็นเสียงขึ้น

รายการโทรทัศน์

รายการวิทยุโทรทัศน์ หมายถึง รายการที่สมบูรณ์ในตัวเองหรือครบถ้วนในตัวเองซึ่งต้องสัมพันธ์กับรายการย่อยอื่นๆ ที่คัดเลือกนำออกมาในรายการเดียวกัน
ประเภทรายการโทรทัศน์แบ่งออกได้ 14 ประเภท
1.รายการพูดหรือบรรยายคนเดียว (Monologue)
ผู้ดำเนินรายการต้องมีความรู้ความสามารถและทักษะในการพูดเป็นอย่างดี การพูดจะต้องเป็นไปอย่างธรรมชาติ ส่วนมากจะมีภาพประกอบเพื่อไม่ให้เห็นหน้าผู้พูดตลอด ลักษณะเด่นของรูปแบบรายการนี้เพื่อให้ข้อมูลเรื่องใดเรื่องหนึ่งในลักษณะที่กระชับหรือน่าเชื่อถือ
2.รายการสนทนา (Talk Show)
มีผู้พูดคุยกัน 2 คนขึ้นไป และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและวักถามซึ่งกันและกัน มีประเด็นที่นำเสนอเป็นที่น่าสนใจ รายการสนทนาที่ดีควรมีภาพประกอบ รายการสนทนาทางโทรทัศน์ได้รับความนิยมมากเพราะผู้ชมได้เห็นสีหน้าอารมณ์ ความรู้สึกของคู่สนทนาในรายการ ซึ่งความสำเร็จของรายการนี้ขึ้นอยู่ที่พิธีกรว่าจะนำการสนทนาให้ลื่นไหลต่อเนื่องไปได้อย่างไร
3.รายการอภิปราย (Discussion)
เป็นรายการที่มีกลุ่มบุคคลตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ร่วมกันพิจารณาเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือปรึกษาหารือกัน โดยมีผู้ดำเนินรายการ 1 คนที่ทำหน้าที่ในการเชิญชวนให้ผู้เข้าร่วมการอภิปรายแสดงความคิดเห็นในประเด็นปัญหาที่มีอยู่ ในลักษณะการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ความรู้ และการถ่ายทอดประสบการณ์ที่ได้รับให้ทราบกัน ซึ่งจะนำไปสู่การสรุปหาข้อยุติ และการตัดสินใจ ตลอดจนการนำไปสู่แนวทางการแก้ไข สำหรับการตั้งประเด็นปัญหาและบรรยากาศการแก้ปัญหานั้น ผู้ดำเนินรายการควรกำหนดรูปแบบการแก้ปัญหาให้ชัดเจน เช่นการกำหนดให้ผู้ร่วมรายการอภิปรายพูดในหัวข้อต่างกันหรือหากต้องพูดในประเด็นเดียวกันก็ควรพูดในหัวข้อหรือมุมมองที่ต่างกัน
4.รายการสัมภาษณ์ (Interview)
เป็นรายการที่มีผู้สัมภาษณ์และผู้ถูกสัมภาษณ์เป็นการพูดคุยระหว่างคนสองคน ผู้สัมภาษณ์มีหน้าที่ซักถามแต่ไม่ออกความคิดเห็นและคอยสรุปเมื่อการสนทนาสิ้นสุดลง
5.รายการเกมส์โชว์ (Game Show)
รายการโทรทัศน์ที่มีกิจกรรมเพื่อให้คนได้ใช้ทักษะทางร่างกายหรือสติปัญญาเพื่อเป็นการแข่งขันระหว่าง 2 ฝ่ายขึ้นไป ภายใต้กติกาที่ได้ตกลงกันไว้ รายการเกมส์โชว์เป็นรายการวิทยุโทรทัศน์ที่จัดให้มีการแข่งขันตอบปัญหาระหว่างกลุ่มหรือคนของผู้ที่มาร่วมรายการ ฝ่ายใดชนะก็จะเข้ารอบหรือได้รางวัลใหญ่ไป ส่วนผู้ที่แพ้ก็จะได้รางวัลปลอบใจและถูกคัดออก
6.รายการวาไรตี (Variety Show) หรือรายการปกิณกะบันเทิง
เป็นรายการที่รวบรวมความบันเทิงหลากหลายรูปแบบ เพื่อตอบสนองกลุ่มผู้ชมที่มีความสนใจในการชมการแสดงแตกต่างกันออกไป โดยมีพิธีกรที่มีความสามารถในการพูดและมีบุคลิกดีเป็นผู้ดำเนินรายการ ซึ่งเนื้อหารายการจะมีความหลากหลาย นอกจากนี้ยังมีการจัดอุปกรณ์ แสง สี เสียงต่างๆให้มีบรรยากาศตื่นเต้น สนุกสนาน
7.รายการสารคดี (Documentary Programe)
เป็นรายการที่เสนอเรื่องราวเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นจริงโดยเฉพาะ ซึ่งให้ทั้งความรู้และความบันเทิงควบคู่กัน รายการลักษณะนี้ต้องมีการตัดต่อ การถ่ายภาพ การบรรยายด้านเนื้อหาจากมืออาชีพและต้องพิถีพิถันอย่างมาก ทำให้ใช้งบประมาณค่อนข้างเยอะ รวมทั้งเรื่องของเวลาในการคิดเรื่อง และการผลิตรายการค่อนข้างจะต้องใช้เวลามาก
8.รายการละคร (Drama)
เป็นการนำเสนอเรื่องราวต่างๆผ่านตัวแสดง ซึ่งจะต้องเกิดจากการผสมผสานเนื้อ หาในบทกับศิลปะการจัดฉาก แสง เสียง ตำแหน่งภาพ การลำดับภาพ ละคร(Drama) มีรากของศัพท์มาจากภาษากรีซ หมายถึง หมายถึง ทำ(to do) แสดง(to act) สำหรับคำจัดความของรูปแบบละคร มีหลากหลาย เช่น Something act on the stage by living people,presentation of action เป็นต้น การผลิตรายการละคร จะต้องคำนึงถึงองค์ประกอบพื้นฐาน 6 ประการ คือ โครงเรื่อง(plot) ความคิด(thought) ลักษณะของตัวละคร(Character) ถ้อยคำ(Diction) ดนตรี(Music) และภาพที่มองเห็น(Spectacle) ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับแนวคิดด้านศิลปะทั้งนั้น โครงสร้างของบทละครมีลักษณะเป็น Fray tag pyramid คืออารัมภบท(the introduction) การแสดงที่เพิ่มความเข้มข้น(rising action) จุดวิกฤต(climax) สถานการณ์คลี่คลายลง(falling down) และเหตุร้ายหรือความหายนะ(catastrophe) อย่างไรก็ดี ขึ้นอยู่กับผู้เขียนบทว่าต้องการ การดำเนินเรื่องที่ลึกซึ้งเพียงใด ละครโทรทัศน์มีหลากหลายรูปแบบมาก
1. ละครหลายตอนจบ(Soap opera)
มีการเสนอเรื่องราวอย่างต่อเนื่อง โดยจะมีตัวละครเอก 2-3 คน และตัวประกอบตามแต่ข้อกำหนดทางธุรกิจ และมีการบันทึกเทปเพื่อนำเสนอเป็นตอนๆ
2. ละครพิเศษ(Dramatic special)
เป็นละครที่มีการจัดทำพิเศษในวาระโอกาสต่างๆ โดยมีจุดมุ่งหมายแตกต่างกันไป เช่นในวันแม่ วันเยาวชนโลก เป็นต้น โดยมีผู้อุปถัมถ์รายการพิเศษ ความยาวของละครจะอยู่ระหว่าง 90 นาที-2 ชั่วโมง
3. ละครเป็นตอนๆ(Anthology series)
ละครประเภทนี้มีการเขียนบทจบในตอน ความแตกต่างของบทเป็นไปตามแนวคิดของผู้แต่งแต่ละคนและจะนำเสนอทุกอาทิตย์
9.รายการสาธิต (Demonstration)
เป็นรายการที่นำเสนอขั้นตอนในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดยผู้สาธิตแสดงให้เห็นเป็นตัวอย่างตามลำดับขั้นตอนเพื่อให้ผู้ชมได้แนวทางที่จะนำไปใช้ปฏิบัติจริงปัจจุบันรายการลักษณะนี้จะมีการผลิตรายการทั้งในและนอกสตูดิโอ
10.รายการเพลงและดนตรี (Music)
ส่วนใหญ่ค่ายเพลงต่างๆ จะซื้อเวลาสถานีมาผลิตรายการของตนเพื่อ นำเสนอเพลง/ผลงานของนักร้องค่ายตัวเอง ซึ่งรายการเพลงทางโทรทัศน์ แบ่งได้ 4 กลุ่มใหญ่ดังนี้
1.รายการเพลงไทยสากล
2.รายการเพลงลูกทุ่ง
3.รายการเพลงสากล
4.รายการคอนเสิร์ตทั้งในและต่างประเทศ
นอกจากนี้ยังมีรายการเพลงที่นำมิวสิควีดีโอ มาเปิดตามรายการต่างๆ ตามสถานี ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากในปัจจุบัน





































บุคคลากรในการผลิตรายการโทรทัศน์
การผลิตรายการโทรทัศน์แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ
1. ด้านการผลิต (Production Staff)
2. ด้านวิศวกรรม(Engineering Staff) ซึ่งทำหน้าที่ด้านเทคนิค
ทีมงานด้านการผลิตรายการ (Production Staff)
1. ผู้บริหารการผลิต (Executive Producer) เป็นผู้รับผิดชอบรายการต่างๆ ของสถานี จัดการเกี่ยวกับ
งบประมาณ และประสานงานด้านการบริหารสถานี
2. ผู้ควบการผลิต (Producer) ดูแลการผลิตรายการแต่ละรายการ รับผิดชอบในงานบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการผลิต และประสานกับส่วนที่เป็นเทคนิค
3. รองผู้ควบคุมการผลิต (Associate-Producer) ผู้ช่วยผู้ควบคุมการผลิตในด้านการผลิตรายการต่างๆ โดยจะทำหน้าที่ประสานงาน
4. ผู้ช่วยการผลิต (Producer-Assistant) ช่วยควบคุมการผลิตและผู้กำกับระหว่างการผลิต
5. ผู้กำกับ (Director) รับผิดชอบลการกำกับการแสดงและเทคนิคต่างๆ ให้ตรงกับบททั้งภาพและเสียง
6. รองผู้กำกับ(Associate – Director) คอยเตรียมความพร้อมในการดำเนินงาน
7. นักแสดง (Actor) ผู้ที่แสดงเป็นตัวละครต่างๆ
8. ผู้ประกาศ(Announcer)
9. ผู้ควบคุมเวที (Stage Manager) รับผุดชอบกิจกรรมต่างๆ บนเวที
10. ทีมงานเวที (Floor Persons) คอยอำนวยความสะดวกในระหว่างผลิตรายการ ทำหน้าที่จัดตกแต่งฉาก
11. นักเขียน(Writer) ทำหน้าที่เขียนบทโทรทัศน์
12. ผู้กำกับฝ่ายศิลป์ (Art Director) รับผิดชอบเกี่ยวกับการออกแบบการแสดงการตกแต่งสถานที่
ด้านวิศวกรรม (Engineering Staff) ที่ทำหน้าที่ทางด้านเทคนิค
1. ผู้ดูแลในสตูดิโอและนอกสถานที่ (Studio Supervisor) ทำหน้าที่ดูแลการดำเนินงานด้านเทคนิคทุกอย่าง
2. ผู้ควบคุมกกล้อง (Camera Operators) ทำหน้าที่ดูแลการถ่ายภาพ
3. ผู้กำกับแสง (Lighting Director) ดูแลด้านแสง
4. ช่างเสียง (Audio Technician) ควบคุมด้านเสียงประกอบให้เหมาะสมกับรายการ
5. ช่างวิดิโอเทป (Videotape Operator) ทำหน้าที่บันทึกและเพลย์เทป
6. หัวหน้าช่าง (Chief Engineer) รับผิดชอบบุคลากรด้านเทคนิค งบประมาณ และการใช้อุปกรณ์ในแต่ละวัน




ขั้นตอนการผลิตรายการโทรทัศน์

ผู้ควบคุมการผลิตต้องมีการวางแผนอย่างดี ละเอียดและรอบคอบ เพราะการผลิตรายการโทรทัศน์จะมีขบวนการผลิตที่ค่อนข้างซับซ้อน

1.ขั้นวิจัยและพัฒนา ( research and development)
เริ่มจากแนวคิดเกี่ยวกับรายการที่ทำและกำหนดโครงร่างก่อนที่จะเขียนสคริปต์ หรือที่เรียกว่า Treatment ก็เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน เกี่ยวกับเรื่องราวที่ใช้ในการเดินเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ หลังจากนั้นเป็นขั้นของการเขียนบทคร่าวๆ
บทโทรทัศน์แบ่งเป็น 2 ส่วนหลักคือ รายการและคะอธิบายซึ่งเขียนไว้ก่อน และ บทโทรทัศน์ในส่วนแรกจะประกอบด้วยคำอธิบายเกี่ยวกับลักษณะผู้แสดง ฉาก และอุปกรณ์ที่ใช้ประกอบฉาก ตลอดจนงานด้านกราฟฟิก

ส่วนที่สอง บทโทรทัศน์จะแบ่งได้เป็น 4 ประเภท คือ

4.1. แบบสมบูรณ์ (The Fully Scripted Show) จะใส่รายเอียดทุกอย่างไว้ในบทของรายการตั้งแต่ต้นจนจบ พร้อมกันนั้นก็จะบอกรายละเอียดเกี่ยวกับคำสั่งทางด้านภาพและเสียงไว้อย่างสมบูรณ์
4.2. แบบกึ่งสมบูรณ์ (The Semi scripted Show) ไม่บอกเกี่ยวกับคำสนทนา บอกไว้เพียงหัวข้อสิ่งสำคัญของบทโทรทัศน์ประเภทนี้จะระบุประโยคสุดท้ายของคำพูดที่จะให้สัญญาณกับผู้กำกับว่าเมื่อจบประโยคจะตัดภาพไปยัง ฉากต่อไป หรือ โฆษณา
4.3. แบบการแสดง (The Show Format) บอกเฉพาะส่วนสำคัญในรายการ บอกเวลาของรายการแต่ละตอน
4.4. แบบคร่าว (The Fact Sheet) เขียนเฉพาะสิ่งที่จะออกทางหน้ากล้องโทรทัศน์เท่านั้นโดยบอกอย่างคร่าวๆ

2.ขั้นก่อนผลิต (Pre-production)
เป็นขั้นตอนของการวางแผนเวลาที่จะใช้ในการผลิตรายการและตัดสินใจว่าจำถ่ายทำเป็นแบบใด โดยจะต้องเตรียมงานทุกอย่างให้พร้อมก่อนที่จะลงมือผลิต
3.ขึ้นผลิต (Production)
เป็นขั้นที่ทีมผลิตเริ่มประชุมเกี่ยวกับบท ตาราง และการคัดเลือกนักแสดง กำหนดอุปกรณ์ในการถ่ายทำและสรุปตารางการทำงาน แล้วจึงเริ่มการถ่ายทำ
4.ขั้นหลังผลิต (Post-Production)
เป็นขั้นตอนสุดท้าย ในการทำงานที่ต้องให้เสร็จทันตามกำหนดเวลา ซึ่งผู้กำกับรายการ หรือโปรดิวเซอร์ต้องควบคุมให้เจ้าหน้าที่ตัดต่อให้ตรงตามบทที่วางไว้

การถ่ายทำแบ่งเป็น 2 แบบ

1.การถ่ายทำในสตูดิโอ จะต้องคำนึงถึงองค์ประกอบด้าน ฉาก แสง งานกล้องและชนิดของภาพ

2.การถ่ายทำนอกสตูดิโอ ข้อดีจะมีสถานที่และฉากให้เลือกมากมาย ข้อเสียคือเรื่องของการจัดแสง การเตรียมอุปกรณ์รวมทั้งบุคลากรและงบประมาณที่มีค่าใช้จ่ายสูง



























เทคนิคกล้อง หรือ มุมกล้อง
ภาพที่ปรากฏสู่สายตาผู้ชมหรือผู้ดู จะสวยงามน่าสนใจ ให้ความรู้สึกความประทับใจที่ดีนั้นคงต้องผ่านการกลั่นกรอง พินิจพิเคราะห์ของช่างกล้องหรือช่างภาพมาแล้ว ด้วยเหตุนี้ช่างภาพที่มีความชำนาญ มีศิลปะในการถ่ายทำ มีหลักการที่จะประกอบภาพให้น่าสนในใจย่อมจะนำเสนอภาพได้ดีกว่า การถ่ายทำโทรทัศน์ก็เช่นกัน เมื่อกล้องเดินได้ราบรื่น สวยงาม มีมุมภาพที่น่าสนใจ ยิ่งตัดต่อภาพ ลำดับภาพได้ดีด้วยแล้ว ผลงานที่สำเสนอย่อมมีคุณค่ามากขึ้น
เทคนิคกล้อง
เป็นลีลาในการถ่ายทำภาพให้เห็นลักษณ์อาการต่างๆ ที่สื่อความถึง อาการ อารมณ์ ความรู้สึก หรือความสมจริงจังของเหตุการณ์ กระทำได้ทั้งการตั้งกล้องอยู่กับที่ และการเคลื่อนที่ของกล้อง นิยมใช้กันคือ
Fix: การตั้งกล้องอยู่กับที่ โดยที่ช่างกล้องไม่ต้องเปลี่ยนอาการของกล้อง กระทำในโอกาสที่เหตุการณ์นั้น ใช้เวลานานๆ เช่น พิธีพระราชทานปริญญาบัตร
PAN: การส่ายหรือกวาดกล้อง ในขณะที่กล้องอยู่กับที่กระทำได้ 2 ลักษณะคือ
Pan to Left (P/L) หมายถึง การกวาดหรือส่ายกล้องไปทาซ้าย
Pan to Right (P/R) หมายถึง การกวาดหรือส่ายกล้องไปทางขวา
Tilt : การก้มหรือเงยกล้อง ในขณะที่กล้องอยู่กับที่กระทำได้ 2 ลักษณะคือ
Tilt Up (T/U) หมายถึง การเงยกล้องขึ้น ขณะถ่ายทำ
Tilt Down (T/D) หมาย การก้มกล้องลง ขณะถ่ายทำ
Depress : การเลื่อนขึ้นลงของกล้อง หมายถึง ลักษณะของการถ่ายทำ ที่ยกกล้องขั้นสูง หรือเลื่อนลงต่ำ เพื่อจับภาพที่เคลื่อนไหว ในแนวดิ่ง เช่น คนปีนต้นไม้ คนขึ้นต้นตาล กล้องติดตั้งอยู่เครน ยกกล้องขึ้นลง เพื่อให้ได้ภาพที่น่าสนใจ
Zoom: การเปลี่ยนขนาดของภาพใกล้-ไกล ให้มีขนาดเล็ก-ใหญ่ ตามที่ต้องการขณะที่กล้องอยู่กับที่ (เป็นการปรับเปลี่ยนทางยาวโฟกัสของเลนส์) กระทำได้คือ
Zoom In: การปรับภาพ จากขนาดปกติ ให้ใกล้เข้าไปมากขึ้น เช่น ภาพขนาด MS เปลี่ยนเป็น CU
Zoom Out: การปรับเปลี่ยนภาพจากขนาดปกติ ให้ไกลออกไป เช่น ภาพขนาด MS เปลี่ยนเป็น LS การถ่ายทำเหตุการณ์ต่างๆ นั้น เพื่อให้เกิดความสมจริง เกิดอารมณ์คล้อยตาม บางครั้งช่างกล้องอาจเคลื่อนที่กล้อง ไปในทิศทางต่างๆ กระทำได้ เช่น

Track: เป็นการเคลื่อนที่กล้องเข้า-ออก จากสิ่งที่ถ่าย คือ
Track – In: การเคลื่อนที่เข้าหาวัตถุหรือสิ่งที่ถ่าย ลักษณะนี้ ฉากหลังของภาพ (Background) จะมีความชัด และมีขนาดโตกว่าการใช้เทคนิค Zoom In
Track – Out: การเคลื่อนที่กล้องออกจากวัตถุ หรือสิ่งที่ถ่ายให้ความรู้สึกกว้างไกล หรือการลาจาก
Track – Left: การเคลื่อนที่ไปด้านซ้ายมือ ขนานไปกับวัตถุหรือสิ่งที่ถ่าย ทำให้รู้สึกเสมือนว่าติดตามเหตุการณ์หรืออยู่ในเหตุการณ์ เช่น คนนั่งรถยนต์ หรือมอเตอร์ไซด์ คุยกัน กล้องถ่ายทำจะต้องตั้งอยู่บนรถยนต์อีกคนหนึ่ง วิ่งขนานไปทางซ้ายมือ
Track – Right: กาเคลื่อนที่ไปทางด้านขวามือ ขนานไปกับวัตถุหรือสิ่งที่ถ่าย ให้ความรู้สึกคล้ายคลึงกับการ Track- Left
Dolly : การเคลื่อนที่กล้องเป็นแนวโค้ง หรือเป็นวงกลม ขณะที่ทำวัตถุ ณ จุดเดิม เพื่อให้เป็นวัตถุ หรือสิ่งที่ถ่าย ในแง่มุมต่างๆ
High Angle Shot (HAS) : การถ่ายภาพหรือการถ่ายทำในมุมสูง เพื่อให้เห็นอาณาบริเวณกว้างไกล เช่น ช่างกล้องอยู่บนตึกสูง ถ่ายทำลงมาด้านล่างหรือ การถ่ายทำจากเครื่องบิน จะให้ความรู้สึกแปลก และน่าสนใจอีกมุมหนึ่ง มุมกล้องลักษณะนี้ หากใช้ถ่ายภาพบุคคลแล้ว จะมีความรู้สึกออกมาได้หลายรูปแบบ ถ้ากล้องอยู่สูงมาก เช่น อยู่บนตึกชั้นสองถ่ายทำบุคคลอยู่ในชั้นล่าง จะดูเหมือนว่า บุคคลนั้นเตี้ยลงได้
Low Angle Shot (LAS): การถ่ายทำภาพในมุมต่ำ หรือถ่ายในมุมเงย การถ่ายทำลักษณะนี้ จะให้ความรู้สึกว่า วัตถุหรือสิ่งที่ถ่ายนั้น มีความสูง มีความยิ่งใหญ่



Create Date : 13 กุมภาพันธ์ 2551
Last Update : 13 กุมภาพันธ์ 2551 8:07:18 น. 0 comments
Counter : Pageviews.  
 
Name
* blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Opinion
*ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
Naysor
 
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




[Add Naysor's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com