http://twitter.com/merveillesxx และ http://www.facebook.com/merpage
Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2554
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
12 ธันวาคม 2554
 
All Blogs
 
A & A2 : แสงสว่างในความมืดของโอมชินริเกียว

โดย คันฉัตร รังษีกาญจน์ส่อง


A และ A2 สารคดีของ ทัตซึยะ โมริ ว่าด้วยการติดตามชีวิตของเหล่าสมาชิกลัทธิโอมชินริเกียวหลังจากเหตุการณ์ปล่อยแก๊สซารินที่สถานีรถไฟใต้ดินเมื่อปี 1995 หนังภาคแรกใช้เวลาถ่ายทำถึงสองปีเต็ม โมริตั้งใจจะฉายทางทีวีเพื่อเข้าสู่ผู้ชมวงกว้าง ปรากฏว่าทางช่องอยากได้แค่ฟุตเทจบางส่วนไปประกอบข่าว แต่เขาไม่ยอม สรุปหนังเลยได้ฉายอย่างกำจัดโรง และตามเทศกาลหนัง และทำให้ผู้กำกับแทบสิ้นเนื้อประดาตัว

ปกติเราจะได้รับรู้เรื่องของกลุ่มโอมอย่างอ้อมๆ ในหนังญี่ปุ่น (เช่น Distance, Canary) หรือหนังสือ Undergorund ของฮารูกิ มูราคามิ ก็สัมภาษณ์ผู้เสียหายจากเหตุแก๊สซารินไป 70% มีส่วนที่สัมภาษณ์สมาชิกโอม 30% เท่านั้น และส่วนใหญ่จะเป็นไปทำนองว่าออกจากโอมแล้ว หรือไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ลัทธิทำ ซึ่งไม่ได้ทำให้เราเห็นภาพโอมชัดขึ้นเท่าไร

แต่ในสารคดีของโมริ เราได้เห็นสมาชิกในยังคงอยู่ในลัทธิ ผู้กำกับเข้าไปถ่ายในที่ทำการสาขาต่างๆ โอม ทำให้เรารับรู้ชีวิตประจำวันของพวกเขา ซึ่งภาพเหล่านี้สร้างความรู้สึกที่ขัดแย้งอย่างมาก ความรับรู้ของคนทั่วไป โอมคือพวกประหลาด ปิศาจร้าย แต่ในหนังเราจะได้เห็นพวกเขาพูดคุย ยิ้มแย้ม หัวเราะ ทำกับข้าว ใช้ที่ห้อยโทรศัพท์ลายคิตตี้ มองผ่านๆ อาจเหมือนออฟฟิศบริษัทธรรมดา แต่ในฉากถัดมา โมริสัมภาษณ์สมาชิกคนหนึ่งว่าถ้าวันเกิดเหตุ อาซาฮาร่า (ผู้นำลัทธิของโอมในขณะนั้น) เรียกให้เขาไปปล่อยแก๊สด้วย เขาจะไปหรือไม่ ซึ่งเขาก็ตอบว่า ‘ไป’

นอกจากนั้นหนังยังให้เห็นภาพของสมาชิกโอมที่ถูกคุกคามจากสื่อมวลชนอย่างหนัก นักข่าวที่มารอหน้าที่พักอาศัยทุกเมื่อเชื่อวัน หรือการใช้ชีวิตอย่างปกติธรรมดาที่ทำได้ยากลำบาก อาทิ การถูกขับไล่จากพื้นที่, การถูกยกเลิกสัญญาเช่าบ้าน, การถูกไล่จากที่ทำงาน เป็นต้น

สำหรับ A ภาคแรก ผู้กำกับจะเน้นติดตามชีวิตของ ฮิโรชิ อารากิ ซึ่งมีตำแหน่งเป็นโฆษกของโอมชิวริเกียว หนังจับบรรยากาศช่วงปี 1996-1997 หลังจากเหตุแก๊สซารินไม่นาน และศาลกำลังตัดสินคดี อารากิจึงต้องปะทะกับการตั้งคำถามจากสังคมอย่างหนักหน่วง ทั้งที่เจ้าตัวเป็นคนเงียบๆ เก็บตัว ไม่ใช่คนมั่นใจหรือมีเสน่ห์อย่างที่โฆษกควรเป็น (โฆษกคนเดิมคือ ฟูมิฮิโร โจยุ ซึ่งติดคุกในคดีที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องแก๊สซาริน เขาเป็นคนหน้าตาดี สาวๆ กรี๊ด แม้จะรู้ว่าเขาเป็นสมาชิกโอม) หนังภาคแรกนี้อาจจะยาวไปสักหน่อย (136 นาที) แต่ก็มีฉากที่ทรงพลังหลายฉากมาก เช่น

* ฉากที่โด่งดังที่สุดของ A ภาคแรก คือ ตอนที่อารากิและเพื่อนสมาชิกเดินอยู่บนถนน แล้วถูกตำรวจคุกคาม เมื่อเกิดการปะทะกันขึ้น เพื่อนของอารากิล้มลงไป ขณะเดียวกันตำรวจก็ล้ม อ้าง(ตอแหล)ว่าเจ็บขา และยัดข้อหาว่าเพื่อนของอารากิทำร้ายเจ้าหน้าที่ จนเขาถูกจับตัวไปในที่สุด ฉากนี้สมจริงจนน่ากลัว และหลายคนนึกว่าโมริเซ็ตขึ้นมา

* ในฉากหนึ่งที่โมริสัมภาษณ์หนึ่งในสมาชิกที่ดูมีความเชื่อหลุดโลกจนชวนคิดว่าหมอนี่ไม่เต็ม แต่เขาก็พูดออกมาประโยคหนึ่งว่า "The more you love, the more painful death becomes." ซึ่งเป็นประโยคที่เอาเก็บไปคิดอยู่หลายวัน

* ตอนท้ายๆ เรื่อง โมรินั่งจับเข่าคุยกับอารากิ แล้วถามว่า “คุณคิดว่าสามสิบปีข้างหน้า ชีวิตคุณจะเป็นยังไง” สีหน้าของอารากิในฉากนี้มันแน่นิ่ง แต่เต็มไปด้วยความรู้สึกอย่างรุนแรง



ส่วนใน A2 เดิมทีโมริไม่ได้ตั้งใจจะทำภาคต่อแต่อย่างใด แต่หลังการศาลตัดสินว่าโอมมีความเกี่ยวข้องในคดีแก๊สซาริน และมีการผ่านกฎหมายเฝ้าระวังกลุ่มลัทธิต่างๆ (โดยเฉพาะโอม) ความตึงเครียดในสังคมญี่ปุ่นก็ยิ่งเพิ่มขึ้น จนโมริตัดสินใจจับกล้องอีกครั้ง

โครงสร้างของภาคสองจะเป็นการตามถ่ายสมาชิกโอมที่กระจัดกระจายไปทั่วประเทศ หนังเลยดูแยกส่วน ไม่รวมเป็นเนื้อเดียว แต่ข้อดีคือได้เห็นความหลากหลาย โมริยังถ่ายและสัมภาษณ์กลุ่มต่อต้านบางส่วนมาด้วย อย่างไรก็ดี ในภาคนี้บุคคลสำคัญจะปรากฏตัวหลายคน อาทิ โจยุ (โฆษกเดิมของโอม) หรือ โคโนะ (จะเล่าต่อไปข้างล่าง) โดยที่หนังไม่เท้าความสักเท่าไร ถ้าใครไม่มีติดตามเรื่องโอมมาก่อน อาจจะสับสนบ้าง แต่วิกิพิเดียช่วยท่านได้แน่นอน

ฉากที่ชอบมากๆ ใน A2 เช่น

* ฉากที่ตัวแทนของโอมชินริเกียวเข้าพบ โยชิยูกิ โคโนะ ผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นปล่อยแก๊สซารินในเหตุการณ์ Matsumoto incident เมืองมัตซึโมโตะ จังหวัดนางาโนะ ปี 1994 (เป็นการทดลองซารินของโอมก่อนจะไปใช้จริงตอนที่สถานีรถไฟ) มีผู้เสียชีวิต 8 คน รับบาดเจ็บอีก 200 คน โคโนะกลายเป็นแพะรับบาปเพียงเพราะเขามียาฆ่าแมลงครอบครองจำนวนมาก ภายหลังตำรวจสรุปผลว่าเป็นฝีมือของพวกโอมและออกแถลงการณ์ขอโทษโคโนะ

ภรรยาของโคโนะอยู่ในอาการโคม่านับตั้งแต่ปี 1994 และเสียชีวิตในปี 2008 เธอไม่เคยตื่นขึ้นมาเลยแม้แต่ครั้งเดียว ตลอด 14 ปี อย่างไรก็ดี โคโนะแสดงความไม่เห็นด้วยต่อการที่สังคมญี่ปุ่นต่อต้านสมาชิกของโอมอย่างรุนแรง อาทิ การไม่ยอมต่อสัญญาเช่าบ้าน หรือไม่ยอมรับบุตรหลานของโอมเข้าโรงเรียน เขาเขียนบทความว่า "สิ่งที่พวกเขาทำต่อโอม ไม่ต่างกับครั้งที่สังคมเคยกล่าวหาผมผิดๆ"

* เนื้อหาส่วนของสมาชิกโอมที่ไปอาศัยในจังหวัดกุนมะ ช่วงแรกๆ ชาวบ้านก็พากันต่อต้าน ถึงขั้นตั้งเตนท์หน้าบ้านเขาเพื่อคอยเฝ้าระวัง แต่เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาก็ผูกมิตรกัน และตอนที่ชายคนนี้ย้ายไปอยู่ที่ คนในหมู่บ้านก็พากันมาร่ำลา บางคนถึงกับร้องไห้ แต่ขณะเดียวกันโมริก็ตัดสลับให้เห็นบรรยากาศในจังหวัดอื่นที่มีการขับไล่โอมอย่างรุนแรง

* มีฉากที่ตลกดี คือ มีกลุ่มที่ขวาจัดที่เรียกว่าเป็นกลุ่ม ‘คนรักชาติ’ พยายามจะเข้าไปคุยกับโจยุ โดยบอกว่ามาอย่างสุภาพบุรุษ แต่พอตำรวจไม่ให้เข้าก็ตะโกนว่า “เดี๋ยวพวกกูจะกลับไปใช้วิถีดั้งเดิมแบบยากูซ่านะเว้ย”

วิธีการของโมริสำหรับ A ทั้งสองภาคไม่ใช่การสังเกตการณ์เต็มรูปแบบ แต่ในบางครั้งเขาเอาตัวเองเข้าไปในสารคดีด้วย เช่น ลองชิมอาหารที่พวกโอมกิน มีสิ่งที่ตอนดูหนังจบใหม่ๆ ไม่ค่อยรู้สึกถูกใจนัก คือ บทสรุปของทั้งสองภาคจะจบด้วยการที่โมรินั่งคุยกับอารากิ ซึ่งเขาก็แสดงความคิดเห็นของตัวเองอย่างเปิดเผย จนดูชี้นำหนัง แต่โมริก็ให้สัมภาษณ์ว่า เขาเลือกนำเสนอแบบนั้น เพราะอารากิเป็นคนที่เปิดใจรับฟังเขา และสามารถสนทนาต่อยอดกับทัศนคติของเขาได้

แน่นอนว่าคำถามหลักที่ว่าทำไมคนเหล่านี้ถึงเชื่อในโอมชินริเกียวและยังคงเชื่อมั่นต่อไปไม่ได้รับการตอบ เพราะมันไม่ใช่วัตถุประสงค์ของหนัง และไม่ใช่สิ่งที่จะตอบได้ในหนังสองภาค แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้เห็นอีกด้านของโอมมากกว่าที่เคยรับรู้กันในโลกกระแสหลัก โมริเคยถูกถามว่าทำไมเขาถึงเข้าไปใกล้ชิดโอมได้มากขนาดนี้ มีการใช้เส้นสายหรือข่มขู่หรือเปล่า โมริตอบว่า “ผมก็แค่ถามพวกเขา”




Create Date : 12 ธันวาคม 2554
Last Update : 12 ธันวาคม 2554 2:12:05 น. 5 comments
Counter : Pageviews.

 
หวัดดีครับแวะมาทักทาย...........................


โดย: maramba1 วันที่: 12 ธันวาคม 2554 เวลา:7:32:51 น.  

 
หนังน่าดูนะครับ


โดย: devilmanb วันที่: 12 ธันวาคม 2554 เวลา:16:13:57 น.  

 
คุณ ต้น คะ(ขออนุญาตเรียกชื่อนี้นะคะ^^)
หนังทีรีวิวมา โครงเรื่องคล้ายๆ Distance ของคุณโคริเอดะ
อ่านดูแล้ว ก็นึกทำให้อยากดูขึ้นมา
(โดยส่วนตัว ชื่นชมผลงานของคุณโคริเอดะค่ะ)

โอม คือลัทธิโอมชินริ ผู้ซึ่งปล่อยแก้ส เปรียบเป็นผู้ก่อการร้าย

แต่พวกเค้ากลับมีชีวิต และใช้ชีวิต เหมือนๆกันกับพวกเราทุกคน บางคนใช้สายห้อยโทรศัพท์คิตตี้จัง พวกเค้าปลูกผักกิน อยู่ร่วมกันในแบบเราๆ(ไม่ได้อยู่แบบในโกดัง เป็นเหมือนโจร ในฉากหนังแบบที่เราคุ้นเคยกัน)
นั่นคือสิ่งที่มัน ทำให้เรา ฉุกคิด น่ะค่ะ

ฉุกคิดถึง ความคิด ของพวกเค้า
มันเป็นอย่างไร...
มันดูสวนทางกันน่ะค่ะ วิถีชีวิตที่ไม่เหมือนโจร แต่กลับร่วมกระทำการก่อเหตุ ที่ดูรุนแรงและเลวร้ายได้เหลือใจ

และนั่นมันทำให้หนังดูน่าสนใจ(สำหรับเรานะคะ)

สิ่งที่น่าคิดถึงมากกว่านั้น
นอกเหนือจาก ชนพวกโอม ผู้ซึ่งคนในสังคมส่วนใหญ่อาจมองว่าเป็นพวกชายขอบ เป็นพวกที่แปลกแยกไปจากตัวเองแล้ว กลุ่มบุคคลที่น่าสนใจไม่น้อยไปกว่ากัน คือกลุ่มคนที่เป็นญาติ หรือเป็นคนสนิทกับชนกลุ่มโอมน่ะค่ะ..พวกเค้าจะถูกสังคมมอง หรือถูกให้จัดอยู่ในกลุ่มไหนกันคะ
จะต้องถูกสังคมส่วนใหญ่รังเกียจหรือเปล่า?

เรื่องบรรทัดฐานและความคิดของคน
บางทีมันก็พูดยากจังนะคะ
สิ่งไหน ถูก หรือสิ่งไหนผิด



โดย: nobuta wo produce วันที่: 12 ธันวาคม 2554 เวลา:20:18:23 น.  

 
คุณต่อ ขอโทษค่ะ เรียกเป็นคุณต้น
ขออนุญาตเรียกนามจริง เราอ่านชื่อนามปากกาของท่านไม่ออก อิอิ


โดย: nobuta wo produce วันที่: 12 ธันวาคม 2554 เวลา:20:25:09 น.  

 
ไม่เปนไรครับ 555


โดย: merveillesxx วันที่: 13 ธันวาคม 2554 เวลา:23:00:14 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
merveillesxx
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 31 คน [?]




สำส่อนทางการดูหนัง ฟังเพลงและเสพวรรณกรรม
New Comments
Friends' blogs
[Add merveillesxx's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.