A & A2 : แสงสว่างในความมืดของโอมชินริเกียว
โดย คันฉัตร รังษีกาญจน์ส่อง
 A และ A2 สารคดีของ ทัตซึยะ โมริ ว่าด้วยการติดตามชีวิตของเหล่าสมาชิกลัทธิโอมชินริเกียวหลังจากเหตุการณ์ปล่อยแก๊สซารินที่สถานีรถไฟใต้ดินเมื่อปี 1995 หนังภาคแรกใช้เวลาถ่ายทำถึงสองปีเต็ม โมริตั้งใจจะฉายทางทีวีเพื่อเข้าสู่ผู้ชมวงกว้าง ปรากฏว่าทางช่องอยากได้แค่ฟุตเทจบางส่วนไปประกอบข่าว แต่เขาไม่ยอม สรุปหนังเลยได้ฉายอย่างกำจัดโรง และตามเทศกาลหนัง และทำให้ผู้กำกับแทบสิ้นเนื้อประดาตัว
ปกติเราจะได้รับรู้เรื่องของกลุ่มโอมอย่างอ้อมๆ ในหนังญี่ปุ่น (เช่น Distance, Canary) หรือหนังสือ Undergorund ของฮารูกิ มูราคามิ ก็สัมภาษณ์ผู้เสียหายจากเหตุแก๊สซารินไป 70% มีส่วนที่สัมภาษณ์สมาชิกโอม 30% เท่านั้น และส่วนใหญ่จะเป็นไปทำนองว่าออกจากโอมแล้ว หรือไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ลัทธิทำ ซึ่งไม่ได้ทำให้เราเห็นภาพโอมชัดขึ้นเท่าไร
แต่ในสารคดีของโมริ เราได้เห็นสมาชิกในยังคงอยู่ในลัทธิ ผู้กำกับเข้าไปถ่ายในที่ทำการสาขาต่างๆ โอม ทำให้เรารับรู้ชีวิตประจำวันของพวกเขา ซึ่งภาพเหล่านี้สร้างความรู้สึกที่ขัดแย้งอย่างมาก ความรับรู้ของคนทั่วไป โอมคือพวกประหลาด ปิศาจร้าย แต่ในหนังเราจะได้เห็นพวกเขาพูดคุย ยิ้มแย้ม หัวเราะ ทำกับข้าว ใช้ที่ห้อยโทรศัพท์ลายคิตตี้ มองผ่านๆ อาจเหมือนออฟฟิศบริษัทธรรมดา แต่ในฉากถัดมา โมริสัมภาษณ์สมาชิกคนหนึ่งว่าถ้าวันเกิดเหตุ อาซาฮาร่า (ผู้นำลัทธิของโอมในขณะนั้น) เรียกให้เขาไปปล่อยแก๊สด้วย เขาจะไปหรือไม่ ซึ่งเขาก็ตอบว่า ‘ไป’
นอกจากนั้นหนังยังให้เห็นภาพของสมาชิกโอมที่ถูกคุกคามจากสื่อมวลชนอย่างหนัก นักข่าวที่มารอหน้าที่พักอาศัยทุกเมื่อเชื่อวัน หรือการใช้ชีวิตอย่างปกติธรรมดาที่ทำได้ยากลำบาก อาทิ การถูกขับไล่จากพื้นที่, การถูกยกเลิกสัญญาเช่าบ้าน, การถูกไล่จากที่ทำงาน เป็นต้น
สำหรับ A ภาคแรก ผู้กำกับจะเน้นติดตามชีวิตของ ฮิโรชิ อารากิ ซึ่งมีตำแหน่งเป็นโฆษกของโอมชิวริเกียว หนังจับบรรยากาศช่วงปี 1996-1997 หลังจากเหตุแก๊สซารินไม่นาน และศาลกำลังตัดสินคดี อารากิจึงต้องปะทะกับการตั้งคำถามจากสังคมอย่างหนักหน่วง ทั้งที่เจ้าตัวเป็นคนเงียบๆ เก็บตัว ไม่ใช่คนมั่นใจหรือมีเสน่ห์อย่างที่โฆษกควรเป็น (โฆษกคนเดิมคือ ฟูมิฮิโร โจยุ ซึ่งติดคุกในคดีที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องแก๊สซาริน เขาเป็นคนหน้าตาดี สาวๆ กรี๊ด แม้จะรู้ว่าเขาเป็นสมาชิกโอม) หนังภาคแรกนี้อาจจะยาวไปสักหน่อย (136 นาที) แต่ก็มีฉากที่ทรงพลังหลายฉากมาก เช่น
* ฉากที่โด่งดังที่สุดของ A ภาคแรก คือ ตอนที่อารากิและเพื่อนสมาชิกเดินอยู่บนถนน แล้วถูกตำรวจคุกคาม เมื่อเกิดการปะทะกันขึ้น เพื่อนของอารากิล้มลงไป ขณะเดียวกันตำรวจก็ล้ม อ้าง(ตอแหล)ว่าเจ็บขา และยัดข้อหาว่าเพื่อนของอารากิทำร้ายเจ้าหน้าที่ จนเขาถูกจับตัวไปในที่สุด ฉากนี้สมจริงจนน่ากลัว และหลายคนนึกว่าโมริเซ็ตขึ้นมา
* ในฉากหนึ่งที่โมริสัมภาษณ์หนึ่งในสมาชิกที่ดูมีความเชื่อหลุดโลกจนชวนคิดว่าหมอนี่ไม่เต็ม แต่เขาก็พูดออกมาประโยคหนึ่งว่า "The more you love, the more painful death becomes." ซึ่งเป็นประโยคที่เอาเก็บไปคิดอยู่หลายวัน
* ตอนท้ายๆ เรื่อง โมรินั่งจับเข่าคุยกับอารากิ แล้วถามว่า “คุณคิดว่าสามสิบปีข้างหน้า ชีวิตคุณจะเป็นยังไง” สีหน้าของอารากิในฉากนี้มันแน่นิ่ง แต่เต็มไปด้วยความรู้สึกอย่างรุนแรง
 ส่วนใน A2 เดิมทีโมริไม่ได้ตั้งใจจะทำภาคต่อแต่อย่างใด แต่หลังการศาลตัดสินว่าโอมมีความเกี่ยวข้องในคดีแก๊สซาริน และมีการผ่านกฎหมายเฝ้าระวังกลุ่มลัทธิต่างๆ (โดยเฉพาะโอม) ความตึงเครียดในสังคมญี่ปุ่นก็ยิ่งเพิ่มขึ้น จนโมริตัดสินใจจับกล้องอีกครั้ง
โครงสร้างของภาคสองจะเป็นการตามถ่ายสมาชิกโอมที่กระจัดกระจายไปทั่วประเทศ หนังเลยดูแยกส่วน ไม่รวมเป็นเนื้อเดียว แต่ข้อดีคือได้เห็นความหลากหลาย โมริยังถ่ายและสัมภาษณ์กลุ่มต่อต้านบางส่วนมาด้วย อย่างไรก็ดี ในภาคนี้บุคคลสำคัญจะปรากฏตัวหลายคน อาทิ โจยุ (โฆษกเดิมของโอม) หรือ โคโนะ (จะเล่าต่อไปข้างล่าง) โดยที่หนังไม่เท้าความสักเท่าไร ถ้าใครไม่มีติดตามเรื่องโอมมาก่อน อาจจะสับสนบ้าง แต่วิกิพิเดียช่วยท่านได้แน่นอน
ฉากที่ชอบมากๆ ใน A2 เช่น
* ฉากที่ตัวแทนของโอมชินริเกียวเข้าพบ โยชิยูกิ โคโนะ ผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นปล่อยแก๊สซารินในเหตุการณ์ Matsumoto incident เมืองมัตซึโมโตะ จังหวัดนางาโนะ ปี 1994 (เป็นการทดลองซารินของโอมก่อนจะไปใช้จริงตอนที่สถานีรถไฟ) มีผู้เสียชีวิต 8 คน รับบาดเจ็บอีก 200 คน โคโนะกลายเป็นแพะรับบาปเพียงเพราะเขามียาฆ่าแมลงครอบครองจำนวนมาก ภายหลังตำรวจสรุปผลว่าเป็นฝีมือของพวกโอมและออกแถลงการณ์ขอโทษโคโนะ
ภรรยาของโคโนะอยู่ในอาการโคม่านับตั้งแต่ปี 1994 และเสียชีวิตในปี 2008 เธอไม่เคยตื่นขึ้นมาเลยแม้แต่ครั้งเดียว ตลอด 14 ปี อย่างไรก็ดี โคโนะแสดงความไม่เห็นด้วยต่อการที่สังคมญี่ปุ่นต่อต้านสมาชิกของโอมอย่างรุนแรง อาทิ การไม่ยอมต่อสัญญาเช่าบ้าน หรือไม่ยอมรับบุตรหลานของโอมเข้าโรงเรียน เขาเขียนบทความว่า "สิ่งที่พวกเขาทำต่อโอม ไม่ต่างกับครั้งที่สังคมเคยกล่าวหาผมผิดๆ"
* เนื้อหาส่วนของสมาชิกโอมที่ไปอาศัยในจังหวัดกุนมะ ช่วงแรกๆ ชาวบ้านก็พากันต่อต้าน ถึงขั้นตั้งเตนท์หน้าบ้านเขาเพื่อคอยเฝ้าระวัง แต่เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาก็ผูกมิตรกัน และตอนที่ชายคนนี้ย้ายไปอยู่ที่ คนในหมู่บ้านก็พากันมาร่ำลา บางคนถึงกับร้องไห้ แต่ขณะเดียวกันโมริก็ตัดสลับให้เห็นบรรยากาศในจังหวัดอื่นที่มีการขับไล่โอมอย่างรุนแรง
* มีฉากที่ตลกดี คือ มีกลุ่มที่ขวาจัดที่เรียกว่าเป็นกลุ่ม ‘คนรักชาติ’ พยายามจะเข้าไปคุยกับโจยุ โดยบอกว่ามาอย่างสุภาพบุรุษ แต่พอตำรวจไม่ให้เข้าก็ตะโกนว่า “เดี๋ยวพวกกูจะกลับไปใช้วิถีดั้งเดิมแบบยากูซ่านะเว้ย”
วิธีการของโมริสำหรับ A ทั้งสองภาคไม่ใช่การสังเกตการณ์เต็มรูปแบบ แต่ในบางครั้งเขาเอาตัวเองเข้าไปในสารคดีด้วย เช่น ลองชิมอาหารที่พวกโอมกิน มีสิ่งที่ตอนดูหนังจบใหม่ๆ ไม่ค่อยรู้สึกถูกใจนัก คือ บทสรุปของทั้งสองภาคจะจบด้วยการที่โมรินั่งคุยกับอารากิ ซึ่งเขาก็แสดงความคิดเห็นของตัวเองอย่างเปิดเผย จนดูชี้นำหนัง แต่โมริก็ให้สัมภาษณ์ว่า เขาเลือกนำเสนอแบบนั้น เพราะอารากิเป็นคนที่เปิดใจรับฟังเขา และสามารถสนทนาต่อยอดกับทัศนคติของเขาได้
แน่นอนว่าคำถามหลักที่ว่าทำไมคนเหล่านี้ถึงเชื่อในโอมชินริเกียวและยังคงเชื่อมั่นต่อไปไม่ได้รับการตอบ เพราะมันไม่ใช่วัตถุประสงค์ของหนัง และไม่ใช่สิ่งที่จะตอบได้ในหนังสองภาค แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้เห็นอีกด้านของโอมมากกว่าที่เคยรับรู้กันในโลกกระแสหลัก โมริเคยถูกถามว่าทำไมเขาถึงเข้าไปใกล้ชิดโอมได้มากขนาดนี้ มีการใช้เส้นสายหรือข่มขู่หรือเปล่า โมริตอบว่า “ผมก็แค่ถามพวกเขา”
| Create Date : 12 ธันวาคม 2554 |
| Last Update : 12 ธันวาคม 2554 2:12:05 น. |
|
5 comments
|
| Counter : Pageviews. |
|
|
|