http://twitter.com/merveillesxx และ http://www.facebook.com/merpage
Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2548
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
9 กรกฏาคม 2548
 
All Blogs
 
Millennium Mambo – แสงไฟแห่งสหัสวรรษใหม่

โดย merveillesxx



ชื่อของผู้กำกับชาวไต้หวันนาม โหวเสี่ยวเสี้ยน (บางแห่งอ่าน โหวเชี่ยวเฉียน) คงเป็นที่คุ้นหูของบ้านเรามากขึ้นหลังจากที่หนังเรื่อง Cafe Lumiere ของเขาเพิ่งเข้ามาฉายในบ้านเราเมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา และสร้างกระแสได้พอสมควรทีเดียว …ถึงแม้จะเป็นกระแสห้วงนินทราประเภท “ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี” คาโรงภาพยนตร์ก็ตาม

แท้จริงแล้วหนังเรื่องก่อนหน้าของเขาอย่าง Millennium Mambo ก็เคยมาฉายในบ้านเราที่ลิโด้เมื่อประมาณ 3 ปีก่อน ส่วนดีวีดีของหนังก็ซ่อนคุณงามความดีอยู่ภายใต้หน้าปกสีเลอะๆ และชั้นวางด้านในสุดของร้านแมงป่อง …ณ ตรงนี้ผมขอชักชวนให้ทุกคนไปกวาดล้างดีวีดีเรื่องนี้จากร้านค้าไปไว้ที่บ้านคุณ โดยขอประกันไว้เล็กน้อยว่ามันคงไม่ชวนหลับไหลเท่า Cafe Lumiere ด้วยไสตล์สุดกิ๊บเก๋ของมัน และอย่างน้อยที่สุด หนังเรื่องนี้มี ‘ซูฉี’ เป็นนางเอก

หลังจากทำหนังที่พูดถึงประวัติศาสตร์แห่งอดีต และการสอดแทรกด้วยประเด็นทางการเมือง เพื่อการมุ่งถามถึง ‘ตัวตน’ แห่งดินแดน ‘ไต้หวัน’ มาในหนังร่วมสิบกว่าเรื่อง โหวเสี่ยวเสี้ยนก็ประกาศที่จะเลิกเหลียวแลหลังไปยังอดีตอีกต่อไป จากนี้เขาจะมุ่งสู่ปัจจุบัน ด้วยการทำภาพยนตร์ชุด-ร่วมสมัยที่ว่าด้วยผู้คนหนุ่มสาว และผลงานชิ้นแรกของความคิดนี้ก็คือ Millennium Mambo ที่ออกฉายในปี 2001 ดั่งกับว่าจะเป็นการต้อนรับสหัสวรรษใหม่

หนังเปิดเรื่องด้วยภาพของหญิงสาวที่เดินทอดยาวไปกับอุโมงค์สีทึมทึบ แสงสีจากไฟนีออนหลอกล้อกับตัวละครและสายตาคนดู มุมกล้องเคลื่อนตามเธอไปอย่างแช่มช้าแต่พริ้วไหว และท่วงทำนองอันล่องลอยของเพลงอิเล็กโทรนิกก็ดังขึ้นมา …นี่เราใส่แผ่นผิดไปเปิดหนังของหว่องกาไวหรือเปล่า!? …อย่างไรก็ตาม ฉากเปิดเรื่องนี้ก็คือ เนื้อเรื่องทั้งหมดของหนัง เพราะเราจะติดตาม ‘เธอ’ ไปตลอดเรื่อง

เสียงบรรยายของหญิงสาว (ใครกันนะ?) บอกกับเราว่าเธอชื่อ วิกกี้ (ซูฉี – กับแสดงอันน่าจดจำ) เธออาศัยอยู่กินกับหนุ่มพังค์ที่ชื่อ เฮาเฮา (ไม่ใช่ ‘เชาเชา’ อันนั้นหมา…แต่จริงๆ เขาก็ซื่อบื้อพอๆ กับหมาพันธุ์นั้นแหละ) ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เป็นการสลับฉากของการ รักแล้วก็เลิก เลิกแล้วก็รัก เป็นแบบนี้สืบต่อมายาวนาน

หนังพาเราเข้าไปสู่ความสัมพันธ์ของทั้งสองที่แสนจะบกพร่องเว้าแหว่ง เฮาเฮาติดยาขนาดหนัก งานการก็ไม่ทำ ซ้ำร้ายยังมีความหึงหวงในระดับที่เกินรับ เขาค้นข้าวของของวิกกี้ กระเป๋าถือ, กระเป๋าสตางค์, ใบเสร็จรับเงิน, การ์ดโฟน หรือแม้กระทั่ง ‘ตัว’ ของวิกกี้เอง เขาก็จมูกไล่เรียงสำรวจกลิ่นทั่วทุกอณูของร่างกาย

เฮาเฮาบอกกับวิกกี้ว่าพวกเขาทั้งสองมาจากโลกที่ต่างกัน ดังนั้นวิกกี้ไม่มีทางที่จะเข้าใจเขาได้ และประโยคนี้ก็ถูกขยายความด้วยตัวหนังเอง โดยเฉพาะฉากที่ทั้งสองอยู่ในห้องด้วยกัน เฮาเฮาเอาแต่หมกอยู่ใน ‘จักรวาลสีฟ้า’ ของเขา นั่นก็คือห้องที่บรรจุไปด้วยเครื่องสร้างเสียงสังเคราะห์มากมายกับเพลงจังหวะพลังช้างสารที่ถูกเปิดอยู่ตลอดเวลา ส่วนวิกกี้เมื่อกลับถึงบ้านก็มุ่งตรงไปยังห้องนอนทันที แม้จะมีระยะห่างเพียงไม่กี่ก้าวคั่นกลาง แต่ฉากนี้ก็เหมือนกับว่าทั้งคนสองอยู่ ‘คนละโลก’ กันจริงๆ

อีกฉากหนึ่งก็คือ ตอนที่เฮาเฮาพาเพื่อนมาเล่นวิดีโอเกมกันเต็มห้อง ตัววิกกี้เองได้แต่ทำหน้าบึ้งตึงเดินเก็บขยะไปทั่วบ้าน เหมือนกับเธอเป็นเพียงดาวดวงเล็กๆ ที่โคจรอยู่รอบจักรวาลของเฮาเฮา …ดินแดนที่เธอไม่มีวันจะเข้าไปถึง

สิ่งที่ห้องนี้อธิบายแก่เราอีกอย่างก็คือ รูปแบบความรักและความสัมพันธ์ของทั้งสอง เพราะฉากที่วิกกี้กับเฮาเฮาอยู่ด้วยกันมักจะเป็นห้องนอนที่ถ่ายผ่านจากกรอบประตูห้องที่เป็นเฟรมภาพที่ชวนอึดอัด แถมเราแทบจะไม่เคยเห็นสองคนนี้อยู่ด้วยกันนานๆ ในห้องนี้เลย เพราะผ่านไปเพียงไม่กี่นาที ใครสักคนก็จะไล่ตะเพิดอีกฝ่ายออกไป หรือวิ่งหนีออกไปจากห้องนี้เสียเอง (ส่วนใหญ่ก็เป็นตัววิกกี้นั่นแหละ) …มันน่าเศร้าที่เฮาเฮาเป็นดินแดนที่วิกกี้เข้าไม่ถึง และเธอก็พยายามจะหนีออกมา แต่เขาก็ตามเธอกลับไปเสียทุกที

ตัวอย่างข้างต้นเป็นหนึ่งในความหมายที่ซ่อนอยู่ภายใต้ไสตล์อันจัดจ้านของหนังเรื่องนี้ โดยด้านแสง-สีของงานภาพนั้น (อันเป็นฝีมือของ มาร์ก ลีปิงบิง ตากล้องคู่บุญของโหวเสี่ยวเสี้ยน ซึ่งคว้ารางวัลด้านเทคนิคจากคานส์มาได้) จะเห็นได้ว่าหนังเรื่องนี้ให้สีสันที่จัดจ้านสว่างไสวเกินระดับอยู่เสมอ (เช่น ห้องของวิกกี้กับเฮาเฮา, ฉากในผับ) แต่สีเหล่านั้นกับขัดแย้งกับอารมณ์ของตัวละครในเรื่อง (โดยเฉพาะวิกกี้) เพราะพวกเธอและเขาต่างตกอยู่ในอารมณ์สีเทาของความสิ้นหวัง ไร้หนทาง ดูเหมือนว่าสีมากหลายจะสะท้อนถึงอารมณ์ของผู้คนในแง่มุมเดียวคือ ความสับสน

ส่วนในด้านเพลงนั้น หนังก็ได้ Lim Giong นักแต่เพลงชื่อดังของไต้หวันมาเนรมิตเพลงแทรนซ์สุดเฉี่ยวให้ จังหวะเพลงคึกคักปรากฏทั่วอยู่ในหนัง และบางทีก็เหมือนจะมาแบบไร้ที่มาที่ไป แต่ฉากในผับนั้นก็ชวนให้เราสงสัยเหลือเกินว่า ท่ามกลางเพลงแทรนซ์ (อันเป็นเพลงที่สนุกสุดเหวี่ยงที่สุดในสาขาเพลงเต้นทั้งปวง) พวกเขาและเธอทั้งหลายที่ขยับร่างกายแบบไร้สติเช่นนั้น พวกเขามีความสุขจริงหรือ?

ความฉวัดเฉวียนวูบวาบของหนังถูกลดทอนลงไปในช่วงหลังของหนัง หลังจากที่วิกกี้แยกทางอย่างถาวรกับเฮาเฮา เธอหลบไปพักกายพักใจกับแจ็ค นักเลงรุ่นพี่ที่ดูเป็นผู้ใหญ่ที่พึ่งพาได้มากกว่าเฮาเฮามากนัก ดูเหมือนความเคลื่อนไหวของหนังก็จะขึ้นกับสภาพจิตใจของวิกกี้ที่ตอนนี้สงบลง แต่ก็ยังค้นหาไคว่ขว้าอะไรบางอย่างอยู่

แต่ฉากที่น่าคิดก็ผ่านสายตาเราอีกครั้ง ในตอนที่วิกกี้เมามายอยู่ในผับ ท่ามกลางแจ็คและพรรคพวกที่กำลังอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียดกับปัญหาอะไรสักอย่าง ขณะแจ็คหน้านิ่วคิ้วขมวด วิกกี้กลับทำตัวเป็นเด็กงอแงไม่ยอมกลับบ้าน ฉากนี้ทำให้ผมรู้สึกว่าวิกกี้ก็กำลังเผชิญกับโลกที่เธอเข้าไม่ถึงอีกครั้ง …และในที่สุดแจ็คก็กลายเป็นคนที่เธอมิอาจจับคว้าไว้ได้

สุดท้ายแล้ววิกกี้ก็ไม่เหลือใครจริงๆ แถมเธอยังไปตกค้างอยู่ในดินแดนต่างบ้านอย่างญี่ปุ่นเสียอีก แต่หนังกลับคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น ด้วยการพาวิกกี้ออกไปสู่ ‘โลกภายนอก’ ที่ญี่ปุ่นจะเป็นครั้งแรกที่หนังมีสภาพแวดล้อมของ ‘ที่เปิด’ เราได้เห็นเธอเดินอยู่ท่ามกลางถนน ได้ต้องกับแสงแดด ไม่ใช่แสงสีจากผับบาร์อีกต่อไป สิ่งเหล่านั้นได้จางหายไปหมดแล้ว

ช่วงท้ายของหนังเปรียบเสมือนการบำบัดความเจ็บปวดด้วยตัวของวิกกี้เอง หนทางที่เธอก็เลือกก็คือ การไปหา ‘เพื่อน’ สองพี่น้องชาวญี่ปุ่นที่ฮ็อกไกโด ตรงนี้น่าแปลกดีที่สองคนนี้ทำงานเป็นดีเจเปิดแผ่นตามผับ แต่เขาก็ต้องกลับมาที่เยี่ยมคุณย่าที่บ้านเกิดทุกฤดูหนาว บางทีโหวเสี่ยวเสี้ยนอาจจะต้องการบอกกับเราก็ได้ว่า สุดท้ายแล้วบางทีคนเราควรจะให้เวลาที่จะกลับไปสู่รากเหง้าความเป็นมาของตนเอง นั่นคือ เพื่อน บ้านเกิด และธรรมชาติ

ท่ามกลางกองหิมะสีขาวท่วมท้นของเมืองยูบาริ วิกกี้กลับคิดไปถึงเฮาเฮา ในที่สุดเธอก็รู้ว่าทำไมเธอถึงไม่มีวันเข้าถึงเขาได้ เพราะเขาเป็น ‘มนุษย์หิมะ’ ที่พอพระอาทิตย์ขึ้นก็จะหายตัวไป และสิ่งที่มนุษย์หิมะจะให้กับมนุษย์ธรรมดาอย่างเธอได้นั้น ก็คงเป็นเพียงความเจ็บปวดที่เหมือนน้ำแข็งที่ทิ่มแทงหัวใจ

แม้จะแสงสีสาดฉายจะหายไปแล้ว แต่ท่วงทำนองของเพลงล่องลอยยังคงแว่วเสียงให้เราได้ยิน เพลงธีมของหนังอย่าง A Pure Person ไม่อาจสื่อความหมายทางภาษาให้ผมรับรู้ได้ แต่มันเหมือนจะเป็นเพลงที่เล่าถึงการใฝ่หาใครสักคนที่บริสุทธิ์เพียงพอที่จะรักและให้ความอบอุ่นกับเราได้

ไม่น่าแปลกใจนักที่เพลงนี้จะถูกเปิดคลออยู่ตลอดเวลา เพราะมันมาจากก้นบึ้งหัวใจของวิกกี้ หญิงสาวที่เราติดตามมาตลอดทาง…




โหวเสี่ยวเสี้ยนกับเส้นแบ่งของอดีตกับปัจจุบัน



คำถามแรกที่น่าคิดจากการดูหนังเรื่องนี้จบแล้ว ก็น่าจะเป็นว่า โหวเสี่ยวเสี้ยนเลิกข้องเกี่ยวเรื่องราวในอดีตแล้วจริงหรือ?

คำตอบนั้นยากที่จะระบุระหว่างใช่หรือไม่ใช่ แต่เราก็พบร่องรอยอะไรบางอย่างอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะในประเด็นของการปะทะกันระหว่างวัฒนธรรมเก่ากับวัฒนธรรมใหม่ จากแต่เดิมที่หนังของโหวมักมุ่งไปยังสภาพสังคมที่ถูกยุคสมัยใหม่บุกเข้ากลืนกิน แต่ใน Millennium Mambo มันกลับว่าถึงสังคมในยุคที่ตกอยู่ในห้วงความสับสนวุ่นวายแบบวัฒนธรรมใหม่ แต่ก็ยังมีความเชื่อมโยงไปถึงวัฒนธรรมเก่าได้

ตัวอย่างที่กล่าวไปแล้วก็คือ เรื่องของสองพี่น้องชาวญี่ปุ่นที่กลับไปงานเทศกาลยูบาริที่บ้านเกิดอยู่เสมอ ถัดมาก็คือ ฉากที่แจ็คสวดมนต์อ้อนวอนถึงพระพุทธให้ช่วยเพื่อนของเขารอดพ้นจากพิษยาเสพติด น่าตลกดีที่นักเลงขาใหญ่อย่างเขากลับมีหิ้งพระเซ็ตใหญ่ตั้งไว้กลางบ้านด้วย

จุดที่เด่นชัดถัดมาถึงการเชื่อมโยงอดีตและปัจจุบันก็คือ เสียงบรรยายของหญิงสาวลึกลับที่กล่าวถึงวิกกี้ในฐานะบุคคลที่สาม เงี่ยหูฟังยังไงแล้วก็ไม่ผิดพ้นไปได้ว่านั่นคือเสียงใสๆ ของซูฉี เช่นนั้นแล้วมุมมองของหนังที่เล่ามาทั้งหมดก็น่าจะเป็นของวิกกี้ในวัยที่เติบโตขึ้น แล้วหันย้อนมามองอดีตของตัวเอง นั่นก็คือ วิกกี้สาวใจแตกที่หนีออกจากบ้านแร่ดตามผู้ชายเฮงซวยไป

ในขณะที่วิกกี้ ‘เหลียวหลัง’ มองย้อนตัวเองใน 10 ปีที่แล้ว เมื่อสมัย ค.ศ.2001 โหวเสี่ยวเสี้ยนก็ขอสลับบทบาทมา ‘แลหน้า’ ด้วยการเล่าถึงสังคมไต้หวันในยุคสมัยข้ามพ้นปีรหัสสองพันเป็นต้นไป ตัวแทนของโหวในหนังก็หนีไม่พ้นคุณย่าของสองพี่น้องที่ยืนยันว่าจะอยู่ไปถึง 100 ปี เพื่อรอดูว่าเมืองยูบาริจะเป็นอย่างไรต่อไป โหวก็คงเหมือนคุณย่าที่อยากเฝ้าดูการก้าวไปของหนุ่มสาวไต้หวัน

หลังจาก Millennium Mambo โหวก็หันไปทำหนังทริบิวต์ปรมาจารย์ที่เขาเคารพอย่าง ยาสึจิโร่ โอสุ ผู้คนพากันสงสัยว่าโหวกลับเข้าหาอดีตกาลอีกแล้ว แต่ต้องไม่ลืมว่าโหวไม่ได้เอาหนังของโอสุมารีเมค แต่เขาทำโจทย์ที่ว่า “หากโอสุยังอยู่สืบมาถึงปัจจุบัน เขาจะทำหนังที่บอกเล่าสภาพครอบครัวของชนชาวญี่ปุ่นออกมาอย่างไร” และแท้จริงแล้วโหวก็ได้ทำความเคารพต่อหนังญี่ปุ่นในขั้นเบื้องต้นแล้วใน Millennium Mambo เพราะเทศกาลยูบาริในตอนจบนั้นเป็น ‘เทศกาลภาพยนตร์’ ที่ฉายหนังเก่าของญี่ปุ่น

งานล่าสุดของโหวคือ Three Times (ชื่อเก่าคือ The Best of Times) ที่ว่าด้วยความรักของชายหญิงคู่หนึ่ง (จางเจิ้น และซูฉี) ใน 3 ชาติ 3 ภพ ได้แก่ ปี 1911, 1966 และปัจจุบัน แสดงให้เห็นเด่นชัดว่าไม่จะอย่างไร โหวก็ยังเป็นโหววันยังค่ำ โหวผู้ที่ยังผูกยึดกับกาลเวลาอยู่เสมอ

‘แม้คนเราจะต้องอยู่กับปัจจุบัน แต่เราก็สามารถเรียนรู้จากอดีตได้’ ดูเหมือนจะเป็นประโยคที่หนังในชุด ‘หลังสหัสวรรษใหม่’ ของโหวเสี่ยวเสี้ยนบอกกับเรา




Three Times



“ช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่เราเคยประสบมานั้นได้สูญสลายไปตลอดกาลแล้ว วิธีการเดียวที่เราจะนำมันกลับมาได้ก็คือ การระลึกถึงในความทรงจำ และผมเชื่อว่าภาพยนตร์คือเครื่องมือที่จะบันทึกความทรงจำเหล่านี้” – โหวเสี่ยวเสี้ยน

(จาก BIOSCOPE ฉบับที่ 43 หน้า 25)




บทความที่เกี่ยวข้องกับโหวเสี่ยวเสี้ยน

1. CINEMAG ฉบับพิเศษ RISE OF ASIAN MOVIES (โหวเสี่ยวเสี้ยน, มาร์ค หลี่ปิงบิง, Millennium Mambo)
2. หนังสือ ‘เวลาที่เราใช้จ่ายไปด้วยกัน’ โดย นันทขว้าง สิรสุนทร (Millennium Mambo)
3. BIOSCOPE ฉบับที่ 40 (โหวเสี่ยวเสี้ยน, Cafe Lumiere)
4. PULP ฉบับที่ 21 (โหวเสี่ยวเสี้ยน, Cafe Lumiere)



Create Date : 09 กรกฎาคม 2548
Last Update : 9 กรกฎาคม 2548 20:44:48 น. 52 comments
Counter : Pageviews.

 
หนังที่ได้ดูในช่วงนี้

-- หนังโรง
1. War of the World (B+) ทอม ครูส ณ โบท็อกซ์ แอนด์ ดาโกต้า ณ เด็กผี / สปีลเบิร์กยังไม่ใช่เด็กที่โตแล้ว เค้าเป็นแค่เด็กที่อยากจะโต ก็เท่านั้นเอง

2. City of God (A+) ตลก สะเทือน สะท้าน และหดหู่ ในที่สุด

3. Fantastic Four (A-) หนังดีกว่าที่คิดไว้เยอะ (โดยเฉพาะความฮา) ดีใจที่หนังไม่พยายามแอ็คตัวเองเป็นหนังฮีโร่อุดมการณ์แบบ Spiderman

-- หนังแผ่น
Millennium Mambo (2001, โหวเสี่ยวเสี้ยน, A+)
แค่ฉากเปิดก็สุดยอดแล้ว

-- เพลง
ไปคุ้ย USED CD ที่ CD WAREHOUSE สยามดิสมา ได้ทั้งแผ่นเพลงขำๆ อย่าง Holly Vallance - state of mind, แผ่นที่จะซื้อมานานแล้ว แต่ไม่ได้ซื้อเสียทีอย่าง Kylie Minogue - Body Language และ OST. Kill Bill Vol.2 ไปจนถึงเพลงจรรโลงจิตอย่าง Gregorian (ชุดปกเขียวๆ)

-- หนังสือ
ช่วงนี้ได้อ่านหนังสือจบไปสองเล่มครับ

1. Hard-Boiled Wonderland and the End of the World (1985, ฮารูกิ มูราคามิ, A+) นิยายไซไฟในห้วงเหงาระหว่างแดนฝันบิดเบี้ยวและปลายขอบฟ้าแสนไกลของมูราคามิ

2. แดนลงทัณฑ์ + เรื่องสั้นอื่นๆ (Franz Kafka, A+) เพิ่งเคยอ่านงานของคาฟคาเป็นครั้งแรก มึนส์หลายแต้น้อ

-------------------------

สารถึงผู้อ่าน

1. บทความ Millennium Mambo จะเป็นบทความส่งท้ายนะครับ ...ไม่ใช่จะไปเกณฑ์ทหารที่ไหนครับ แต่เดือน ก.ค. นี้จะมีสอบทั้งเดือนครับ (แถมมีหนังน่าดูเยอะด้วย ฮือๆ) แล้วจะกลับมาใหม่เร็วๆนี้ จ้ะ

2. BIOSCOPE เล่มใหม่ มีบทความของผมลงด้วยนะครับ ช่วยอุดหนุนหนังสือ(ของเค้า ไม่ใช่ของผม อิอิ)กันด้วยนะครับ (ออกประมาณวันที่ 12 นี้)


โดย: merveillesxx วันที่: 9 กรกฎาคม 2548 เวลา:20:47:23 น.  

 
แวะมาเยี่ยมเพื่อนอกเรื่อง
บอกว่า
เรียนมหาลัยเหนื่อยจังค่ะพี่


โดย: +KikKle+ วันที่: 9 กรกฎาคม 2548 เวลา:22:22:59 น.  

 
ชอบฉากเมืองยูบาริค่ะ น่าจะเป็นด้านที่สดใสที่สุดของหนังเรื่องนี้แล้ว

และลุ้นแจ็ค อยู่ตลอดว่าให้เป็นพระเอกของเรื่อง

ชอบหนังของโหวเสี่ยวเสี้ยน ที่มักตั้งคำถามกับสังคมสมัยใหม่ ผ่านผู้คนที่ยังสับสนกับโลกยุคใหม่นี้อยู่ ผู้กำกับคงชอบรถไฟฟ้า เห็นวิ่งวนอยู่ในหนังของเขาตลอด (คาเฟ่ลูมิแยร์ ก็รถไฟฟ้าเยอะ )

บางช่วงของหนังเรื่องนี้ ทำให้คิดถึงหนังสือของนักเขียนจีนรุ่นใหม่ อย่างเว่ย ฮุ่ย ที่เขียนเรื่อง เซี่ยงไฮ้ เบบี้ (บางช่วงเท่านั้นค่ะ ไม่ได้หมายความว่าหนังสือและหนังคล้ายกัน ) ทำให้รู้สึกว่าผู้คนทั้งจีนแผ่นดินใหญ่และไต้หวัน คงหวั่นไหว และ สับสน กับความเป็น"สมัยใหม่"ของเมืองตัวเองไม่น้อย


โดย: grappa วันที่: 10 กรกฎาคม 2548 เวลา:0:50:39 น.  

 
เห็นด้วยกับคุณ grappa ครับ เท่าที่เคยดูงานของเขา
คือเรื่องนี้ และคาเฟ่ ลูมิแยร์
ก็เห็นรถไฟตลอด
ซึ่งตัวผม ก็ยังคงคิดเหมือนเดิมว่า ...รถไฟของเขา ก็คงเหมือนตัวแทนการขับเคลื่อนของคนนั่นแหละ

ป.ล. 1 เรื่องนี้ ซูฉีเท่ห์มากครับ

ป.ล. 2เพื่อนให้แดนลงทัณฑ์มาอ่าน (เป็นการลงทัณฑ์เรารึเปล่าเนี่ย หุหุ) แต่อ่านไปได้ไม่กี่หน้าเองครับ ตอนนี้ ต้องอ่านหนังสือสอบก่อน !!!!????

ป.ล. 3เดี๋ยวไบโอฯ จะตามซื้อและอ่านครับ :D

ป.ล. 4 เซี่ยงไฮ้ เบบี้ ยังไม่ได้อ่านเลยครับ (แย่จริงๆ เรา) แต่หน้าปก คิดเหมือนกันไหมครับ ว่า มันเหมือนกับหนังผีญี่ปุ่นยังไงไม่รู้ (ช่วงที่หนังสือออกมีหนังสือพาราไซต์ อีฟ ซักอย่างวางแผงด้วย พอมาวางใกล้ๆ กัน เลยนึกว่าเป็นหนังสือแนวเดียวกันไปซะนี่!)


โดย: it ซียู IP: 161.200.255.162 วันที่: 10 กรกฎาคม 2548 เวลา:6:29:46 น.  

 
ได้ดู Millennium Mambo นานแล้วครับ ตั้งแต่ตอนที่เข้าฉายในโรงที่เมืองไทย จำได้ว่าฉายที่ลิโด้ ช่วงสมัยที่ลิโด้เริ่มเอาหนังเอเชียเข้ามาฉายไม่นาน มีหนังดีๆหลายๆเรื่อง เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องนึงที่ลิโด้เอามาฉาย เอาใจคอหนังเอเชีย ที่ช่วงนั้นหาดูในโรงได้ยาก

แต่เรื่องนี้ดูแล้วเฉยๆครับ ไม่ค่อยจะชอบเนื้อเรื่องและสีสันของหนังโทนๆนี้ซักเท่าไหร่ครับ เห็นซูฉีเดินเข้าออกอุโมงค์หลายครั้ง ไม่รู้ว่าคืออะไร บรรยากาศเรื่องนี้ดูแล้วมึนๆดีครับ

อืม เพิ่งไปดู Fantastic 4 มาเหมือนกันครับ ชอบครับ หนังสนุกดี แต่ว่าค่อนข้างงงๆกับความสามารถพิเศษของแต่ละตัวละคร ที่รู้สึกว่าไม่ค่อยคงที่กับความสามารถเฉพาะพิเศษของแต่ละคน และรู้สึกว่าหนังน่าจะทำเรื่องราวในส่วนของดราม่าเกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึกข้างในและที่มาที่ไปของตัวละครแต่ละตัวได้มากกว่า น่าจะทำให้หนังน่าสนใจยิ่งขึ้น รวมทั้งตอนจบรู้สึกว่าจบง่ายจัง ตัวร้ายโดนปราบง่ายจริงๆ รู้สึกว่าตัวร้ายไม่ค่อยมีฝีมือซักเท่าไหร่เลยครับ แต่โดยรวมก็ถือว่าโอเคครับ แนวๆหนังแฟนตาซีการ์ตูนๆ ดูสบายๆครับ


โดย: Tempting Heart วันที่: 11 กรกฎาคม 2548 เวลา:5:49:41 น.  

 
อ้อ เดี๋ยวต้องไปหา Bioscope มาอ่านแล้วล่ะครับ จะตามไปช่วยอุดหนุนครับ บทความเกี่ยวกับหนังเรื่องไหนเหรอครับ


โดย: Tempting Heart วันที่: 11 กรกฎาคม 2548 เวลา:5:51:23 น.  

 
บทความในไบโอสโคป เกี่ยวกับเรื่อง Cafe Lumiere ครับ


โดย: yuttipung (yuttipung ) วันที่: 11 กรกฎาคม 2548 เวลา:21:49:50 น.  

 
คือผมมีคำถามมารบกวนถามหน่อยอ่ะครับ ผมได้ดู that obscure object of desire ของหลุย บุนเยล แล้วงงอยู่สองอย่าง คือ อย่างแรกข่าวเกี่ยวกับผู้ก่อการร้าย (ผมเข้าใจว่าเป็นโมทีฟของหนัง) ต้องการจะสื่อความหมายอะไรอ่ะครับ (ผมคิดว่าสิ่งที่ผมคิดมันจะไม่ใช่) แล้วตอนจบที่พระเอกเดินไปเจอผู้หญิงเอาเสื้อเปื้อนเลือดมานั่งเย็บ แล้วคอนชิต้าก็เปลี่ยนร่าง (อย่างที่เข้าใจคือหนังเรื่องนี้ใช้นางเอกสองคนเล่นเป็นตัวละครตัวเดียวกันสลับไปกัน) มันมีความหมายอย่างไรอ่ะครับ


โดย: Criterion (Criterion ) วันที่: 12 กรกฎาคม 2548 เวลา:14:08:15 น.  

 
ต้องขออภัยคุณ Criterion ด้วยนะครับ ผมยังไม่ได้ดูหนังเรื่อง That Obscure Object of Desire เลยครับ แต่มีแผ่นอยู่ในคลังแล้ว ไว้ถ้าได้ดูแล้วจะลองมาแลกเปลี่ยนความเห็นกันนะครับ

เคยดูหนังของหลุยส์ บุนเยล เรื่อง Un Chien Andalou (1929, A+) ครับ ก็เกิดอาการเช่นเดียวกับคนทั่วไป คือดูไม่รู้เรื่องอย่างรุนแรง และเหวอสุดขีด (โดยเฉพาะฉาก 'นั้น' ตอนต้นๆเรื่อง)

เมื่อเร็วๆนี้ได้ดูหนังเรื่อง Red Light (A) ในเทศกาลหนังฝรั่งเศส นางเอกของหนังเรื่องนี้ นั่นคือ Carole Bouquet ก็เป็นหนึ่งในนางเอกหนังเรื่อง That Obscure Object of Desire นั่นเอง

(อ่านเกี่ยวกับ Red Light ได้ในบล็อก "ตะลุยเทศกาลภาพยนตร์ฝรั่งเศส")

Carole Bouquet ร่วมแสดงในหนังเรื่อง L'Enfer (หรือ Hell) ด้วย ซึ่งนี่เป็นหนึ่งในหนังที่ผมรอคอยประจำปี 2005 ครับ (นำแสดงโดยนางเอกที่ริมฝีปากสวยที่สุดในโลก เอมมานูเอล เบอาร์ต)


โดย: merveillesxx วันที่: 12 กรกฎาคม 2548 เวลา:17:15:20 น.  

 
^
^
อุอิ มาบอกว่าดูL'Enferแล้ว จำอะไรไม่ได้เลยนอกจากปากของนางเอก กับ เอ่อ ...


โดย: "ผมอยู่ข้างหลังคุณ" วันที่: 13 กรกฎาคม 2548 เวลา:15:06:37 น.  

 
ง่า คุณ "ผมอยู่ฯ" ไปดูมาจากไหนเหรอครับ ผมหมายถึง L'Enfer ที่เป็นภาคต่อของ Heaven (2002, ทอม ทึคแวร์, A) นะครับ มะช่าย L'Enfer (1994) ของคล็อด ชาโบรล (อันนี้ผมยังไม่ได้ดู) ...เอ๊ะ?? หรือคุณเป็นคนวงในเลยได้ดูก่อนเล้ว โอ้ว

L'Enfer ตอนแรกจะเปิดตัวที่คานส์ปีนี้ แต่รู้สึกจะทำไม่ทันแหละ

ตลกดี ทั้งสองเรื่อง 'นรก' เหมือนกัน แต่นำแสดงโดยนางเอก (ที่เป็น) 'สวรรค์' (สำหรับผม) อย่าง เอมมานูเอล เบอาร์ต

หนังที่เธอเล่นที่ผมอยากดูมากๆ คือเรื่อง Nathalie ครับ เรื่องนี้เธอเล่นเป็น 'โสเภณี' (หนังหาซื้อได้แล้วในบ้านเรา)

ปล. BIOSCOPE ฉบับใหม่ออกแล้ว หน้าปก LINSAY LOHAN จ้ะ


โดย: merveillesxx IP: 161.200.255.162 วันที่: 13 กรกฎาคม 2548 เวลา:21:51:52 น.  

 
หนังที่เข้าโรงในสัปดาห์นี้ (14 ก.ค.)

** = merveillesxx's RECOMMEND

**The Machinist / Mongkol Major (2004, Brad Anderson, สเปน) 102 min
(ฉายที่ EGV - เมโทรโปลิส, ปิ่นเกล้า, ซีคอน / Major - ปิ่นเกล้า, รังสิต, รัชโยธิน, เอกมัย / SF - มาบุญครอง, เดอะมอลล์บางกะปิ, เซ็นทรัลลาดพร้าว, เอ็มโพเรียม)

**The Keys to the House / Major Cinepictures (2004, Gianni Amelio, อิตาลี) 105 min (ฉายเฉพาะ Lido แห่งเดียว)

**Waiting for the Clouds (Limited - House) / Mongkol Cinema (2004, Yesim Ustaoglu, ตุรกี) 90 min (ฉายเฉพาะ House แห่งเดียว)

พยัคฆ์ร้ายส่ายหน้า (Dumber Heroes) / RS Film (2005, ฤกษ์ชัย พวงเพชร, ไทย)

The Longest Yard / Sony Pictures (2005, Peter Segal, อเมริกา) 113 min

Churchill: The Hollywood Years / Box Office (2004, Peter Richardson, อังกฤษ) 84 min (ฉายที่ EGV - เมโทรโปลิส, ปิ่นเกล้า, ซีคอน)


โดย: merveillesxx วันที่: 13 กรกฎาคม 2548 เวลา:22:50:29 น.  

 
ข่าวสารจาก BIOSCOPE

(อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมใน BIOSCOPE ฉบับที่ 44)

1. หนังในโครงการ "สารคดีข้างบ้าน" ทั้ง 4 เรื่อง (โรงเรียนของหนูอยู่ข้าวสาร, Grayscale, กลับบ้าน, My First Boyfriend) จะออกจำหน่ายในรูปแบบ DVD แล้วนะครับ (รายได้หลังหัก คชจ. มอบให้แก่เจ้าของหนัง...ดีจังเลย)

2. BIOSCOPE THEATRE

เดือนนี้ BIOSCOPE กอดคอกับ playground ชวนดู "หนังไอเดียกระฉูด"

(* ทุกโปรแกรมฉายฟรีที่ Playgorund ซอยทองหล่อ สอบถามเพิ่มเติม ติดต่อคุณอุ้ม 0-2248-1350)

เสาร์ 16 ก.ค. 2548
14.00-15.30 รวมหนังสั้นไอเดียเด็ด (80 นาที)
16.00-18.30 Lost Highway (135 นาที) **mer: "หนังของเดวิด ลินช์ที่หลอนและมึนส์มากๆ แนะนำสุดๆ"

พุธ 20 ก.ค. 2548
19.30-21.00 Primer (80 นาที) ชนะรางวัลที่ซันแดรนซ์ + ใช้ทุน 7000 เหรียญ

เสาร์ 23 ก.ค. 2548
14.00-15.30 รวมหนังสั้นไอเดียเด็ด (82 นาที)
16.00-18.00 Timecode (97 นาที) **mer: "หนังของเจ้าพ่อดิจิตอล ไมค์ ฟิกกิส เล่าเรื่องแบ่ง 4 จอ และไม่มีการตัดต่อเลย"

พุธ 27 ก.ค. 2548
19.30-21.00 Welcome Back, Mr. McDonald (103 นาที) **mer: "หนังที่พี่ 'นรา' -นักวิจารณ์ชื่อดัง- ชื่นชอบสุดใจขาดดิ้น"

เสาร์ 30 ก.ค. 2548
14.00-15.30 รวมหนังสั้นไอเดียเด็ด
16.00-18.00 Great Ecpectations (111 นาที) **mer: "หนังเรื่องนี้จะให้คุณหลงรักสีเขียว"

พุธ 3 ส.ค. 2548
19.30-21.00 The Five Obsctructions (90 นาที) **mer: "เมื่อศิษย์คิดล้างครู ลาร์ส วอน ทรีเยร์ ปะทะ จอร์เกน เลธ"


โดย: merveillesxx วันที่: 13 กรกฎาคม 2548 เวลา:23:06:01 น.  

 
ถ้างั้นผมคนวงนอกละครับ เพราะที่ดูนั่นคือของคล้อด ชาโบรล อ้อ ภาคต่อขอheavenใช้ชื่อนี้เหมือนกันเหรอครับเนี่ย อืมๆ ต้องรอตามดู (สงสัยจะตกนรกเพราะตอนสวรรค์เครื่องมันแรงขึ้นสูงเกินไป) แต่ที่ยังเซ็กซี่ตราตรึงคือเธอในStrayed

BIOSCOPE ฉบับใหม่ออกแล้ว ....พรุ่งนี้ไปหาดีกว่า

อาทิตย์นี้ The Keys to the House น่าดูสุดแต่คงดู The Longest Yardก่อน


โดย: "ผมอยู่ข้างหลังคุณ" วันที่: 13 กรกฎาคม 2548 เวลา:23:07:21 น.  

 
อ่าน bioscope ฉบับใหม่แล้ว กิเลสพลุ่งพล่าน อยากดูไอ้โน่นไอ้นี่มันไปซะทุกเรื่องเลย แต่ช่วงนี้ไม่ว่าง หนังเหนิงนี่ไม่ได้ดูเลย ขนาด War of the worlds ยังไม่ได้ดู!!! อยากไป house ก็ไม่ได้ไป เพราะเพื่อนไม่ว่างไปด้วย แงๆ

แต่เข้ามาอ่านนี่แล้ว สงสัยจะต้องไปคว้า millenium mambo มาเข้ากองDVDดองอีกเรื่องซะแล้วแฮะ (ทั้งๆที่ตอนดู Cafe Lumiere เรียกได้ว่า แทบจะเข็ดไปเลย)


โดย: pinophilic IP: 202.28.180.201 วันที่: 14 กรกฎาคม 2548 เวลา:7:57:33 น.  

 
-- L'Enfer หรือ Hell ภาคต่อของ Heaven กำกับโดย Danis Tanovic เจ้าของหนัง No Man's Land ครับ ส่วนบทหนังก็เป็นมรดกจาก ผกก.ในตำนานอย่าง คริซตอฟ เคียโลวสกี้ นั่นเอง

-- ผมชอบฉากจบของหนังเรื่อง Heaven มากๆครับ มันสวยงามมาก และสอดคล้องกับภาพทั้งหลายทั้งปวงที่หนังนำเสนอมา

-- เรื่อง Strayed (2003, อังเดร เตชิเน่, A) เนี่ย ตอนแรกผมก็หลงเสน่ห์ เอมมานูเอล เบอาร์ต อยู่หรอก แต่ดูหนังไปๆมาๆ จนถึงฉาก 'นั้น' ก็หันไปเทใจให้ Gaspard Ulliel (พระเอกของเรื่อง) แทน แหม...ถ้าผมเป็นนางเอกของเรื่องนี้ ผมหนีไปกับพระเอกตั้งแต่ 3 ฉากแรกแล้วล่ะครับ (ฮา) ลูกเลิ่กอะไร ไม่สนแล้ว

Gaspard Ulliel
http://www.imdb.com/name/nm0880484/

-- ส่วนตัวแล้ว ผมชอบ Millennium Mambo มากกว่า Cafe Lumiere ครับ คงเพราะเนื้อหาของหนังที่ผมเข้าถึงได้มากกว่า

-- เมื่อที่ฝนตกน้ำท่วมทั้งกรุงเทพ ผมใช้เวลาเดินทางจากมหาลัยกลับบ้าน ร่วม 2 ชั่วโมงครึ่ง แน่ะ จะบ้าตาย >_<


โดย: merveillesxx วันที่: 15 กรกฎาคม 2548 เวลา:2:20:59 น.  

 
ข้อความต่อไปนี้มาจาก http://www.bioscopemagazine.com/webboard/index-in.php?id=19753

-- ว่าด้วยตัวอย่างหนัง
ช่วงนี้ได้ดูหนังฟอร์มยักษ์ประจำซัมเมอร์ (ของเค้า) ก็เลยจะได้ดูหนังตัวอย่างที่แปะมากับหัวหนังด้วย เช่น King Kong ของปีเตอร์ แจ็คสัน (เอเดรียน โบรดี้ ดูดีมาก เอ๊ะ ทำไม นาโอมิ วัตส์ ดูแก่ๆยังไงไม่รู้), Charlie and the Chocolate Factory ของทิม เบอร์ตัน (คนดูทั้งโรงพร้อมใจกันฮาจอห์นนี่ เด็ป ทำใจเชื่อได้ยากว่านี่คือคนเดียวกันกับไอ่หนุ่มที่มาสะเทือนจอและใจนางเอก ในหนังเรื่อง Happily Ever After)

-- แต่ตัวอย่างหนังที่น่าประหวั่นพรั่นพรึงที่สุดในตอนนี้คือเรื่อง Red-Eye ที่ตอนแรกหลอกเราว่ามันเป็นหนังโรแมนติก-คอเมดี้ แต่พอดูหน้าพระเอกดีๆ แล้ว เห็นว่าเค้าคือ Cillian Murphy หมอโรคจิตจากเรื่อง BATMAN BEGINS ฉับพลันนั้นเองหนังก็เปลี่ยนตัวเองกลายเป็นหนังระทึกขวัญไปเสีบฉิบ! พอถึงตรงนี้ความอยากดูหนังเรื่องนี้ก็พุ่งปรี๊ดสูงขึ้นมาก แต่พอชื่อผู้กำกับ เวส คราเวน โผล่มา กราฟก็ดิ่งลงทันที (ผมเป็นพวกปลื้มไตรภาค Scary Movie มากกว่า ไตรภาค Scream อ่ะ) อย่างไรก็ดี นี่เป็นหนังตัวอย่างที่เด็ดดวงมากๆประจำเดือนนี้

Red-Eye (2005)
http://www.imdb.com/title/tt0421239/
Cillian Murphy
http://www.imdb.com/name/nm0614165/

--------------------------------------------------------------

ความเห็นเพิ่มเติมต่อหนังที่ได้ดู

1. War of the Worlds (B+)
-- รู้สึกว่าตัวละครของทอม ครูส ไม่มีความเป็นพ่อเอาเสียเท่าไรเลย ดูจบแล้วยังไม่รู้สึกเลยว่าเขาเป็นพ่อของบ็อบบี้ กับเรเชลจริงๆ (รู้สึกว่าเขาเป็นคุณพ่อประเภทที่แข่ง ‘หล่อ’ กับลูกชายมากกว่า) จะว่าไปแล้วเอาตัวทิม ร็อบบิน มาเล่นเป็นพ่อจะยังดีกว่าอีก (แต่เอ๊ะ คงไม่ได้สินะ เพราะเขาไม่ได้เล่นเป็นพระเอก Minority Report ให้สปีลเบิร์กนิ)

-- รำคาญการแสดงของ ดาโกต้า แฟนนิ่ง ในเรื่องนี้มาก คือ เข้าใจว่าเธอเล่นเก่ง แต่คิดว่ามันเกินความจำเป็น ไม่รู้ว่าทีมงานเอายาอะไรยัดปากเธอก่อนเข้าฉากหรือเปล่า …ถ้าเกิดว่าตัวละครของเรเชลเป็นเด็กที่มีอาการทางจิตอะไรเทือกนั้นล่ะก็ จะถือว่าเป็นการแสดงที่ดีมาก แต่นี่หนังก็ไม่ได้บอกถึงจุดนี้เท่าไร นั่นแหละ ดาโกต้า แฟนนิ่ง ในสายตาผมก็เลยยิ่งเข้าใกล้สภาพ ‘ยัยเด็กผี’ อันน่าสะพรึงกลัวมากขึ้นทุกวัน (นี่ถ้ามาร์รอน แบรนโด ยังอยู่ พวกเค้าก็คงจับคู่สองคนนี้มาเจอกันแหงๆ เพราะไหนๆเธอก็ประกบพระเอกฮอลลีวู้ดมาทั่วสารทิศแล้ว)

-- ตลกดีใน PANTIP.COM มีคนบอกว่าจริงๆแล้ว มนุษย์ต่างดาวในหนังมันตายเพราะโดน ‘ไข้หวัดนก’ เพราะฉากท้ายๆมีนกไปเกาะที่ยาน เอ้อ สปีลเบิร์ก อาจจะอินเทรนด์ก็ได้นะ ใครจะรู้?

-- จุดที่ชอบที่สุดคือ เสียงบรรยายเปิด / ปิดเรื่องที่เป็นเสียงของ ออร์สัน เวลส์

2. Fantastic Four (A-)
-- ตอนที่ดูตัวอย่างหนังครั้งแรกๆ รู้สึก ‘หยึ๋ยๆ’ ในความเป็นการ์ตูนของมันมากๆ แต่พอได้ดูตัวอย่างหนังชุดที่สองก็รู้สึกดีขึ้นมา แต่จริงๆแล้วสิ่งที่กลัวที่สุดคือ กลัวว่าหนังจะพยายามทำให้ตัวมันเป็นฮีโร่แบบมีเลือดมีเนื้อประมาณ Spider-Man หรือ Batman Begins หรืออาจจะยัดประโยคเท่ๆ ใส่ปากตัวละคร (ไอ่ “พลังอันยิ่งใหญ่ นำมาสู่…bla bla bla” อะไรนั่นแหละ) ซึ่งมันคงไม่เวิร์คกับหนังฮีโร่ที่ว่าด้วย “มนุษย์กายสิทธิ์”

-- อย่างไรก็ตามผมชอบ Spider-Man ทั้งสองภาคมากๆ โดยเฉพาะภาคสอง รู้สึกซาบซึ้งอะไรหลายๆอย่างกับหนัง รวมถึง X-Men 2 ก็ชอบมากกว่าภาคแรกเยอะ ส่วนหนังฮีโร่ที่รู้สึกพลาดที่สุดในการไปดูในโรงคือ Daredevil

-- รู้สึกว่าช่วงแรกของหนังดำเนินเรื่องได้กระชับฉับไว้ดี และที่ชอบมากๆก็คือ บรรดามุกตลกในหนังเรื่องนี้ที่ฮาสุดๆ (ผมหัวเราะลั่นสกาล่าเลย) แต่เสียดายที่ช่วงท้ายหนังรวบรัดและดูเข้าสูตรไปหน่อย อย่างไรก็ตาม หนังก็คงมีภาค 2 มาให้เราดูแน่นอน

-- รู้สึกว่า เจสสิก้า อัลบ้า เหมือน สกาเล็ตต์ โจฮันสัน ในบางมุม (ส่วนใน The Island โจฮันสันก็ดันไปเหมือน ทาร่า รี้ด อีก เอาเข้าไป!)

-- ชอบ คริส อีแวนส์ จากหนังเรื่องนี้มาก รู้สึกว่าเขา ‘ร้อน’ จริงๆด้วย
Chris Evans
http://www.imdb.com/name/nm0262635/

-- ประโยคประทับใจจาก Fantastic Four คือตอนที่ The Thing พูดกับ Invisible Woman ว่า “เธอไม่รู้หรอกว่าฉันน่ะอยากหายตัวได้มากขนาดไหน”



โดย: merveillesxx วันที่: 15 กรกฎาคม 2548 เวลา:2:28:15 น.  

 
พอดีช่วงนี้ผ่านมาเพิ่งอ่านเรื่องสั้นของ Franz Kafka จบไป เลยเขียนถึงเขานิดหน่อย

เกี่ยวกับ Franz Kafka

-- รู้สึกว่างานของ Kafka อ่านเข้าใจยากมากทีเดียว เท่าที่อ่านเจอบทความ / บทวิเคราะห์ ต่างๆ ส่วนใหญ่จะบอกว่างานของ คาฟคา เต็มไปด้วย ‘ความขัดแย้ง’ และ ‘การเปรียบเปรย’ แต่ที่ผมรู้สึกก็คือ ความขัดแย้งนั้นแทบจะจับต้องไม่ได้เลย คือเรารู้สึกว่ามันมีอะไรแหม่งๆอยู่ แต่บอกออกมาเป็นรูปธรรมไม่ได้ ส่วนการเปรียบเปรยก็เป็นในทางที่ว่า “ฉันไม่รู้ว่าเขาต้องการเปรียบอันนี้กับอะไร เอ๊ะ หรือว่าจะเป็นอันนี้กับอันนั้น เอ๋ หรือจะเป็นตรงนี้กับตรงนั้นนะ” แต่งานของคาฟคาก็เป็นสิ่งที่ท้าทายชีวิตการอ่านของผมมากเลยครับ และรู้สึกเหมือนถูก ‘ทุบหัว’ จริงๆด้วย (คาฟคาพูดไว้ว่า “ถ้าหนังสือเล่มที่เราอ่าน ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกเหมือนถูกทุบหัว แล้วเราจะอ่านมันไปทำไมเล่า”)

-- ที่น่าสนใจก็คือ งานของคาฟคามีลักษณะแบบนั้น ก็เนื่องด้วยเรื่องราวในชีวิตของเขาที่เต็มไปด้วย ความขัดแย้ง เช่น
1. เขาถูกพ่อบังคับให้เรียนกฎหมาย
2. เขาต้องทนทำงานในสำนักกฎหมาย และแอบเขียนหนังสือตอนกลางคืน
3. เขาหมั้นหมายกับผู้หญิงหลายครั้ง แต่ก็ขอถอนหมั้นเสียทุกครั้งไป
4. เขาเป็นคนยิวที่อยากจะเป็น ‘เยอรมัน’
ฯลฯ

-- ตลกดีที่คำนำผู้แปลของ ‘แดนลงทัณฑ์’ เขียนไว้ว่า “งานของคาฟคายิ่งสั้น ก็ยิ่งแปลยาก” สิ่งที่ผมอยากจะเติมลงไปก็คือ “ยิ่งสั้น ก็ยิ่งอ่านเข้าใจยาก” สงสัยความคิดของผมตอนแรกที่จะเริ่มจากเรื่องสั้นของเขาก็คงเป็นอะไรที่ผิดมหันต์ทีเดียว ฮือๆ

-- ยังไม่เคยดู The Castle ของมิคาเอง ฮาเนเก้เลยครับ แต่มีนิยายเรื่อง The Castle ไว้ในครอบครองแล้ว (หน้าปกสีเขียวๆ เพิ่งออกมาเมื่อปลายปีที่แล้วนี่เอง) ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะได้อ่านสักที

-- ขอบคุณพี่แมดสำหรับเรื่อง Kafkaesque ครับ ไม่เคยรู้เรื่องพวกนี้มาก่อนเลย ผมก็ไม่รู้หรอกครับว่าความเป็นคาฟคาคือ อะไรแบบไหน กันแน่ แต่จะว่าไปแล้วงานของเขาก็พูดถึงพวกเรื่อง ระบบกฎหมาย / สิทธิ / ระบบข้าราชการ อยู่บ่อยๆ เหมือนกัน

-- ประโยคที่ประทับใจจากเรื่องสั้นของคาฟคา
“มนุษย์หลอกลวงกันเองบ่อยครั้งเรื่องอิสรภาพ และด้วยเหตุที่เรายกย่องอิสรภาพไว้สูงสุด ดังนั้นการหลอกลวงกันก็มีค่าสูงสุดด้วย” (Ein Bericht fur eine Akademic – Franz Kafka)
โดยเรื่องสั้นนี้มีชื่อไทยว่า “รายงานสำหรับสมาคมวิชาการ” ซึ่งว่าด้วยรายงานของลิงตัวหนึ่งที่เขียนส่งให้สมาคมว่าเขากลายจากลิงมาเป็นคนได้ยังไง (!)

-- ไปว่าแล้วก็ตลกดี ผมรู้จักชื่อของ ฟรันซ์ คาฟคา ครั้งแรกจากหนังสือการ์ตูนเรื่อง GTO – Great Teacher Onizuka (การ์ตูนเรื่องนี้ว่าด้วย โอนิซึกะ คุณครูนิสัยโฉดชั่วที่ต้องไปเป็นอาจารย์ประจำชั้นของแก๊งค์เด็กเลว การ์ตูนเรื่องนี้ดังมากสร้างเป็นทั้ง อนิเมชั่น, ทีวีซีรี่ย์, หนังใหญ่ โดยที่ว่ามาทั้งหมดเคยมาฉายในบ้านเราแล้ว อ้อ แล้วก็มีเป็นละครช่อง 3 ที่นำแสดงโดย ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง และศรีริต้า เจนเซ่น ด้วย) โดยตอนหนึ่งของหนังสือได้ย้อนอดีตของคุณครูสอนภาษาอังกฤษที่มีนิสัยชอบ ‘ถ้ำมอง’ นักเรียนสาว ตอนเป็นนักเรียน นายคนนี้ไปหลงรัก นร.สาวผู้สูงสักดิ์คนหนึ่ง เขาก็เลยคิดว่าตัวเองเป็นได้แค่ “ตัวหนอนที่เกาะขอบชายกระโปรง” ของนร.หญิงคนนั้น ซึ่งก็น่าจะมาจากที่หนุ่มน้อยชอบอ่านนิยายเรื่อง Metamorphosis ของคาฟคานั่นเอง …โดยตอนจบนายคนนี้วิ่งนี้ตำรวจที่ไล่ตามจับเขา ด้วยการโดดลงไปในท่อระบายน้ำ แล้วฉากนี้เขาก็ ‘กลาย’ เป็นผีเสื้อที่สยายปีกออก


โดย: merveillesxx วันที่: 15 กรกฎาคม 2548 เวลา:2:31:27 น.  

 
ว่าด้วยเพลงที่ซื้อมาฟังในช่วงนี้

1. Vivian Hsu – RESOLUTE LOVE (2005, B)
-- เป็นอัลบั้มที่ไม่มีอะไรเลยนอกจากปกกับสมุดภาพสวยๆ เพราะว่าเพลงฟังไป 3 รอบแล้ว ก็ยังจำและหาความประทับใจอะไรจากมันไม่ได้เลย

-- วิเวียน ชู กับ ซูฉี เป็นสาวไต้หวันเหมือนกัน (ทั้งคู่โด่งดังในเวลาไล่เลี่ยกัน แถมดังมาจากการถ่ายรูปนู้ด และเล่นหนังเรทอาร์เหมือนกัน) แต่รู้สึกว่าเส้นทางของสองคนนี้ต่างระดับกันเหลือเกิน ในขณะที่ ซูฉี กระโดดไปเล่นหนังอาร์ตของโหวเสี่ยวเสี้ยนตั้ง 2 เรื่อง ได้ไปเดินเฉิดฉายในนักข่าวแห่ตามถ่ายรูปที่เทศกาลหนังเมืองคานส์ (อ้อ ได้เล่นหนังกับพี่ติ๊กของน้องๆด้วย ไม่รู้อันนี้จะนับดีมั้ย) ยัยวิเวียน ชู ยังดักดานอยู่ในประเทศตัวเอง (และประเทศเพื่อนบ้านแถบๆ เอเชีย ตอ/ต) แล้วได้เป็นนางเอกละครคู่กับ Vic, Ken วง F4 !! (โถ…) แถมอัลบั้มเพลงของเธอก็ติงต๊องไร้สติสิ้นดี (เอ๊ะ แล้วฉันก็โง่ซื้อมาซะด้วยนะ)

-- ไม่รู้เธอ วิเวียน ชู เธอจะเสียใจแค่ไหน ถ้าผมเมลไปบอกเธอว่า รูปนู้ดหรือหนังอาร์ที่เธอเล่นไว้ให้ ‘อรรถประโยชน์’ กับผมได้มากกว่าไอ่แผ่นโลหะกลมๆ ที่ผมเพิ่งซื้อมา

-- ซูฉี กับ วิเวียน ชู เป็นผู้หญิงคนแรกๆที่ผมค้นพบในอินเตอร์เนท ก่อนที่จะไปเจอชื่อทำนอง Pavel Novotny หรือ Bel Ami ในภายหลัง (ฮา)

2. Holly Valance – state of mind (2003, A-)
-- รู้สึกอยากได้อัลบั้มชุดนี้มานานแล้ว หลังจากได้ฟังเพลงเปิดตัวอย่าง state of mind ไป รู้สึกว่าเพลงมันประสาทแตกดี (จริงๆชื่อเพลงน่าจะประมาณ out of mind อะไรแบบนั้นมากกว่า) ตลกดีที่ได้ฟังเพลงนี้ครั้งแรกจาก ร้านดอกหญ้า สาขาเมเจอร์รัชโยธิน ทั้งที่เพลงนี้มันเหมาะเป็นเพลง ‘ไล่ลูกค้า’ มากกว่า (คงเปิดเพื่อไล่พวกอ่านฟรีมั้ง) แต่รู้สึกตอนนี้ร้านดอกหญ้าตรงนั้นจะไม่อยู่แล้ว

-- ฟังไป 3-4 รอบแล้ว ก็ชอบอัลบั้มนี้ในครึ่งแรกมากๆ (เพลงที่ 1-5) มันเป็นเพลงประเภทเฟี้ยวฟ้าวแสบหูได้ใจมาก แต่หลังจากเพลงที่ 6 ที่เป็นดิสโก้แนว 80 อัลบั้มชุดนี้ดิ่งเหวทันที เพราะหลังจากนั้นก็มีแต่เพลงอะไรก็ไม่รู้ เสียดายว่าถ้าเพลงอัลบั้มนี้เป็นแบบครึ่งแรกตลอด คงชอบในระดับ A+

-- รู้สึกว่าชุดสองของ Holly Valance จะแป้กๆเงียบๆมากเลย (ขนาดเวบ allmusic.com ยังไม่มีคนมารีวิวเลย) ส่วนชุดแรก (อัลบั้ม Footprint) ก็ดูเหมือนว่าเธอจะดังจากเรื่องมิวสิกวิดีโอเพลง Kiss Kiss มากกว่าตัวเพลงเสียอีก อย่างไรก็ตาม ผมชอบเพลงเพลง Naughty Girl จากชุดแรกมากๆ (มิวสิกวิดีโอเพลงนี้สวยมาก เป็น Holly Valance นอนเชิดอยู่บนป้ายบิลบอร์ด)

-- รู้สึกว่านักร้องสาวจากออสเตรเลียที่ตัวเองตามๆ จะแป้กดิ่งเหวกันไปหมด เช่น Natalie Imbruglia หรือ Holly Valance จะมีเจ๊ Kylie Minogue คนเดียวมั้งที่เป็นซอมบี้สองพันปีไม่ยอมตายง่ายๆ (แต่รายหลังนี่ผมก็เพิ่งมาฟังตอนเจ๊แกคืนชีพแล้ว อันยุค 80 นั่นเกิดไม่ทัน)

-- อ่านข่าวเจอในเวบผู้จัดการว่า มาดอนน่า จะออกอัลบั้มใหม่แล้วก็ดีใจมาก หวังว่าชุดนี้จะเปรี้ยวๆแร่ดๆ เสียที เนื่องจากชุด American Life (A) ดีมากก็จริง แต่หยิบมาฟังบ่อยๆก็เบื่อ อัลบั้มชุดใหม่มีชื่อที่ได้ใจมากว่า Confession on the Dancefloor (กรี๊ด!)

---------------------------------------------------------

อัลบั้มที่น่าสนใจ (แต่ผมยังไม่ได้ซื้อ)

1. Billy Corgan – The Future Embrace
-- เมืองไทยออกเสียที แถมเป็นแผ่นอิมพอร์ตอีก
-- อ่านคำวิจารณ์จาก allmusic.com แล้วบอกว่างานชุดนี้แนวเพลงคล้ายๆ Smashing Pumpkins ชุด Adore (1998, A+) ซึ่งเป็นอัลบั้มที่เฮี้ยนที่สุดของ SP เพราะมันเป็นเพลงอิเล็กโทรนิก-ทริปฮ็อฟ!! แถมชุดนี้มักจะติดโพลประเภท “อัลบั้มสุดห่วยตลอดกาล” อยู่ร่ำไป

2. OST. Swing Girls
-- ไม่รู้ว่าค่ายไหนใจดีทำออกมา แต่เหมือนจะเป็น SONY MUSIC
-- มีทั้งเพลงคลาสสิกจากในหนัง แล้วก็เพลงที่สาวๆในหนังไปแสดงสดกันจริงๆ
-- อ่านคอลัมน์ DVD ใน PULP เล่มไหนไม่รู้ เห็นว่า DVD ของญี่ปุ่นจะมีแผ่นแถมที่เป็นคอนเสิร์ตของสาวๆ สวิงกลิ้งด้วย …แผ่นดีวีดีไทยแบบเอื้ออาทรก็คงอดไปตามระเบียบ -___-''


โดย: merveillesxx วันที่: 15 กรกฎาคม 2548 เวลา:2:33:38 น.  

 
หนังของหลุย บุนเยลผมพึ่งได้ดูแค่ That obscure object นี่แหล่ะครับแต่ดูแล้วชอบเลยเหมือนหนังมันมีพลังแอบแฝงไว้ข้างใน สำหรับเรื่อง L'enfer เห็นคุณบอกก็อยากดูเหมือนกันครับ ยิ่งมีเอ็มมานูเอล เบอาร์ตด้วย ยิ่งอยากดู (แต่ตอนนี้พึ่งได้ดูหนังชื่อคล้ายๆ กันคือ Anatomie De l'enfer ดูแล้วหลอนสุดๆ เลยครับ 55) สำหรับ Heaven ผมชอบเหมือนกันครับแต่ไม่ชอบมากมายอะไร คงเพราะได้ดูฉบับพากย์ไทยด้วยเลยเข้ไม่ถึง (มีคนบอกผมว่าภาษาในเรืองนี้มีความสำคัญมาก) แต่ผมคิดว่าดัดแปลงจากผลงานของเคียลอฟสกี้เหมือนกันแต่ยังไม่สู้ Three color อ่ะครับ
มี Heaven มี Hell ต่อไปเป็น Purtagory ใช่มั้ยครับ


โดย: Criterion IP: 58.147.1.164 วันที่: 15 กรกฎาคม 2548 เวลา:17:28:58 น.  

 
มาอ่านเอาเรื่องค่ะ

ไม่ได้แวะมาเยี่ยมซะนานเลย


โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 20 กรกฎาคม 2548 เวลา:9:53:15 น.  

 
ความทรงจำ... สวยงามเสมอ ^^


โดย: P a s t e l T o n e วันที่: 20 กรกฎาคม 2548 เวลา:20:36:23 น.  

 
-- เพลงที่ชอบมากๆ ตอนนี้คือ

1. เพลง Only This Moment ของวง Royksopp (เป็นวงอิเล็กโทรนิกป็อปนุ้งนิ้งจากนอร์เวย์) มิวสิกวิดีโอเก๋ไก๋มาก เป็นประมาณความรักของชายหนุ่มและหญิงสาวที่เกิดขึ้นกลางขบวนปฏิบัติ

เพลงนี้เป็นเพลงจากอัลบั้มชุดสองของวงที่ชื่อว่า The Understading ส่วนอัลบั้มชุดแรก Melody A.M. (2001, A+) มีขายเป็นแผ่นอิมพอร์ตจากค่าย EMI ...เพลงในชุดนี้ถูกนำไปเป็นเพลงประกอบโฆษณายกโหลเห็นจะได้

http://www.royksopp.com

พูดถึงนอร์เวย์แล้วก็อยากฟังอัลบั้มอิเล็กโทรนิก้าของนักร้องสาวที่ชื่อ Annie มากๆ (อัลบั้มเธอชื่อเก๋มากว่า Anniemall) โดยอัลบั้มนี้ได้คะแนน 4 1/2 ดาวจากเวบ allmusic.com ...เคยฟังเพลง Heartbeat ของเธอจาก FAT RADIO 104.5 ถูกใจมากๆ

Annie -- Anniemall
http://www.allmusic.com/cg/amg.dll?p=amg&sql=10:eaug6j4471t0

2. เพลง Incomplete ของ Backstreet Boys (หา??!!)
ตอนแรกรู้สึกเหม็นเบื่อเพลงนี้ (และสมาชิกวงทั้งห้า) อย่างรุนแรง แต่หลังจากได้ลองอ่านเนื้อเพลงเพลงนี้ดีๆแล้ว ก็พบว่ามันตรงกับชีวิตบางช่วงดี (แน่นอนสิ เพราะทุกคนเคยอกหัก และเพลงวงบอยแบนด์ก็พูดถึงแต่เรื่องพวกนี้แหละ!) อย่างไรก็ตาม เพลงของพวกบอยแบนด์ เกริล์แบนด์ (หลังๆนี้ มีเกย์แบนด์ เลสเบี้ยนแบนด์ด้วย เอาเข้าไป) ก็มีส่วนช่วยพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของผมอยู่เยอะทีเดียว

------------------------------------

ความเห็นเกี่ยวกับหนังที่ได้ดูช่วงนี้

1. The Keys to the House (A-)

-- รู้สึกผิดความคาดหมาย นึกว่าหนังจะบีบคั้นอารมณ์และเศร้าจนร้องไห้ แต่ปรากฏว่าหนังไปเรื่อยๆ เฉยๆ ไปทั้งเรื่อง

-- เพื่อนผมพกผ้าเช็ดหน้าไปเตรียมซับน้ำตา แต่มันได้เอาไปซับน้ำลายแทน (เหตุผลประกอบดูข้างล่าง)

-- ดูแล้วเกิดคำถามในใจไปถามเพื่อนๆว่า "มีคุณพ่อหล่อขนาดนี้ แกยอมพิการกันมั้ยวะ"

-- ชอบตัวละครของ ชาร์ล็อต แลมปลิ้ง ในเรื่องนี้มากๆ โดยเฉพาะตอนที่ตัวละครนี้หายออกไปจากหนัง พร้อมกับ "ประโยคนั้น" ที่ทิ้งความค้างคาใจให้กับผู้ชมเป็นอันมาก

-- ชอบฉากที่ตรงสถานีรถไฟมากๆ โดยเฉพาะตอนที่กล้องแช่หน้าของชาร์ล็อต แลมปลิ้ง และตอนที่เธอเดินขึ้นรถไฟไป

-- ไม่รู้คิดไปเองรึป่าว แต่รู้สึกว่า Kim Rossi Stuart ดู 'เกย์ๆ' ยังไงก็ไม่รู้ ดังนั้นเวลาที่เขาแสดงความรักกับลูกชามันก็เลยดูแหม่งๆ และบางทีก็รู้สึกว่า 'เขาหล่อจนเกินไป' แต่ในอีกทางหนึ่งด้วยบุคลิกแบบนี้ ก็ทำให้เรารู้สึกถึง 'ช่องว่าง' ระหว่างตัวละครพ่อ-ลูก ผู้ที่พบหน้ากันแค่ 3 วัน หลังจากไม่เคยเจอกันมา 15 ปี

-- ตอนท้ายของหนังเหมือนเป็นการสลับบทบาทระหว่าง 'พ่อ-ลูก'

-- ชอบที่หนังไม่ได้ไปสรุปเหตุการณ์ในสถานที่ที่เป็น 'บ้าน' แต่ดันเป็นทุ่งหญ้ากว้างๆโล่งแทน แต่มันก้ให้ความรู้สึกที่เป็น 'บ้าน' ของสองคนนี้ ได้เหมือนกัน

2. Waiting for the Clouds (A-)

-- ผมได้ดูหนังที่ house แบบทั้งโรงมีตัวเองคนเดียว ก็วันนี้แหละครับ

-- ชอบนิทรรศกาล(ย่อยๆ) ครบรอบ 1 ปี house ที่จัดอยู่ตอนนี้ น่ารักดี

-- ตอนฉายหนังตอนต้น ทางโรงลืมปิดฟังก์ชั่นของ DVD (ที่ใช้ฉายหนังเด็ก 10 ขวบ) ตัวคำว่า DVD ก็เลยกะพริบไปมา ไอ่ผมก็อยู่ตัวคนเดียวในโรง ไม่รู้จะทำยังไง ตอนแรกกะจะใช้วิธีโทรไปบอก (เพราะไม่อยากลุกออกไปจากโรง) แต่สายก็ดันไม่ว่าง สุดท้ายผมก็เลยต้องวิ่งออกไปบอกเองจนได้ ก็เลยพลาดหนังตอนต้นๆไปประมาณ 45 วินาที

-- เห็นโฆษณาของหนังเรื่อง Sayonara, Kuro ว่าจะฉายที่ house ด้วย ผมเคยดูหนังเรื่องนี้แล้วครับ ชอบมากๆในระดับ A+ และคิดว่าจะไปดูในโรงอีกรอบหนึ่ง หนังเรื่องนี้เหมาะสำหรับคนรักหมา และรักภาพยนตร์ ...และรักพระเอกหล่อ อิอิ (หนังนำแสดงโดย ซาโตชิ ทสึมาบูกิ จาก Water Boys และ อายูมิ อิโตะ จาก All About Lily Chou-Chou)

-- ชอบวิวทิวทัศน์ในหนังเรื่องนี้มากๆ สวยสมคำร่ำลือที่ได้ยินมาจริงๆ

-- ในขณะที่ The Mirror และ Turtles Can Fly นำเรื่องด้วยตัวละครเด็ก เรื่องนี้ก็นำด้วยคนแก่ แต่ตัวละครเด็กในเรื่องก็มีความสำคัญเหมือนกัน ผมชอบประเด็นของเด็กที่คิดว่าพ่อตัวเองอยู่ที่รัสเซีย

-- ตอนดูหนังเรื่องนี้ได้ยินเสียงฟ้าร้องอยู่เรื่อยๆ และก็งงมากว่า มันเป็นเสียงจากหนัง หรือว่าข้างนอกฝนตกกันแน่

-- ชอบที่หนังเรื่องนี้อธิบายความรุนแรงของสงคราม โดยไม่ต้องใช้ภาพอันโหดร้ายทารุณใดๆเลย หนังใช้เพียงแต่ กาลเวลา ความชราภาพ และภาพเมื่อครั้งอดีต เท่านั้นเอง



โดย: merveillesxx วันที่: 21 กรกฎาคม 2548 เวลา:1:35:39 น.  

 
หนังที่เข้าโรงในสัปดาห์นี้ (21 ก.ค.)

** = merveillesxx's RECOMMEND

21 ก.ค.

**เสือร้องไห้ (Crying Tiger) / Sahamongkol Film (2005, สันติ แต้พานิช, ไทย)

**Kamikaze Girls (สาวเฮี้ยว เฟี้ยวแสบ) (Limited - House) / Mongkol Cinema (2004, Tetsuya Nakashima, ญี่ปุ่น) 102 min

**Somersault (ขอบอกโลก...ฉันตกหลุมรัก) (Limited - Lido) / Mongkol Cinema (2004, Cate Shortland, ออสเตรเลีย) 106 min

**The Island ( ดิ ไอส์แลนด์ แหกระห่ำแผนคนเหนือคน) / Warner Bros. (2005, Michael Bay, อเมริกา) 127 min

The Truth About Love (รักเซอร์ไพร์ส หัวใจอลเวง) / Major Cinepictures (2004, John Hay, อังกฤษ) 100 min

มือปืนเก๋าเจ๋ง (Perfect Killers) / CM Film (2005, กีรติ เจนปรมกิจ, ไทย)


โดย: merveillesxx วันที่: 21 กรกฎาคม 2548 เวลา:1:38:27 น.  

 
แวะมาเยี่ยมอ่ะครับ เพิ่งรู้วามีบลอกนี้ด้วย
คุยกันหนุกดีจัง นี่เราเคยคุยกันหรือเปล่าเนี่ย


โดย: ปุ่น IP: 61.90.120.167 วันที่: 21 กรกฎาคม 2548 เวลา:4:47:15 น.  

 
ว่าแต่การสอบมิดเทอมทำให้สมรรถภาพทางเพศเสื่อมลงจริงหรือ

ตอนที่เรียนอยู่ ภาคผมเป็นภาคเดียวในคณะที่ ที่วิชาส่วนใหญ่ไม่มีมิดเทอม แต่ต้องทำงานส่งแทน

มิน่าล่ะ


โดย: ปุ่น IP: 61.90.120.167 วันที่: 21 กรกฎาคม 2548 เวลา:4:58:32 น.  

 
ดูราวกับว่า
ได้ตรวจสอบสมรรถภาพทางเพศ
บ่อยๆ นะคะ อิอิ



โดย: grappa วันที่: 21 กรกฎาคม 2548 เวลา:7:49:44 น.  

 
ชอบเพลง Incomplete ตั้งแต่ฟังครั้งแรก
ไม่ได้ฟังเพลงของวงนี้นานแล้วครับ


โดย: Mint@da{-"-} วันที่: 21 กรกฎาคม 2548 เวลา:18:53:23 น.  

 
ตอบ คุณปุ่น
-- พอจะเข้าใจครับ เพื่อนผมก็เรียนที่ ครุ อาร์ต เหมือนกัน เวลาที่ผมโทรไปหามัน คำแรกที่มันจะพูดคือ "กูทำงานอยู่" แล้วรู้สึกว่ามันจะไม่ได้นอนตามเวลาปกติแบบชาวบ้านเค้ามาสองปีแล้ว

-- พูดเรื่องนี้แล้ว นึกถึงสมัยสองปีที่ผ่านมาที่ตัวเองอยู่หอ ที่ มธ.รังสิต มันมีเรื่องตลกที่ว่า เมื่อหอชั้นใดมีเด็กถาปัดอยู่ล่ะก็ เตรียมพบกับความรกรุงรังชนิดชิบหายวายป่วงได้เลย เพราะอีเด็กพวกนี้มันชอบเอางานมานั่งทำกันโถงกลาง (ไม่ว่าจะเดินออกมาตอน เที่ยงคืน ตีหนึ่ง หรือ ตีสี่ ก็ต้องเห็นพวกมันคนใดคนหนึ่งนั่งอดตาหลับขับตานอนทำงานหลังขดหลังแข็งอยู่) แล้วก็กองกระดาษ ไม้ เครื่องมือบ้าบออะไรของมันอะไรไว้เต็มไปหมด แถมแปะป้ายบอกแม่บ้านไว้ด้วยว่า "ป้าอย่าเก็บไปทิ้งนะครับ ผมยังทำไม่เสร็จ"

ที่ฮาคือมีงานชิ้นหนึ่งเป็นประมาณแปลนบ้านหรืออะไรเนี่ยแหละ ผมเห็นมันวางอยู่ตั้งแต่กลางเทอม จนผม check out ออกจากหอ มันก็ยังคงอยู่ที่เดิมไม่เปลี่ยนแปลง คาดว่าป้าแม่บ้านคงไม่กล้าเก็บไปทิ้ง กลัวจะเผลอทำลายอนาคตของนักศึกษาตาดำๆ

และก็เพราะอีเด็กพวกนี้นี่เองทำให้โถงกลางกลายเป็น "ประติมากรรมขยะ" ไปโดยปริยาย สร้างความอดสูแก่คนที่ผ่านไปผ่านมาเป็นยิ่งนัก เคยคิดอยู่ว่าจะเดินไปตบกบาลพวกมันให้หัดเก็บกวาดไปซะบ้าง แต่เอาเถอะเด็กคณะนี้มัน หล่อๆเซอร์ๆ เยอะ ให้อภัย...

-- ผมกับคุณปุ่นยังไม่เคยพูดคุยกันตรงๆครับ แต่คงเดินเฉียดไปเฉียดมากันบ่อยแล้วล่ะครับ ...รอดูหนัง FUTON อยู่นะครับ ^^''


ตอบคุณ grappa
-- ไม่ได้ตรวจสอบด้วยตัว 'บุคคลที่สอง' แต่ตรวจเช็คด้วยพวก 'สื่อ' จ้า (ทีวี หนังสือ นิตยสาร อะไรก็ว่าไป)

-- เพื่อนมักชักชวนให้ดูสาวงามๆ ที่ท่าพระจันทร์ (โดยเฉพาะเด็กคณะ บ.) แรกๆก็ดูน่าตื่นตาตื่นใจดี แต่เปิดเทอมมา เรียนไปเรื่อยๆ อะไรๆก็ชักฝ่อไปหมด โดยเฉพาะสาวคณะที่ว่า พวกเธอดูเป็น TYPICAL GIRL เอามากๆ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัว การทำผม ท่าทาง กระเป๋าถือที่ใช้ และโดยเฉพาะ 'การแต่งหน้า' ที่ทำให้ผมคิดได้ว่า ถ้าเกิดสีชมพูบนโลกนี้หายไป มันก็คงจะไปอยู่บนหน้าพวกเธอเนี่ยแหละ...


โดย: merveillesxx วันที่: 22 กรกฎาคม 2548 เวลา:3:25:01 น.  

 
555 นี่มากันดึก ๆ ทั้งนั้นเลยเนอะ ดีใจจัง ดึก ๆ ก็ไม่เหงา
ตอนนี้ห้องผมรกมากกกกกกกก เพิ่งรู้ว่ามธ.มีคณะถาปัดด้วย สุดยอดดิ แบบว่า หล่อ ๆ กันทั้งนั้นใช่ป่ะ ไม่เคยเห็นถาปัดมธ.อ่ะ อยากรู้ว่าหน้าตาประมาณไหน หิว
เสียดายช่วงนี้ฟันไม่ดี คงกินอะไรหนัก ๆไม่ได้ไปหลายอาทิตย์ เอ๊ะยังไง เขียนเองงงเอง
เจอกันครับ สักวัน คุยกันได้นะ ไม่น่ากลัว (แค่น่ารังเกียจเฉย ๆ แห่ะ ๆ)

thunska.diaryhub.com



โดย: ปุ่น IP: 61.90.120.11 วันที่: 22 กรกฎาคม 2548 เวลา:4:14:44 น.  

 
บางทีคุยกันในไซเบอร์สเปซนี่ก็ดีเหมือนกันนะ เพราะถ้าคุยกันแบบเจอตัว คุณอาจตกใจว่าทำไมกรูนี่ช่างเชี่ยเสียจริง


โดย: ปุ่น IP: 61.90.120.11 วันที่: 22 กรกฎาคม 2548 เวลา:4:17:34 น.  

 
หืม ... น่ากินจังบล็อคนี้
หงับๆ ....กิน
หย่อยๆๆ..... ย่อย

เดี๋ยวกลับไปถ่ายใส่บล็อคตัวเองดีก่า

ได้แรงบันดาลใจแยะเลยจากเจ้าของบล็อค
ขอบคุณนะค้า



โดย: quin toki วันที่: 22 กรกฎาคม 2548 เวลา:16:38:14 น.  

 
-ขอชมจากใจจริงครับ ว่าเขียนวิจารณ์ยาวยาว ได้หน้าอ่านดีครับ
...
ขอให้มีความสุข กับการอ่านหนังสือ และสอบนะครับ( อวยพรให้ตนเองด้วยอ่ะ)


โดย: เ ม ฆ ค รึ่ ง ฟ้ า วันที่: 22 กรกฎาคม 2548 เวลา:22:57:16 น.  

 
หนังแผ่นที่ได้ดูช่วงนี้

การที่หยุดยาว 4 วัน ไม่ได้ช่วยให้ผมอ่านหนังสือมากขึ้นแต่อย่างไร แต่ไหนแต่ไรผมก็อ่าน 1-2 วันก่อนสอบอยู่แล้ว (น้องๆที่เผลอเข้ามาอ่านอย่าเลียนแบบนะจ๊ะ) ยิ่งหยุดยาวเมื่อไรได้เป็นเรื่องทุกที จำได้ว่าช่วง ต.ค. 2547 เว้นช่วงสอบนานมากๆ ผลก็คือ ได้ดูหนังแผ่นไป 8 เรื่อง และอ่านนิยาย Norwegian Wood ของมูราคามิครึ่งเล่มที่เหลือจบภายในคืนเดียว

1. Saw (A-)
-- ชอบที่หนังไม่โหด แหวะ เหมือนที่คิดไว้ (และที่มันบอกไว้บนโปสเตอร์, กล่องดีวีดี)

-- ชอบเป็นพิเศษกับฉาก เหตุการณ์ที่เกิดใน ‘ที่ปิด’ แต่เมื่อหนังตัดไปเล่าเรื่องภายนอกก็รู้สึกว่าเสน่ห์ของหนังลดลงทันที

-- คิดว่าแรงจูงใจของฆาตกรไม่น่าเชื่อถือเท่าไร และดูเว่อร์ๆ ยังไงไม่รู้

-- มุกเฉลยของหนังเรื่องนี้เล่นเอาอึ้งแดกส์มากๆ อ้าปากหวอ (โชคดีจริงๆ ที่ไม่เผลอรู้ฉากจบมาก่อน)

-- ชอบมากๆ กับการปิดท้ายหนังโดยเสียงกรีดร้อง…


2. The Road Home (A+)
-- หนังที่ล่ำรือมานาน เพิ่งมีโอกาสได้ดูเป็นบุญตา

-- แอบเคืองนิดๆ DVD เรื่องนี้ราคาค่อนข้างแพง แต่ไม่มี FEATURE อะไรเลย -___-

-- ดูหนังเรื่องนี้ไม่ร้องไห้โฮ แต่น้ำตาซึมประมาณ 15 รอบเห็นจะได้

-- เท่าที่คุยกับเพื่อนๆที่เคยดูมา ทุกคนจะรู้สึกคล้ายๆกัน คือ ตอนแรกจะรู้สึกว่ามันเว่อร์มากๆ กับการที่นางเอกจะให้แบกศพสามีกลับหมู่บ้าน แต่พอดูหนังจบก็เชื่อและเห็นด้วยทันทีกับการยืนกรานของเธอ อันนี้คงต้องยกความดีให้ผู้กำกับที่ทำให้เราคล้อยตามจนได้ (โดยใช้วิธี ‘ตะล่อม’ เราทีละนิด)

-- จางจื่ออี้ดู ใส และบริสุทธิ์ มากๆ คิดว่านี่คงเป็นครั้งเดียว และครั้งสุดท้ายที่จะเห็นเธอในแบบนี้ เธอไม่มีวันเล่นบทแบบนี้ได้แล้วล่ะ…


3. Winged Migration (A+)
-- หนังที่พลาดตอนที่มาฉายงาน BKKIFF2004 (รู้สึกตอนนั้นจะมีฉายรอบเดียว แล้วก็มีคนมาตั้งกระทู้ที่ PANTIP.COM ทำให้เป็นที่ฮือฮามาก)

-- ดูแล้วรู้สึกเหมือนที่เขาเขียนไว้หลังกล่อง DVD จริงๆเลยว่า ตากล้องหนังเรื่องนี้ไม่น่าจะใช่ ‘คน’ แต่เหมือนจะเป็น ‘นก’ มากกว่า

-- จริงๆหนังเรื่องนี้มีส่วนเป็น Drama เหมือนกัน เช่น การใช้เพลงประกอบบิวด์อารมณ์ ที่ถูกจังหวะจะโคนเอามากๆ และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหนังที่บางตอนดูแล้วก็เศร้าๆ (ฝีมือมนุษย์ทั้งนั้นแหละ เพราะฉะนั้นจริงๆหนังเรื่องนี้คงจะตั้งใจด่ามนุษย์ไปในตัว)

-- ดูหนังเรื่องนี้จบแล้วอยากดูเรื่อง Deep Blue ต่อ (อันนี้มาฉาย BKKIFF2005 แต่ก็พลาดเหมือนกัน เพราะติดงานบอล) ประมาณว่า ‘เหินฟ้า’ จบ ก็ไป ‘ถลาดิ่งลงน้ำ’ ต่อ


4. The Hours (A+)
-- นี่ก็อีกหนึ่งหนังดังที่เพิ่งมีโอกาสได้ดู

-- หงุดหงิดมากซับไทยใน DVD แปลผิดเยอะมากๆ

-- ดูจบแล้วมีความสุขมาก เพราะได้ดูการแสดงดีๆ จากนักแสดงหญิงเก่งๆ ตั้ง 3 คน และจริงๆแล้วนักแสดงทุกคนในหนังเรื่องนี้ก็เล่นดีหมดนั่นแหละ

-- ชอบฉากที่ นิโคล คิดแมน นอนลงไปบนพื้นดินข้างๆศพนกที่ตายมากๆ

-- ชอบเพลงประกอบฝีมือ ฟิลิป กลาส มากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก เคยติดใจฝีมือเขาสุดๆจากตอนดู Naqoyqatsi (A+)

-- ตลกดีตอนนี้ที่บ้านจะจัดเทศกาลหนัง ‘จูเลียน แอนมัวร์’ ได้อยู่แล้ว เพราะแผ่น DVD ที่กองไว้ 3 เรื่อง (จากประมาณ 30 เรื่อง) มีทั้ง The Hours, Boogie Night และ Far From Heaven (2 เรื่องหลังยังไม่ได้ดูเลย ฮือๆ)

-- ประโยคประทับจากหนังเรื่อง The Hours
“What does it mean to regret when you have no choice”

ส่วนประโยคต่อไปนี้มาจากตัวละคร Virginia Woolf ที่รับบทโดยนิโคล คิดแมน
“You can’t find peace by avoiding life”

“Dear Leonard
to look life in the face
always to look life in the face
and to know it for what it is
at last, to know it, to love it for what it is
and then to put it away”

“Leonard
always the years between us
always the years
always the love
always the hours…”

-- ชอบฉากจบของหนังเรื่องนี้มากๆ ดูจบแล้วต้องกรอดู CHAPTER สุดท้ายของดีวีดีอีก 3 เที่ยวเห็นจะได้ (เมื่อคืนก็เลยไม่ได้อ่านหนังสือสักกะตัวเลย)

-- ยังไม่เคยอ่านงานของ Virginia Woolf เลย สงสัยเหมือนกันว่าประโยคในหนังเป็น suicide note ของเธอจริงๆหรือเปล่า (ใครรู้บอกทีนะครับ)

-- เคยซื้อนิยาย The Hours (ฉบับภาษาอังกฤษ) ให้เพื่อนเป็นของขวัญปีใหม่ (มันคลั่งนิโคล คิดแมนมาก) ตอนนี้อยากไปขอยืมมันมาอ่านสักหน่อย (คาดว่าจนบัดนี้มันก็คงยังไม่ได้อ่านหรอก)

-- ปกติแล้วช่วงสอบผมจะพยายามหลีกเลี่ยงการดูหนังดราม่า หรือหนังอะไรก็ตามที่คาดว่าจะกระเทือนอารมณ์ตัวเองได้ เพราะมันจะทำให้ไม่ได้อ่านหนังสือสอบ (นี่เป็นสาเหตุที่ยังไม่กล้าไปดูหนังเรื่อง Somersualt) ปกติช่วงนี้จะต้องดูหนังที่ฮาๆ บ้าบอคอแตก เสียมากกว่า

-----------------------------------

เพลงที่ฟังช่วงนี้

ปกติช่วงสอบแล้วจะต้องฟังเพลงอะไรที่มันหนักๆ หรือกระตุ้นให้สมองตื่นตัวได้ ถ้าเป็นช่วง ม.ต้น ม.ปลาย ก็จะฟังพวกฮาร์ดคอร์, เมทัล หนักๆไปเลย (เช่น Slipknot) พอขึ้นมหาลัยก็จะฟังพวกเพลง TRANCE เต้นสติหลุด แต่ตอนนี้เบื่อเพลงเต้นๆยังไงไม่รู้ ก็เลยไปขุดเทปเก่าๆดู ปรากฏก็ไปเจออัลบั้มที่กระตุกสมองตัวเองจนได้

อัลบั้มชุดนี้เป็นผลงานชุดแรกของนักร้องสาว Youjeen ที่ชื่อว่า THE DOLL (2001, A+) จริงๆแล้วเธอเป็นคนเกาหลี แต่ดันมาออกเทปในญี่ปุ่น หน้าตาเธอสวยใสประมาณตัวละคร ‘รีนัวร์’ จากเกม FINAL FANTASY ภาค 8 (เป็นนักร้องหญิงคนเดียวที่ผมพกรูปไว้ในกระเป๋าตังค์ …เพราะนอกนั้นดันมีแต่นักร้องที่เป็นผู้ชายกับเกย์!) แต่เวลาเธอร้องเพลงเสียงเธอเหมือน เชอรีล โครว์ ที่กินยาบ้า บวกกับอลานนิส มอร์ริสเซ็ตต์ที่เพิ่งพี้กัญชามา ถ้าอยากสอนให้วง The Sis (ของไทยเนี่ยแหละ) ร้องเพลงร็อคเป็นซะที ก็ต้องส่งอัลบั้มนี้ไปให้พวกเธอนั่นแหละ!

Youjeen เป็นศิษย์รักของ J มือเบสสุดเถื่อนจากวง LUNA SEA (ส่วน J ก็เป็นศิษย์ของ HIDE แห่ง X-JAPAN อีกที…งงมั้ย?) มีคนมากมายเชียร์ให้สองคนนี้ได้กันเอง แต่ก็ผิดหวังกันไป เพราะหนู Youjeen เล่นกินของใกล้ตัว เอามือกีต้าร์ในวงมาทำแฟนซะเนี่ย

หนู Youjeen คนสวย ดังอยู่แวบหนึ่งช่วงปี 2001-2002 ด้วยอานิสงส์ที่มีเฮีย J โปรดิวส์อัลบั้มให้ ซิงเกิ้ลเปิดตัวของเธอแรงเอาการเพราะมีชื่อว่า HEY JERKS! (เชื่อยังคะว่าแรง) เพลงเด่นๆในชุดแรกของเธอก็ เช่น Someday และ Beautiful Days …แต่ชุดสองของเธอ BEWITCHED ไม่มีพี่ J มาช่วย เพลงก็เลยห่วยๆลงไป และในที่สุดเธอก็ถูกลืมเลือนไปจากเกาะญี่ปุ่น (โธ่ หิ่งห้อยน้อยแสนสวย ช่างดับแสงเร็วเหลือเกิน) ล่าสุดรู้สึกว่าเธอจะกลับไปหากินที่เกาหลีบ้านเกิดแล้ว

สรุปส่งท้ายก็คือ อัลบั้ม THE DOLL ของสาว Youjeen เหมาะกับการเปิดเพื่อ
1. ให้หายจากอาการเมายา
2. เปิดบิวด์อารมณ์เตรียมออกไปฆ่าคน!

ดูผลงานของ Youjeen ทั้งหมดได้ที่นี่
http://www.cdjapan.co.jp/list_from_code_banner.html?key=264518


โดย: merveillesxx วันที่: 24 กรกฎาคม 2548 เวลา:2:51:12 น.  

 
อ๊ะ เมื่อกี้เข้าไปเช็คเวบ cdjapan.co.jp เห็นว่าทั้ง Namie Amuro แล Shiina Ringo กำลังจะออกอัลบั้มใหม่ครับ ...จริงๆแล้วนักร้องสาวทั้งสองคนนี้ ผมก็ไม่ได้ตามผลงานของเธอสักเท่าไร แต่การที่ได้เห็นนักร้องที่ตัวเองเห็นมาตั้งแต่เด็กๆ ตั้งแต่เริ่มฟังเพลง 'ยังมีชีวิตอยู่' ก็ทำให้รู้สึกดีมากครับ

จริงๆ Namie Amuro คนไทยน่าจะคุ้นชื่อกันบ้างนะครับ เธอเพิ่งมานาน MTV ASIA AID ที่จัดในบ้านเราเมื่อต้นปีที่ผ่านมานี่เอง แล้วเพลง CAN YOU CELEBRATE? ก็เป็นเพลงที่โคตรแม่โคตรพ่อจะดังเลยครับ (เพลงนี้เหมาะกับการเปิดในงานแต่งงานอย่างยิ่ง)
**อัลบั้มของ Namie Amuro มีแผ่นลิขสิทธิ์จากค่าย RED BEAT

ส่วนอัลบั้มของ Shiina Ringo ก็มีขายในบ้านเราอยู่พักนึง (รู้สึกว่าค่าย Sony ทำขายรึป่าว??) เพลงเธอสติแตกดีครับ เธอเหมาะกับการไปร้องในซาวด์แทร็กหนังเรื่อง Kill Bill ของทารันติโน่ ....อ้อ ในหนังเรื่อง All About Lily Chou-Chou ก็มีการพาดพิงถึงชื่อ Shiine Ringo ด้วยนะ


โดย: merveillesxx วันที่: 24 กรกฎาคม 2548 เวลา:2:58:35 น.  

 
The Road Home ดูแล้วก็ขำปนซึ้ง อาจต้องลองรักใครมากขนาดนั้นก่อนครับ ถึงจะรู้สึกอินได้ทั้งหมด
The Hours เป็นหนังที่ดูแล้วไม่เข้าใจ คาดว่าคงมาจากความโง่ส่วนตัวด้วย
แต่ชอบนิโคลมากครับ เธอทำให้เชื่อได้สนิทใจว่าเป็นตัวละครนั้นจริงๆ
ส่วนจูลีแอน มัวร์ ชอบเธอจากเรื่อง Far From Heaven ที่สุดครับ


โดย: Mint@da{-"-} วันที่: 24 กรกฎาคม 2548 เวลา:3:28:52 น.  

 
จะไปหาหนังเรื่องนี้มาดูบ้างค่ะ ... อ่านแล้ว อยากดู จริง ๆ


โดย: แ ม ง ป อ วันที่: 24 กรกฎาคม 2548 เวลา:12:01:59 น.  

 
The Hours เป็นหนังที่ดูแล้วสลบไปสิบแปดชาติเศษครับ ชอบนิโคลมากๆๆๆๆๆ รู้สึกว่าชีวิต 'Lesbian' 3 พ.ศ. มีอะไรหลายอย่างที่น่าสนใจดี


โดย: it ซียู IP: 203.107.133.161 วันที่: 24 กรกฎาคม 2548 เวลา:12:05:09 น.  

 
ดู the hours นานแล้ว แต่ยังจำได้ว่าประทับใจการแสดงของจูเลีียน มัวร์ มากกว่านิโคล (ทั้งๆที่ส่วนตัวชอบนิโคลมากกว่า เพราะเธอสวยกว่า) เพื่อนที่ไปดูด้วยบอกว่า เข้าใจแล้วว่าทำไมบางคนถึงอยากฆ่าตัวตายในบางอารมณ์

ปล. ชอบประโยค "ถ้าเกิดสีชมพูบนโลกนี้หายไป มันก็คงจะไปอยู่บนหน้าพวกเธอเนี่ยแหละ..." อ่านแล้วเห็นภาพเลย แต่รู้มั๊ย บางทีสิ่งไร้สาระที่เด็กผู้หญิงทำ ก็อาจเพื่อให้เด็กผู้ชายสามารถมาเก็บไปคิดถึงหรือเขียนถึงก็ได้นะ


โดย: ขาจร IP: 202.133.166.124 วันที่: 24 กรกฎาคม 2548 เวลา:22:09:41 น.  

 
หนังเข้าเยอะมากๆๆๆๆ ทั้งในกระแส นอกกระแส ดูกันแทบไม่ทันแล้ว ถ้าไล่รายชื่อหนังน่าดูที่ผมพลาดไป จะเห็นว่าเยอะมาก หลายๆเรื่องที่คุยๆกันมา ผมก็ยังไม่ได้ดูเลย กระทั่ง 4กายสิทธินั่นก็ตามที วันอังคารคงจะได้ทยอยไปดูหนังสัก1-2เรื่องเป็นอย่างน้อย


โดย: joblovenuk วันที่: 25 กรกฎาคม 2548 เวลา:0:27:05 น.  

 
แวะมาเยี่ยม

ฝากไดนุ้ยด้วยนะคะ

http://nuinirvana.cjb.net


โดย: what for ^.~ วันที่: 25 กรกฎาคม 2548 เวลา:0:44:54 น.  

 
อ่านจนเหนื่อยเลยครับ

อยากดูหมดเรย


โดย: พ่อน้องโจ วันที่: 25 กรกฎาคม 2548 เวลา:22:49:05 น.  

 
ถ้าจะอ่าน Verginia Woof
อ่านงานของเธอเลยสิคะ
Mrs Dolloway
หนังสือที่ถูกพูดถึงใน
The Hours ตลอด
ดิฉันมีเก็บไว้ (แต่ยังไม่ได้อ่าน )
ขนาดเพื่อนที่เรียนวรรณคดีอังกฤษ
และเป็นเฟมินิส์ (เวอร์จิเนีย วูฟ เป็นเฟมินิส์ )
บอกว่างานของ เวอร์จีเนีย อ่านยากมากกก
ดิฉันก็เลย ยังไม่ได้อ่านงานของเธอเสียที

ส่วนประโยคใน suicide note นั้น
ดิฉัน (คิดเอาเองว่า) น่าจะเป็นประโยคที่
Michael Cunningham คนเขียน The Hours
เขียนขึ้นมากกว่า
หนังสือเล่มนี้มีฉบับแปลภาษาไทยด้วยนะคะ
ว่าจะไปหามาเก็บไว้

ฟิลิป กลาส นี่เป็น Contemporary Classical Composer ที่น่าสนใจมากนะคะ กิ๊กเก่าเคยเอาชุด (โอเปร่า ) Einstein on the Beach มาให้ฟัง (นานแล้ว ) หลอนดี มีแทร็คนึง แกนับอย่างเดียวเลย นับเลข อ่ะค่ะ ฟังแล้วหลอนมาก เพราะมันจะทำให้เราคิดว่า จะเกิดอะไรขึ้น นับอยู่นั้นแหล่ะ แกคงจินตนาการว่าถ้าไอน์สไตน ไปเดินอยู่ชายทะเลแล้วจะเป็นยังไงมั้ง

Road Home นี่พูดแล้วก็อายมาก ดิฉันน้ำตาไหลพรากตั้งแต่ฉากเปิดเรื่องคือ ฉากแห่ศพพ่อ ดูจอใหญ่แล้วยิ่งกระชากอารมณ์ และทั้งเรื่องก็น้ำตาไหลตลอด (ไม่ได้ร้องไห้โฮ ) อายคนที่ไปดูด้วยมาก ตั้งแต่นั้นก็ทำให้พาลไม่ค่อยชอบเฮียจาง ทำไมต้องทำหนังบิ้วกันขนาดนี้

อ้าว พึ่งอ่าน นอร์วีเจียนวูด จบเหรอคะเนี่ย หนังสือเล่มนี้ต้องอ่านรวดเดียวจบ อ่านขาดตอนได้อย่างไร ออกจะทำให้หัวใจสลายขนาดนั้น


โดย: grappa วันที่: 26 กรกฎาคม 2548 เวลา:9:44:03 น.  

 
-- ไม่รู้เรื่องโปรแกรมหนังมาราธอนของมูลนิธิหนังไทยเลยครับ แต่ถึงอย่างไรก็คงไปดูไม่ได้อยู่ดีเพราะติดสอบ อย่างไรก็ตามต้องขอขอบคุณพี่แมดเดอลีนมากเลยครับที่นำมาเล่าสู่กันฟัง

*ดูโปรแกรมได้ที่ http://www.thaifilm.com นอกจากนี้มูลนิธิหนังไทยก็จัดฉายหนังสั้นอยู่ทุกวันเสาร์ บริเวณ TK PARKS ชั้น 6 เช็นทรัลเวิล์ดพลาซ่า

** เทศกาลหนังสั้นของมูลนิธิหนังไทยปีนี้จะจัดวันที่ 6-16 ส.ค. ที่ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว (เฮ้อ ไม่รู้จะได้ไปดูบ้างมั้ย)

*** อ่านความคิดของคุณแมดเดอลีนเกี่ยวกับหนังสั้นในเทศกาลหนังมาราธอนได้ที่กระทู้นี้ http://www.bioscopemagazine.com/webboard/index-in.php?id=19753

-- ตอนแรกวันที่ 26 หลังจากสอบเสร็จกะว่าจะไปดู 'เสือร้องไห้' เสียหน่อย แต่เนื่องจากเจอพิษจากข้อสอบ ซึ่งเป็นข้อสอบประเภทเขียนเป็นหน้าๆ แถมตอบไปแล้ว "ไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรลงไป" หรือประมาณ "ไม่รู้ว่าที่เขียนไปมันใช่หรือเปล่า" ก็เลยเซ็งสุดๆ พาลหมดอารมณ์ดูหนังไปเลย

-- สถิติสูงสุดของการเขียนข้อสอบต่อวัน คือเมื่อ ต.ค. 2547 เขียนไปทั้งหมด 22 หน้า จากการสอบสองวิชาในวันเดียวกัน (10 หน้า + 12 หน้า) โชคดีว่าสองวิชานั้นเป็นสองวิชาปิดท้ายของการสอบ เพราะหลังจากผมไม่สามารถจับปากกาได้ไปเกือบ 1 อาทิตย์

-- เพื่อนๆ ที่มหาลัยเกือบทุกคนไม่รู้กันว่า โลกนี้มีหนังไทยที่ชื่อว่า "เสือร้องไห้" หรือ ในปัจจุบันนี้มีหนังเรื่อง "เสือร้องไห้" กำลังเข้าโรงอยู่ พอผมบอกว่า "อยากดู เสือร้องไห้ ว่ะ" พวกมันจะทำหน้างงกันอย่างรุนแรง

-- หนังแผ่นที่ได้ดูช่วงที่ผ่านมา (ไม่ได้ดูหนังโรงเลยครับ)

Far From Heaven (2002, Todd Haynes, A+)
ชอบการใช้สีของหนังเรื่องนี้มากๆ

-- วันที่ 2 ส.ค. กะว่าจะไปดูหนังสั้นเข้ารอบสุดท้ายของงานประกวด FAT FILM 3 ครับ (รู้สึกว่าหนังสั้นของคุณ lakari จะเข้ารอบด้วย - ยินดีด้วยนะครับ) งานจะจัดที่เมเจอร์รัชโยธิน ใครอยากไปต้องโทรไปขอบัตรที่ Fat Radio นะครับ อย่างไรก็ตาม ใครที่พลาดก็ไม่ต้องเสียใจไป เพราะโดยปกติทาง Fat Radio จะทำ VCD รวมหนังรอบสุดท้ายออกมาขายอยู่แล้ว โดยมักจะวางขายในงาน Fat Festival

-- ได้ซื้อ VCD รวมหนังสั้นของ FAT FILM 1 และ 2 มาด้วย (แต่ปัจจุบันไม่รู้ว่าหายไปไหนแล้ว) หนังสั้นที่ชอบมากๆ ก็คือ

1. เวตาล (A+++++)

(ขออภัย จำชื่อผกก.ไม่ได้ รู้สึกว่าหนังจะได้รางวัลชนะเลิศจาก Fat Film 1 นะครับ)

หนังเรื่องนี้ว่าถึงความ 'ไร้ตรรกะ' ของ
อพาร์ตเมนท์แห่งหนึ่ง โดยชายคนหนึ่งพยายามจะขึ้นลิฟท์ไปยังห้องของเขา แต่ลิฟท์ก็เปิดมาที่ชั้น 13 ทุกครั้งไป และเมื่อเขาออกจากลิฟต์มาใช้บันไดแทน ไม่ว่าจะวิ่งขึ้นหรือวิ่งลง มันก็ไม่โผล่ที่ชั้น 13 ทุกครั้งไป

ดูหนังเรื่องนี้นานแล้ว จำตอนจบไม่ค่อยได้นัก แต่จำได้ว่าเพลงปิดท้ายของหนังสั้นเรื่องนี้จะเป้นเพลง เวตาล ของวงโมเดิร์นด็อก (ซึ่งเป็นเพลงที่หลอนและสติแตกมากๆ) จึงทำให้หนังเรื่องนี้ทวีความลึกลับ น่ากลัว และหลอกหลอน อย่างรุนแรง

จำได้อีกอย่างว่า ตอนที่ดูหนังเรื่องนี้ รู้สึก 'กลัว' มากๆ

2. ขุนกระบี่ (A-) (Fat Film 1)

3. ขุนกระบี่ ภาค 4 (A+) (Fat Film 2)

ชอบหนังสั้นของหนังชุดนี้มากๆ แต่ไม่ค่อยประทับใจเวอร์ชันหนังใหญ่ของหนังเรื่องนี้นัก (ขุนกระบี่ ผีระบาด (C+))

4. Happy New Year (A+) (Fat Film 2)
หนังเรื่องนี้เล่าถึงเด็กหญิงคนหนึ่งที่รอให้คุณพ่อกลับบ้านในวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ส่วนแม่ของเด็กน้อยก็ดูจะไม่ค่อยใส่ใจเธอนัก

จำเรื่องราวของหนังไม่ได้แล้ว แต่ชอบภาพของหนังเรื่องนี้ โดยภาพในหนังเรื่องนี้จะมีสองแบบใหญ่ๆ ก็คือ ฉากในคอนโดที่เด็กน้อยคนนี้นั่งๆ นอนๆ รอคุณพ่ออยู่ และฉากข้างนอกที่เป็นกรุงเทพกับผู้คนในวันส่งท้ายปีเก่า

รู้สึกว่าอารมณ์ของหนังเรื่องนี้คล้ายๆหนังของหว่องกาไว เหมือนกัน

ฉากของหนังสั้นเรื่องนี้ที่ชอบมากๆ ก็คือ ตอนที่เด็กน้อยมองไปที่ทีวี ซึ่งฉายภาพบรรดาคนที่ไปชุมนุมกันเพื่อรอเค้าท์ดาวน์ปีใหม่

จริงๆ มีหนังสั้นอีกหลายเรื่องที่ผมชอบจาก VCD Fat Film ทั้ง 2 แผ่นนี้ แต่เนื่องจากจำชื่อเรื่องและเรื่องราวของมันไม่ได้แล้ว แถมตัวแผ่นก็หายไปไหนแล้วไม่รู้

-- ผมเหลือสอบอีกตัวเดียววันที่ 29 นี้ ผ่านวันศุกร์นี้ไปชีวิตก็หมดเวรหมดกรรมซะทีครับ แต่คงต้องตามเก็บหนังในโรงจนเหนื่อยเลยล่ะ เฮ้อ...

-- วันที่ 3 ส.ค. นี้ บรรดาผู้กำกับและดาราจากหนังเรื่อง INITIAL D จะมาโชวืตัวที่เมเจอร์รัชโยธิน ตอนแรกก็อยากไปเหมือนกัน เพราะอยากเจอตัวเป็นๆของน้อง Anne Suzuki มากๆ เพราะดูในตัวอย่างหนังแล้ว เธอดูสวยขึ้นมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ จากตอนที่เล่น Hana & Alice (2004, ชุนจิ อิวาอิ, A) ซึ่งตอนนั้นเธอดูอ้วนๆ และจิตๆ ยังไงไม่รู้ ส่วนในหนังเรื่อง INITIAL D มีฉากที่เธอใส่ชุดว่ายน้ำด้วย (เย้)

แต่ก็คิดจะถอยทัพไม่ไปงานนี้แล้ว เพราะผู้คนคงเป็นแสนเป้นล้าน เนื่องจากตัวของเจย์ โจว และเฉินกวนซี มีแฟนคลับในเมืองไทยเยอะอยู่พอสมควรที่เดียว อีกอย่างที่กลัวคือ กลัวหูแตก จากเสียงกรี๊ดกร๊าดของบรรดาแฟนคลับ

อ้อ อีกอย่างที่ต้องรอดูคือ งานนี้ พีท ทองเจือ จะมาอีกมั้ย เห็น drift รถโชว์บ่อยมาก จนคนเขาเข้าใจผิดนึกว่าแกเป็นพระเอกหนังเรื่องนี้แล้ว

**Jay Chou**
รู้สึกชอบ เจย์ โจว อยู่ประมาณหนึ่งทีเดียว เพราะเคยฟังอัลบั้ม 4 ชุดแรกของเขา ซึ่งก็เพราะใช้ได้ทีเดียว รู้สึกว่าเขาทำได้ดีทั้งเพลงแร็ฟมันๆ และเพลงช้าซึ้งๆ อีกอย่างก็คือ ได้ดูคอนเสิร์ตของเขาในเมืองไทยด้วย ซึ่งประทับใจมากๆกับการเล่นเปียโนของเขา

คิดว่าเจย์ โจว เป็นคนที่มีแนวคิดต่อต้านสงครามอยู่มากทีเดียว โดยในคอนเสิร์ตของเขามักจะมีโชว์ของเพลง The Last Battle อยู่เสมอ ซึ่งเวลาเล่นเพลงนี้ในคอนเสิร์ตเจย์ โจว และแดนเซอร์จะแต่งชุดเป็นทหารแล้วก็โดนยิงตายไปทีละคนๆ (ยกเว้น เจย์ โจว ที่จะไม่ตาย เพราะถ้าเขาตายแล้วใครจะร้องเพลงล่ะ) ตอนโดยจบของโชว์ใน เมื่อจบเพลงท่อนสุดท้าย จะมีเสียงระเบิด พร้อมกับเอฟเฟต์ตูมตามอลังการ (แต่ตอนมาเล่นที่เมืองไทยรู้สึกว่าระเบิดจะดูกิ๊กก๊อกกว่าตอนที่เล่นที่เมืองจีน หรือไต้หวันเยอะทีเดียว ประมาณว่าเป็นระเบิด OTOP)

อัลบั้มของเจย์ โจว ทั้ง 5 ชุดมีขายในเมืองไทยโดยค่าย BMG (ตอนนี้รวมกับ SONY ไปแล้วเรียบร้อย)

เพลงของเจย์ โจว ที่ผมชอบมากๆ คือเพลง Counter Clockwise เพลงนี้เป็นแทร็กสุดท้าย อยู่ในชุดแรก เพลงนี้ไม่ได้ตัดออกมาเป็น single จึงเป็นเพลงที่ถูกลืมและน้อยคนที่จะจำมันได้

เกร็ดเกี่ยวกับ Jay Chou เท่าที่นึกออก
1. แต่งเนื้อร้องเอง แต่งทำนองเอง
2. เล่นเครื่องดนตรีได้หลายชนิดมาก เช่น เปียโน เชลโล่ ไวโอลิน ฯลฯ
3. พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ (แต่ใครสนล่ะ?)
4. อัลบั้มชุดที่ 4 ของเจย์ โจว ชื่อว่า Ye Hui Mei เป็นชื่อแม่ของเขาเอง (นายแน่มาก)
5. เจย์ โจว เคยมาเมืองไทยแล้วประมาณ 3 รอบ (โชว์ตัว / เล่นคอนเสิร์ต / โปรโมทมือถือ Panasonic)
6. เจย์ โจว เคยถ่ายแบบคู่กับ พอลล่า เทย์เลอร์ด้วย
7. หนังฮ่องกงเรื่อง Hidden Track (เพลงรักเพรียกหาเจย์โชว์) เคยมาฉายในบ้านเรา โดยโปสเตอร์โฆษณารูปของเจย์ โจวใหญ่เต็มจอ แต่จริงๆในหนังเขาปรากฏตัวเป็นเพียงแค่ตุ๊กตาและภาพบนปกวีซีดี
8. เจย์ โจว เรียนไม่เก่ง
9. ไม่หล่อมาก ดูเหมือนขี้เก๊ก แต่จริงๆแล้วเขาขี้อายมากๆ (อันนี้ขอรับรอง เพราะพิสูจน์ด้วยตัวเองมาแล้ว)

**เฉินกวนซี**
ตอนได้ดู Infernal Affairs 2 (A+) ก็ยังรู้สึกเฉยๆ กับเฉินกวนซี แต่รู้สึกเริ่มสนใจเขาตอนที่ได้ดูตอนที่เขาเป็นพิธีกรในรายการของ MTV นายคนนี้มีลีลา (ลีลาจัดรายการนะจ๊ะ อย่าคิดไกล) ที่กวนและยียวนบาทามากๆ

อีกเรื่องที่ทำให้เฉินกวนซี ดังขึ้นมาก็คือ กรณีรูปนู้ดฉาวของเขา ที่เจ้าตัวถ่ายไว้เล่นๆ แล้วส่งให้เพื่อนดู แต่ดันหลุดออกมา (เป็นบุญตา) สู่สาธารณชนจนได้ (เอ๊ะ เรื่องนี้ฟังดูคุ้นๆ เหมือนดาราไทยบางคน)

ยังไม่เคยดูภาพดังกล่าวแต่อย่างใด ตอนนี้ดูภาพของ นักมวย โอ๋-ศิริมงคลกันไปก่อนละกัน (โอ น่าสงสารนักมวยแชมป์โลกต่อยคนทีเดียวคว่ำ ถูกหลอกไปถ่าย อืม น่าเชื่อมากค่า...)


โดย: merveillesxx วันที่: 27 กรกฎาคม 2548 เวลา:19:13:37 น.  

 
หนังที่เข้าโรงในสัปดาห์นี้ (28 ก.ค.)

** = merveillesxx's RECOMMEND

28 ก.ค.

**วัยอลวน 4 : ตั้ม-โอ๋ รีเทิร์น (Tum-Oh Return) / GTH & Five Star (2005, ฤทัยวรรณ วงศ์สิรสวัสดิ์, ไทย)

**Crash (คน...ผวา) / Box Office (2004, Paul Haggis, อเมริกา) 113 min

**Dreamship Surprise - Period 1 (โอ้พระเจ้าจอร์จ ยำสะเด็ดสตาร์วอร์ส แกล้มสตาร์เทร็ค) / Logo Film (2004, Michael Herbig, เยอรมัน) 87 min
หนังเรื่องนี้คือการล้อเลียนหนังตระกูล สตาร์วอร์ส และสตาร์เทร็คขนานใหญ่
หนังฉายที่: EGV (บางแค, ปิ่นเกล้า, รังสิต, ซีคอน) / Major (นนทบุรี, รังสิต)

Herbie: Fully Loaded (เฮอร์บี้ รถมหาสนุก) / Buena Vista Int'l (2005, Angela Robinson, อเมริกา) 101 min

Romasanta: The Werewolf Hunt (คนหอน ล่า 13 ศพ) / Mongkol Major (2004, Francisco Plaza, สเปน) 90 min
หนังสยองขวัญเกี่ยวกับมนุษย์หมาป่าและฆาตกรต่อเนื่อง
หนังฉายที่: EGV (ปิ่นเกล้า, ซีคอน) / Major (นนทบุรี, รังสิต) / SF (MBK, บางกะปิ, ลาดพร้าว, เอ็มโพเรียม)


เซ็งมากเลยครับ ยังไม่ได้ดู "เสือร้องไห้" เลย แต่ดูเหมือนว่าหนังจะถูกถอดโปรแกรมไปแล้ว เช็คๆดูแล้ว สัปดาห์หน้า (28 ก.ค. เป็นต้นไป) จะเหลือฉายที่ เมเจอร์รังสิต รอบ 12.00 อดดูแน่นอนแล้วอีกหนึ่งเรื่อง ...เฮ้อ เศร้าใจ


โดย: merveillesxx วันที่: 27 กรกฎาคม 2548 เวลา:21:19:02 น.  

 
28 ก.ค. 2548 โปรแกรมหนัง "รีเทิร์น"

"ที ตั้มกับโอ๋ ยังรีเทิร์นได้ แล้วทำไมหนังในโครงการ Little Big Film Project 9 กับ Close Up at House จะรีเทิร์นบ้างไม่ได้ล่ะ"

**ลิโด้**
ตั้งแต่ 28 ก.ค. ไป โปรแกรม Little Big Film Project 9 ทั้ง 5 เรื่อง จะถูกวนกลับมาฉายใหม่ ตรมเวลาดังนี้

หมายเหตุ - รอบฉาย ในวงเล็บ ( ) หมายถึงมีเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์

Electric Shadow 12.00
City of God 14.00 18.00
A Snake of June 16.30
Mysterious Skin (10.00) 20.45
Somersault (10.00) 12:00 14:00 16:30 18:30 20:30

------------------------------

ความคิดเห็นของผมต่อหนังในโครงการ Little Big Film Project

1. Mysterious Skin (A+)
นี่คือหนังที่โดนใจผมมากในปีนี้ และติดโผ 10 อันดับหนังในดวงใจแน่นอน หนังพูดถึงอดีต ความเจ็บปวด การเยียวยาจิตใจ ได้อย่างลึกซึ้งและรวดร้าว เพลงประกอบของหนังเรื่องนี้ลองล่อยและซึมลึกไปถึงข้างใน ที่สำคัญพระเอกหนังเรื่องนี้หล่อมากๆ

ใครที่พลาดไปแล้ว ห้ามพลาดอีกเด็ดขาด ไม่งั้นโกรธกันจริงๆด้วย (ส่วนตัวผมถ้าว่างๆ กะจะไปซ้ำอีกเป็นรอบที่ 3) ดูหนังเรื่องนี้น้ำตาไหลตอนจบ และอยากไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับตัวละครทั้งสองในเรื่อง

นี่คือหนัง 'เกย์' โดยผู้กำกับ 'เกย์' เกร็ก อารากิ ผกก.ที่ได้ชื่อว่าเจ้าพ่อแห่ง New Queer Cinema

**อ่านเรื่องสัญลักษณ์ในหนังเรื่องนี้ได้ใน Symbolic Corner ใน BIOSCOPE ฉบับที่ 43

2. Electric Shadow (A)
หนังที่เปรียบเสมือนจดหมายรักถึงหนัง ตามชื่อไทยของมันว่า "จดหมายรัก 24 เฟรม" หนังเรื่องนี้เสมือนเป็นความสุขของคนที่รักหนัง อีกทั้งหนังยังพูดถึงประเด็นความรักในครอบครัว และวัยเยาว์ได้อย่างสวยงาม ตอนดูหนังน้ำตาซึมอยู่หลายรอบทีเดียว

3. A Snake of June (A+)
หนังที่ขึ้นชื่อว่าเพี้ยนน้อยที่สุดแล้วของ ผกก.คัลต์ชาวญี่ปุ่น ชินยะ ทสึกาโมโต้ หนังให้อารมณ์ที่หลากหลาย ทั้งโรแมนติก โรแมนติก เศร้าสุดหลอน เพี้ยนสุดกู่ ฯลฯ แถมยังมีสัญลักษณ์ให้ดูกันสนุกๆอีกด้วย นี่เป็นหนังอีกเรื่องที่ผมอยากไปดูซ้ำอีกรอบ

**อ่านเรื่องสัญลักษณ์ในหนังเรื่องนี้ได้ใน Symbolic Corner ใน BIOSCOPE ฉบับที่ 44

4. City of God (A+)
สุดยอดของการเขียนบท การเล่าเรื่อง การตัดต่อ และอีกมากมาย รับประกันโดยรางวัลยาวเป็นหางว่าว เหมาะสำหรับเป็นกรณีศึกษาชั้นดี

5. Somersualt (ยังไม่ได้ดูง่ะ)
อีกร่ำลือมาว่าหนังดีมาก และกระทบทางอารมณ์อย่างรุนแรง

สรุปแล้ว ไม่ควรพลาดสักเรื่อง น้อง mer ขอบอก...


โดย: merveillesxx วันที่: 27 กรกฎาคม 2548 เวลา:22:20:07 น.  

 
**House**

"เนื่องจากมีเสียงเรียกร้องจากผู้ชมจำนวนมากว่าดู The Mirror และ Turtles Can Fly ไม่ทัน เสียงเรียกร้องนั้นมีพลังมากๆครับ เพราะโรงภาพยนตร์ house เราเห็นว่าลูกค้าสำคัญที่สุดครับ

The Mirror และ Turtles Can Fly จะกลับมาฉายให้ชมกันอีกครั้งในระหว่างวันที่ 28 กรกฎาคม - 3 สิงหาคม 2548 โอกาสดีๆแบบนี้หาไม่ได้อีกแล้วครับ (ใครที่เรียกร้องไว้ก็อย่าลืมมาดูนะครับ) บัตรราคา 100 บาท เช่นเดิม ติดตามโปรแกรมฉายได้เร็วๆนี้"

เช็ครอบฉายได้ที่
http://www.houserama.com/showtime/index.php

-------------------------------

ความเห็นต่อหนังในโครงการ Close Up at House

1. The Mirror (B+)
หนังเรื่องนี้มีจุดพลิกผันที่หักมุมอย่างรุนแรง และนี่คือหนังตบหน้าคนดูอย่างแท้จริง

2. Turtles Can Fly (A-)
ชีวิตของเด็กที่ตกอยู่ในห้วงภาวะสงคราม

3. Waiting fot the Clouds (A-)
หนังที่พูดถึงการรอคอยได้อย่างเรียบง่ายและงดงาม ภาพของหนังเรื่องนี้สวยมากๆ

ส่วนหนังปิดท้ายโปรแกรมอย่าง 'ผีเสื้อและดอกไม้' จะเข้าฉายวันที่ 4 ส.ค.

------------------------------------------

ข่าวสารจากโรงหนัง House

เสาร์สโมสร ครั้งที่ 1

โรงภาพยนตร์ house ร่วมกับ Channel V ยินดีเสนอ "เสาร์สโมสร" สโมสรสำหรับคนรักหนังทั้งหลายที่จะได้มาร่วมกันโหวตร่วมชมภาพยนตร์ชั้นดีแน่นคุณภาพ ซึ่งจะมีประจำทุกวันเสาร์ (เกือบทุกเดือน)

โดยกิจกรรมเสาร์สโมสรจะเป็นการให้สมาชิก house และ V Club เท่านั้นที่สนใจสามารถร่วมกันโหวตเลือกหนังที่จะนำมาฉายให้ชมกัน ซึ่ง เสาร์สโมสร ครั้งที่1 จะมีภาพยนตร์ให้เลือกทั้งหมด 5 เรื่องประกอบด้วย

1. Naqoyqatsi สารคดีภาพประกอบดนตรีที่เลื่องชื่อที่สุดของโลกก็ว่าได้
2. Spring Time in a Small Town ภาพยนตร์จีนที่ได้รับคำชื่นชมจากนักวิจารณ์ทั่วโลก
3. The Million Dollar Hotel หนังเล็กๆที่ทำให้คุณรู้จัก Liv Tyler
4. Audition นี่คือหนังญี่ปุ่นโรคจิตสไตล์ มิอิเกะ ที่ไม่ได้หาชมกันแบบโรงภาพยนตร์ได้ง่ายๆ
5. A Simple Plan ใครไม่รู้จักผู้กำกับ Sam Raimi ต้องดูหนังเรื่องนี้สุดยอดจริงๆ

สำหรับสมาชิก house สามารถร่วมกันโหวตลงคะแนนเลือกหนังได้ที่หน้าโรงภาพยนตร์ house ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม - 11 สิงหาคม แล้วจะประกาศผลการลงคะแนนจากทั้งทาง house และ Channel V ในวันที่ 12 สิงหาคม แล้วไปร่วมชมหนังที่ชนะจากการคัดเลือกในวันเสาร์ที่ 20 สิงหาคม
(กติการ่วมชมจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง)

หนัง 5 เรื่องที่ว่ามา ผมเคยดู 3 เรื่องครับ

1. Naqoyqatsi (A+)
ก่อนหน้า Birth of the Seanema ก็มีหนังเรื่องนี้แหละที่ 'เปิดขยายจินตนาการ' อย่างแท้จริง หนังมีภาพที่น่าประทับใจมากมาย และดนตรีประกอบแบบมินิมอลลิสต์ ฝีมือของ ฟิลิป กลาสก็สุดยอดมาก (หนังเคยฉายใน Little Big Film 7: Rhythm on Films)

2. Spring Time in a Small Town (A-)
งานของผกก.จีนรุ่นที่ 5 เถียงจวงจวง หลังจากถูกแบนไป 9 ปีเต็ม หนังถ่ายทอดความรักสามเส้าในแบบของผู้ใหญ่ได้อย่างงดงาม (หนังเคยฉายใน Little Big Film 8: Love Infinity)


3. Auidtion (A-)
หนังโรคจิต (หรือหนังเฟมินิสต์?) ในแบบของ ทาคาชิ มิอิเกะ 15 นาทีสุดท้ายของหนังทำให้ผมอยากตาย (หนังเคยมาฉายที่ลิโด้)


โดย: merveillesxx วันที่: 27 กรกฎาคม 2548 เวลา:22:35:47 น.  

 
ขอแอ็ดบล็อคนะคับ


โดย: keano (jonykeano ) วันที่: 28 กรกฎาคม 2548 เวลา:23:37:30 น.  

 
25,999 เลขสวย
ไม่ทราบว่าคุณดู Somersault รึยัง หนังดีมากครับ..


โดย: Mint@da{-"-} วันที่: 30 กรกฎาคม 2548 เวลา:3:59:19 น.  

 
คุณ merveillesxx ชอบฉากเดียวกันใน The Hours เหมือนผมเลย

คุณ merveillesxx เรียนอยู่ที่ไหนอ่ะครับ เหะๆ


โดย: Criterion IP: 58.147.19.40 วันที่: 31 กรกฎาคม 2548 เวลา:22:55:30 น.  

 
คลิกดู profile ได้เลยจ้ะ


โดย: merveillesxx วันที่: 31 กรกฎาคม 2548 เวลา:23:47:04 น.  

 
ส่งงานเสร็จเรียบร้อย เย้ๆ มีเวลาเข้าเน็ตซะที

รายชื่อหนังรีเทิร์น...ไม่มี be with you ง่ะ
หรือไม่ได้อยู่ในprojectหว่า.....

เสียใจสุดซึ่งที่มะได้ดู


โดย: new ^_^ new IP: 58.10.19.52 วันที่: 2 สิงหาคม 2548 เวลา:21:26:19 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
merveillesxx
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 18 คน [?]




สำส่อนทางการดูหนัง ฟังเพลงและเสพวรรณกรรม
Friends' blogs
[Add merveillesxx's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.