http://twitter.com/merveillesxx และ http://www.facebook.com/merpage
Group Blog
 
<<
มีนาคม 2552
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
20 มีนาคม 2552
 
All Blogs
 
Dystopian Love Song + Romeo & Juliet for Facebook Generation

by merveillesxx



Dystopian Love Song

อย่างที่เคยบอกบ่อยๆ ว่าผมมีปัญหาอย่างหนึ่งในการฟังเพลงไทยคือ เนื้อเพลงมัน 'ชัด' เกินไป เพลงกระแสหลักบ้านเราค่อนข้างมีเนื้อหาตรงไปตรงมา บางทีก็ออกจะฟูมฟาย หลายเพลงฟังแล้วขนลุก (แน่นอนไม่ใช่ในทางที่ดี)

วันก่อนไปร่วมงานฟิ้วแคมป์ ธีมมิวสิกวิดีโอ คุณเอี่ยว a day (ผู้เคยช็อคคนดูด้วยการฉายเอ็มวีจอดำล้วนๆ ตลอด 5 นาที) นำผลงานชิ้นใหม่มาฉาย เป็นเอ็มวีเพลง 'สิ่งเหล่านี้' ของ Greasy Cafe

ตัวงานทำอย่างง่ายๆ ด้วยการวาดการ์ตูนใส่สมุด ช่วงแรกเป็นเรื่องความรักแสนโรแมนติกของหนุ่มสาว ช่วงครึ่งหลังเป็นการย้อนทำลายภาพฝันทั้งหมดอย่างไม่เหลือชิ้นดี ...ซึ่งมันก็เข้ากันดียิ่งกับโครงสร้างของเพลง

Greasy Cafe เป็นศิลปินที่ผมเริ่มสนใจ ตั้งแต่เพลง 'พบ' ในอัลบั้ม Smallroom 002 (อัลบั้มในตำนานสำหรับกระแสอินดี้ระลอกสอง) พอเขาออกอัลบั้มเต็มมาผมก็ว่าจะซื้ออยู่หลายที แต่ก็ผลัดมาเรื่อย

ผมเดินตามหาอัลบั้มของ Greasy Cafe ทั่วทั้งสยาม เป็นเรื่องเหลือเื่ชื่อว่าไม่มีร้านไหนมีแผ่นเหลืออยู่เลย (ผมลงทุนไปร้านเจดีย์สยามด้วยนะ) แม้แต่ร้าน Gram หรือ B2S ก็ไม่มี คิดแล้วน่ากลัวมากๆ เลยว่า อัลบั้มที่ออกมาแค่เมื่อปีที่แล้วหายากขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย วงจรอัลบั้มเพลงนี่มันแสนสั้นจริงๆ

โชคดีว่าไม่ต้องถ่อไปถึงออฟฟิศ Smallroom ที่เอกมัย ในที่สุดผมไปได้อัลบั้มชุดนี้จาก B2S เซ็นทรัลชิดลม (เหลือวางอยู่แผ่นเดียว) เอี่ยวเคยเตือนผมไว้ว่าระวังจะผิดหวัง เพราะอุตส่าห์ตามหาเสียขนาดนี้ ซึ่งก็จริงอย่างที่มันว่าแหละ ทั้งอัลบั้มชอบสุดๆ ก็แค่เพลงนี้เพลงเดียว (ฮา)

ที่จริงเพลงอื่นๆ ในอัลบั้มผมว่าก็โอเคครับ แต่เพลง 'สิ่งเหล่านี้' (ซึ่งเป็นแทร็คสุดท้ายของอัลบั้ม) มันมีหลายอย่างที่น่าสนใจและโดนใจผมมาก

อันดับแรกไปฟังเพลง + พร้อมอ่านเนื้อกัน (ตัวเน้นคือท่อนที่ผมชอบเป็นพิเศษ)




Greasy Cafe - สิ่งเหล่านี้

เธอเคยเชื่อไหม เราต่างเกิดมาเพื่อใครคนหนึ่ง
ทุกคืนวันจะมีชีวิตเพื่อกันและกัน
เธอจะรักเขาแบบที่ไม่เคยมีใครทำได้
และจะยังรักแม้วันที่เขา...สลายไป

เคยได้ยินเรื่องพรหมลิขิตบ้างไหม
ว่าเธออาจต้องเดินทางที่ไกลแสนไกลเพื่อใคร...คนหนึ่ง
เธอกับเขาจะแบ่งปันอากาศ...หายใจ และจะใช้ทุกวินาทีร่วมกัน

ไม่ใช่แค่เธอ ไม่ใช่แค่เขา มีอีกหลายคนเชื่อในสิ่งเหล่านี้
ที่เธอกับเขาและอีกมากมาย เรียกว่า ความรัก
ที่ช่วยเคลื่อนโลกใบนี้ หมุนไป ทำให้ยังคงหมุนไป
เธอจะรักเขาจนหมดลมหายใจ
และจะยังรักแม้โลกจะหยุดหมุนไป

แต่ไม่ใช่ฉัน ไม่ใช่ฉัน
แต่ไม่ใช่ฉัน ไม่ใช่แค่ฉัน
ที่เชื่อว่าดวงดาวจะมีอยู่เต็มฟ้าทุกคืน
แต่เราต่างเกิดมา เพื่อให้คนคนหนึ่ง ทำร้ายและกลืนชีวิตเราไป

ไม่ใช่แค่เธอ หากยังมีฉัน
ที่เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงความฝัน
และจะไม่มีวันที่ฉันจะยอมเผลอใจ อ่อนไหวไปกับสิ่งเหล่านี้


สิ่งเหล่านี้ สิ่งเหล่านี้ ที่เรียกว่า ความรัก
สิ่งเหล่านี้ สิ่งเหล่านี้



อย่างที่เห็นว่าเพลงนี้แบ่งเป็นสองส่วนอย่างชัดเจน ครึ่งแรกก็ดูเป็นเหมือนเพลงรักเลี่ยนๆ ทั่วไป พูดถึงความรักที่เป็นอุดมคติมากๆ ส่วนครึ่งหลัง (ตั้งแต่ท่อนที่ร้องว่า "แต่ไม่ใช่ฉัน" เป็นต้นไป) คือการหักล้างสิ่งที่พูดมาทั้งหมด นอกจากนั้นดนตรีในพาร์ตหลังก็เปลี่ยนไปด้วย มีเสียงดนตรีที่หนักแน่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ปกติมักชอบคนที่แต่งเพลงแบบ 'ไม่ร้องอะไรซ้ำๆ' อยู่แล้ว (โครงสร้างเพลงโดยปกติก็คือ ท่อนลีดส์ / ท่อนพรีคอรัส / คอรัส / บริดจ์ / คอรัส / คอรัส หรือไม่ได้หนีจากนี้นัก) แถมเพลงนี้ยังเล่นคำ-แก้คำได้สวยงามเหลือเกิน ก็เลยยิ่งชอบไปใหญ่

แปลกใจเหมือนกันที่เขาไม่ตัดเพลงนี้เป็นซิงเกิ้ลโปรโมต (อาจจเพราะเพลงยาว 6 นาที) เดาเอาเล่นๆ ว่านี่น่าจะเป็นเพลงที่มีความหมายพิเศษต่อตัวศิลปิน ก็ถึงขนาดเอามาตั้งเป็นชื่ออัลบั้ม

รู้สึกอย่างหนึ่งคือ ถ้าเปรียบเพลงนี้เป็นคนๆ หนึ่ง (สมมติว่าเป้นผู้ชาย) ก็คงคล้ายกับคนทั่วๆ ไปที่ตอนแรกก็เชื่อในเรื่องประเภทนี้มากๆ แล้วพอใช้ชีวิตไปความเชื่อมันก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ

ตอนงานฟิ้วแคมป์น้องไอซ์ (กองบก.นิตยสารฟิ้ว) ถามเอี่ยวได้น่าสนใจดีว่า "พี่เชื่อครึ่งแรกหรือครึ่งหลังของเพลง" เป็นคำถามที่ตอบยากทีเดียว แต่ชวนคิด

ส่วนตัวแล้วคิดว่าความเชื่อของคนเราน่าจะกลับไปกลับมาระหว่างครึ่งแรก/ครึ่งหลังของเพลงนี้นั่นแหละ






Romeo & Juliet for Facebook Generation

ถัดมาไม่กี่วันหลังจากอินจัดกับเพลงข้างบน ก็ไปเปิดช่อง [V] แล้วเจอเอ็มวีของน้องคนนี้เข้าให้ จริงๆ เธอชื่อว่า Taylor Swift แต่ขอเรียกเธอว่า 'น้องสวย' แล้วกัน

เอ็มวีที่ได้ดูคือเพลง Love Story ขึ้นต้นมา 10 วินาที ก็แบบ...อี๋ เพลงป็อปโง่ๆ อีกแหง แต่ดูไปดูมา เฮ้ย มีอะไรน่าสนใจอยู่เหมือนกัน เช่น เอ็มวีมันแร่ดดี มันเต้นรำอะไรกัีนอลังการ แถมในเนื้อเพลงยังมีการเอา Romeo + Juliet มาใส่ด้วย เอ้อ น่าสนๆ

จากนั้นเลยไปถามความรู้จากคุณไกรวุฒิ (ฝ่ายวิชาการนิตยสาร BIOSCOPE + เจ้าแม่เพลงผู้หญิง) เลยได้ความว่าตัวกูหนอนี่ช่างเชยระเบิดเสียจริง เพราะน้องสวยคนนี้แกดังมากกกกกกกกกกกที่อเมริกา (อัลบั้ม Fearless ของเธอขึ้นอันดับหนึ่งบิลบอร์ดชาร์ต 8 สัปดาห์!!) แต่จริงๆ ก็ไม่แปลกเท่าไร เพราะปกติผมไม่ค่อยจะยุ่งกับเพลงโซนนี้นัก

สืบเนื่องจากการคุยกับคุณไกรวุฒิ + การค้นข้อมูลด้วยตัวเองก็เลยรู้ว่า เธอเป็นอารมณ์ singer-songwriter รุ่นเยาว์ แนวเพลงก็ประมาณ ป็อป + คันทรี่นิดๆ แต่แกก็บอกว่าเนื้อหาเพลงอาจจะเด็กเสียหน่อยสำหรับคนรุ่นเรา (ก็เธอเพิ่งอายุ 19 เองนินา)

ผมชอบที่เธอแต่งเพลงเอง ว่าไปแล้วที่เมืองนอกเนี่ย ศิลปินเพลงป็อปไม่ว่าเพลงจะติงต๊อง ปัญญาอ่อน ขนาดไหนเนี่ย เขาก็ยังพยายามพรีเซนต์นะว่าตัวนักร้องแต่้งเพลงเอง ขนาด Leah Dizon ยังแต่งเนื้อเพลงเองเลย (ส่วนนักน้องไทยก็...เฮ้อ)

อย่างเพลง Love Story นี่ก็ไม่ธรรมดา ว่าแล้วลองไปดูเอ็มวี + อ่านเนื้อเพลงกัน




We were both young when I first saw you.
I close my eyes and the flashback starts:
I'm standing there on a balcony in summer air.

See the lights, see the party, the ball gowns.
See you make your way through the crowd
and say hello;

Little did I know
That you were Romeo; you were throwing pebbles,
And my daddy said, "Stay away from Juliet."
And I was crying on the staircase,
begging you, 'Please, don't go.'

* And I said,
"Romeo, take me somewhere we can be alone.
I'll be waiting; all there's left to do is run.
You'll be the prince and I'll be the princess
It's a love story - baby just say 'Yes.'

So I sneak out to the garden to see you.
We keep quiet 'cause we're dead if they knew.
So close your eyes; escape this town for a little while.
'Cause you were Romeo, I was a scarlet letter,
And my daddy said "Stay away from Juliet,"
But you were everything to me; I was begging you, 'Please, don't go,'

( * )

Romeo save me; they're tryin' to tell me how to feel.
This love is difficult, but it's real.
Don't be afraid; we'll make it out of this mess.
It's a love story - baby just say 'Yes.'

Oh.

I got tired of waiting,
Wondering if you were ever comin' around.
My faith in you was fading
When I met you on the outskirts of town.

And I said,
"Romeo save me - I've been feeling so alone.
I keep waiting for you but you never come.
Is this in my head? I don't know what to think-"

He knelt to the ground and pulled out a ring and said,
"Marry me, Juliet. you'll never have to be alone.
I love you and that's all I really know.
I talked to your dad, go pick out a white dress;
It's a love story - baby just say 'Yes.'

Oh, oh.

We were both young when I first saw you..


สิ่งที่ชอบในเพลงนี้คือการเอาคอนเซ็ปต์ Romeo + Juliet มาเล่น คือในเนื้อเพลงมันจะบอกว่าพ่อฝ่ายหญิงขัดขวางฝ่ายชาย ซึ่งมันก็พ้องกับเรื่องของโรมิโอ/จูเลียต (ตระกูลคาปุเล็ต VS ตระกูลมอนตาคิว)

จริงๆ มันก็ดูเป็นเพลงรักวัยรุ่นทั่วไปแหละ อย่างเพลงนี้มันฟีลของเด็กอายุ 13-17 มากๆ เลย แต่มันก็คือเรื่องจริงนะ สมัย ม.ต้น ม.ปลาย พ่อแม่หลายๆ คนก็มักไม่สบายที่ลูกมีแฟน มีความรัก (ขนาดแม่ผมเองค่อนข้างโมเดิร์นแล้ว ยังชอบพูดบ่อยๆ ว่า "มีรักในวัยเรียนเหมือนจุดเทียนกลางพายุ" 555)

ซึ่งในเพลงมันก็มีหลา่ยท่อนเลยมีพูดถึงการครอบงำของผู้ใหญ่ เช่น So I sneak out to the garden to see you. / We keep quiet 'cause we're dead if they knew. แต่ท่อนที่ผมชอบมากคือ Romeo save me; they're tryin' to tell me how to feel. อันนี้ไม่ใช่แค่เรื่องความรักหรอก มันรวมถึงตอนเลือกสายศิลป์สายวิทย์ หรือตอนเลือกคณะเอนท์ด้วย

ตอนฟังเพลงนี้ครั้งแรกจะติดใจอยู่หน่อยตรงทีู่ผู้้หญิงในเรื่องดู passive มากๆ (ก็เธอเป็นเจ้าหญิงบนหอคอยที่รอแฟนมาช่วย) แต่พอฟังดีๆ ก็เลยสังเกตท่อนปิดท้ายที่ร้องเบาๆ ว่า We were both young when I first saw you.. เลยเพิ่งเก็ทว่า เฮ้ย เพลงนี้มันเป็น past tense นี่นา ซึ่งจริงๆ เขาร้องไว้ตั้งแต่ท่อนแรกแล้วว่า I close my eyes and the flashback starts

สรุปแล้ว Love Story ก็เป็นเพลงของเด็กอายุ 18-19 ที่รำลึกถึงความรักที่จากไปแล้วนั่นเอง (เศร้าจัง)

แล้วซิงเกิ้ลถัดมาอย่างเพลง White Horse ก็เหมือนเป็นภาคต่อของเพลงนี้ ไปลองฟัง + อ่านเนื้อกันดู



อย่างที่เห็นกันว่า เพลง Love Story จะบอกว่า ฉันเป็นเจ้าหญิง เธอเป็นเจ้าชาย บลาๆๆๆ แต่เพลงนี้มันก็บอกเลยว่า "ฉันไม่ใช่เจ้าหญิงของเธอ / นี่ไม่ใช่เทพนิยาย" (Cause I'm not your princess / This aint a fairytale)

เพลง White Horse ก็เลยเป็นภาคจบของ Love Story อย่างสมบูรณ์ เพราะเธอรู้แล้วว่าเจ้าชายขี่ม้าขาวไม่มีอยู่จริง (Now its too late for you and your White Horse / To catch me now.)




ยังมีอีกเพลงนึงของน้องสวยที่เป็นเพลงแนวย้อนมองความรักครั้งเยาว์วัย นั่นคือเพลง Fifteen

เนื้อเรื่องคร่าวๆ ของเพลงนี้ก็ประมาณเด็กสาวที่เข้ามหาลัยวันแรก แล้วก็ย้อนนึกไปถึงตัวเองตอนอายุ 15

แล้วพอเจอท่อนฮุคนี้เข้าไป ผมก็ตายสนิท

"Cause when youre fifteen and somebody tells you they love you
youre gonna believe them"
(ตอนที่คุณอายุ 15 เวลาใครบอกรักคุณ คุณก็เชื่อเขา)

ตรงไปตรงมา แต่ก็จริง และซึ้งมากๆ

จุดเด่นของเพลงนี้ก็คือการจับอารมณ์ตอนไฮสคูลได้อย่างอยู่หมัด อย่างเช่นท่อนนี้

"Then you're on your very first date and he's got a car
and you're feeling like flying
and your mama waiting up and you think he's the one
and you're dancing round your room when the night end
when the night ends"

นอกจากนั้น เพลงนี้ยังมีการสร้างตัวละครด้วย ประมาณว่าเพื่อนที่นั่งข้างเธอนะ เป็นสาวหัวแดงชื่อ Abigail (สงสัยเป็นคนเชื้อยิว) พวกเธอก็เพ้อเจ้อหลงรักหนุ่มไปพร้อมกัน เธอคิดว่าจะแต่งงานกับเขา แล้วก็ให้ใจเขาไปจนหมด แต่สุดท้ายพวกเธอก็อกหัก แล้วมานั่งร้องไห้ด้วยกัน (Back then I swore I was gonna marry him someday / but I realized some bigger dreams of mine / and Abigail gave everything she had to a boy / who changed his mind and we both cried)

สุดท้ายแล้ว ท่อนที่เศร้าที่สุด น่าจะเ้ป็นท่อนนี้ in your life you'll do greater than dating the boy on the football team / but I didn't know it at fifteen

ฟังเพลงนี้แล้วต้องคอยเตือยตัวเองว่า เวลามีความรักต้องอย่ากลับไปใช้นิสัยตอนอายุ 15


ป.ล. ขอบคุณ เอี่ยว / พี่เต้ ที่เป็นแรงบันดาลใจสำหรัีบการเขียนบล็อกนี้


Create Date : 20 มีนาคม 2552
Last Update : 22 มีนาคม 2552 3:45:28 น. 11 comments
Counter : 804 Pageviews.

 
ชอบเพลง สิ่งเหล่านี้ เพราะมาก

และเห็นด้วยว่า เพลงไทยสมัยนี้ส่วนใหญ่ (แต่ไม่ทั้งหมดนะ) มีจุดบอดใหญ่อยู่ที่เนื้อเพลงจริงๆ เราว่ามันค่อนข้างซ้ำซาก ปราศจากความหมาย และไม่มีความงดงามเชิงวรรณศิลป์

Taylor Swift ไม่รู้จักแฮะ ช่วงนี้กำลังอ่าน "ดนตรีทีมีน้ำตา" ของปราบดา หยุ่นอยู่ (เขียนดีมากทีเดียว passion รุนแรงแผ่ซ่านมาถึงคนอ่านเลย) มีตอนนึงพี่คุ่นบอก คนโตแล้วส่วนใหญ่มักไม่ฟังเพลงใหม่ๆ แต่จะฟังแต่เพลงที่ตัวเองฟังสมัยวัยรุ่น เพลงที่ติดหู ที่ร้องตามได้เท่านั้น
อ่านแล้วตกใจ หรือเรากำลังเริ่มเข้าข่าย 555


โดย: เอกเช้า IP: 124.120.192.240 วันที่: 22 มีนาคม 2552 เวลา:0:03:51 น.  

 
Fifteen นี่เขียนเนื้อดีจริงๆ นะ
ท่อนสร้อยสามสี่ครั้งนี่ไม่เหมือนกันเลย แล้วมันเล่นกับคำว่า ffteen หมดเลย

ชอบตรงท่อนสร้อยครั้งสุดท้ายน่ะ ที่เขาสรุปว่า ก็คนเรามักจะไม่รู้ว่าต้องทำตัวยังไงตอน 15 นี่หว่า

เพลงนี้ในเครดิตเธอเขียนคำร้อง ทำนอง เองหมดเลยด้วย ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเด้กวัยรุ่นเมืองนอกชอบเธอมาก เพราะความคมคายของเนื้อร้องทำให้เธอน่าจะเป็น อลานิส มอริสเซตต์ (ภาคคนดี) ของรุ่นน่ะ เราเดานะ


โดย: Vespertine IP: 58.8.25.241 วันที่: 22 มีนาคม 2552 เวลา:3:22:17 น.  

 
ขอรับข้อมูลอย่างเดียวฮะ

แอบเห็นด้วยกับพี่คุ่นและย่อหน้าสุดท้ายของ เอกเช้าค่ะ หุหุ


โดย: renton_renton วันที่: 22 มีนาคม 2552 เวลา:7:45:52 น.  

 
ฟังอัลบั้มของคุณ greasy cafe ทีแรกๆ แทบอยากปาแผ่นทิ้ง

แต่พอฟังไปเรื่อยๆ เริ่มชอบมากขึ้น

จนมีอยู่ช่วงนึง ฟังทุกวัน

ชอบเพลง สิ่งเหล่านี้ มากๆ เช่นกันครับ


โดย: ฟ้าดิน วันที่: 23 มีนาคม 2552 เวลา:4:00:29 น.  

 
ฟังยังไม่จบแผ่นจั๊กกะที

ถ้าอิงตามเพลงที่พี่แกทำตอน Smallroom 002

น่าจะโก้กว่านี้


โดย: zoxmok IP: 123.243.95.199 วันที่: 23 มีนาคม 2552 เวลา:5:52:49 น.  

 
ไม่รู้นะว่า Greasy Cafe นี่เพลงก่อนหน้าในอัลบั้มพูดถึงเรื่องอะไร แต่ถ้ามันพูดถึงความรักแบบเพลงไทยปกติทั่วไปล่ะก็ การเอา "สิ่งเหล่านี้" มาเป็นเพลงปิดท้ายอัลบั้ม น่าจะให้ผลที่รุนแรงเอาการทีเดียว เพราะมันจะไม่ได้หักล้างแค่ครึ่งแรกของเพลง แต่หักล้างทุกอย่างที่พูดมาตอนก่อนหน้านี้ในอัลบั้มหมดเลย 5555555


โดย: nanoguy IP: 125.24.156.97 วันที่: 23 มีนาคม 2552 เวลา:10:40:19 น.  

 
เพลง Love Story ติดหูมาก
แต่ตอนฟังที่คลื่น Get เปิดครั้งแรก จำได้ว่า ตายตอนประโยคแรกเลย

We were both young when I first saw you.

ต่อเนื่องไปประโยคที่สอง

I close my eyes and the flashback starts:

เพลงมันหน่อมแน้มในทางนึง แต่ก็รู้จักเปรียบเปรยในทางนึง ทว่า อย่างไรก็ตาม มันก็สะท้อนสิ่งที่เราหลายคน เคยเป็น (และบางคนอาจเป็นอยู่ - เพราะไม่รู้จักโตเสียที 55) ในตอนวัยรุ่นได้เป็นอย่างดี

วัยรุ่นอาจเหมือนกันทั้งโลก (ไม่ว่าคุณจะเป็นตัวแม่เคป๊อป หรือ อินดี้ตัวพ่อ)

เราเคยฟูมฟายจะเป็นจะตายกับความรักให้ได้กันทั้งนั้น ...

สรุปว่าเพลงมันหน่อมแน้ม แต่ "จี๊ด"

เฮ้อ..

"We were both young when I first saw you."


โดย: tiktok IP: 58.8.8.253 วันที่: 23 มีนาคม 2552 เวลา:20:38:01 น.  

 
+ โอ้! เพลง สิ่งเหล่านี้ ช่วงท้ายนี่ตายไปเลย ช่างดาร์คได้ใจจริงๆ มิน่าถึงโดนใจน้องต่อซ้า เพราะและความหมายดี (ชวนให้ปลงอนิจจัง) อ่ะครับผม

+ เทเลอร์ สวิฟต์นี่เคยได้ยินชื่อผ่านหูแว้บๆ เธอสวยจริงๆ ซะด้วย ส่วนเพลงกับ MV ก็ดูสร้างสรรค์ดีจ้า

+ แหงะ! เพลงที่เหลือฟังไม่ทัน พรุ่งนี้ต้องรีบตื่น เด๋วไว้ว่างๆ จะโหลดมาฟังต่อเน้อคร้าบ


โดย: บลูยอชท์ วันที่: 24 มีนาคม 2552 เวลา:0:38:57 น.  

 



เอ็มวี สิ่งเหล่านี้ ของคุณเอี่ยว


โดย: merveillesxx วันที่: 24 มีนาคม 2552 เวลา:1:45:33 น.  

 
เพิ่งฟังเพลงสิ่งเหล่านี้ ครั้งแรกเมื่อเช้านี้เองก่อนมาอ่านในนี้ ช่างบังเอิญจริงๆ
พอถึงท่อนที่ว่า "แต่ไม่ใช่ชั้น..." เราถึงกับร้องออกมาว่า
"เอ๊า!!"555 เป็นเพลงที่ดีชอบเหมือนกัน


โดย: ฝ้าย กอหนึ่งๆ IP: 192.87.162.254 วันที่: 24 มีนาคม 2552 เวลา:21:09:34 น.  

 
ตอนไปพัทยามิวสิค เฟสก็นั่งร้องเพลงนี้ในรถนี่แหละ

555 แบบว่า นั่งฮัมท่อน

"Romeo, take me somewhere we can be alone.
I'll be waiting; all there's left to do is run.
You'll be the prince and I'll be the princess
It's a love story - baby just say 'Yes.'

ว่า ฮุคเพลงนี้มีอะไรแปลกๆดีอยู่เหมือนกัน

พอมาอ่านบล้อกนี้ก็ไขข้อข้องใจให้กระจ่างได้เยอะทีเดียวแฮะ




โดย: เด็กม.ปลาย IP: 158.108.210.147 วันที่: 24 มีนาคม 2552 เวลา:22:01:05 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

merveillesxx
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 57 คน [?]




สำส่อนทางการดูหนัง ฟังเพลงและเสพวรรณกรรม
New Comments
Friends' blogs
[Add merveillesxx's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.