http://twitter.com/merveillesxx และ http://www.facebook.com/merpage
Group Blog
 
<<
มกราคม 2555
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
31 มกราคม 2555
 
All Blogs
 
บันทึก The 9th World Film Festival of Bangkok 2012

by merveillesxx


Day#1 (20 Jan 2012)

1. I Carried You Home (2011, Tongpong Chantarangkul, B-)






Day#2 (21 Jan 2012)

1. P-407 (แต่เพียงผู้เดียว) (2011, Kongdej Jaturanrasamee, A)

ดูหนังของพี่คงเดชมาทุกเรื่อง (และมีอัลบั้มของ สี่เต่าเธอ ทุกชุด) ไม่เคยมีเรื่องไหนที่ชอบแบบสุดๆ เลย หนังของเขามีส่วนที่ดีและสร้างอารมณ์ร่วมกับเราได้ แต่ก็มักจะมีองค์ประกอบบางอย่างที่ทำให้เราคิดว่าพี่จะใส่มาทำไมเนี่ย สำหรับ ‘แต่เพียงผู้เดียว’ คงถือเป็นหนังที่เราชอบและโอเคที่สุดของพี่เขาในตอนนี้ ทว่าพอเทียบในระดับความเป็นหนังอินดี้/อาร์ตเฮ้าส์ (หนังสามเรื่องก่อนหน้าของเขาเป็นหนังสตูดิโอ) ตัวหนังก็ดูธรรมดาและขาดความ original ไปสักหน่อย เช่นว่าครึ่งแรกของหนังก็อดนึกถึง 3-Iron ของคิมคีด็อคเสียไม่ได้ ส่วนครึ่งหลังก็พาลนึกถึง ‘สัตว์ประหลาด’ และบังเอิญจริงเหลือเกินว่าหนังมีฉากที่ตัวละครพูดว่า “ทำหนังมันไม่ออริจินอลหรอกพี่ เขียนหนังสือดีกว่า”

แม้แต่ประเด็น ‘ความทรงจำ’ ในหนัง เราก็รู้สึกว่าเห็นในหนังอาร์ตอินดี้มาหลายเรื่อง ส่วนตัวตอนแรกเราคิดถึงธีมของหนังไปในทาง ‘เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะแชร์ความทรงจำร่วมกับคนอื่น/คนแปลกหน้า’ หรือ ‘ชีวิตคือส่วนประกอบของความทรงจำทั้งของเราและคนอื่น’ ไม่ได้นึกถึงการขโมยหรือการเป็นนักฉกฉวยแบบที่หนังพยายามจะสื่อ (คงเดชบอกว่าใจความของเรื่องนี้ ถูก hint อยู่ในฉากแรกของหนัง ซึ่งน่าเสียดายที่เราเข้าสายไปนิดนึง) พอผู้กำกับจุดประเด็นมาแบบนี้แล้ว เราคงสรุปในใจตัวเองว่า ‘เราล้วนเป็นนักฉกฉวยโดยไม่ได้ตั้งใจ’ อะไรทำนองนี้มากกว่า

แต่ก็ต้องย้ำว่าดูหนังได้ราบรื่นตลอดรอดฝั่ง เหลือบดูนาฬิกาแค่ครั้งเดียว ซึ่งตอนที่ดูคืออีกสิบนาทีจะจบแล้ว ถ้าให้ดูหนังอีกรอบก็อยากเหมือนกัน (คงเดชบอกว่าเดี๋ยวหนังจะเข้าโรงปกติ) องค์ประกอบอื่นๆ ที่ชอบในหนังคือ เพลงประกอบของเดอบุซซี่ และ พี่เล็ก Greasy Cafe ที่แสดงแบบไม่ติดหล่อ/เท่ และดูเป็นช่างทำกุญแจจริงๆ

ท้ายสุด เห็น รถเมล์-คะนึงนิจ ในหนังเรื่องนี้แล้ว ก็ได้แต่คิดว่าเธอจะไปเล่นหนังอย่าง รักสุดท้ายป้ายหน้า ทำไม






Day#3 (22 Jan 2012)

1. No. 89 Shimen Road (2010, Shu Haolun, A+)
หนังยุคเทียนอันเหมิน ที่ตัวเอกไม่ต้องไปที่เทียนอันเหมิน ในจุดนี้ทำให้ชอบหนังมากๆ เพราะถ่ายทอดเรื่องการเมืองผ่านมุมมองของคนที่อยู่วงนอก ที่จริงรายละเอียดการ develop ของตัวละคร มีอะไรที่ถูกซ้ำซากเหมือนกัน แต่ทุกตัวละครมีความเจ็บปวดที่เราสามารถร่วมแชร์ได้หมดเลย ไม่ว่าจะพระเอก, อีสาวข้างบ้าน (ที่หน้าเหมือน มินท์ ณัฐวรา), หรือสาวนักอุดมการณ์ และชอบการจบของหนังที่พระเอกเลือกตัดอดีตของตัวเองทิ้งอย่างรุนแรง


2. Lovely Man (2011, Teddy Soeriaatmadja, B+)
ลูกสาวไปหาพ่อ แต่พ่อเป็นกะเทยเแต่งหญิง ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังดูหนังสั้นมาราธอน เค้น ฟูมฟาย เยอะ โดยเฉพาะการใช้เพลงประกอบที่จงใจและน่ารำคาญมาก (และใช้เพลง Clair de Lune ของเดอบุซซี่อีกแล้ว!) น่าเสียดายที่ประเด็นเพศสภาพหรือความสัมพันธ์ในหนังมันไม่ค่อยมีอะไรใหม่หรือน่าสนใจเท่าไร (ยิ่งว่าโลกนี้มีหนังเรื่อง The Skin I Live In ไปแล้ว)


3. The Turin Horse (2011, Bela Tarr, A++++++++++++)
มืดมน อนธการ หดหู่ แห้งแล้ง หนักสัสๆๆๆๆๆๆๆๆ ไม่รู้ว่าจะหาคำวิเศษณ์อะไรมาขยายอีก แต่นี่น่าจะเป็นหนังที่หนักหน่วงที่สุดของ เบล่า ทาร์ แล้วมั้ง (เท่าที่ได้ดูมานะ) หนังเรื่องนี้ทำให้รู้ว่าหนังโลกแตกไม่น่ากลัวหรอก ไอ้ที่น่ากลัวคือโลกที่บัดซบ ที่มันไม่มีวันแตก และมันจะเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะไสหัวไปอยู่ที่ไหนก็ตาม (ฉากตัวเอกต้องจำใจกลับบ้านโหดร้ายสุดขีด) เห็นด้วยกับเพื่อนๆ ว่าหนังเรื่องนี้มีอีกชื่อหนึ่งว่า The Darkest Hour


4. God’s Ears (2008, Michael Worth, C-)
พระเอกเป็นออทิสติกพบรักกับสาวระบำโป๊ เนื้อหา-วิธีการ-การชักจูงอารมณ์ เหมือนหนัง สสส. ตัวละครพูดธีมผ่านไดอะล็อกยาวๆ เสร่อๆ แถมตัวธีมก็โคตรเชย-โบราณ-ล้าหลัง-ยัดเยียด แต่ที่หนักสุดคือ หนังจะให้แง่ดีกับคนเป็นออทิสติก แต่เงื่อนไขการพิสูจน์ตัวเองของพระเอกออทิสติกในหนังเข้าขั้นต่ำตมและ disgusting


5. Pushed (2011, Florian Schneider, B)
สารคดีเกี่ยวกับชาวสเก็ตบอร์ด...หลับค่า เนื่องจากดูหนังห้าเรื่องรวด และแอร์หนาวชนิดแทยอนไม่อาจทำให้จู๋ แข็ง RIP






Day#4 (23 Jan 2012)

1. Short Wave Programme 2
เป็นโปรแกรมหนังสั้นที่ชิวมาก ไม่มีหนังดูยาก ตลกโปกฮาเสียเยอะ อันที่ทดลองก็สิ้นนิดเดียว นึกว่าตัวเองกำลังอยู่ในงานหนังสั้นมาราธอน

1.1 Clothes Pegs (2010, Vichian Sutipornprachum, A)
หนังชีวิตรันทดของแม่บ้านญี่ปุ่นเรื่องที่แปดร้อยของโลก แต่ก็ดูสนุก ทั้งการหักมุมไปมา ความตลกร้าย และการเร้าอารมณ์ด้วยเพลงคลาสสิกที่รุนแรงสุดๆ

1.2 An Indiscreet Incident on Yotha Street (2011, Kong Pahurak, A-)

1.3 The Last Shot (2010, Kanin Ramasoot, C)
The Girl With Dragon Tattoo ฉบับเมืองไทย เปลี่ยนพระเอกเป็นตำรวจวัยเกษียณ และ ลิสเบธ ซาแลนเดอร์ เป็นหนุ่มพิการ บทห่างไกลจากคำว่าสมเหตุสมผลร้อยปีแสง ไดอะล็อกอยู่ในขั้นอาการโคม่า แต่ดูแล้วหัวเราะไม่หยุด สนุกมาก

1.4 The Mechanism of Spring (2010, Atsushi Wada, A-)

1.5 Sidewalk Wars (2010, Emil Stenberg, B+)

1.6 Shanghai Love Market (2011, Craig Rosenthal, A)
หนังว่าด้วยพ่อแม่จีนที่เอาลูกมาเร่ขายในสวนสาธารณะ ตลก สนุก และหักมุมหลายชั้น จังหวะดี

1.7 Haikus For Karaoke (2011, Roberto Santaguida, B)

1.8 23rd Frame (2011, Victor Santos, B)


2. The Kid Who Lies (2011, Marite Ugas, A-)
เรื่องราวของไอ้หนูที่บ้านเจอเหตุการณ์โคลนถล่ม และออกตามหาแม่ที่ขายหอยนางรม หนังเล่าการผจญภัยของพระเอกไปเรื่อยๆ แต่ละครั้งที่เจอคนใหม่ๆ มันก็จะเล่าเรื่องแม่ของมันในเวอร์ชันใหม่ เราพูดกับเพื่อนว่าดูหนังเรื่องนี้มันเหมือนเล่นซีดีแล้วกดปุ่มเปลี่ยแทร็คเร็วๆๆๆ คือเรื่องแต่ละพาร์ทมันกด next ต่อไปเรื่อยๆ เร็วมาก จนบางทีมันดู force หนังจนเกินไป แล้วทำให้เราไม่มีอารมณ์ร่วมกับตัวละครเท่าที่ควร


3. Zephyr (2010, Belma Bas, A++++)
หนังคล้าย Honey ของ เซมีร์ แคปาโนกลู มากๆ เพียงแต่เปลี่ยนจาก พ่อ/ลูกชาย เป็น แม่/ลูกสาว แทน เป็นหนังนิ่งๆ (รอบที่เราดูมีคนหลับ จนกรนคร่อกๆ เลย) capture ช่วงเวลาหนึ่งๆ ความสัมพันธ์หนึ่งๆ รู้สึกว่าหนังมีส่วนที่ไม่ค่อยนำพาหลายช่วงไปหน่อย (อย่าง Honey มันจะมีลูกสนุ้กเนียนๆ อยู่เรื่อยๆ) แต่ชอบช่วง 20 นาทีสุดท้ายของหนังมาก การกระทำเกือบทุกอย่างของนางเอกพีคสุดๆ (ถึงแม้จะเดาได้ตั้งแต่แรกก็เถอะ) ตกใจมากที่ผู้กำกับเป็นคุณป้าผู้หญิงท่าทางใจดี เพราะหนังหนักข้อเอาการ


4. Kids with Cameras (2009, Alex Rotaru, B+/B)
สารคดีเกี่ยวกับกลุ่มเด็กออทิสติกที่มาร่วมทำงานศิลปะด้วยกัน เป็นหนังคนดี มีความตั้งใจที่ดี แต่ไม่ถูกโฉลกกับเราตามคาด


5. Cave of Forgotten Dreams (2010, Werner Herzog, A)
หนัง แวร์เนอร์ แฮร์โซ้ก บุกเข้าถ้ำอายุหมื่นปีที่ฝรั่งเศส และดูเป็นระบบสามมิติ ถือว่าใช้ความเป็นสามมิติได้คุ้มค่ากว่าอีพวกหนังสามมิติหลอกเอาตังค์ในช่วง 2-3 ปีนี้หลายสิบเท่า แต่สารภาพว่าตื่นเต้นกับหนังประมาณ 20 นาทีแรก หลังจากก็เริ่มเรื่อยๆ มีหลับวูบบ้าง (อีกอย่างคือ คนใส่แว่นอย่างเราจะมีปัญหาในการดูหนังสามมิตินะ เพราะมันใส่แว่นครอบเข้าไปอีกชั้น ซึ่งแว่นมันจะกดจมูก) อย่างไรก็ดี ชื่นชมแฮร์โซ้กทำที่สารคดีใน extreme condition อย่างต่อเนื่องนะ แล้วก็ชอบที่นักโบราณคดีคนหนึ่งพูดว่า “คุณจะรู้จักถ้ำแห่งนี้มากขึ้น ด้วยการไปดูโลกภายนอกแห่งอื่น”






Day#5 (24 Jan 2012)

1. Leaving Baghdad (2010, Koutaiba Al-Janabi, A-)
ชายผู้เคยเป็นช่างภาพให้กับรัฐบาลของซัมดัม หนีออกจากจากอิรักไปติดอยู่ที่ฮังการี และพยายามหนีไปที่ลอนดอน หนังทุนต่ำเตี้ยติดดิน (ประกอบกับการฉายโรงสามเอสพลานาดที่เสียงแตกยับเยิน ยิ่งทำให้หนังอนาถา) แต่ก็ไปได้ดีกับความเป็น Docudrama ของหนัง ชอบช่วงแรกๆ ของหนัง ตอนเข้าโรงมานั่งใหม่ๆ นึกว่าเป็นสารคดีด้วยซ้ำๆ

แต่พอตอนหลังเริ่มมีความ drama/fiction มากขึ้น พลังก็หนังยิ่งตก และมีฉากเสร่อมากขึ้นเรื่อยๆ อาทิ ฉากตอนท้ายๆ คนของรัฐบาลตามฆ่าพระเอกที่เป็นตาลุงหัวล้านง่อยๆ ด้วยการแบกไรเฟิลมา (!?) แต่เพราะความง่อยของโปรดักชันเลยทำให้ฉากนี้ไม่เว่อร์เกินไป อีกสาเหตุที่ไม่ชอบหนังมากเพราะมัน very predictable


2. Short Wave Programme 3

2.1 A Tokyo Day (2011, Benjamin Genissel, C+)
โสมากค่ะ นี่คือหนังทดลองปี 2011 จริงๆ หรือคะ ถ่ายภาพเมืองโตเกียวมาตัดๆๆต่อๆๆ ใส่เพลงเก๋ ๆๆ จบ!

2.2 Passing Through The Night (2011, Wattanapume Laisuwanchai, A-)
ชอบการดีไซน์เสียงในหนังเรื่องนี้ แต่ไม่ค่อยอินกับเนื้อหาสักเท่าไร

2.3 La Maladie Blanche (2011, Christelle Lheureux, A)
เปิดมาครึ่งแรกเป็นงานรื่นเริงในฝรั่งเศสในชนบท (ซึ่งชนบทของเขาก็สวยๆ เก๋ๆ ไม่ดูภูธร) ตัดภาพเด็กๆ นั่งเล่านิทาน กลุ่มวัยรุ่นหนุ่มสาวจีบกัน หาไปดูแกะ ไปดูหิ่งห้อย ช่วงนี้จะนึกถึงหนัง ฌาคส์ รีแว็ตต์ นิดหน่อย พอครึ่งหลังเป็น very Apichatpong มากๆ มีหมูป่าโผล่มา หมูป่าพูดได้ (แถมมีซับไตเติ้ลให้) พระเอกตามหาลูกในถ้ำ แล้วตลกดีที่เหมือนหนังมีเนื้อหาต่อเนื่องกับ Cave of the Forgotten Dream ที่เพิ่งดูเมื่อวาน


3. La Acacias (2011, Pablo Giorgelli, A-/B+)
เห็นมีว่าหนังกล้องทองเลยแอบหวังนิดหน่อย แต่ไม่ได้เท่าที่หวัง หนังว่าด้วยคนขับรถบรรทุก ที่ต้องพาหญิงสาวพร้อมลูกตัวน้อย ข้ามชายแดนปารากวัยไปอาร์เจนติน่า หนึ่งในฟอร์แม็ตยอดนิยมของหนังอินดี้ ‘คนแปลกหน้าสองคน ที่เริ่มค่อยๆ ทำความรู้จักกัน ทั้งคู่ต่างมีอดีต แต่อดีตจะถูกบอกเล่าอย่างคลุมเครือ’ หนังหวานไปหน่อยสำหรับเรา จะเรียกว่าเป็น Before Sunrise ภาคภูธรก็ได้ และตอนจบก็ดูให้ความหวังมากจนเกินงาม อย่างไรก็ดี ชอบหนังในแง่การ capture รายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ผ่านอวัจนภาษาของตัวละคร


4. Juliets (2010, )

หนังไต้หวันที่เป็นหนังสั้นสามตอนต่อกัน ขอไล่ไปทีละเรื่องดังนี้

4.1 Juliet’s Choice (Chi-Jan Hou, A-/B+)

เหตุการณ์ในยุค 70 พระเอกเป็น นศ. แอคติวิสต์รูปหล่อ (หล่อจนเกินจะเชื่อว่าเป็นฝ่ายซ้าย 555) พยายามหาโรงพิมพ์เพื่อพิมพ์หนังสือของกลุ่ม แต่ไม่มีที่ไหนรับ จนเจอสาวขาเป๋ลูกเจ้าของโรงพิมพ์ ที่ยอมพิมพ์ให้ เพราะอยากได้พระเอกเป็นผัว

สิ่งที่น่าตกใจคือ นางเอกหนังเรื่องนี้คือ วิเวียน ชู ซึ่งนอกจากรับบทสาวขาเป๋แล้ว การแต่งหน้าของเธอยังออกมาเหมือนผีจูออนมากๆ ส่วนแอ็คติ้งนี่คงตั้งใจให้เป็นสาวเก็บกดทางอารมณ์ แต่ออกมาเหมือนเธออยากจะแดกตับพระเอกมากกว่า โอ้ วิเวียน ชู หญิงสาวที่ถูกค้นรูปโป๊ทางอิเนเตอร์เน็ตมากที่สุดในยุค 90 กลายเป็นป้าเพิ้งอะไรไปแล้วไม่รู้ RIP

ส่วนตัวเรื่องก็โอเค การหักมุมช่วงท้ายก็น่าสนใจ แต่เพราะการแสดงแบบตุ๊กแกผีของยัยวิเวียน ทำให้หนังดูตลก บางทีบทหนังเรื่องนี้มันอาจจะเหมาะกับหนังฝรั่งเศสที่ depth ตัวละครเยอะๆ หรือแบบโซนยุโรปตะวันออกไรงี้มากกว่า ไม่ใช่หนัง Taiwanese Pop แบบนี้อ่ะค่ะ

4.2 Two Juliets (Chen Yu-Hsun, FFFFFFFFFFFFFF)
คำว่าต่ำตมจมธรณียังสุภาพไปสำหรับหนังตอนนี้ อ่านได้ที่ http://www.facebook.com/photo.php?fbid=299183063463496

4.3 One More Juliet (Ko-Shang Shen, A-)
เกย์วัยดึกผิดหวังกับความรักพยายามฆ่าตัวตาย แต่ดันำปเจอกับกองถ่ายโฆษณา และถูกลากไปเป็นเอ็กซ์ตร้า หนังตลกเรื่อยเปื่อยและเสียสติมาก แต่ก็ทำได้ดีในทางของมัน ดูแล้วหัวเราะไม่หยุด


5. Dog Sweat (2011, Hossein Keshavarz, A)
หนังอิหร่านเล่าถึงหนุ่มสาวคนรุ่นใหม่ narrative แบบ Babel ตัดสลับไปมา ดูสนุกดี มีหลากหลายแบบ คู่เกย์ที่แม่บังคับให้แต่งงาน, นักร้องสาวแม่บังคับให้แต่งงาน แต่ไม่รู้ว่านั่นเป็นเกย์, เฟมินิสต์ที่เป็นชู้กับผัวลูกพี่ลูกน้อง, หนุ่มอิหร่านที่กลับจากเรียน ป.โท ที่อเมริกา กับปิ๊งกับสาวอิหร่านเอ๋อๆ, และหนุ่มรวยแต่ใจแว้นที่รู้สึกว่าประเทศเฮงซวย

ดูตอนแรกๆ ก็งงเหมือนกัน ใครว่าเป็นใคร เรื่องไหนเป็นเรื่องไหน แต่สักพักก็จับจุดได้ หนังเล่าสนุกดี แม้จะ balance แต่ละส่วนไม่ได้ดีมาก แต่ก็ชอบที่หนังจบปลายเปิดอย่างสุดๆ กับหนังทุกพาร์ท ส่วนพาร์ทที่ชอบเป็นพิเศษคือคู่หนุ่มจบจากอเมริกากับสาวเอ๋อ คือปัญหาของคู่นี้คือ มันหาที่สงบๆ ที่จะอยู่กันสองต่อสองเพื่อเอากันไม่ได้ บ้านก็มีคนเยอะแยะไปหมด เพื่อนแต่ละคนก็มีปัญหาโลกแตก การที่หนังจบด้วยฉากสองคนนี้หาห้องจะเอากันได้แล้ว จึงเป็นสิ่งที่ฮาและน่าประทับใจไปพร้อมๆ กัน






Day#6 (25 Jan 2012)

1. Short Wave Programme 1

1.1 คล้าย (Distinction) (2011, Tulapop Saenjaroen, A-)
ถ้าพูดในเชิงคอนเซ็ปต์ รู้สึกว่ามันไม่ค่อยลงตัว หนังเอานักแสดงสองคนมาเล่นสลับกันเป็นเจ้านายและคนใช้ แต่มีความไม่แนบเนียน ไม่ลงรอยอะไรบางอย่าง (ซึ่งผู้กำกับอาจจะตั้งใจ) อย่างเช่น ระดับการแสดงของทั้งสองคน หรือเนื้อเรื่องที่เทไปที่ตัวคนใช้มากกว่า

1.2 Masala Mama (2010, Michael Kam, A)
หนังแซ่บๆ ประกอบด้วยตัวละคร ตุ๊ดแขกเจ้าของร้านของชำ, เด็กจีนสิงคโปร์, ตำรวจก้ามปู และพ่อจอมเฮี้ยบ หนังซัดมันทุกประเด็น เหยียดเพศ, เหยียดชาติพันธ์, ครอบครัว, เกย์, โฮโมอีโรติก และ Pedophile ชอบที่ Filmsick พูดว่า “หนังเก้านาทีเรื่องนี้ ดีกว่า Lovely Man ทั้งเรื่อง”

1.3 The Other Town (2010, Nefin Dinc, A/A-)
สารคดีว่าด้วยความขัดแย้งระหว่างตุรกีกับกรีก ชอบหนังมาก เพราะไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าสองชาติตบตีกัน ดูแล้วได้ความรู้ และหนังก็สนุกใช้ได้ โดยเฉพาะการตัดต่อ เช่น สมมติว่ามีฉากตรุกีด่ากรีก หนังก็ต่อด้วยฉากกรีกด่าตรุกีทันที เสียดายว่าหนังช่วงท้ายๆ มีท่าทีขี้เก๊กและสั่งสอนไปเสียหน่อย อนึ่ง หนังเรื่องนี้สามารถแทนค่าสมการคู่ด้วยไทยและพม่าได้อย่างพอดีพอดิบ


2. Cheonggyecheon Medley: A Dream of Iron (2010, Kyung Kun Park, A/A-)
สารคดีที่ดูแล้วเหวอแดก เพราะดูไปหลับไป แถมในเรื่องเดียวยังมีมากมายหลายสไตล์ จนกูงงว่าผู้กำกับมันเซอร์หรือทำหนังไม่เป็นกันแน่ เริ่มเรื่องด้วยภาพฝันร้าย ชายเกาหลีคนหนึ่งเล่าว่าฝันถึงเหล็กทุกคืน เพราะปู่เคยไปตั้งโรงงานเหล็กในญี่ปุ่นตอนสงครามโลกครั้งที่สอง นี่ต้องเป็นเวรกรรมแน่ๆ แถมมีการแทรกฟุตเทจ WW2 เป็นระยะ เปิดตัวมาได้ซีเรียสมาก

แต่อยู่ดีๆ หนังก็ไปถ่ายพวกโรงงาน อุปกรณ์ การเชื่อมเหล็ก แบบหนังของ เจมส์ เบนนิง แล้วก็เปลี่ยนเป็นละครย้อนยุคแบบทงอี ว่าด้วยตำนานของตัวพัลกาซารีที่กินเหล็กเป็นอาหาร (!?) และเซอร์ที่สุด เมื่อมาถึงเรื่องราวที่ชุมชนโรงงานถลุงเหล็กถูกไล่ที่ ไอ้เราก็นึกว่าจะพูดถึงความล่มสลายของคนตัวเล็กๆ บลาๆๆๆ แต่ปรากฏว่าหนังจบด้วยการที่ชาวบ้านพวกนี้ย้ายไปอยู่ในคอนโดแบบโครงการของแสนสิริ แล้วก็ย้ายอุปกรณ์โรงงานเหล็กไปไว้ในคอนโดเลย 55555 (อนึ่ง ตอนดูหนังเรื่องนี้ทั้งโรงมีคนดู 4 คน)


3. 7 Days in Heaven (2010, Zi-Jie Liu, Yulin Wang, A-)
พี่ชายน้องสาวพ่อตาย เลยต้องกลับมาจัดงานศพให้พ่อ ตอนแรกนึกว่าหนังจะ Satire ความวุ่นวายชิบหายของงานศพ กลายเป็นว่าหนังมีส่วนที่เป็นดราม่าเป็นส่วนใหญ่ ส่วนตลกมีไม่มาก ซึ่งหนังผสมสองส่วนนี้ไม่ค่อยลงตัวหรอกนะ แต่สิ่งที่ดีคือความดราม่าในหนังมันไม่ฟูมฟาย หลายฉากที่ถ้าอยู่ในหนังเรื่องอื่นๆ เราอาจรู้สึกรังเกียจ (เช่น นางเอกนึกถึงวันวานที่ไปขี่มอเตอร์ไซค์กับพ่อ) แต่หนังเรื่องนี้ทำออกมานุ่มนวลกำลังพอดี และอินไปกับมันได้ อ้อ อีกอย่างคือ ตัวละครลูกพี่ลูกน้องของพวกตัวเอกหล่อมาก ค้นประวัติแล้ว เหมือนเพิ่งเล่นหนังเรื่องแรก ไม่มีข้อมูลห่าอะไรเลยค่ะ เซ็ง


4. Hair (2010, Tayfun Pirselimoglu, A/A-)
มาอีกแล้ว หนังตรุกี นิ่งๆ เนิบๆ ซึ่งเราชอบนะ หนังตรุกีในงานเวิลด์ฟิล์มนี่ชอบเกือบทุกปีเลย พล็อตก็เก๋ทีเดียว พระเอกเป็นเจ้าของร้านวิก เหงาๆ เหี่ยวๆ เป็นมะเร็งใกล้ตาย วันหนึ่งมีผู้หญิงเอาผมตัวเองมาขาย พระเอกก็เลยสะกดรอยตามเธอไปทุกที่ หนังยาวเหมือนกัน ตั้ง 131 นาที ประมาณชั่วโมงแรกเป็นการ observe ตัวละครล้วนๆ เลย นิ่งมาก หลับไปแล้ว ตื่นมาก็ยังดูรู้เรื่อง แต่เราค่อนข้างจูนติดกับจังหวะแบบนี้ของหนังตุรกี (อย่าง Zephyr ก็จังหวะประมาณนี้) แต่พอครึ่งหลังที่เริ่มมีเรื่องอะไรเยอะแยะมากมาย เราไม่ค่อยชอบเท่าไร ติดอาการแอ็คอาร์ตเยอะ แล้วก็แอบ cliché ในแบบหนังอาร์ตนะ แต่โดยรวมแล้วชอบทีเดียว แล้วก็ประทับใจที่ไม่มีใครลุกออกเลย


5. The Beetle Solider (2011, Ari Sihasale, D-)
หนังอินโดเนเซียที่ถูกบังคับให้ดู เพราะรอบ 22.00 เหลือฉายเรื่องนี้เรื่องเดียว (เทศกาลออกแบบตารางเหมือนจะกลั่นแกล้งพวกกูยังไงพิกล) ดูหน้าหนังก็ไม่น่าไว้ใจแล้ว เพราะมันเป็นหนังเด็ก ซึ่งหนังก็เสียสติต่ำตมสุดขีดจริงๆ ตามคาดค่ะ เริ่มตั้งแต่ว่าพระเอกเป็นนักแสดงที่ปากแหว่ง ไอ้ตอนแรกเราก็ชื่นชมนะว่า เอ้อ ยังเอามาเล่นหนัง ปรากฏการคลี่คลายของหนังคือ อีเด็กได้รับการผ่าตัดปากแหว่ง เอ้า อีห่า! ตรรกะล่มจริงๆ ค่ะ ที่จริงยังมีความโสมมอีกเยอะ เช่นหนังลุคภูธรแท้ๆ แต่อยู่ดีๆ มีฉากพระเอกแข่งขี่ม้าแบบเรื่อง Seabiscuit หรือมีฉากทำซึ้งครูนักเรียนแบบ Dead Poet Society ที่แสนจะไร้ที่มาที่ไป ...แต่พอเถอะ อย่าไปพูดถึงหนังเรื่องนี้ให้มากเลย เสียเวลาค่ะ (ป.ล. ผู้กำกับมาโชว์ตัวด้วยนะ แต่ยกเลิกการ Q&A ไป เพราะดึกเกิน ซึ่งก็ดีแล้วล่ะค่ะ)






Day#7 (26 Jan 2012)

1. The Ballad of Genesis and Lady Jaye (2010, Marie Losier, A++++++++++++++++++)
นี่น่าจะเป็นหนังที่เราชอบที่สุดในเวิลด์ฟิล์มปีนี้ (ถ้าไม่นับ Turin Horse) เรื่องราวของ เจเนซิส นักดนตรี, ศิลปินสุดแซ่บห่าม ที่อยู่ดีๆ ก็ไปทำนม แต่ไปพบรักกับหญิงสาวนาม เลดี้ เจย์ จากนั้นทั้งคู่ก็ทำโปรเจคต์ศิลปะด้วยการไปทำศัลยกรรมหน้าให้คล้ายกัน (!!) หนังคือส่วนผสมของ The Skin I Live In + Hedwig + บอย จอร์จ + ไมเคิล เชาวนาศัย หนังไปสุดทางในหลายเรื่อง: เพศสภาพ, ร่างกาย, เพศกับร่างกาย, ศิลปิน, ศิลปะ, ความทรงจำกับงานศิลปะ, การแปรสภาพคนในความทรงจำเป็นงานศิลปะ, การใช้ร่างกายเป็นโปรเจคต์ทางศิลปะ ฯลฯ


2. Walkover (1965, Jerzy Skolimowski, A-)
หนังขาวดำยุค 60 ไม่ประนีประนอมอะไรทั้งสิ้น เรื่องราวไปไวมาก เส้นเรื่องไหลเร็วหยั่งกะปลาไหล ตัวละครแปลกหน้าโผล่เข้ามามากมาย จนกูทำใจ ไม่ตามเรื่องอะไรทั้งสิ้น อยากเล่าอะไรก็เล่าไปเถอะ แต่หาข้อมูลเพิ่มเติมแล้วจึงทราบว่าเป็นหนังในช่วงที่ทำหนังแบบ Anti-Polish Film School กัน ยุคที่โปลันสกีทำ Knife in the Water หรือ Cul-de-Sac อะไรเทือกนั้น สิ่งที่ฮาคือ ดูไปครึ่งเรื่องมีกลุ่ม นศ. เข้ามาดู สมมติว่าถ้ามาดูเพราะอาจารย์สั่งงานมาเนี่ย ถือว่าน้องเลือกผิดเรื่องมากๆ จ้ะ 5555


3. My Rohingya (2011, Thananuch Sanguansak, B+)
สารคดีเกี่ยวกับชาวโรฮิงญาที่เลื่อนฉายมาแล้วสองปี ได้ฉายเสร็จสิ้นเสียที ซับเจคต์ของหนังดี คอนเทนต์น่าสนใจ แต่...วิธีการนำเสนอแบบว่า เอิ่มมม... นิดนึง คือคนทำเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในหนังมากเกินไป express ความคิด (ที่ไม่ได้ส่งผลดีต่อหนัง) มากเกินไป ถ้าตัดเสียงวอยซ์โอเวอร์ (ที่เหมือนรายการ ตามล่าหาความจริง) และตัวผู้กำกับออก หนังจะดีกว่านี้สามเท่า


4. Short Wave 4

4.1 A Happy Wish (2010, Jack Shih, B)

4.2 Three Hour (2010, Annarita Zambrano, A)

4.3 I am Happy (2011, Abinash Bikram Shah, A)

4.4 Do You Remember Me? (2011, Benjamin Genissel, A/A-)

4.5 Queen’s Encounter (2010, Enoch Cheng, A)
หนังแนวแฟนเก่าเจอกันกลางถนน เดินคุยกันไปเรื่อยๆๆ เรื่องที่ 639 ที่กูได้ดู (เรียกได้ว่าตระกูล After-Before Sunrise) แต่เรื่องนี้ดีนะ เพราะพระเอกหล่อมาก แต่นางเอกหน้าเหียกเชียว เอ๊ย ไม่ใช่สิ ประเด็นคือ หนังมันกำลังพอดีๆ ไม่เพ้อเจ้อเกินไป แล้วมันก็ลิงค์เวลาที่เปลี่ยนผ่าน อดีตไม่อาจหวนคืน ไปพร้อมกับสถาปัตยกรรมที่เปลี่ยนแปลงในย่าน Wan Chai


5. Lung Neaw Visits His Neighbours (2011, Rirkrit Tiravanjia, A/A-)
หนังยาวสองชั่วโมงครึ่ง ไม่มีอะไรเลย นอกจากตามลุงนิ่วไปเรื่อยๆ ลุงนิ่วเดิน เก็บผัก ทำกับข้าว ฟังวิทยุ ฯลฯ ถ้าทนหนังนิ่งๆ ไม่ได้ ก็ไม่ต้องไปทรมานตัวเอง (แล้วอีพวกที่หลงมาดูเนี่ย เวลามึงอยากจะออกจากโรง กรุณาอย่าเถียงกันนานว่าจะออกหรือไม่ออก ถ้าจะออก ก็ไสหัวออกไปเลย กูรำคาญ) // ส่วนตัวหนัง ถ้ามองหนังในแง่คอนเทนต์ หนังคงน่าเบื่อ ซ้ำซาก ดูโลกสวย ความงามของชนบท ความเรียบง่ายของชีวิต บลาๆๆ แต่ถ้ามองเรื่องไสตล์/วิธีการจะน่าสนใจมาก คือนิยามของงานชิ้นนี้มันก้ำกึ่งกันระหว่างการเป็น Film/Documentary/Fiction/Setting/ และ Art Exhibition อันหลังนี่น่าสนใจสุด เพราะลุงนิ่วในหนังมีสถานะเป็นทั้ง subject และ object ในหนังไปพร้อมกัน

อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ การสื่อสารระหว่างผู้ถูกถ่ายกับกล้อง สารคดีหลายเรื่องกล้อง (ตากล้อง) ที่พูดกับคนถูกถ่าย แต่เรื่องนี้ผู้ถูกถ่ายจะพูดกับกล้องเพียงฝ่ายเดียว (เพราะตากล้องเป็นชาวต่างชาติด้วย) ดังนั้นมันจะมีการ break the forth wall อยู่เรื่อยๆ เช่น มีชาวบ้านเดินผ่านไปมา “อยากได้นางเอกมั้ย” ทีนี้หนังแทบไม่ขึ้นศับไตเติ้ลภาษาอังกฤษเลย ยกเว้นฉากสนทนา (ซึ่งฉากลุงนิ่วคุยกับพระนี่ฮามาก เป็นอาการของคนอยู่หน้าหล้องแล้วต้องพูดอะไรมีสาระ แต่วยไปวนมาอยู่ที่เดิม) ดังนั้นการรับรู้หนังของคนไทยกับคนดูต่างประเทศน่าจะแตกต่างกันทีเดียว






Day#8 (27 Jan 2012)

1. George the Hedgehog (2011, Wojciech Wawszczyk, Jakub Tarkowski, Tomasz Lesniak, A+++)
ถ้าริจะทำหนังโสมมโสครกมันก็ต้องทำให้สุดแบบหนังเรื่องนี้! แอนิเมชั่นจากโปแลนด์ว่าด้วยตัวเอกที่เป็นเม่น และสามารถเสพสมกับมนุษย์ผู้หญิงได้ (หลังเสร็จกิจเธอกล่าว “โอ้ว จอร์จ หนามของคุณข่วนชั้นเป็นรอยหมดเลย”) หนังมีทั้งเรื่องเพศ, ของสกปรก (อาเจียน อาจม) และลัทธินีโอนาซี ฯลฯ มุขที่สุดขีดที่สุดของหนังคือ ตัวเม่นเงี่ยนมาก เข้าไปร้านตุ๊กตายาง แล้วไล่เด้าตุ๊กตาทั้งร้าน จนไปเด้ากับปลั๊กไฟ ร้านระเบิดตู้ม ตุ๊กตายางจนบินว่อนไปทั่วเมือง ถัดมาอีกฉากเจ้าบ่าวเจ้าสาวกำลังเข้าพิธีแต่งงาน ตุ๊กตายางชายหล่นโครมลงมา พร้อมกับลำลึงค์ที่เด้งใส่หน้าเจ้าสาว 55555 แบบนี้จะไม่ให้ A++++++++++++++ ได้อย่างไร


2. Dance Town (2010, Jeon Kyu-Hwan, A+/A)
ตอนดูสารคดี Kimjongilia เราก็เชียร์ให้คนเกาหลีเหนือมาอยู่เกาหลีใต้ แต่หนังเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าพวกมึงย้ายมาอยู่เกาหลีใต้ชีวิตก็ไม่ได้ดีขึ้นเท่าไรหรอกค่ะ และคนเกาหลีใต้บางคนก็ชีวิตบัดซบพอๆ กับพวกมึง หนังเล่าถึงคุณป้าจุงนิมที่ถูกทางการเกาหลีเหนือตามจับเพราะแอบดูหนังโป๊เกาหลีใต้กับผัว (โถ...ซวยเพราะความเงี่ยน) แต่ผัวบอกให้เธอหนีไปก่อน พอหนีมาเกาหลีใต้ ทุกคนบอกให้เธอเริ่มชีวิตใหม่ที่นี่ แต่มันไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะเธอก็จะเป็นคน ‘เกาหลีเหนือ’ ไปตลอดชาติ

ตอนแรกสถานะของคนเกาหลีใต้ในหนังอาจดูเหนือกว่านางเอก อย่างเช่น มีตัวละครหนึ่งที่เป็น จนท. ของทางการ ที่ทำใจดีกับจุงนิม แต่จริงๆ คอยแอบดูจุงนิมผ่านกล้องวงจรปิดตลอดเวลา แต่แล้วหนังก็ตัดไปให้ดูว่าชีวิตของ จนท. ก็มีปัญหา แฟลตของแม่จะถูกทุบ ต้องหาที่อยู่ใหม่ หรือตัวละครตำรวจหนุ่มที่พูดได้น่าสนใจว่า “พวกเกาหลีเหนือหนีมาประเทศเรา รัฐบาลก็หาบ้านให้อยู่ แถมให้เงินเดือน ส่วนพวกกูทำงานผ่อนบ้านแทบตาย ไม่ได้ห่าอะไรเลย” อนึ่ง ฉากเด็ดของหนังคือ ป้าจุงนิมเอากับคุณตำรวจกลางตรอก เป็นฉากที่หนักหนาสาหัสได้ใจมาก


3. Return Ticket (2011, Teng Yung-Shing, A/A-)
นางเอกจากบ้านเกิดไปทำงานที่เสิ่นเจิ้น แล้วก็ย้ายมาอยู่เซี่ยงไฮ้ เพื่อนๆ ของเธอวางแผนทำรถทัวร์เถื่อนกลับบ้านเกิดในช่วงปีใหม่ แล้วให้เธอเป็นนายหน้าขายตั๋วเถื่อน หนังน่าสนใจในการพูดเรื่องตำแหน่งแห่งที่ของบ้าน นางเอกจะต้องเลือกว่าจะกลับบ้านเกิดหรือไม่ แต่บ้านก็เหมือนไม่ใช่บ้าน พ่อที่บ้านเกิดก็ตายไปแล้ว ตอนท้องผัวก็ไม่ยอมแต่งงานด้วย ลูกไปอยู่ที่ไหนแล้วหนังก็ไม่ได้บอก สรุปนางเอกเลยไม่มีสิ่งที่เรียกว่าบ้านได้อย่างชัดเจน เลยชอบมากที่ตอนจบนางเอกตัดสินใจไม่กลับบ้าน

แต่ก็มีจุดที่ไม่ชอบในหนังเหมือนกัน อย่างเช่นพล็อตดราม่าเกินเหตุ (เพื่อนนางเอกกลับบ้านไป เจอพ่อนางเอกยืนรออยู่ที่ท่ารถ เพราะถนนในหมู่บ้านเปลี่ยนไป กลัวนางเอกกลับมาแล้วจะหลงทาง เอิ่มมมม.....) หรือการใช้เพลงประกอบที่เร้าอารมณ์เหลือเกิน (ฉากคุณป้าเพื่อนบ้านขี่จักรยาน หลังจากรู้ว่าลูกตัวเองไปนอนกับผู้ชาย) แต่โดยรวมแล้วก็ค่อนข้างชอบมาก


4. Once Upon A Time In Anatolia (2011, Nuri Bilge Ceylan, A++++)
หนังของซีลันเรื่องก่อนๆ มันจะค่อนข้างปัจเจก เกี่ยวกับตัวละครในหนัง เรื่องความเหงา เรื่องผัวๆ เมียๆ แต่เรื่องนี้เหมือนซีลันอัพสเกลหนังของตัวเองอย่างรุนแรง กลายเป็นหนังยาว 150 นาทีระดับ epic เป็นเรื่องราวของกลุ่มคน (ตำรวจ, อัยการ, หมอ, ทหาร, นักขุดดิน) ที่ขับรถตามหาศพกันไปเรื่อยๆ หนังชั่วโมงแรกมีแค่การตามหาศพเท่านั้น! แต่มันไม่น่าเบื่อเพราะถ่ายภาพกันอลังการมาก (ที่จริงหนังซีลันภาพเทพทุกเรื่อง เป็นเหตุผลที่ตั้งใจมาดูในโรง) หนังช่วงนี้ก็เป็นมีบรรยากาศหลอนๆ เซอร์ๆ แอบเสิร์ดๆ

ส่วนที่มาชื่อเรื่องเนี่ย มาจากว่ามันตามหาศพกันทั้งคืน ตัวละครนึงก็พูดว่า อย่าบ่นไปเลย จะได้มีเรื่องไปเล่าให้ลูกหลานฟังไงว่าเคยทำอะไรแบบนี้ด้วย เล่าประมาณว่า ‘กาลครั้งหนึ่งในอนาโตเลีย...’ บลาๆๆ ดังนั้นหนังมันเลยมีลักษณะเป็นเทพนิยาย เริ่มจากตอนครึ่งแรกที่ตัวละครพากันเล่าเรื่องนู้นเรื่องนี้กัน มาจนถึงฉากพีคมาก คือตอนที่ไปแวะพักที่บ้านหลังหนึ่ง บ้านไฟดับ แล้วลูกสาวเจ้าของบ้านเอาน้ำชามาเสิร์ฟ ซึ่งนำเสนอออกมาแบบ surreal + fantasy + magical สุดฤทธิ์สุดเดชข้ามทุกเขตแดน ฉากนี้ต้องขอกราบตีนตากล้อง, คนจัดแสง และคนออกแบบศิลป์ เพราะเป็นการเสิร์ฟชาที่อลังการที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ (แถมอยู่ดีๆ ยังมีผีออกมาด้วย!)

จากนั้นพอหนังมาถึงตอนที่หาศพเจอแล้ว อยู่ดีๆ ก็กลายเป็นหนังตลกหน้าตายเสียเฉยๆ คนดูฮากันทั้งโรง แล้วองก์สุดท้ายเป็นช่วงที่ตัวละครกลับเข้าเมือง ตรงนี้จะมีส่วนที่เราไม่ค่อยชอบเท่าไร เพราะเริ่มรู้สึกว่าหนังยาวจัง (โว้ย) และมีซีนที่ไม่ค่อยจำเป็นต่อหนัง เช่น อีตอนพระเอกหมอไปเดินทอดน่องในเมือง มอนทาจภาพนู่นนี่ไปเรื่อย แต่ช่วงท้ายที่หนังกลับมาซีเรียส คะแนนก็กลับมาดีอีกครั้ง พล็อตเรื่องประเภท -เด็กคนนั้นจริงๆ เป็นลูกของพ่อคนนี้ บลาๆๆๆ- จริงๆ ก็แอบน้ำเน่า แต่หนังมันก็ทำออกมาได้เศร้าดี

ที่ชอบมากคือ หนังตอนท้ายมันมาขมวดเรื่องการเป็นนิทานอีกครั้ง และลามปามไปถึงเรื่องการแต่งเรื่อง/แปลงเรื่อง อย่างเช่น ตัวละครอัยการที่เล่าให้หมอฟังว่า เอ้อ เมียเพื่อนมันเนี่ย เคยบอกผัวว่าหลังจากคลอดลูกฉันจะตายนะ แล้วเธอก็ตายจริงๆ กลายเป็นว่าแท้จริงแล้วมันคือเรื่องของตัวอัยการเองนั่นแหละ หรือฉากจบที่ชันสูตรศพแล้วเจอดินในปอดของศพ ซึ่งแสดงว่าไอ้ผู้ชายคนนี้ถูกฝังเป็นๆ หมอก็เลือกที่จะลบเลือนเรื่องตรงนี้ทิ้งไปเสีย เพราะไม่อยากให้ลูกชายของผู้ตายต้องมารับรู้เรื่องโหดร้ายเลวทรามเช่นนี้ มันก็เป็นกึ่ง dilemma นิดๆ ของการปกป้องความชั่วร้าย vs. การบิดเบือนความจริง สุดท้ายพระเอกหมอที่ตอนแรกหนังเหมือนวางตำแหน่งไว้เป็นผู้สังเกตการณ์ของการตามหาศพ ก็กลายเป็นผู้ร่วมแต่งนิทานเรื่อง Once Upon A Time In Anatolia ไปด้วย

ป.ล. อันนี้ส่วนตัว จริงๆ ชอบหนังของซีลันมาก แต่สองปีก่อน น้องจาก Bioscope ไปสัมภาษณ์ แล้วแกทำตัวไม่น่ารักเท่าไร ตอบคำถามสั้นๆ ส่งๆ เหมือนจะรีบไปตีหม้อที่สีลม แต่โอเค เข้าใจว่าอาจจะเหนื่อยหรืออาร์ตแดก ก็นั่นแหละ นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ศิลปินมีไว้ชื่นชม ไม่ได้มีไว้รู้จัก






Create Date : 31 มกราคม 2555
Last Update : 31 มกราคม 2555 4:46:49 น. 5 comments
Counter : Pageviews.

 
ลืมเขียนเรื่อง I Carried You Home หรือเปล่าคะ
รออ่านนะคะ


โดย: ... IP: 182.93.208.54 วันที่: 31 มกราคม 2555 เวลา:9:14:33 น.  

 
ไม่ได้ลืมจ้า แต่ไม่ค่อยชอบหนังเท่าไร เลยไม่ได้เขียนจ้ะ


โดย: merveillesxx วันที่: 1 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:2:31:35 น.  

 
คิดว่าคุณ Mer ลืมเสียอีก


โดย: ... IP: 182.93.208.54 วันที่: 1 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:11:41:28 น.  

 
เฮ้อ ต่อเอาพลังงานมาจากไหนนักนะ ดีจัง


โดย: เอกภพสีน้ำเงิน IP: 65.49.2.182 วันที่: 8 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:5:01:02 น.  

 
**หนังขาวดำยุค 60 ไม่ประนีประนอมอะไรทั้งสิ้น เรื่องราวไปไวมาก เส้นเรื่องไหลเร็วหยั่งกะปลาไหล ตัวละครแปลกหน้าโผล่เข้ามามากมาย จนกูทำใจ ไม่ตามเรื่องอะไรทั้งสิ้น อยากเล่าอะไรก็เล่าไปเถอะ แต่หาข้อมูลเพิ่มเติมแล้วจึงทราบว่าเป็นหนังในช่วงที่ทำหนังแบบ Anti-Polish Film School กัน ยุคที่โปลันสกีทำ Knife in the Water หรือ Cul-de-Sac อะไรเทือกนั้น**

พี่ไปดูที่ไหนครับ ถ้าเอสพาร์นาด ล่ะก็ นศ.ก็พวกผมแน่นอน

อาจารย์ให้ไปดู ดันเลือกผิดเรื่องจริงๆ ด้วย ผมหลับตั้งแต่ต้นเรื่องยันจบเลยล่ะครับ

เลยมาหาเล้กเชอร์ส่งอาจารย์ครับ 5555.5


โดย: นิเทศฯ ม.สยาม IP: 58.64.48.125 วันที่: 8 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:23:27:23 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
BlogGang Popular Award#10


 
merveillesxx
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 35 คน [?]




สำส่อนทางการดูหนัง ฟังเพลงและเสพวรรณกรรม
New Comments
Friends' blogs
[Add merveillesxx's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.