ฉากเศร้า ... ตาอ๊อดกับแม่พลอย (สี่แผ่นดิน)


















ที่ชั้นล่างของตึก เสียงใครขึ้นบันไดมาอย่างรวดเร็ว ตาอ๊อดมาทรุดตัว
ลงนั่งข้างๆ แล้วพูดด้วยสำเนียงที่ไม่ปกตินักว่า
"เขาบอกว่าคุณพ่อตกม้าอยู่แถวคลองเตย ลูกจะเอารถไปรับ"
แล้วตาอ๊อดก็รีบกลับลงไป ไม่อยู่รอให้พลอยได้ซักถามอะไรทั้งสิ้น
แต่ถึงตาอ๊อดจะยังไม่ไป พลอยก็คงไม่มีปัญญาจะซักถามอะไรได้
เพราะขณะนั้นรู้สึกว่าตัวเย็นขึ้นมาครึ่งตัว แข้งขาหมดความรู้สึก
กระดิกกระเดี้ยไม่ไหว ในสมองเหมือนกับมีลมพายุมาพัดอย่างแรง
จะคิดสิ่งใดก็ไม่ถูก จะพูดจาว่ากระไรก็ไม่ได้ทั้งสิ้น ตามผิวหนังนั้น
ประเดี๋ยวก็ร้อน ประเดี๋ยวก็เย็น มือหนึ่งกำลังหยิบกุ้งแห้ง ซึ่งเตรียมไว้
จะให้เป็นเครื่องข้าวต้มคุณเปรม ก็ยังวางพาดอยู่ที่ปากชาม
เสื้อผ้าคุณเปรมที่จัดใส่พานไว้ให้ในห้อง ก็ยังมองเห็นได้จากประตู
ที่เปิดถึงกัน พลอยจะนั่งอยู่นานเท่าไรก็จำไม่ได้ เสียงรถยนต์แล่นออก
จากบ้านหายไปนาน แล้วก็มีเสียงรถยนต์แล่นกลับ เสียงคนกลุ่มหนึ่งขึ้น
บันไดมาช้าๆ ด้วยฝีเท้าหนักๆ แล้วพลอยก็เห็นตาอ๊อดกับผู้ชายอีกสามสี่คน
ช่วยกันแบกร่างคุณเปรมขึ้นมาจากข้างล่าง
ตาอ๊อดค่อยๆ บรรจงวางร่างของพ่อลงบนเก้าอี้ยาวที่คุณเปรมเคยนอนเล่น
พลอยก็ได้แต่ตะลึงมอง ตาอ๊อดหันมาทางพลอยน้ำตาไหลอาบหน้า แล้วก็
มานั่งชิดตัวพลอยกระซิบว่า
"คุณแม่ทำใจให้ดีๆ ลูกยังอยู่ ไปถึงเมื่อกี้แก้ไขไม่ได้เสียแล้ว
คุณแม่ไม่ถือไม่ใช่หรือที่ลูกเอาท่านกลับมาในบ้าน ลูกไม่รู้จะเอาไปไว้
ที่ไหนจริงๆ" แล้วตาอ๊อดก็เอื้อมมือมาจับพลอยไว้ พลอยได้ยินเสียงตัวเอง
พูดเหมือนกับเสียงคนอื่นว่า
"บ้านนี้บ้านของคุณเปรม...เมื่อเป็นๆ อยู่ได้ ทำไมเมื่อตายแล้ว
จะกลับมาไม่ได้" พูดขาดคำก็ได้ยินตาอ๊อดสะอื้น แต่พลอยก็ยังนั่งอยู่
ในท่าปกติ และด้วยดวงตาที่แห้ง เพราะจนบัดนี้ พลอยก็ยังไม่สามารถ
บังคับใจให้เชื่ออย่างอื่นได้ นอกจากอย่างเดียวคือ คุณเปรมออกไปขี่ม้า
แล้วยังไม่กลับ

............................................................................................

ตาอ๊อดเดินทางไปปักษ์ใต้แล้ว ตาอ้นก็ยังอยู่ที่เกาะ พลอยรู้สึกว่าโลกนี้
แคบลงกว่าเดิมเป็นหนักหนา เพราะในบ้านเวลานี้เหลือแต่ตาอั้นและประไพ
ที่เป็นลูกและคุณเสวีที่เป็นเขย ยายพิศที่เคยเลี้ยงพลอยมาแต่ยังเด็ก และ
อยู่ด้วยกันมาตลอดชีวิตนั้นเจ็บป่วยเรื้อรังด้วยโรคชรา จนวันหนึ่งยายพิศ
เข้านอนแล้วก็หลับหายไป ไม่ตื่นขึ้นมาอีก เหมือนกับผลไม้อันสุกงอมที่
ร่วงหล่นลงมาเองจากต้น ความตายที่มาดึงเอาตัวยายพิศไป ทำให้พลอย
รู้สึกว่าลูกโซ่ที่ผูกมัดตัวพลอยไว้กับความหลังต่างๆ นั้นหลุดหายไปอีก
เปาะหนึ่ง แม้แต่พ่อเพิ่มพี่ชายซึ่งเคยไปหาสู่เสมอเมื่อครั้งตาอ๊อดยังอยู่บ้าน
ก็พลอยหายหน้าไปไม่มาบ่อยนัก ตั้งแต่ตาอ๊อดออกจากบ้านไปแล้ว

ถึงแม้ว่าตาอ๊อดจะมีหนังสือมาถึงพลอยเสมอ และในหนังสือที่มีมา
ตาอ๊อดจะพยายามพูดจา ด้วยคารมที่สนุกสนานเช่นเคย ตลอดจนมีข่าวคราว
จากตาอ้นส่งมาให้เสมอ พลอยก็ยังคิดถึงตาอ๊อดเป็นอย่างยิ่งยวดอยู่นั่นเอง
เพราะเพียงแต่หนังสือซึ่งมาถึงเป็นครั้งเป็นคราว ไม่สามารถจะแทนตัว
ตาอ๊อด ที่เคยนั่งพูดนั่งคุยอยู่เป็นประจำได้ บางครั้งหนังสือจากตาอ๊อด ก็ทำ
ให้พลอยนั่งร้องไห้อยู่คนเดียว เพราะตาอ๊อดพูดมาด้วยถ้อยคำที่สะกิดใจ
เป็นต้นว่าตาอ๊อดเขียนมาครั้งหนึ่งว่า

"ลูกยิ่งมาอยู่ไกลแม่มากเท่าไร ลูกก็ยิ่งมองเห็นพระคุณของแม่มากขึ้น
ทุกวัน ที่ลูกเติบโตเป็นตัวมาได้ทุกวันนี้ ก็เพราะแม่ได้ทะนุถนอมเลี้ยงลูกมา
ที่ลูกได้มีวิชาความรู้พอจะทำมาหากินได้ ก็เพราะแม่เป็นคนให้ ลูกมิได้
หมายถึงความรู้ที่ไปเรียนมาจากนอก แต่หมายถึงเหตุผลและความรู้ ที่แม่
ได้อบรมสั่งสอนให้แก่ลูกมาตั้งแต่เล็กจนโต สอนให้มีความซื่อสัตย์ให้มีใจ
เมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์ และสอนให้พิจารณาปัญหาทุกอย่างด้วย
เหตุผล ด้วยใจเป็นธรรม จนลูกรู้สึกตัวเหมือนกับว่ามีแม่มาอยู่ข้างๆ ตัวลูก
คอยกระซิบแนะนำตักเตือนให้ลูกกระทำทุกอย่างในทางที่ถูกเสมอ เวลาที่
ลูกเขียนหนังสือฉบับนี้ เป็นเวลาบ่ายเกือบพลบ เสร็จจากงานแล้วลูกนั่งเขียน
หนังสืออยู่ที่เฉลียงหน้าบ้านพักใกล้กับเหมืองแร่ที่ลูกทำงาน มองไปข้างหน้า
เห็นภูเขาสลับซับซ้อนกันขึ้นไปเป็นทิว ฝูงนกต่างๆ กำลังบินกลับรัง และ
พระอาทิตย์กำลังลับเหลี่ยมเขาไป ลูกมองออกไปข้างหน้าลูกก็รู้ว่าแม่
จะต้องชอบภูมิประเทศอย่างนี้ ถ้าแม่มาได้จริงก็คงจะนั่งดูอยู่ที่หน้าเรือนนี้
ได้ทุกวันไม่มีเบื่อ ลูกคิดอะไรด้วยใจของแม่ มองทุกอย่างก็ด้วยตาของแม่
ซึ่งทั้งนี้ก็เป็นธรรมดา เพราะใจของลูกและตาทั้งคู่ของลูกนี้ เกิดมาจาก
ส่วนหนึ่งของแม่ และแม่เป็นผู้ให้แก่ลูก ความสุขตาสุขใจทุกอย่าง จึงเกิด
มาจากของที่แม่ได้ให้ไว้ทั้งสิ้น"

............................................................................................

พลอยมาอยู่ที่บ้านคลองบางหลวงได้ไม่นานก็ได้ข่าวว่าตาอ๊อดเจ็บ
โดยตาอ๊อดเป็นผู้เขียนมาบอกเองว่า

"แม่ทูนหัวของลูก
ลูกเจ็บเป็นไข้ไปเสียอีกแล้ว หมอบอกว่าเป็นโรคเก่า คือไข้มาเลเรีย
ที่ลูกเป็นก่อนไปกรุงเทพฯ คราวที่แล้ว ความจริงโรคนี้ใครๆ เขาก็เป็นกัน
ยิ่งลูกเองเกือบจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะต้องออกทำงานในเหมืองที่อยู่
ในป่าในเขา แม่คงรู้ดีว่าโรคนี้มาจากยุง และยุงนั้นมันอาจมากัดเอาเราเข้า
เมื่อไรก็ได้ แม่อาจคิดว่าลูกไม่กางมุ้งนอน แต่ถ้าคิดอย่างนั้นก็เป็นความ
เข้าใจที่ผิด เพราะลูกกางมุ้งนอนอยู่เสมอ ถ้าหากยุงมันจะแอบมากัดในตอน
ที่ลูกนอนมุ้ง ลูกก็ไม่รู้จะไปป้องกันมันได้อย่างไร เพราะตัวมันเล็ก ถ้าหากว่า
ยุงตัวโตเท่าไก่ หรืออย่างเล็กที่สุดเท่านกกระจอก ลูกก็คงจะวิ่งหนีทัน
แต่นี่ตัวมันเล็กเหลือเกิน กัดแล้วจึงจะรู้ ฉะนั้นลูกจึงคอยรักษาพิษยุงเอา
เมื่อเจ็บแล้ว รำคาญอย่างเดียวที่มันเสียการงาน และหายายากเป็นอย่างยิ่ง
เท่านั้น ถึงจะแพงเท่าไรลูกก็ไม่ว่า ข้อสำคัญอยู่ที่มันหาไม่ได้ ยิ่งทางใต้นี้
ยิ่งหายากใหญ่ แม่ช่วยกรุณาเอาชื่อยาที่ลูกจดใส่ซองมาพร้อมกับจดหมายนี้
ให้พี่อั้น แล้ววานให้เขาส่งมาให้ลูกด้วย ลูกจะขอบใจแม่เป็นที่สุด ลูกอยาก
หายเจ็บโดยด่วน จะได้รีบทำการงานให้เขาเสร็จไปเร็วๆ แล้วจะได้กลับมา
อยู่กรุงเทพฯ กับแม่อย่างที่ได้พูดเอาไว้"

ข่าวคราวจากตาอ๊อดทำให้พลอยต้องเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่ง รีบเรียก
ตาอั้นมาหา และส่งกระดาษจดชื่อยา ที่ตาอ๊อดส่งมาให้นั้น ยื่นให้ด้วย
มือไม้อันสั่น พลางกำชับแล้วกำชับอีกให้ตาอั้นไปซื้อยาส่งให้จงได้ ถึง
จะถูกแพงอย่างไรก็ไม่ว่า ซึ่งตาอั้นรับคำว่าจะรีบทำให้โดยเร็ว

............................................................................................

ระหว่างนั้นความสังหรณ์ในใจของพลอยก็เริ่มจะมีขึ้นว่า บางทีตาอ๊อด
อาจไม่ได้กลับมาบ้านอีกต่อไป พลอยพยายามจะระงับความรู้สึกนึกคิด
ในเรื่องนี้เพียงใดก็ไม่สำเร็จ ความรู้สึกเช่นนี้บางคนก็อาจถือว่า เกิดจาก
ญาณอันใดอันหนึ่ง หรือกระแสจิตที่คนเราส่งถึงกันได้ในยามทุกข์หนัก
หรือป่วยหนัก แต่บางทีความรู้สึกเช่นนี้อาจเกิดขึ้นเพราะธรรมชาติ อัน
เคลือบคลุมอยู่เหนือชีวิตมนุษย์นั้น บอกสัญญาณอันตรายไว้ให้มนุษย์
ได้ทราบล่วงหน้าว่า ทุกข์อันหนักกำลังจะมาถึงเมื่อมนุษย์ได้รับสัญญาณ
เช่นนี้ หรือที่เรียกกันว่าสังหรณ์บ่อยครั้งเข้า มนุษย์ก็พอจะสามารถทนทาน
ทุกข์นั้นได้ เมื่อทุกข์นั้นมาถึงตัวเข้าจริงๆ

คืนวันหนึ่งพลอยนอนคิดถึงตาอ๊อดอยู่จนหลับไปด้วยความอ่อนใจ
และคืนนั้นพลอยก็ฝันไปว่า ตนเองนั่งเล่นอยู่ที่สนามหน้าบ้านในตอนบ่าย
แต่แรกก็นั่งอยู่คนเดียว แต่แล้วตาอ๊อดก็มานอนเอาหัวหนุนตักอยู่ โดย
ไม่รู้ตัว ตาอ๊อดหน้าตาสบายดีไม่เจ็บไข้ และยิ้มกับพลอยด้วยวิธีที่ตาอ๊อด
ยิ้มกับแม่ได้คนเดียว แล้วก็พูดว่า

"ทูนหัวของลูก แม่บ่นเสมอว่าไม่อยากให้ลูกไปจากบ้าน เดี๋ยวนี้ลูก
ก็กลับมาแล้ว และตั้งแต่นี้ไปลูกไม่ไปไหนอีก ลูกจะอยู่กับแม่ตลอดไป"

เพียงเท่านั้นเองพลอยก็รู้สึกตัวตกใจตื่นเมื่อใกล้รุ่ง ฝันนี้พลอย
ไม่กล้าแก้ให้ใครฟังเลย แต่ก็รู้สึกแน่ใจว่า คราวนี้ตาอ๊อดจะต้องตายแน่

อีกสี่ห้าวันต่อมา ขณะที่พลอยนั่งอยู่บนบ้านคนเดียวในตอนกลางวัน
ชายคนหนึ่งก็เดินขึ้นบันได้มา ชายคนนั้นรูปร่างผอมดำแก้มตอบ และตาลึก
กลวง นัยน์ตานั้นเป็นสีเรื่อๆ แดงเหมือนกับคนอดนอน ผมบนศีรษะของชาย
คนนั้นหงอกประปราย แลเห็นได้ถนัด พลอยเพ่งมองดูด้วยความสงสัย คิดว่า
ใครมาติดต่อด้วยเรื่องธุระ แต่ก็รู้สึกว่าจำหน้าได้คลับคล้ายคลับคลา ชาย
คนนั้นเดินใกล้เข้ามาอีก และพอพลอยมองให้แน่ใจอีกทีหนึ่งก็ใจหายวาบ
ตัวเย็นชืดไปทันที ตาอ้นกลับมาเพียงคนเดียว

ตาอ้นกรากเข้ามากราบที่เท้าพลอย แล้วก็ฟุบหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้น
อยู่ตรงนั้น พลอยลดตัวลงจาเก้าอี้ กอดตาอ้นเข้าไว้ แล้วพูดด้วยเสียงที่
ตัวเองก็เหมือนจะจำไม่ได้ว่า

"อ้น ! อ้นลูกแม่...อ้นไม่ต้องบอก แม่รู้แล้ว อ๊อดเขามาบอกแม่แล้ว..."


"คุณแม่....คุณแม่ !" ตาอ้นพูดระหว่างเสียงสะอื้น "ผมพยายามทุกทาง
แล้วแต่ไม่เป็นผล อ๊อดเจ็บหนักเกินไป......เพ้อถึงคุณแม่จนหมดลม"

............................................................................................


Create Date : 17 พฤศจิกายน 2554
Last Update : 17 พฤศจิกายน 2554 14:20:10 น. 1 comments
Counter : 1900 Pageviews.

 
Directory ค่ำนี้อากาศเริ่มเย็นๆ ระวังเป็นหวัดนะครับ Directory


โดย: nooblue88 วันที่: 9 ธันวาคม 2554 เวลา:1:25:46 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

บาราคูดัส
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
 
พฤศจิกายน 2554
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
17 พฤศจิกายน 2554
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add บาราคูดัส's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.