วันนี้คือความจริงทำทุกสิ่งอย่างมีคุณค่า
Group Blog
 
<<
กันยายน 2552
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
7 กันยายน 2552
 
All Blogs
 
ต่อสู้ระบอบอำมาตย์ ต่อสู้เพื่ออยู่รอด จึงต้องใช้เวลานาน

การต่อสู้กับระบอบอำมาตย์ เขาสู้กันเป็นศตวรรษ

ไม่ใช่สู้เพียงสามเกลอแล้วจบ มันไม่ใช่ เพราะระบอบอำมาตย์มีมาเป็นศตวรรษ ระยะทางการเดินยาวไกลชั่วอายุคน
ดูตัวอย่าง กฎหมายคอมมิวนิสต์ กว่าจะยกเลิกได้ อย่างน้อยก็ 2 ชั่ว อายุคน จึงจะยกเลิกกฎหมายที่เป็นเครื่องมือของอำมาตย์ได้
แล้วอำมาตย์ยุคดิจิตอล จะสู้กันแค่ปี สองปี ย่อมเป็นไปไม่ได้...สู้ตอไปส่งไม้กันให้ดี เพื่อลูกเพื่อหลานสำคัญที่สุดเพื่อความเป็นธรรมในสังคม


Create Date : 07 กันยายน 2552
Last Update : 7 กันยายน 2552 20:20:22 น. 8 comments
Counter : 92 Pageviews.

 
หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น


โดย: ไกลเกินใจสายเกินแก้ วันที่: 7 กันยายน 2552 เวลา:20:59:04 น.  

 
อย่ามัวหลงอยู่กับการชักจูงของสามคางคกหน่อยเลยครับ อำมาตยาคืออะไรหรือครับ คุณคิดดูหน่อยได้ใหมครับว่า บ้านเมืองมีขื่อมีแป ทุกคนต้องยอมรับ ไม่มีใครอยู่เหนือกฏหมายถ้าทำผิดแล้วไม่ยอมรับผิด โยนความผิดให้คนอื่นไม่ว่าระบบศาลหรือคนอื่นใดก็ตามที่ตัวเองคิดว่าเขามาทำลายตน นั่นเป็นการกระทำของคนไม่มีเหตุผลและความรับผิดชอบ ข้ออ้างต่างๆที่ยกขึ้นมาอ้างลองคิดดูให้ดีดี เช่นคำว่าอำมาตยานี่ก็ได้ ตั้งแต่รัฐบาลคุณทรัพย์สิน 1 เราไม่เคยได้ยินเพราะอะไร ทำไมมามีตอนที่คุณทรัพย์สินต้องเผ่นออกไปนอก เพราะเขาคิดว่าที่เขาต้องเด้งออกไป เพราะคมช.และบุคคลหนี่งที่มันยศ มันก็เลยเป็นที่มาของอำมาตยา สุดท้ายคือเป็นเรื่องส่วนตัวของคนๆหนึ่งที่เสียอำนาจและผลประโยชน์ที่เขาคิดว่ายังได้ไม่พอ และคิดว่ายังจะเอาได้อีก ไม่ใช่เรื่องประชาธิไตย หรือ สองมาตรฐาน หรือ เรารักทรัพย์สิน เหล่านี้เป็นวลีีที่ถูกกำหนดขึ้นมาเพื่อสร้างมวลชนในการดำเนินงานเพื่อสร้างสถานการณ์และทำการต่อรองกับรัฐบาลเท่านั้น


โดย: ปากกาสีน้ำ......เงิน IP: 113.53.171.229 วันที่: 8 กันยายน 2552 เวลา:8:07:57 น.  

 
อย่าเพิ่งหมดหวังครับ ฝ่ายโน้นหัวหงอกๆกันหมดแล้ว คงไม่นาน


โดย: endless man วันที่: 8 กันยายน 2552 เวลา:15:30:37 น.  

 
อ่านความเห็นของ คห. ปากกาสีน้ำเงินแล้วก็เข้าใจได้
เราคงต้องทำงานหนักขึ้นอีกเยอะ เพื่อทำความเข้าใจว่าระบอบอำมาตย์ เป็นผลร้ายต่อระบอบการปกครองเพื่อประชาชนอย่างไร?
พอจับประเด็นได้ว่า ท่านไม่เข้าใจระบอบอำมาตย์จริงๆ จึงมีความคิดเช่นนี้ ครับเราเข้าใจได้ไม่เป็นไร
ระบอบอำมาตย์มีมานานแล้วนะครับ นานเป็นร้อยๆปีไม่เชื่อลองเปิดพจนานุกรมฉบับใดก็ได้ดูนะครับ ไม่รู้ว่าจะเปิดเป็นหรือปล่าว? ถ้าเปิดไม่เป็นก็ลอง sms ถาม astv ดูนะครับว่าเขาแปลว่าอะไร
สมัยทักษิณ 1 ไม่พูดคำนี้ก็เพราะว่า อำมาตย์ไม่มีฤทธิ์ ถูกระบอบทักษิณคลุมอยู่ จนอำมาตย์ทนไม่ไหว ก็เลยใช้ยุทธวิธี ให้แป๊ะลิ้มออกมาป่วนเมืองไง? จำไม่ได้หรือ? นั่นแหละคือฤทธิ์เดชของอำมาตย์หล่ะ
บ้านเมืองจึงเสียหาย ก็อำมาตย์อีกนั่นแหละที่เป็นต้นเหตุให้กฎหมายไม่เป็นกฎหมาย ไม่มีขื่อไม่มีแป ก็พวกคุณนั่นแหละทำให้มันเป็นเช่นนั้นมิใช่หรือ
ถึงวันนี้เห็นว่าเอาไม่อยู่แล้ว ก็อำมาตย์อีกนั่นแหละส่งซิกว่า "ให้หยุดทำร้ายประเทศไทย"แล้วที่สุดก็มาลงท้ายว่าประชาชนเสื้อแดงถูกสามเกลอหลอก
ต่อให้ เป็นแปดเกลอก็หลอกเราไม่ได้ แต่ที่เราสู้อยู่ทุกวันนี้ เราไม่ได้หวังชนะในวันนี้ แต่เราหวัง ลูกหลาน อีกหนึ่งชั่วอายุคน เขาจะเป็นผู้ชนะอำมาตย์แน่นอน
เพราะอีกไม่เกิน 5 ปี อำมาตย์ต้องตายหมดเพราะแก่นั่นเอง เข้าใจ๋? นั่นแหละ เมื่อนั้นแหละ บ้านเมืองจะสงบสุขและเจริญร่งเรืองแผ่นดินจะสูงกว่านี้อีกเยอะเลย เชื่อเถอะ


โดย: หมีมุ่ยมน (หมีมุ่ยมน ) วันที่: 8 กันยายน 2552 เวลา:19:28:39 น.  

 
บทคัดลอกจากบางส่วนจากอนุสารที่คอยตีพิมพ์ของคุณสุทธิพงษ์ ปรัชญพฤทธิ์ เรื่อง “10 เหตุผลที่ ..นอกจากไม่อภัยโทษทักษิณ?”

1) ทักษิณ ..เริ่มเป็นนายกรัฐมนตรีในปี 2544

2) เกิดปรากฏการณ์สนธิ ลิ้มทองกุล (เกิดหลังจากมีรัฐบาลทักษิณ)

3) เกิดการรวมตัว สนธิ+สมาพันธ์ต่างๆ ..เป็นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ..(เสื้อเหลือง)

4) เกิด นปก. นปช. (สีแดง) ทักษิณสร้างกลุ่มเสื้อแดงขึ้นมาต่อต้านคนเสื้อเหลือง และฝ่ายตรงข้าม

5) เกิดการปฏิวัติเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 และเกิด คมช.

6) เกิดความแตกแยกของคนในชาติ

หากไม่มีคนและเหตุการณ์ในข้อ 1 ก็จะไม่มีคนและเหตุการณ์ในข้อ 2 ถึงข้อ เพราะมีคนและเหตุการณ์ในข้อ 1 จึงมีคนและเหตุการณ์ในข้อ 2 ถึงข้อ 6 นช.ทักษิณ คือต้นเหตุความแตกแยกของคนในชาติ

เศรษฐกิจของประเทศไทย เป็นเศรษฐกิจขนาดเล็ก มูลค่าเงินจึงเล็กด้วย เงินที่ไหลออกจากประเทศไทย จึงไม่ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจโลก

ในปี 2000 เกิดการพังทลายของตลาดหุ้นแนสแดกซ์ของประเทศสหรัฐอเมริการุนแรง Nasdaq Index ตกไป 78 เปอร์เซ็นต์ ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 1 ของโลก มูลค่าเงินเหรียญสหรัฐจึงมากที่สุดในโลก การพังทลายของตลาดหุ้น ทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐเสียหาย ไม่ได้รับความเชื่อมั่น และไหลออกไปท่วมประเทศต่างๆ ทั่วโลก ส่งผลให้สกุลเงินต่างๆ ตลาดหุ้นประเทศต่างๆ และทุนสำรองฯ ของประเทศต่างๆ สูงขึ้น

ราคาทองคำ เงิน เหล็ก สังกะสี ดีบุก แพลตินั่ม ฯลฯ ราคาสูงขึ้น

ราคาน้ำมันปิโตรเคมี และเคมีภัณฑ์ต่างๆ สูงขึ้น

ราคาสินค้าเกษตร ยางพารา ข้าว ข้าวโพด ถั่วเหลือง มันสำปะหลัง ฯลฯ ราคาสูงขึ้น

ราคาและมูลค่าสิ่งต่างๆ ที่กล่าวนี้ ไม่ได้สูงขึ้นที่ประเทศไทยที่เดียว แต่สูงขึ้นทั่วทั้งโลก แล้วก็ขึ้นไปสูงสุดในปลายปี 2007 จากนั้นราคาสินค้าและบริการทั้งหลายทั้งปวงก็พังทลายลงตลอดปี 2008 เศรษฐกิจทั้งโลกฟุบลงเป็นประวัติการณ์ ฟุบถึงต้นปี 2009 แล้วจึงเกิดการฟื้นตัวทางเทคนิคตามมา เหตุการณ์ทั้งหมด World funds อยู่เบื้องหลัง สวมรอยควบคุม สวมรอยปั่น

สังเกตช่วงเวลา ..ช่วงเวลาของรัฐบาลทักษิณคือ 2001-2006 (2544-2549)

ตลาดแนสแดค และค่าเงินเหรียญสหรัฐเริ่มพังทลายในปี 2000 รัฐบาลทักษิณมาในช่วงปี 2001 เป็นช่วงที่เงินจากอเมริกาไหลออกมาท่วมโลก และท่วมประเทศไทยพอดี

ข้อมูลเหล่านี้ เรานำมาเป็นข้อมูลพิจารณาสถานะและฝีมือการบริหารงานของอดีตนายกฯ ทักษิณได้ นั่นคือ

1) ค่าเงินบาท ตลาดหุ้น และทุนสำรองเงินตราของประเทศไทยสูงขึ้น ไม่ใช่ฝีมือของรัฐบาลทักษิณ

2) การใช้หนี้ไอเอ็มเอฟ หมดในกลางปี 2006 ไม่ได้เกิดจากฝีมือการบริหารประเทศของรัฐบาลทักษิณ เงินที่ไหลเข้าประเทศไทยที่เกิดจากการพังทลายของค่าเงินเหรียญสหรัฐ ทำให้ทุนสำรองฯ สูงขึ้น ทำให้สามารถนำไปใช้หนี้ไอเอ็มเอฟได้หมด ประเทศอินโดนีเซีย และเกาหลีใต้ ที่เข้าโครงการไอเอ็มเอฟในเวลาใกล้เคียงกันกับประเทศไทย ก็สามารถใช้หนี้หมดก่อนกำหนดเช่นเดียวกัน

ถ้ามีฝีมือจริง หนี้สาธารณะที่มีอยู่ 3.4 ล้านล้านบาท ก็ควรจะทำให้ลดลงด้วย แต่ปรากฏว่าหนี้สาธารณะของประเทศไม่ลด หนี้ครัวเรือนก็อยู่ที่ระดับสูง ทั้งหนี้สาธารณะและหนี้ครัวเรือนต่างเกิดจากความผิดปกติของระบบ ความผิดปกติของระบบยังคงอยู่ จะส่งผลให้หนี้สาธารณะและหนี้ครัวเรือนในอนาคตในรัฐบาลต่อมาสูงขึ้นอีก

3) ราคายาง ราคาสินค้าเกษตรต่างๆ ที่สูงขึ้น ไม่ใช่เกิดจากฝีมือการบริหารประเทศของนายกฯ ทักษิณเช่นเดียวกัน

4) อบายมุข อบายมุขทุกชนิดคืออาชีพที่ไม่ทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มและเกิดความเจริญแก่ระบบ เป็นการเอารัดเอาเปรียบระบบ เอารายได้จากอบายมุขมาช่วยการศึกษา ส่งเด็กด้อยโอกาสไปเรียนต่างประเทศ (เกินความจำเป็น) เอามาช่วยการกีฬา เอามาช่วยการกุศล

เอา 'อกุศล' มาช่วยงาน 'กุศล' อยากได้กุศลมากเท่าใด ก็ต้องสร้างอกุศลมากเท่านั้น เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง (มิจฉาทิฐิ) การสร้างงานด้วยอบายมุขเป็นงานที่ผิดศีลธรรม ไม่ว่าสลากกินแบ่ง หวยบนดิน และหวยออนไลน์ (มิจฉาอาชีวะ) การออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัว และ 2 ตัว ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล รัฐเสียหายเกือบ 4 หมื่นล้านบาท ทุกวันนี้ไม่ทราบเงินไปอยู่ที่ไหน ใช้ไปอย่างไร

5) ทัวร์แจกเงิน ทักษิณเป็นคนที่ขยันทัวร์ไปตามจังหวัดต่างๆ มากกว่านายกฯ คนใดเรียกว่าทัวร์นกขมิ้น ไปค้างคืนที่ศีรษะอโศก ก่อนลากลับขอถวายเงินแก่ท่านสมณโพธิรักษ์ ตามกฎของชุมชนอโศก ทำให้รับเงินที่ขอถวายไม่ได้ มีการหาทางออก เพื่อไม่ให้เกิดการเสียหน้า โดยให้มอบเป็นทุนการศึกษาแก่โรงเรียนสัมมาสิกขาลัย ภายหลังทางชุมชนทราบว่า เป็นเงินจากกองสลากฯ จะนำเงินมาคืน ทางผู้ที่เกี่ยวข้องไม่รับคืน

เชื่อว่าเงินกองสลากที่หายไปเกือบ 4 หมื่นล้านบาท น่าจะอยู่ที่การใช้จ่ายกับทัวร์นกขมิ้นส่วนหนึ่ง หรือทัวร์หว่านเงิน จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ถูกยึดทรัพย์เพราะนำเงินจากกองสลากฯ ไปใช้ผิดประเภท

6) เศรษฐกิจจริงของรัฐบาลทักษิณ (Real economy) ดีด้วยการโฆษณาชวนเชื่อ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รมว.คลังในรัฐบาลทักษิณ บอกว่าอีก 4 ปี จะทำงบประมาณแบบสมดุล ชี้บอกว่างบประมาณจะสมดุลในรัฐบาลใหม่ ฟังแล้วฟังดี แต่ดีเพียงคำพูด งบประมาณรัฐบาลทักษิณขาดดุลทุกปี งบประมาณในรัฐบาลที่ผ่านๆ มาก็ขาดดุลทุกปีเช่นกัน ไม่เป็นไปอย่างที่ดร.สมคิดพูด 4 ปีสร้าง 4 ปีซ่อม เป็นเพียงวลีชวนเชื่อ

7) ความยากจน -1 สภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจของรัฐบาลทักษิณสูงขึ้น จากที่เงินทุนไหลเข้า ทำให้มีการใช้เงินแบบมือเติบ ขาดวินัยด้านการเงินและการคลัง ปรับโครงสร้างข้าราชการ ทำให้เกิดหน่วยงานและตำแหน่งงานเพิ่มขึ้นและซ้ำซ้อน ยกฐานะการศึกษา ยกสถาบันราชภัฏทั่วประเทศขึ้นเป็นมหาวิทยาลัย ขึ้นเงินเดือนข้าราชการหลายรอบ ทำให้เงินคงคลังติดลบ ไม่มีเงินจ่ายเงินเดือนข้าราชการ ต้องขายทรัพย์สินของกระทรวงการคลังออกเป็นจำนวนมาก

ช่วงรัฐบาลทักษิณเอารัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ 5 แห่งเข้าตลาดหุ้น ได้แก่ ปตท. (PTT) อสมท (MCOT) ท่าอากาศยานไทย (AOT) ไทยออยล์ (TOP) ปตท.เคมิคอล (PTTCH) ปตท.ไอพีโอที่ราคาต่ำ นักการเมืองและผู้อุปการคุณได้ประโยชน์จากการนำรัฐวิสาหกิจเข้าตลาดหุ้น แต่ไม่ได้ช่วยให้เงินคงคลังดีขึ้น ต้องขายทรัพย์สินและหนี้สินอื่นๆ ของรัฐออกมาอีก คนไทยยุคทักษิณยากจน ไม่มีเงินซื้อ ต้องขายให้ต่างชาติ ขายจนกระทั่งต่างชาติเอามาตั้งเป็นธนาคารขนาดใหญ่ได้ถึง 2 ธนาคารคือ สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด และยูโอบี ธนาคารทั้ง 2 นี้ ต่างชาติถือหุ้น 99 เปอร์เซ็นต์ทั้ง 2 ธนาคาร

8) ความยากจน -2 บริษัทในกลุ่มปตท. มีทั้งหมด 7 บริษัท (ปี 2549) มีตำแหน่งกรรมการทั้งหมด 161 ตำแหน่ง มีกรรมการรวมกัน 70 คน หลายคนมีหลายตำแหน่ง มีเงินเดือน และเงินตอบแทนประจำปี คนละ 10-25 ล้านบาท (เป็นผู้บริหาร 10 ปี จะมีรายได้ 100-250 ล้านบาท) ผู้ถือหุ้นรายย่อยรวม 204,561 คน ปี 2550 มีกำไรสุทธิรวม 177,935 ล้านบาท ประมาณว่าครึ่งหนึ่ง 88,968 ล้านบาท จ่ายเป็นปันผลให้กระทรวงการคลัง (หรือประชาชน 64 ล้านคนได้ประโยชน์) อีกครึ่งหนึ่ง 88,968 ล้านบาท จ่ายปันผลแก่ผู้ถือหุ้น 2 แสนคน

กล่าวโดยสรุป กลุ่ม ปตท.ขูดรีดราคาพลังงานไปจากประชาชน 64 ล้านคน เอาไปแบ่งปันให้ผู้บริหาร 70 คน และผู้ถือหุ้น 204,561 คน ผู้บริหารกลุ่ม ปตท.ที่มีรายได้ปีละ 10-25 ล้านบาท เป็นผู้อนุมัติสปอนเซอร์ตามสถานีวิทยุและโทรทัศน์ต่างๆ โฆษณาให้ชาวบ้านที่อดอยาก ไม่มีจะกิน ให้ประหยัดการใช้น้ำมัน และเป็นอยู่แบบเศรษฐกิจพอเพียง
9. การขายชาติ วิกฤตเศรษฐกิจจากการพังทลายของตลาดหุ้นในปี 2537 ทำให้ประเทศไทยประสบภาวะเศรษฐกิจที่รุนแรง ทำให้สินทรัพย์ของประเทศตกเป็นของต่างชาติอย่างที่ไม่มีทางเลี่ยง ส่วนตัวทักษิณกลับทำให้เกิดการขายสมบัติชาติมากขึ้น แก้กฎหมายการถือครองธุรกิจโทรคมนาคมจากต่างชาติถือหุ้นได้ไม่เกิน 25 เปอร์เซ็นต์ เป็นไม่เกิน 50 เปอร์เซ็นต์ ยกเลิกสัดส่วนกรรมการที่เป็นต่างชาติจากไม่เกิน 1 ใน 4 (25 เปอร์เซ็นต์) ให้ต่างชาติเป็นกรรมการ 100 เปอร์เซ็นต์ เป็นการเพิ่มมูลค่าให้ธุรกิจชินคอร์ป ที่เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ AIS แล้วปั่นราคาชินคอร์ปขึ้นมาขายให้กองทุนเทมาเส็กของสิงคโปร์ เป็นการขายวงโคจรดาวเทียมของชาติให้สิงคโปร์

กรณีการขายสิทธิการบินของ (ไทย) แอร์เอเชีย (วันที่ 8 สิงหาคม 2546) ชินคอร์ปถือหุ้น 50% แอร์เอเชียมาเลเซียถือหุ้น 49% และทัศพล แบเลเว็ลด์ ถือหุ้น 1% แล้วเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นบริษัทไทยแอร์เอเชีย หลังจากมีการขายชินคอร์ปให้สิงคโปร์ต้นปี 2549 ทำให้ไทยแอร์เอเชียถือหุ้นโดยต่างชาติ 99 เปอร์เซ็นต์ทันที ส่งผลให้ไทยแอร์เอเชียกระทำผิด พ.ร.บ.การเดินอากาศไทย พ.ศ. 2497 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2542 ที่ระบุว่าสายการบินสัญชาติไทย ต้องมีนิติบุคคลไทยและมีบุคคลธรรมดาถือหุ้นอยู่ไม่น้อยกว่า 51% ..ภายหลังมีการตั้งนอมินีคนไทยมาซื้อหุ้นไทยแอร์เอเชียส่วนที่เป็นของชินคอร์ป 50 เปอร์เซ็นต์ แต่ความผิดก็เกิดขึ้นก่อนหน้านี้แล้ว

แทนที่ทักษิณจะให้การบินไทย ร่วมหุ้นกับแอร์เอเชียของมาเลเซีย แต่กลับเอาไปให้ธุรกิจส่วนตน (ชินคอร์ป) มาร่วมทุนกับมาเลเซีย ทำธุรกิจแข่งกับการบินไทย แย่งเส้นทางการบินไทย ลดค่าบริการการจอดที่สนามบินลง 50 เปอร์เซ็นต์ ทำให้การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยสูญเสียรายได้ คือตัวอย่างหนึ่ง จากการใช้ตำแหน่งหน้าที่ที่ก่อให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน

ท่าเรือแหลมฉบังของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ลงทุนสูงกว่าสนามบินสุวรรณภูมิประมาณ 1 แสนล้านบาท ..ปี 2547 ทักษิณก็ยกเป็นสัมปทานให้กลุ่มบริษัท ฮัทชิสัน พอร์ต โฮลดิ้ง ของนายลีกาชิง มหาเศรษฐีฮ่องกง ที่ชนะการประมูลท่าเรือ 6 แห่งต่ำมาก เพียง 60,000 ล้านบาทระยะเวลา 30 ปี นายลีกาชิง คาดหมายค่าขนส่งทางทะเลได้เหนือทักษิณ จากช่วงต้นที่นายลีกาชิงประมูลท่าเรือแหลมฉบังได้ ดัชนีค่าระวางเรือ (BDI) อยู่ที่ระดับ 3,000 จุด ต่อมาอีก 4 ปี ค่าระวางเรือสูงขึ้นทะลุ 10,000 จุด ประเทศไทยได้ค่าสัมปทานต่ำสุด แต่นายลีกาชิงมั่งคั่งขึ้นผู้เดียว

ทรัพย์สินของคนไทยต้องเป็นคนไทย เศรษฐกิจแบบพอเพียง คือมีสัมมาอาชีวะ มีอยู่มีกินตามอัตภาพ การขายวงโคจรดาวเทียม การขายโทรศัพท์มือถือ การขายสิทธิการบิน การให้สัมปทานกิจการท่าเรือแหลมฉบัง การให้เช่าหรือการขายที่นาให้ต่างชาติ จะเป็นการกระทำของนายทุนที่มีความโลภจัด เอารัดเอาเปรียบระบบ ขายสมบัติชาติ เพื่อเอาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง ไม่เป็นไปตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

การขายดังกล่าวไม่ใช่การขายสินค้าให้ต่างชาติ แต่เป็นการขายทุน (ที่ใช้ผลิตสินค้า) ของชาติให้ต่างชาติ ข้อกล่าวหาต่อทักษิณขายชินคอร์ป ไม่ใช่ขายชินคอร์ปโดยไม่เสียภาษีให้ประเทศชาติ ข้อกว่าวหาที่แท้จริงคือการขายชาติ

“ทุนของโลกาภิวัตน์ไม่มีพรมแดน” เป็นข้ออ้างของ นช.ทักษิณ ของคนที่เห็นแก่ได้ เห็นแก่ตัว เป็นการโฆษณาลวงให้เชื่อว่า เป็นการกระทำที่ถูกต้องแล้ว ชอบธรรมแล้ว ในการขายชาติ เอาเงินเข้ากระเป๋าตนเอง ซึ่งไม่ได้เกิดประโยชน์ต่อระบบ ความมั่งคั่งเป็นของส่วนบุคคล ทำให้ความมั่นคงของชาติเสียหาย

ความผิดปกติของโลกทุนนิยม จะทำให้สินทรัพย์ของคนในชาติตกเป็นของต่างชาติมากขึ้น เหตุที่เกิดกับสถาบันการเงินของไทย ก็ไม่ได้เป็นไปตามกฎหมายกำหนด ว่าให้ต่างชาติถือหุ้นได้ไม่เกิน 25 เปอร์เซ็นต์ สถาบันการเงินของไทยส่วนใหญ่ตกเป็นของต่างชาติเกิน 25 เปอร์เซ็นต์ ช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยกลับถูกซ้ำเติมการขายชาติจากอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตรอีก

การทุจริตโครงการจัดซื้อที่ดินมูลจากกองทุนฟื้นฟูฯ (ที่ดินรัชดาฯ) ทุจริตการจัดซื้อกล้ายาง ทุจริตโครงการจัดซื้อจัดจ้างปรับเปลี่ยนสายพานลำเลียงกระเป๋าสัมภาระผู้โดยสาร และเครื่องตรวจสอบวัตถุระเบิด CTX โครงการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัว และ 2 ตัว ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล และการให้เงินกู้โดยทุจริตของผู้บริหารธนาคารกรุงไทย คือพฤติการณ์ทุจริตประพฤติมิชอบ

..แก้ไขสัญญาข้อตกลงลดส่วนแบ่งรายได้ค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบใช้บัตรจ่ายเงินล่วงหน้า (Prepaid) ..แก้ไขสัญญาข้อตกลงปรับเกณฑ์การตัดส่วนแบ่งรายได้ให้บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ..ตราพระราชกำหนดภาษีสรรพสามิตในกิจการโทรคมนาคม และได้มีมติคณะรัฐมนตรีแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต เพื่อประโยชน์แก่บริษัท แอดวานส์ อินโฟร์เซอร์วิส จำกัด (AIS) ทำให้รัฐเสียหายรวม 103,034 ล้านบาท

..ให้บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เช่าและลงทุนระบบคลื่นความถี่ดาวเทียมของบริษัท ชิน แซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) โดยไม่จำเป็น ทำให้รัฐเสียหาย 700 ล้านบาท

สั่งการให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) ให้รัฐบาลสหภาพพม่ากู้เงินเพื่อซื้อสินค้าและบริการของบริษัทชิน แซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) ..อาศัยการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ นำผลประโยชน์ของชาติแลกเปลี่ยนบุกเบิกตลาดธุรกิจดาวเทียมให้แก่สายธุรกิจดาวเทียมในเครือบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เพิ่มมูลค่าธุรกิจดาวเทียมของบริษัทชิน แซทเทลไลท์ แก้กฎหมายการถือครองธุรกิจโทรคมนาคมจากให้ต่างชาติถือครองธุรกิจคมนาคม ไม่เกิน 25 เปอร์เซ็นต์ เป็นไม่เกิน 50 เปอร์เซ็นต์ ยกเลิกสัดส่วนกรรมการต่างชาติ จากไม่เกิน 1 ใน 4 เป็นต่างชาติเป็นกรรมการได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เป็นการเพิ่มมูลค่าให้ชินคอร์ปฯ เป็นส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดความร่ำรวยผิดปกติ

คนส่วนหนึ่งเข้าใจว่า มันเป็นสมบัติของทักษิณ มันเป็นความสามารถของทักษิณ เป็นสิทธิที่จะทำได้ เป็นคนไทย ต้องรักประเทศไทย รักคนร่วมชาติ ไม่เอารัดเอาเปรียบคนในชาติ ไม่โกหกหลอกลวงคนในชาติ เรื่องการรักษาสมบัติของชาติ (ของคนในชาติ) ให้เป็นของคนไทย คือปรัชญาที่ถูกต้อง จึงได้มีกฎหมาย ไม่ให้ต่างชาติถือครองสินทรัพย์ของประเทศเกิน 10 - 25 เปอร์เซ็นต์ และต้องหาทางไม่ให้ต่างชาติถือครองสินทรัพย์ของไทยเกิน 10 - 25 เปอร์เซ็นต์ การแก้ไขกฎหมายให้ต่างชาติถือหุ้นหรือสินทรัพย์ไทยไม่เกิน 50 เปอร์เซ็นต์ เป็นความไม่ถูก เป็นความเห็นแก่ได้เห็นแก่ตัวของนายทุนแต่อย่างเดียว ซึ่งคนประเภทนี้มีไม่เกิน 1 เปอร์เซ็นต์ของคนในชาติ ที่คิดขายชาติ เอาเงินเข้ากระเป๋าตัวเองตลอดเวลา














การตัดสินของศาลชัดเจนเป็นไปอย่างเปิดเผย และทักษิณได้สู้ตามขั้นตอนของศาลแล้ว แต่แพ้คดีด้วยหลักฐานซึ่งไม่สามารถตอบแย้งหลักฐานความผิดได้ และศาลก็ให้โอกาสอุทธรณ์ยื่นหลักฐานมาเพื่อสู้ได้อีก 30 วัน แต่กลับหนีไปต่างประเทศอ้างไปดูโอลิมปิคซะงั้น หากไม่ผิดจริงต้องมีหลักฐานมาสู้ ไม่ใช่หนี ใครๆก็พูดได้อย่างนี้

- ทักษิณอ้างว่า ศาลมาจากการรัฐประหาร ซึ่งโกหก
ศาลรัฐธรรมนูญตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 40 ก่อนที่ทักษิณจะเป็นนายก และตัวผู้พิพากษาก็ทำงานมาทั้งชีวิตทั้งนั้น มิใช่เพิ่งตั้งมาตอนรัฐประหาร อันนี้พยายามเบี่ยงประเด็นให้ศาลดูเป็นศาลทหาร ทั้งที่จริงไม่ใช่

- มาตรา100 ที่ตัดสินว่าทักษิณผิด ทักษิณอ้างว่า น่าขัน เพราะคนซื้อคนขายไม่ผิด แต่ตัวเองแค่เซ็นต์รับรองผิด อันนี้ถ้ารู้กฎหมายก็ผิดแน่นอนครับ เขาห้ามเจ้าหน้าที่ของรัฐไปทำุธุรกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินของรัฐเพราะ พอตัวเองไปมีอำนาจก็ขายให้กับพวกของตัวเอง ว่าง่ายๆ ผัวขายเมียซื้อ ไม่ได้ อันนี้เขามีตัวกฎหมายตั้งแต่ปี 42 ก่อนทักษิณเป็นนายกอีกนั่นแหละ ไม่เกี่ยวกับรัฐประหารเลยแม้แต่น้อย อันนี้ทักษิณก็โกหก

- มาตรา 100 ระบุความผิดแค่เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ไปยุ่งเกี่ยว เพราะฉะนั้นคนที่โดนลงโทษจึงเป็นแค่นายกที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้น ตามตัวกฎหมายชัดเจนทุกประการ ที่ทักษิณอ้างว่า คนซื้อก็ไม่ผิด คนขายก็ไม่ผิด แต่ตัวเองดันผิด อันนี้โกหกชาวบ้านให้หลงเชื่ออีกตามเคย

- ราคาที่ประมูลต่ำกว่าราคากลาง ซึ่งไม่ถูกต้อง
- เงินประกันตามกฎหมายคือ 10 ล้าน แต่ก็แก้ให้เป็น 100 ล้านเพื่อไม่ใ้ห้คนอื่นประมูลแข่ง เพราะดูแล้วไม่คุ้ม
- หลังจากประมูลชนะ ก็แก้กฎหมายจากห้ามสร้างตึุกสูงเกิน 5 ชั้นในพื้นที่นั้น เป็นสร้างได้ทันที

- ออกกฎหมายลดภาษีการโอนที่ดิน เพราะอ้างว่าจะช่วยเศรษฐกิจ ในปีนั้น และก็โอนที่ดินวันที่ 31 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันหยุดราชการ แต่ตัวเองต้องการโอนที่ดินในปีนั้นจะได้ประหยัดภาษีประมาณ 10 ล้าน ก็เลยประกาศไม่ให้หยุดวันที่ 31 ธค. อ้างว่าทำงานเพื่อชาติ ที่แท้จะโอนที่ดินแค่เงิน 10 ล้านแก้ทุกอย่างก็เอา เอากับเขาสิ

- ก่อนศาลตัดสิน มีการนำเงินใส่กล่องไปยัดให้ศาล 2 ล้านเพื่อล้มคดี เอากับเขาสิ หากไม่ผิด ทำไมต้องยัดเงินด้วย

ทักษิณไม่กล้าสู้ตามหลักฐานและพยายามล้มศาล แก้กฎหมาย และหนีศาลมาโดยตลอด และโกหกอีกว่า ศาลไม่เป็นธรรม ทุกอย่างมันชัดว่า ศาลตัดสินถูกต้องเปิดเผย เป็นที่ยอมรับของทั่วโลก แต่หากหลงตามที่ทักษิณพูดโดยไม่ไปหาความจริงแล้ว จะคิดทันทีว่า ทุกอย่างในประเทศมันแย่หมด แม้ศาลที่เป็นองค์กรที่น่าเชื่อถือที่สุดก็แย่ แต่ทักษิณ คนหนีศาล เป็นคนดีคนเดียว
{(10) การแตกแยกของคนในชาติ วิกฤตทางการเมืองเริ่มตั้งแต่ทักษิณมีอำนาจเข้ามาบริหารประเทศในปี 2544 สภาพคล่องของประเทศไทยดีขึ้น เนื่องจากการไหลเข้าของเงินจากต่างประเทศ ทำให้เศรษฐกิจคล่องตัวขึ้น ค่าเงิน ตลาดหุ้น และทุนสำรองฯสูงขึ้น เป็นที่มาของมิจฉาทิฐิ สวมรอยใช้สื่อ ใช้วิธีการตลาด โฆษณาชวนเชื่อว่าเป็นเพราะฝีมือตัวเอง บอกว่าต่างชาติมีความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลตัวเอง ประเทศไม่ได้เจริญจริง แต่เจริญแบบเบี่ยงเบนจากเงินทุนไหลเข้ามาลงทุนในกระดาษ พฤติการณ์ทุจริตประพฤติมิชอบ พฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติของทักษิณเป็นที่มาของปัญหา สามารถเรียงลำดับตามระยะเวลาของปัญหาได้ดังนี้

1) ทักษิณ ..เริ่มเป็นนายกรัฐมนตรีในปี 2544

2) เกิดปรากฏการณ์สนธิ ลิ้มทองกุล (เกิดหลังจากมีรัฐบาลทักษิณ)

3) เกิดการรวมตัว สนธิ+สมาพันธ์ต่างๆ ..เป็นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย..(เสื้อเหลือง)

4) เกิด นปก. นปช. (สีแดง) ทักษิณสร้างกลุ่มเสื้อแดงขึ้นมาต่อต้านคนเสื้อเหลืองและฝ่ายตรงข้าม

5) เกิดการปฏิวัติเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 และเกิด คมช.

6) เกิดความแตกแยกของคนในชาติ

หากไม่มีคนและเหตุการณ์ในข้อ 1 ก็จะไม่มีคนและเหตุการณ์ในข้อ 2 ถึงข้อ 6 เพราะมีคนและเหตุการณ์ในข้อ 1 จึงมีคนและเหตุการณ์ในข้อ 2 ถึงข้อ 6 นช.ทักษิณ คือต้นเหตุความแตกแยกของคนในชาติ}

สุทธิพงษ์ ปรัชญพฤทธิ์

ผมอยากจะเล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า เมื่อวันแม่วันที่ 12 สิงหาคมนี้ เพื่อนๆ ที่ล้วนแต่มีฝีมือในการเขียนได้มากินข้าวกลางวันที่บ้านผม มีพลอากาศเอกเทอดศักดิ์ สัจจะรักษ์ พลโทฤกดิ์ดี ชาติอุทิศ ท่านทูตสุรพงษ์ ชัยนาม พลโทสมชาย วิรุฬผล ศาสตราจารย์กิตติคุณสุภาพรรณ จากคณะบัญชีจุฬาฯ ผู้สนับสนุนงานของสุทธิพงษ์ และคุณสุทธิพงษ์

เราตกลงกันว่า (1) จะพากันเขียนต่อไปเรื่อยๆ และชักชวนเพื่อนๆ มาเพิ่มจำนวนผู้เขียนให้ต่อเนื่อง จนสามารถสร้าง syndicate column และผู้อ่านหรือ readership ในเมืองไทยให้สำเร็จ และจะขอให้ดร.ไสว บุญมา ณ วอชิงตัน ดี.ซี. ผู้รับผิดชอบ ‘คิดถึงเมืองไทย’คนใหม่ ช่วยขยายวงในต่างประเทศทำนองเดียวกัน (2) ช่วยหาทุนและจัดพิมพ์ผลงานของสุทธิพงษ์ และตั้งสำนักพิมพ์แบบใหม่ของเราเสียเลย

พลโทฤกดิ์ดี หนึ่งในสองนายพลผู้สร้างถนนข้าวสารให้ดังไปทั่วโลก โพล่งออกมาว่า ‘ผมขอคัดค้าน แต่สนับสนุน ผมว่าแทนที่จะเสียเวลาตั้งโรงพิมพ์ เราออก E Column หรือ E Magazine แม่งเดี๋ยวนี้เลย อย่าไปมัวแต่คอยแม้แต่วันเดียว’

ท่านผู้อ่านที่เคารพครับ ใครอยากอ่าน หรือสนับสนุนจะร่วมสร้าง E Column หรือ E Magazine กับเราโปรดยกมือขึ้น

‘ขอ E ปากกา พวกข้านี้ มีอำนาจ
ด้วยรักชาติ สัจจริง มินิ่งได้
มันทั้งผอง ที่ปองร้าย ทำลายไทย
จงบรรลัย ด้วยปากกา พวกข้าเทอญ’

โปรดติดต่อ Suthipong Prachayapruit ตั้งแต่บัดนี้ อย่าให้สายเกินไป


โดย: ปากกาสีน้ำ......เงิน IP: 125.26.143.81 วันที่: 15 กันยายน 2552 เวลา:18:27:26 น.  

 
ขอคุณมากนะครับ ที่แสดงเหตุและผลมาอย่างยืดยาว แสดงถึงความตั้งใจจริง ดีครับ นี่แหละประชาธิปไตย เป็นอย่างนี้หล่ะครับ
สู้กันด้วยเหตุและผล คนตัดสินว่าอะไรของแท้ อะไรของปลอม ประชาชนผู้อ่านเขาตัดสินเอง..เพราะประชาธิปไตยเขาตั้งสมมุติฐานว่า ประชาชนฉลาดเท่ากัน ตัดสินใจเองได้ไม่ต้องให้ใครครอบงำ
ขอบคุณนะครับที่สละเวลา มาใหม่นะครับ


โดย: หมีมุ่ยมน (หมีมุ่ยมน ) วันที่: 15 กันยายน 2552 เวลา:20:59:16 น.  

 
ขอบคุณครับที่ไม่ลบความเห็นของคนอื่นที่ผมลอกเอาของเขามา ดูได้ที่เว็บผู้จัดการ http://www.manager.co.th/


โดย: ปากกาสีน้ำ......เงิน IP: 125.26.196.123 วันที่: 17 กันยายน 2552 เวลา:22:08:15 น.  

 
ขอบคุณ ปากกาสีน้ำเงิน ที่ให้ปัญญาแก่บัวใต้ตมทั้งหลาย ให้สามารถมีโอกาศได้ชูช่อสู่น้ำใสสะอาด และอาจจะโผล่พ้นน้ำได้ในลำดับต่อๆไป สาธุ สาธุ


โดย: Art97 IP: 115.67.180.253 วันที่: 2 มกราคม 2553 เวลา:0:29:51 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

หมีมุ่ยมน
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




การเมื่องช่วงนี้ เป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่าย เพราะทุกคนต้องการประชาธิปไตย แต่ว่า ไม่เคารพกฎหมาย อันเป็นหัวใจของระบอบประชาธิปไตย มันก็เลยวุ่นวายกันใหญ่ แม้จะเบื่อเพียงใด ก็ไม่ควรทอดทิ้ง หรือ ท้อถอย ต้องตามไปอย่างกระชั้นชิด มิฉะนั้นจะมีคนกลุ่มหนึ่งจะนำการเมืองไปเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มของตนเอง ตามทฤษฎีการเมื่อง ไม่ว่าสำนักใดก็ตาม ระบุว่า "การเมืองมันคือการช่วงชิงเพื่อที่จะให้ได้อำนาจรัฐ" เพราะฉะนั้นใครเป็รัฐบาล สิ่งแรกที่เขาทำ คือการสนองตอบผลประโยชน์ของพรรคของเขา เป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องปกติ มีแต่พวกดัดจริต หรือไม่เข้าใจระบอบการเมืองเท่านั้นที่บอกว่า รัฐบาลต้องคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชน อาจจะมีคำถามว่า เอ..ถ้าอย่างนั้น การเมืองมันก็ชั่วร้ายใช่ไหม? คำตอบก็คือ ใช่ เราจึงต้องคอยควบคุมการเมืองให้อยู่ในร่องในรอย หมายความว่า ทุกคน ทุกผ้ทุกนาม ต้องเล็งหาพรรคการเมืองเหมาะๆ มีนโยบายดีแล้วสมัคร หรือผลักดันให้นั้นเป็นรัฐบาล เพื่อพวกเขาจะได้สนองความต้องการของเรา เป็นเช้นนี้ทั่วโลก เพราะฉะนั้นคนทุกคนต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมือง จะวางเฉยไม่ได้ ต้องพยายามให้ พรรคตนเองเป็นผู้ที่ได้รับเป็น ส.ส. ให้มากจึงจะได้เป็นรัฐบาล และเป็นรัฐบาลที่สนองตอบความต้องการ พวกชาวไร่ ชาวนา หรือ กลุ่มอาชีพ อยากจะเป็น ส.ส. ก็ต้องสมัครเป็นสมาชิกพรรคและลงเลือกตั้งทั่วไป มิใช่เลือกเฉพาะกลุ่มของตนเอง แล้วไปเป็น ส.ส. ของคนทั้งประเทศ อย่างนี้ไม่ได้ จึงสรุปว่า ป่วยการที่จะคิดเป็นการเมืองใหม่ตามพันธมิตร เพราะมันผิดธรรมชาติ ระบอบประชาธิปไตยเขาไม่ฝืนธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ จะหวังพึ่งกลุ่มนักวิชาการ 24 อธิการ ก็ดูมืดมน เพราะแต่ละท่านที่มาเสนอความคิด ล้วนมีจิตใจอคติเคลือบวิญญาณ จึงไม่เห็นความเป็นธรรมชาติของประชาธิปไตย ปล่อยให้เป็นธรรมชาติเถอะ ระบบมันจะแก้ไขปัญหาด้วยตัวของมันเอง เชื่อเถอะหน่า!
Friends' blogs
[Add หมีมุ่ยมน's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.