กรกฏาคม 2551

 
 
1
2
3
5
6
7
9
10
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
25
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog
บันทึกเดินทางไปเยี่ยมญาติที่ Scotland ตอนที่ 9
28/03/2008
วันนี้ตื่นขึ้นมาก็ได้ยินเสียงฝนตกหนักด้านนอก ก็เลยไม่ลุกจากเตียงแค่เปิดไปหัวเตียงแล้วหยิบหนังสือ The House ( Daneill Steel ) ที่อ่านค้างไว้เมื่อคืนมาอ่านต่อ
เฮ้อ!!! เห็นฝนตกหนัอย่างนี้ก็รู้แล้วล่ะว่าวันนี้คงไม่มี Trip ไปไหน เพราะมันเปียกน่าดูแถมหนาวอีกด้วย
วันนี้อุณหภูมิข้างนอกประมาณ 3-4 องศา แต่รู้สึกหนาวมากเพราะมีทั้งลมและฝน ประมาณ 9 โมงกว่าๆแอนน์ตื่น แล้วก็ชวนเราเข้าไปซื้อของใน Montrose กัน เพราะวันนี้วันศุกร์ อาหารประจำบ้านนี้คือ Menu Fish เป็นอาหารเย็น เลยมุ่งตรงไปร้านขายปลา วันนี้เรารับหน้าที่จ่ายเอง เพราะแอนน์จ่ายมาทุกวันค่าอาหาร วันนี้ได้ Kipper (smoking Herring) มา 2 ชิ้น Haddock 3 ชิ้น รวมๆแล้ว 9.25 ปอนด์ ปลาที่ซื้อมาชิ้นใหญ่มากกก สมราคาน่ะแหละ
ออกจากร้านขายปลาก็ออกวิ่งกันเลยเพราะฝนยังคงตกปรอยๆอยู่ ตรงไปร้านขายหนังสือพิมพ์ แอนน์ไปซื้อนิตยสาร และหนังสือพิมพ์ Courier ที่เธออ่านประจำทุกวัน ส่วนเราซื้อซองจดหมายให้ตาเอียน 2 ซอง 65 Pence จากนั้นก็กลับมาขึ้นรถขับตรงไปยัง ห้าง Lidl แอนน์บอกว่าเป็นซุปเปอร์ของเยอรมัน อ่านว่า ลิดเดิล ที่นี่พวกอาหารจะค่อนข้างถูก แอนน์เลยชอบมาซื้อที่นี่ วันนี้พวกเราได้ หลอดไฟ 2 ดวง ผักรวม 1 ถุง Morning rolls 2 packs (เป็นขนมปังกลมๆ ไว้ทาเนยกินตอนเช้า )และขนมปัง Farm house อีก 1 แถว รวมๆแล้วก็จ่ายไปแค่ 3.99 ปอนด์



จากนั้นก็มุ่งตรงกลับบ้าน วันนี้เราหุงข้าวกับ Microwave ออกมาข้างล่างแข็งโป๊ก ปาหัวหมาแตกแน่ แต่ก็ฝืนๆกินเข้าไป เป็นอาหารเที่ยงกับหมูผัดกระเพรา และไข่เจียว ส่วนแอน์ มาร์ติน ตาเอียนกิน Morning rolls ที่ซื้อมา จากนั้นก็ตากผ้า เอาไปตากที่ชั้นบนตรงกับหน้าต่างที่มีแสงดแดส่องเข้ามาถึง น่ะ เพราะเอาไปตากข้างนอกเนี่ยไม่ไว้ใจเล้ย ให้ตาย เดี๋ยวฝนตก เด๊ยวแดดออก เดี๋ยวหิมะ วิ่งเก็บกันไม่ไหวหรอก จากนั้นก็อาบน้ำให้น้องมิค อ่านหนังสือต่อเรื่อยๆ เพราะฝนยังตกอยู่เรื่อยๆ จนประมาณ 4 โมงเย็น ก็เริ่มมีแสงแดด ส่องเข้ามาตรงหน้าต่างที่เรากะลังนั่งเขียนบันทึกอยู่เนี่ย ประมาณ 5 โมง แอนน์ขับรถเข้าไปซื้อ Chips ในเมือง เพราะขี้เกียจทอดเอง ส่วน มาร์ตินก็ทอดปลาที่ซื้อมาเมื่อวานอยู่ในครัว เราเลยชวนน้องมิคออกไปเดินเล่นในหมู่บ้าน เดินไปก็ถ่ายรูปไปเรื่อยๆ
กิ่งแอปเปิ้ลกะลังผลิใบ



เดินเล่นในหมู่บ้าน


Daffodils ริมถนน


ต้นอะไรไม่รู้ เป็นพุ่มสวยดี


วิวทางเข้าหมู่บ้าน


ระหว่างทางเจอสาวน้อยเพื่อนบ้าน Olivia คนโต Mia คนเล็ก ปกติชอบมาเล่นกับ melody วันนี้ Mick เลยได้เพื่อนเล่น ใหม่ 2 คน



ตัวนี้ Rosy ของ Olivia




ปล่อยให้เล่นกันสักพัก แอนน์ ขับรถผ่านกลับมาพอดี เลยชวนน้องมิค กลับบ้านไปกินอาหารเย็น
อ้อ!!! ก่อนเข้าไปซื้อ Chips ใน Montrose แอนน์ถามว่าใครต้องการ Bingo Ticket บ้าง เพราะวันนี้จะมี Bingo Lotto สดทางทีวีช่อง Virgin 1 เรากับตาเอียนเลยฝากซื้อมาลองเล่นดู ใบละ 2 ปอนด์ มีเกมส์ให้เล่น 6 เกมส์แต่จะเรียกตัวเลขทีละ 2เกมส์ นอกจากนั้นยังมีรางวัลพิเศษจากเลข Series และ เลข Tickets โดยจะมีการจับรางวัลเป็นช่วงๆ

ตัวอย่าง Bingo Lotto
>

ก็สนุกดี ตื่นเต้นดี แต่สรุปแล้วไม่มีใครชนะเลย รางวัลย์ก็มีมากมายตั้งแต่ รถยนต์ ,Trip,โทรศัพท์มือถือ,ทีวีจอยักษ์ และอื่นๆอีกมากมาย ลองดูนะถ้ามาเที่ยว Scotland แต่แอนน์บอกว่าไม่ได้มีตลอด จะมีเป็นช่วงๆเท่านั้น ต้องดูเอาเองว่าเรามาตรงกับช่วงหรือเปล่า

หลังจากเสร็จจาก Bingo Lotto แอนน์ก็ต้องขับรถไปส่งทาร์ตินกับเอียนที่ในเมืองอีกเพราะ 2 คนจะไปผับ เล่นปาเป้ากัน ( Dart Game ) ตอน 5 ทุ่มแอนน์ต้องขับไปรับอีก เหนื่อยน่าดูเลย เพราะมาร์ตินดื่มเบียร์เลยห้ามขับรถน่ะ
" Free Taxi Driver " แอนน์บ่น


29/03/2008

Done nothing today!!!!!

วันนี้ตั้งแต่ตื่นนอนก็ไม่ได้ทำอะไรเลยแค่ซุกตัวอ่านหนังสืออยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่น ตาเอียนกับมาร์ตินมีนัดไปดูบอลในผับกับ ไมเคิลและฟิลลิป แอนน์ไปรับกลับมาประมาณ 5 โมงเย็น กินอาหารเย็นแล้วดูถ่ายทอดแข่งเรือระหว่าง Oxford กับ Cambridge ช่วงแรก Cambridge นำเล็กน้อย แต่พอเลยครึ่งทางมาหน่อย Oxfrod ก็นำโลดเข้าเส้นชัยไปเลย จากนนั้นก็อาบน้ำและเข้านอนแต่หัววัน อ่านหนังสือไปได้เยอะเลยวันนี้ก่อนจะหลับ


30/03/2008

วันนี้ตื่นแต่เช้าเหมือนเคยแต่นอนอ่านหนังสือไปเรื่อยๆ เพราะลงไปข้างล่างก็คงไม่มีอะไรทำ ลุกจากที่นอนมาก็ 9 โมงกว่าแล้ว เลยลงมาหุงข้าว Anne ไม่อยู่แล้วคงจะเข้าไปใน Montrose ซื้อหนังสือพิมพ์และขนมปังเหมือนเคย หุงข้วซักพัก แอนน์กลับมา
" Good Afternoon " She said hahaha
คงเห็นว่าเราตท่นสายล่ะซีวันนี้ จากนั้นก็ทำอาหารเช้าวันนี้ทอดไข่ดาว 2 ฟองเผื่อน้องมิคด้วย แต่ปรากฎว่าน้องมิคกิน Braidy ของเราที่เหลือจากเมือ่วาน ไปแล้วเลยไม่หิวข้าว เราเลยยกไข่ดาว 1 ฟองให้ตาเอียนกินกับขนมปังเป็นอาหารเช้า ส่วนเราทำผัดผักรวมมิตรกับผักที่เหลือของแอนน์เมื่อวาน พวกแครอท ถั่ว ข้าวโพดเอามาผัดปรุงรสกับคนอร์ อร่อยดีไปอีกแบบนะเราว่า หวานได้โดยไม่ต้องเติมน้ำตาลด้วย จากนั้นก็บังคับน้องมิคไปอาบน้ำเพราพ่อคุณไม่ได้อาบทั้งวันเมื่อวาน แต่งตัวให้น้องมิคเสร็จก็แต่งตัวให้ตัวเอง โดยไม่อาบน้ำยกยอดไปอาบก่อนนอน ล่ะกัน
ระหว่างที่อาบน้ำก็ได้ยินแอนน์ทำอาหารเที่ยง ( Dinner ) ที่นี่อาหารเที่ยงเค้าเรียก Dinner ล่ะ อาหารเย็น เรียก Tea ทำเอาเราเอ๋อไปพักนึงเหมือนกัน ไหงไม่เหมือนที่ชั้นเรียนมาวะ !!!!
ได้ยินเสียงตาเอียนบอกไหม่ต้องทำเผื่อ สุธีรา เธอเพิ่งกินข้าวไป

ประมาณ 11 โมงครึ่ง ก็ลงมานั่งดูทีวี อ่านหนังสือ น้องมิคเล่นเสียงดังตาเอียนเลยพาออกไปเล่นที่สนามเด็กเล่น
หายไปพักเดียวตาเอียนก็พากลับ บ่น
หนาวววว !!!!

เราเลยพาน้องมิคออกไปเดินเล่น คราวนี้เดินเลยออกไปทาง South Esk River

ระหว่างทางออกจากหมู่บ้านไปยังแม่น้ำ



ระหว่างทางก็ผ่าน Community Hall และ ทุ่งเลี้ยงม้าที่มีม้าอยู่ไม่กี่ตัว บ้านเรือนริมแม่น้ำไม่กี่หลัง


เดินไปสักพักก็ได้ยินเสียงน้ำไหล เลยออกจากทางหลักไปเดินใกล้ๆแม่น้ำ วิวสวยมากมาก เห็นแม่น้ำแล้วเลยไปถึงเนินฝั่งตรงข้ามที่มีบ้านกลางฟาร์มตั้งอยู่ ทุ่งก็จะมีแกะเห็นเป็นจุดขาวๆ ทางเดินริมแม่น้ำบางช่วงจะติดขอบมาก เค้าจะทำรั้วกั้นไว้กันตก











จากนั้นก็จะมีบันไดให้ปีนขึ้นไปยังทางหลัก ฝนเริ่มตกปรอย ๆ

หลังปีนขึ้นมา ก็เจอกอ Daffodils น้องมิคเลย pose ซะเลย









น้องมิคเริ่มบ่นขี้เกียจเดิน ก็เลยหันหลังกลับไม่ได้เดินวนจนรอบเหมือนที่ตั้งใจ


ก่อนกลับถึงบ้าน เจอบ้านหลังนึ่งระหว่างทางปักธงชาติสก๊อตแลนด์ปลิวไสวท่ามกลางสายลมหนาว




กลับมาถึงบ้านประมาณเที่ยงกว่าๆ ก็เตรียมตัวไปเที่ยว House Of Dun กัน
ก่อนไปก็มารู้จักกันวะหน่อยว่า House Of Dun ที่ว่าน่ะมีที่ไปที่มายังไง

" House of Dun หรือเรียกกันทั่วไปว่า Dun House สร้างเพื่อ David Erskine ซึ่งเป็นผู้พิพากษาในขณะนั้น สร้างขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 18 โดยตั้งอยู่ห่างจาก Montrose Basin ประมาณ ครึ่งไมล์เท่านั้น ที่นี่สามารถมองเห็นไปถึงอ่าวมอนโทรสเลยล่ะ
บ้านได้รับการตกแต่งตามแบบสมัยใหม่โดย John Erskine และ ภรรยาของเค้า Lady Augusta Fitzclarence ซึ่งเป็นบุตรสาวของ Duke Of Clarence ผู้ซึ่งต่อมาก็คือ King William IV กับดาราสาว Jordan
บ้านเป็นสมบัติประจำตระกูล Erskine มานานโดยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้เปิดบ้านเป็นโรงแรมด้วย ด้วยค่าใช้จ่ายในการดูแลบ้านขนาดใหญ่นี้มากมหาศาล บ้านนี้เลยยกให้ National Trust for Scotland ดูแลตั้งแต่ ปี 1980 โดยทายาทคนสุดท้าย Mrs Millicent Lovett และได้รับการซ่อมแซมปรับปรุง และเปิดให้สาธารณชนเข้าชมเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 12 พ.ค. 1989 โดย Queen's Mom เป็นผู้ทำพิธีเปิด "


ที่นี่จะเปิดตั้งแต่เวลา 12.30 ถึงประมาณ 5 โมงเย็น ในช่วงนี้
พวกเราไปถึง ก็ขับตรงไปที่จอดรถเลยซึ่งอยู่เลยตัวบ้านไปนิดหน่อย แล้วก็เดินกลับมา


ป้ายตรงบริเวณที่จอดรถ




ระหว่างทางเดินกลับไปยังตัวบ้าน



ต้นสนใหญ่ยักษ์ระหว่างทาง



นี่ล่ะที่มาของต้นสนยักษ์ค่ะ


ถึงแล้วค่ะ House Of Dun



ใกล้อีกรูป



จากนั้นก็เข้าไปจ่ายค่าทัวร์ชมบ้านตรงบริเวณ Entrance Hall
ผู้ใหญ่ 2 คน 8 * 2 = 16 ปอนด์
สูงอายุ 2 คน 5 * 2 = 10 ปอนด์
เด็ก 1 คน 5 ปอนด์
รวมแล้ว ก็ 31 ปอนด์ เราเป็นคนออกค่าเข้าชมทั้งหมดวันนี้

จากนั้นก็เริ่มทัวร์ไปเรื่อยๆตามลูกศร
อ้อ!!เรากับแอนน์ ออกไปซื้อหนังสือ House of Dun Guide Book คนละเล่ม ราคาเล่มละ 1.75 ปอนด์ ด้านในสวยมาก เริ่มที่ห้องแรก

รูปบ้านจากหนังสือที่ซื้อมา ภายในตัวบ้านห้ามถ่ายรูปเราเลย Scan เอาจาก Guide Book ที่ซื้อมา



เริ่มที่ห้อง Saloon ซึ่งเป็นห้องใหญ่สำคัญที่สุดของบ้าน ด้วยเพดานสูงลิ่ตามแบบ Scottish Tower House
ภายในห้องจะประกอบด้วยรูปปั้นปูนพลาสเตอร์ประดับผนังและเพดาน ซึ่งเป็นจุดเด่นของห้องนี้





ภาพวาด King William IV



ออกจากห้อง Saloon ก็มาถึงห้อง Dining Room เดิมห้องนี้ไม่ได้เป็นห้องรับประทานอาหารแต่จะเป็นห้อง Withdrawing Room ( คล้ายๆห้องที่ให้แขกนั่งรอพบน่ะ ) ได้ปรับปรุงเป็น Dining Room ในศตวรรษที่ 19 เมื่อมาถึงห้องนี้ ตามสภาพจริงที่เค้าจัดจะมีชุดรับประทานอาหารอยู่ด้วย (ในรูปไม่มี ) ทุกคนก็สงสัยว่า ถ้วยแก้วที่มีปากเป็นจงอยบนโต๊ะที่มีทุกที่นั่งน่ะ เอาไว้ทำอะไร เพราะทุกคนจะมี จาน ช้อน มีด แก้วไวน์ และถ้วยไอ้นี่แหละ !!

แอนน์บอกว่า " น่าจะเอาไว้ใส่น้ำล้างมือนะ "
แต่ตาเอียนแย้ง " ใส่น้ำล้างมือทำไมต้องมีจงอยด้วยละ "
ถกเถียงกันอยู่สักครู่ ก็มีเจ้าหน้าที่เดินมา เลยถาม เค้า
ได้ความว่า
" อ๋อ เป็นถ้วยที่ไว้ใส่น้ำกลั้วแก้วไวน์ ซึ่งจะมีอยู่แก้วเดียว แต่ในระหว่างมื้ออาหารจะมีการเสิร์ฟไวน์หลายชนิด ก็เลยต้องกลั้วแก้วไวน์เอาไวน์เดิมออกไปก่อนเพื่อไม่ให้ ไวน์แก้วใหม่เสียรสชาติ น่ะเอง "

" ห้อง Dining Room"




ที่นี่มีเพื่อนของแอนน์ชื่อ Madge ทำงานเป็นไกด์อยู่ด้วย เธอน่ารักมากทีเดียว เธอพยายามคุยกับน้องมิค แต่น้องมิคดันกลายเป็นหนุ่มขี้อายไปซะนี่

The 19th century Boot Bath



Mr Erskine's Dressing Room



รูปนี้ห้อง Boudoir ห้องสันทนาการส่วนตัวเฉพาะสตรี




The Old Library


Sibbald and sons' 19th-century shower bath



Miss Millicent 's Room ห้องนอนทายาทคนสุดท้ายสมัยเด็ก


New Library 19th-century Library



เค้าห้ามถ่ายรูปในบ้านแต่ถ่ายออกไปข้างนอกคงไม่เป็นไรนะ


อันนี้ห้องครัวยังจำลองสภาพเดิมไว้



เมื่อเสร็จจากทัวร์ภายในตัวบ้าน ก็ออกมาที่ Shop ก่อน
อันนี้วิวเดียวกับที่ถ่ายมาจากบนบ้านเลย >

เราซื้อ Magnet 2 อัน ส่วนน้องมิคซื้อของเล่นเหมือนเดิม ในระหว่างที่รอจ่ายเงิน คนคิดเงินก็ให้ Chocolate Easter Egg กับน้องมิคใบหนึ่ง
ใจดีน่าดู


รูปนี้ประตูหลังบ้าน ดูแล้วคลาสสิคดี


สวนหลังบ้านถ่ายออกไปเห็น Montrose basin ด้วย



ระหว่างทางเดินกลับไปที่จอดรถ





Create Date : 11 กรกฎาคม 2551
Last Update : 21 กรกฎาคม 2551 9:34:45 น.
Counter : 676 Pageviews.

1 comments
  
เพิ่งลองตกแต่ง ส่วน comment นี่ค่ะ
โดย: mearnss วันที่: 16 กรกฎาคม 2551 เวลา:14:17:00 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

mearnss
Location :
ชุมพร  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



เป็นเภสัชกร ที่อยากทำงานบริษัทท่องเที่ยว เค้าจะรับมั้ยนี่ ท่องเที่ยวกับอ่านหนังสือเป็นสิ่งที่โปรดที่สุดของข้าพเจ้า

MY VIP Friend