มิถุนายน 2551

1
2
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
21
22
24
26
27
28
29
30
 
 
All Blog
เอาบันทึกเดินทางไป Scotland รอบแรก 2003 มาลงใน Blog ของตัวเองซะหน่อย
Before Flying
ในที่สุดความฝันที่จะไปเยือนบ้านเกิดของคุณสามี ก็เป็นจริง หลังจากได้ Visa จาก British Embassy และตั๋ว เครื่องบิน เรียบร้อยแล้ว ( ได้ตั๋วราคาค่อนข้างถูก ของ Malaysia airlines round trip 2 seats ประมาณ ใกล้ 70 ,000 บาท โดยค่าตั๋วจะไม่รวม ค่าภาษีสนามบิน ของดอนเมือง คนละ 500 บาท ส่วนของ airport อื่นๆ ( Kualalumpur and London Heathrow ) จะรวมอยู่แล้ว

จนกระทั่งใกล้วันเดินทาง เฮ้ย !ซวยละวา ยังหาที่จอดรถ ในกรุงเทพไม่ได้เลย แล้วตูจะทำไงวะเนี่ย ( ชั้นมันกะเหรียงบ้านนอก จ้า ) เห็นเพื่อนบอกว่า ถ้าจอดที่ดอนเมือง เค้าคิดวันละ 200 บาท ชั้นไป เกือบ 20 วัน ขนหน้าแข้งงร่วงแน่ๆ และแล้ว ก็ถึงคราวซวย ของคุณนายจอมสุดสวย

กริ๊ง กริ๊ง ฮัลโหล คุณจอมสุดสวย มีเรื่องรบกวนหน่อยว่ะ (แฮะ แฮะ ก็ไม่หน่อยนะ ตั้งเกือบ 20 วัน ) หาที่จอดรถให้หน่อยซี

ฮ้า เกือบ 20 วันนี่นะ !

น้า น้า จอม ช่วยหน่อยนะ ( ตื๊อเท่านั้นที่ครองโลก )
เออ เออ ชั้นต้องไปถามพี่สุดดูก่อนนะ ( เจ้าของที่จอดรถบ้านนังจอมซึ่งจอดในบ้านได้แค่คันเดียวน่ะ )
ในที่สุด ก็ไม่เกินความสามารถของนังจอมสุดสวย
Thanks God !!
ไม่ต้องเสียเงินอีกสามพันกว่าๆ จะได้เก็บไป shopping อีกหน่อย

ก่อนวันเดินทาง เราก็ขับรถเข้ากรุงเทพมาขออาศัยค้างบ้านนังจอมก่อน พร้อม ยึดที่จอดรถ
เช้าวันเดินทาง ก่อนนังจอมจะไปทำงาน ก็ จัดการโทร นัด taxi ให้มารับพวกเราไป airport นัดไว้ประมาณ เที่ยงครึ่ง

จริงๆ แล้วเครื่องเราออกประมาณ 5 โมงเย็น แต่ ไม่ไว้ใจการจราจรในกรุงเทพ เลยเผื่อไว้ก่อน

ไปเร็วดีกว่าตกเครื่องเนอะ!!!

ปรากฎว่าเราไปถึงเร็วมาก Mr.Ian เริ่มบ่นขี้เกียจลากกระเป๋าเดินทาง 2 ใบ เดินไปมา ในสนามบิน เลยต้องยอมเสียเงินค่าฝากกระเป๋า 180 บาท คิดเป็นการฝาก 1 วัน ยอมเพราะเราก็ไม่อยากลากไปมาเวลาเดินดูของ หรือหากาแฟกิน

หลังจากฝากกระเป๋าเดินทางเรียบร้อยก็เดินไปหากาแฟกินฆ่าเวลา ที่ชั้นสอง จากนั้นก็เตร่ไปเตร่มา บอกแล้วว่ามาถึงก่อนเวลา ประเภทเบอร์ 5 น่ะ จนกระทั่ง เห็น หมายเลข Flight ของเรา ขึ้นให้ Check in ได้แล้ว ก็เลยไปรับกระเป๋าเดินทางคืน สรุปแล้วฝากไว้ประมาณ 2 ชั่วโมง โดนไป 180 บาท สมน้ำหน้า (ใครวะ! )

แล้วก็เข้าคิว Check in ชั่งน้ำหนักระเป๋า ผู้ที่อยู่หน้าเราเป็นสาวน้อยฝรั่งคนนึง ตัวเล็กนิดเดียว แต่แม่คุณหอบข้าวของมาเพียบ เห็นมีถุงกระสอบใบใหญ่เบ้อเร่อ อยู่ 1 ใบด้วย สงสัย shop เมืองไทย เพลิน แล้วขนของกลับบ้าน ปรากฏว่าน้ำหนักกระเป๋าของเธอเกินไป เป็น สิบกิโล ไม่ทราบว่าลงเอยกันยังไง สายการบินยอม หรือ ต้องจ่ายเงินเพิ่ม เพราะเห็นเจรจากันนาน เราเลยเปลี่ยนไปต่อคิวแถวอื่น ของเราสองคน ได้โควต้า 40 กิโล แต่รวมกันแล้ว หนักแค่ 22 กิโลกว่า ๆ เท่านั้นเอง สบายแฮ

หลังจาก check in book ที่นั่งเรียบร้อย ก็เดินต่อไปจ่าย ค่าภาษีสนามบิน คนละ 500 บาท (ไม่รู้ตอนนี้ ขึ้นรึยัง ) ผ่านประตูตรวจ passport แล้วก็เดินไปอีกพอสมควร แต่ไม่เป็นไร เพราะเราไม่ต้องลากกระเป๋าอีกแล้ว ( กระเป๋า เดินทางทั้งสองใบ เราแจ้งให้ส่งตรงไป Edinburgh เลย ) จากนั้นก็ตรงไปยัง gate 23 ที่ Malaysia airline สิงสถิตอยู่ บริเวณนั่งรอ Boarding มีเก้าอี้ให้นั่งสบาย มีร้านขายเครื่องดื่ม มีห้องน้ำ ห้องท่า รวมทั้ง smoking room ที่ Mr.Ian มองหาเป็นอันดับแรก ( Mr ian ยังเป็นคนรุ่นเก่า ห้ามเท่าไหร่ก็ไม่ฟัง เวลาสูบที่บ้าน ต้อง ห้ามเข้ามาในร้านขายยา เดี๋ยวเสียภาพพจน์หมด ) เราเป็น Pharmacist เปิดร้านขายยาด้วย ทำงานราชการด้วย เปิดร้าน หลังเลิกงานประจำ เลยไม่ค่อยรุ่งเท่าไหร่

ระหว่างนั่งรอ เราก็เกิดหิวน้ำขึ้นมา ก็เลยให้ Mr Ian เดินไปซื้อน้ำ ที่ร้านขายเครื่องดื่ม เท่าที่จำได้รู้สึกว่าจะขวดละ 50 กว่าบาทนะ ไอ้ขวดเล็กๆ ที่เราซื้อกันข้างนอกขวดละ 8- 10 บาทนั่นแหละ ค่าเช่าที่อาจจะแพงหูฉี่ก็ได้ เลยต้องมาบวกรวมในค่าเครื่องดื่ม ไม่งั้นก็อยู่ไม่รอด
ซี

Flying

นั่งรออยู่อีกประมาณ เกือบๆ ชั่วโมง ก็เรียก boarding แต่เราก็ยังต้องรออีกนิดนึงนะคะ เพราะ first class and business class ก่อนค่ะ แล้วถึงคิวเรา ชั้นประหยัด รอหน่อยเสียเงินน้อยกว่ากันตั้งเยอะ ตรงประตูขึ้นเครื่องก็จะมีหนังสือพิมพ์ให้ถือติดไม้ติดมือขึ้นไปอ่านบนเครื่อง เวลา เบื่อ ๆ แต่เครื่องช่วงนี้ไม่นาน แค่ประมาณชั่วโมงกว่าๆ จากกรุงเทพ ถึงกัวลาลัมเปอร์ ( ต้องบินย้อนกลับไป malaysia ก่อน เนื่องจากเป็นสายการบินมาเลเซีย ) ตอนเครื่อง take off บางคนบอกว่าอาจจะหวาดเสียวนิดหน่อย แต่เราชอบแฮะ มันดี หลังจาก take off และไต่ระดับจนได้เพดานบินที่ต้องการ แอร์โฮสเตส ใส่ชุดลายปาเต๊ะ คงจะเป็นชุดประจำชาติมั้ง และ สจว๊ต ก็เริ่มแจกอาหารเลยมีประมาณ 3 menu ให้เลือก ต้องรีบแจกมั้งเพราะใช้เวลาบินแค่ชั่วโมงกว่าๆ เดี๋ยวกินไม่ทัน

Mr.Ian บอกว่า Air France อาหารดีกว่าเยอะ อาจจะเป็นเพราะ Air France มีอาหารยุโรปให้เลือกมากว่ามั้ง แต่ของมาเลเซียแอร์ไลน์ มี menu อาหารเอเชียด้วย แต่ไม่ใช่อาหารไทยแน่นอน

เครื่อง Landing ที่ Sepang kualalumpur แล้วเราต้องรออีกประมาณ 3 ชั่วโมง เพื่อจะ connecting flight ไปยัง London สนามบินกัวลาลัมเปอร์จะมีอาคารเดียวเป็นรูปวงกลมกว้างมาก แล้วก็จะมีรัศมีออกไปเป็น Gates ต่าง ๆ ค่อนข้างหายากนิดนึง เนื่องจากป้ายบอกทาง จะชี้เอียง ๆ งงเป็นบ้าเลย Mr.Ian start moaning again
“ I don’t like this “
Me too !!!!!!!!. 555 That’s what I answered !
และสิ่งที่เด็ดที่สุดของสนามบินนี้คือ smoking room ค้าาา
หลังจาก book ที่นั่งได้เรียบร้อยแล้ว Mr,Ian ก็เริ่มมองหา smoking room

ไอ้ smoking room ที่ว่า มันก็อยู่ตรงทางเดินไปขึ้นเครื่องนั่นแหละ ห้องด้านในที่ให้นั่งรอขึ้นเครื่องยังไม่เปิด ทุกคนก็เลยต้องนั่งรอตรงม้านั่งที่มีให้หน้าห้องนั่นแหละ มีบ้างที่มากันเป็นกลุ่ม รู้สึกจะเป็นนักเรียนหรือนักศึกษาไปทัศนศึกษากันมั้ง เค้าก็นั่งรวมกลุ่มรอกันอยู่บนพื้นหน้าห้องนั่นละ เฮ้ย!!!!! นอกเรื่องอีกแล้วเรา ว่าจะเล่าเรื่อง smoking room ดันมาออกเรื่องชาวบ้านเค้าอีก

เอามาเข้าเรื่องดีกว่าหลังจากเราได้ที่นั่งแล้ว เราก็บอก Mr.Ian “ you allowed to go now I will wait here “ หายไปไม่ถึงสองนาที Mr.Ian ก็เดินหน้าตูมกลับมา
“ I can’t stand in there”
“ why?”

เราก็มองกลับไปที่ที่ห้อง smoking คราวนี้ก็เห็นสองสาวแจ้นออกมาเหมือนกัน พร้อมๆ กับควันบุหรี่ที่ระอุ อบอวลอยู่ในห้องลอยตามพวกเธอมาติดๆ จนกว่าประตูห้องจะสปริงปิดอีกครั้ง
เรามันประเภทอยากรู้อยากเห็นก็เลยเดินไปดูหน้าห้อง
โอ้ โห เหมือนอยู่ในม่านหมอกเลยค่ะ แทบจะมองไม่เห็นตัวคนที่สูบบุหรี่อยู่ข้างใน แสดงว่าไม่มีการ suction air ออกเลย ปล่อยให้ตลบอบอวลอยู่ในห้องนั่นแหละ Mr.Ian ถึงเผ่นออกมาแทบไม่ทัน “ I can’t breath “ ที่ดอนเมืองไม่เป็นอย่างนี้ จะมีการ suction ออกตลอดเวลา
55555
เราแอบยิ้ม สมน้ำหน้า !! บอกให้เลิกไม่เลิก นี่อาจจะเป็นยุทธศาสตร์ของมาเลเซียที่จะลดปริมาณการสูบบุหรี่ในประเทศเค้าก็ได้ อิอิอิอิอิอิ ( แอบหัวเราะสะใจ )

หลังจากนั่งรอ เดินรอ เกือบจะนอนรออยู่รอมร่อ ประตูก็เปิดให้เข้าไปนั่งรอในห้องได้ บนเก้าอี้นุ่มๆ มี แอร์ เย็นสบาย แถมมีรายการ ทีวี ที่ฟังไม่ออกให้คอยเหลือบสายตาดูเมื่อไม่อะไรจะดู ก่อนจะมานั่งรอ เราก็เอาตั๋วไป book ที่นั่ง ได้ boarding pass มาเรียบร้อยแล้ว สักพักก็เรียกขึ้นเครื่อง คราวนี้เป็นเครื่อง โบอิ้ง 747 ลำใหญ่ แทน air bus ที่นั่งมาจาก ดอนเมือง โดยตามธรรมเนียมเดิม ค่ะ First class and business class ก่อน economic class รอ ก่อนนะคะ

แต่ละที่นั่ง จะมีจอ TV เล็กๆ ส่วนตัว พร้อม remote control ติดอยู่ที่พนักเก้าอี้ โดยเราสามารถดึงออกมาได้ โดยมีสายยาวๆ คล้ายสายโทรศัพท์ติดอยู่กับพนักเก้าอี้เหมือนเดิม สงสัยจะป้องกันสองอย่าง คือ

หนึ่ง เมื่อมันหลุดจากมือตอนเราหลับน้ำลายยืด ตื่นขึ้นมาก็แค่คว้าๆ สายแล้วสาวๆเข้ามา ก็จะเจอเจ้า remote ไม่ต้องพลิกเก้าอี้หาให้วุ่นวาย
สอง เผื่อผู้โดยสารที่ชอบเก็บของที่ระลึกโดยไม่ได้รับอนุญาต จะถือโอกาสเก็บไป ถึงแม้ว่าจะใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ ก็ตาม

นั่งสักพัก airhostess และ steward ก็เอา Menu อาหาร ผ้าห่ม หูฟัง (ซึ่งผ่านการฆ่าเชื้อ อยู่ในถุงพลาสติก seal ) มาให้ ทุกคน คราวนี้ถ้าใครจะดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกมส์ ตามแต่ถนัด ก็เสียบหูฟังแล้วก็ตามสบาย ตัวใครตัวมัน อีก Program นึงในทีวีที่คุณสามารถดูได้ คือ เส้นทางการบินของเครื่อง โดยจะบอกรายละเอียดว่าตอนนี้อยู่บริเวณไหนในแผนที่ เวลาท้องถิ่นกี่โมง เวลาปลายทางกี่โมง เวลาต้นทางกี่โมง อีกกี่ชั่วโมงจะถึง ปลายทาง ( destination) รวมทั้งบอกเพดานบินที่เท่าไหร่ ความเร็วเครื่องเท่าไหร่ ความเร็วภาคพื้นดินเท่าไหร่ อุณหภูมิภายนอกเครื่องเท่าไหร่ Mr.Ian ชอบโปรแกรมนี้ที่สุด แต่เราหลากหลายเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา แล้วแต่อารมณ์

เก้าอี้นั่งค่อนข้างแคบเนื่องจากเป็นชั้นประหยัด ใกล้ๆ มีคุณแม่ฝรั่งเดินทางพร้อมกับลูกๆ 3 คน ลูกชาย 1 คน ประมาณ 3- 4 ขวบ มั้ง ส่วนลูกสาวอีก 2 คน คนนึงยังต้องคอยกระเตงไว้ อีกคนก็ ซักประมาณ 2 –3 ขวบมั้ง เจ้าสองคนพี่น้องก็ทะเลาะกันตลอดทาง ขนาดเรากำลังหลับน้ำลายยืด ฝันว่าถูกรางวัลที่ 1 กำลังจะไปรับเงินอยู่แล้วเชียว ต้องมาสะดุ้งตื่นเพราะ เสียงแม่น้องสาว ว้าก ใส่พี่ชาย ไม่ว่าคุณแม่จะห้ามยังไง ก็ไม่ฟัง

ทั้งนั่ง ทั้งนอน เดินไปเข้าห้องน้ำ เล่นเกมส์ ดูหนัง ฟังเพลง ก็ยังไม่ถึงซะที่ เมื่อยก้นชะมัดยาดเล้ย ก็เวลาบินมันประมาณ 13 ชั่วโมงนี่นา ตามที่คุณ captain ประกาศไว้ หลังจากเครื่องไต่ระดับได้เรียบร้อยแล้ว

ส่วนในห้องน้ำของเครื่อง ก็จะมีของใช้ไว้บริการทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น สบู่ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน กระดาษเช็ดก้น กระดาษเช็ดหน้า เช็ดมือ สารพัดเช็ด ตามแต่เราสะดวกเลือกใช้ ค่อนข้างคับแคบ แต่ก็ต้องเข้าใจนะจ๊ะ ไม่ใช่ในโรงแรมนะ จะให้หอบห้องน้ำสุดหรู กว้างขวางขึ้นมาได้ยังไง!!!!

Atlast!!!!!! เราก็ถึง London Heathrow เวลาท้องถิ่นประมาณ 7 .00 น. เครื่องก็ Landing ก่อนออกจากเครื่องก็จะมีพนักงานขึ้นมาพ่นสารเคมี ก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่าสารอะไร อาจจะเป็นสารกำจัดไร หมัด เห็บ ก็ได้นะ 55555 ล้อเล่น !!!!

หลังจากนั้นก็ทยอยกันออกจากเครื่อง คราวนี้เราก็ต้องมองหาป้าย connecting flight อีกแล้ว เพราะ เราต้องต่อไป Edinburgh และแล้ว ก็เกิดปัญหาขึ้นมาอีกค่ะ เรามากับสายการบิน Malaysia ใช่มะ เราก็มองหาป้ายต่อเครื่อง ของสายการบินมาเลเซียนะซี เห็นป้ายบอกว่า go to terminal 3 เราก็ตรงลิ่วไปทันที พอถึงประตู ก็มีพนักงานขอดูตั๋ว แล้วเธอก็ บอก
“ you have to go to terminal 1 “
“ why ?”
“Because Malaysia airline flight to Edinburgh contact with British midland “
อ้อออออออออออออออ เลย ค่ะ เข้าใจแล้วว่าทำม้าย ในตั๋วเรามันบอก MH…….operation by British midland ( BMI )

และไอ้การจะไป Terminal 1 นี่นะ เราต้องขึ้นรถของสนามบินไป ค่อนข้างไกลที่เดียววิ่งประมาณเกือบ 5 นาที แถมต้องยืนตลอด เพราะเรามาช้า ที่นั่งเต็มหมดแล้ว พอถึง เราก็มองหาป้าย connecting flight อีก คราวนี้ต้องขึ้นบันไดเลื่อนไปชั้น 2 พอโผล่ขึ้นไปถึง เราก็จ๊ะเอ๋ เคาเตอร์สำหรับ check in เพื่อ book ที่นั่ง และ รับ Boarding pass หลังจากได้เรียบร้อยแล้ว ก็จะผ่านประตูที่เค้า ตรวจอาวุธ หรือของต้องห้ามอื่น ๆ กระเป๋า ที่เราถือติดตัว พวกเข็มขัดที่เป็นโลหะ เค้าจะให้ถอดวางในถาดผ่านเครื่อง scan คนละทางกับ ตัว แต่ตอนที่เราเดินผ่านนี่นะซี เครื่องมันดันร้อง ตื้ดดดดดดด ขึ้นมาน่ะซี
เฮ้ย!!!!อะไรวะชั้นก็ไม่ได้พกอะไรมานี่ แต่เจ้าหน้าที่เค้าก็ไม่สนใจหรอกบอกว่า
“ It’s ok probably your watch “
และเราก็ผ่านมาได้เก็บข้าวของในถาด แล้วก็ผ่านไปตรวจ passport แต่แปลกแฮะไม่มีการ Stamp in ยังไม่เป็นไร คิดไปเองว่าสงสัยไป Stamp ที่ Edinburgh มั้ง

จากนั้นก็เดินไปตามช่องทางเดินที่มีอยู่ช่องเดียว ไม่มีสิทธิ์หลง ถ้า คุณใช้ spinal cord ได้ แต่เดินค่อนข้างไกลเหมือนกันนะ บางช่วงเลยมีเป็นสะพานเลื่อนให้แก้เมื่อยขา เราเดินไปประมาณ 5 นาที ก็ถึงบริเวณห้องรับรองของ British Midland ( BMI ) ตอนนี้เราเริ่มสังเกตแล้วว่า 98% เป็นฝรั่ง มีแต่เราที่เป็นกะเหรี่ยงหลงอยู่แค่คนเดียว คาดว่า BMI คงจะเป็นสายการบินที่บินอยู่แต่ในแถบทวีปยุโรปมั้ง เราไม่เคยได้ยินมาก่อน เพิ่งมาใช้บริการเป็นครั้งแรก นั่งรอประมาณ 2 ชั่วโมงกว่าๆ และเสียค่ากาแฟไปอีก 1.5 pounds กรี๊ดดดดดดด แพงชิบเป๋ง กาแฟแก้วเดียว ร้อยกว่าบาท ช่วงที่เราไป เป็นช่วงที่ตรงกับการแข่งขัน Tennis Wimbledon เลยมีการถ่ายทอดสดให้ชมในห้องที่นั่งรอ ค่อยยังชั่วดีกว่ารายการ ทีวีฟังไม่รู้เรื่องที่ มาเลเซียเยอะเลย
หลังจากนั้น พนักงานก็ประกาศเรียกขึ้นเครื่อง คราวนี้เป็นเครื่อง air bus อีกแล้ว


First step in Scotland

นั่งเครื่องต่ออีกประมาณ ชั่วโมงกว่า ๆ ก็ถึง Edinburgh หลังจากเครื่อง Landing เรียบร้อย เราก็เดินไปตรงบริเวณรับกระเป๋า ก็เจอ Anne กับ Martin มารอรับอยู่เรียบร้อยแล้ว เราก็รอจนได้กระเป๋าเดินทางครบทั้ง 2 ใบ ก็เตรียมตัวออกจากสนามบิน เกือบจะออกจากสนามบินอยู่รอมร่อแล้ว

เฮ้ย!!!! ทำไมไม่มีการ stamp passport วะ

ก็เดินยกขบวนกันไปถามที่ Airport information service เจ้าหน้าที่เค้าก็ไม่รู้เรื่อง แต่ก็ช่วยจัดการโทรกลับไปที่ London ให้ และให้เราคุยกับเจ้าหน้าที่ทางนั้นเอง เธอก็ถามว่า VISA เราครอบคลุมเวลาทั้งหมดที่อยู่ใน UK รึเปล่า เราก็ตอบ ใช่

“ Then just enjoy your trip don’t worry about this we don’t need to stamp every passport if your Visa valid till you leaving “
อะฮ้า ชั้นนึกว่าทุกที่ ทุกประเทศ ต้องมีการ stamp in and out ซะอีก ( ตอนกลับ ก็ไม่มี Stamp ออก เหมือน กัน ใครมาดูใน passport ชั้น ก็คง งงๆ ว่า ยาย คนนี้มันออกนอกประเทศ หายไปไหนมา เกือบ 20 วัน วะนี่ ไม่เห็นไปเข้าประเทศไหนเลย )

First shopping in Scotland but Anne paid
หลังจาก Clear เรื่อง stamp passport เรียบร้อย เราก็ได้ฤกษ์ออกจากสนามบินซะที คราวนี้ มาร์ติน และ ตาเอียน เป็นคนลากกระเป๋าไปยังที่จอดรถ
พอพ้นประตูสนามบินออกมา
บรื้อ!!!!!!!!!!!!
หนาวชิบเป๋ง ใหนว่าช่วงนี้ summer ไง ไหงอากาศมันหนาวงี้วะ ลมเย็นมาก แต่คุณนายแอนเธอบอกว่าวันนี้อากาศดี ก่อนหน้านี้มีหมอกลง อึมครึมติดต่อกันมาหลายวันแล้ว เพิ่งมีแสงแดดวันนี้
“” Suteera bring a sunshine with her “
แฮะ แฮะ แต่เราว่าเอามาหน่อยไปหน่อยนะ ยังหนาวจนฟันกระทบกันกึกๆ เลย ( เสื้อผ้าที่เตรียมไปสำหรับ summer ค่ะ ) แล้วเรามันประเภทขี้หนาวอยู่แล้ว

พอถึงรถเราเลยกระโจนขึ้นรถทันที วันนี้มาร์ตินเอาเจ้า Picasso สีแดง มารอรับ ปล่อยภาระเก็บกระเป๋า ให้คุณผู้ชายทั้งคู่ ส่วน Anne แย่กว่าใครเพราะต้องเดินเอาบัตรจอดรถไปจ่ายเงินที่ตู้อัตโนมัติ แล้วจะได้บัตรคืนมา เราจะต้องใช้บัตรอีกครั้งเมื่อถึงรั้วกั้นก่อนออกจากที่จอดรถ เราต้องเอาบัตรสอดเข้าไปในตู้ เครื่องจะอ่านว่าเราจ่ายเงินค่าจอดรถแล้ว คานกั้นก็จะยกขึ้น

ไอ้เรื่องที่จอด และบัตรจอดรถนี่ ก็มีให้เมาท์ชาวบ้านอีกแล้ว เหตุเกิดในที่จอดรถที่ Glasgow ตอน ตาเอียน ไปต่ออายุ passport เมื่อเรียบร้อยแล้ว เราก็เตรียมตัวออกจากที่จอดรถ จ่ายเงินค่าจอดรถเรียบร้อยขับออกมา พอถึงตรงบริเวณตู้ที่มีรั้วกั้น ก็ไม่สามารถไปต่อได้เนื่องจากมีรถคันนึงติดแง๊กอยู่ บริเวณหน้าคานกั้น มองเข้าไป เห็นเป็น ครอบครัวแขก พ่อแม่ และลูก 2 คน นั่งหน้าตาเลิ่กลั่ก อยู่ในรถ เนื่องจากคานไม่ยอม ยกขึ้น และไอ้เครื่องอัตโนมัติก็ตะโกนลั่นๆ ว่า ให้จ่ายค่าจอดรถก่อน คาดว่า คันนี้คงยังไม่ได้ไปจ่ายค่าจอดรถ เครื่องมันเลยไม่ยอมเปิดให้ สงสาร เหมือนกัน เด็ก 2 คน กำลังจะร้องให้อยู่แล้ว มาร์ติน เลยเบี่ยงไปอีกช่อง แล้วเปิดหน้าต่างตะโกนบอกให้ใครก็ได้นำบัตรจอดรถไปจ่ายตังก์ก่อน แล้วเราก็ผ่านออกไป แต่คาดว่าทุกอย่างคงเรียบร้อย โรงเรียนแขกนะ

ว่าแล้วพอได้เมาท์ ช้างก็ฉุดไม่อยู่ กลับมาเรื่องของเราต่อนะ หลังจากออกจาก airport เราก็มุ่งหน้ากลับ Montrose ระหว่างทาง แอนแวะชอบปิ้งก่อน ที่ super ใหญ่ๆ ชื่อ ASDA ลักษณะคล้ายๆ Big C บ้านเรา เราก็เลยได้โอกาส ซื้อ ข้าวสาร ( long grain rice ) ถุงละประมาณ 1 กิโล ราคาประมาณ 1 pound ก็ประมาณ 72 บาท ( เทียบจากอัตราแลกเปลี่ยนที่บัตรเครดิตมันเรียกเก็บ ) นอกจากได้ข้าวสาร เราก็ได้ น้ำปลาขวดเล็กๆ และปลากระป๋องอีก 2-3 กระป๋อง ราคาไม่ต้องกล่าวถึง เอาราคาบ้านเราคูณ 5- 6 เท่าเข้าไปละกัน ทุกอย่างมันแพงงงงงงงงงงงงงงงงไปโม้ด
เรามันประเภทติดรสชาติอาหารไทย น้ำปลาเอาไว้ทำไข่เจียว หรือยำปลากระป๋อง กินกับข้าวสวยร้อน ๆ บวกน้ำพริกที่แอบเอายัดใส่กระเป๋าเดินทางมาอีก 1 ขวด
คาดว่าคงรอดตายแล้วเรา ( กองทัพเดินได้ด้วยน้ำพริกค่ะ )
และที่นี่เองที่เราพบ chocolate ของโปรด แต่ มันน่าสนใจกว่า chocolate ธรรมดาๆ จ้ะ มันเรียกว่า liquor chocolate จะเป็น chocolate รูปร่างเหมือน ลูกรักบี้ผ่าครึ่งอันเล็ก ในกล่องนึงก็มีวางเรียงรายอยู่ประมาณ 20 อัน แต่ที่เด็ด คือด้านในแต่ละอันจะบรรจุ Liquor ประเภทต่างๆ เช่น brandy , whisky , vodka เป็นต้น เอิ้ก!!!!! ถูกใจคอสุราแน่นอน อร่อยดีนะ นึกในใจไว้ว่า ขากลับจะซื้อไปฝากหนุ่มๆ ที่ทำงานซะหน่อย เพราะยังไม่เคยเห็นมีวางขายในเมืองไทยเลย
หลังจากได้ข้าวของครบตามความต้องการ ก็ไปจ่ายเงิน รอบนี้แอน เหมาจ่าย จากนั้นเราก็มุ่งหน้า กลับ Montrose โดยไม่แวะที่ไหนอีก ตาเอียนที่ทำท่าจะหลับ แต่ก็หลับไม่ลง เพราะ มีนกแก้ว คอย ตะโกนใส่หูอยู่ข้างๆ

สุดท้ายก็เลยล้มเลิกความตั้งใจที่จะหลับคอยอธิบายทุกอย่างที่ศรีภรรยาผู้แสนดีอยากรู้

Anne and Martin House
บ้านแอนอยู่นอกเมือง Montrose 5 กิโลเมตร เป็นหมู่บ้านเล็กๆ อยู่เนินเขา มองไปด้นหลัง เห็นทุ่งหญ้า ที่มีหญ้าแห้งม้วนเอาไว้เป็นก้อนกลมๆ สำหรับเก็บไว้เลี้ยงแกะ อยู่เต็มท้องทุ่ง

ด้านข้างเป็นทุ่งมันฝรั่งสุดลูกหูลูกตา แต่ช่วงที่เราไปมันฝรั่งข้างๆ บ้านแอนยังไม่ออกดอก ดอกมันฝรั่งจะเป็นสีม่วง ออกพร้อมๆกันทั้งทุ่งสวยมากกก มองเป็นทุ่งสีม่วงผืนใหญ่ อันนี้เห็นเวลาขับรถผ่านฟาร์มอื่น เราก็กรี๊ดกร๊าด สวยมากค่ะ นอกจากทุ่งมันฝรั่งเค้ายังมีทุ่งข้าว barley จะเห็นเป็นสีออกเหลืองๆ เต็มทุ่งเหมือนกัน

ส่วนไอ้ทุ่งมันฝรั่งที่อยู่ข้างๆบ้านแอนน์น่ะไม่ใช่ของแอนน์หรอก เป็นของเจ้าของฟาร์มที่มีบ้านหลังใหญ่อยู่กลางทุ่งมันฝรั่งนั่นแหละ


บ้านแอนน์เป็นบ้าน 2 ชั้น ฉาบด้วยหินทรายด้านนอกสวย คลาสสิค มาก ดีกว่าฉาบเรียบๆแล้วทาสีบ้านเราเยอะเลย มองจากด้านนอกจะดูเหมือนเป็นบ้านชั้นเดียวที่มีห้องใต้หลังคา เพราะส่วนที่เป็นชั้นสองของบ้านจะมีส่วนนึงอยู่ใต้หลังคา และเค้าจะเจาะหลังคาทำเป็นหน้าต่างกระจกบานใหญ่ ชอบหน้าต่างของเค้ามาก เพราะเค้าจะทำหน้าต่างยื่นออกไปจากผนังห้อง และใช้พื้นที่อยู่ด้านในของหน้าต่างเป็นที่วางของตกแต่งกระจุกกระจิก และพวกแจกันดอกไม้ หรือต้นไม้ดอกขนาดไม่ใหญ่มาก ทำให้บ้านดูสดใส น่ารัก น่าอยู่ ขึ้นเป็นกองเลย

บ้านแอนน์ค่อนข้างกว้าง ชั้นสองมี 3 ห้องนอน แต่เนื่องจากลูกชายทั้งสองย้ายออกไปหมดแล้ว ก็เลยใช้สองห้องเป็นห้องเก็บของ อีกห้องนึงไว้สำหรับรับรองแขก เรากับตาเอียนก็ได้พักที่ห้องนี่แหละ ส่วนห้องนอนใหญ่ของ Anne กับ Martin จะอยู่ชั้นล่าง บ้านนี้มีห้องน้ำใหญ่ห้องเดียว อยู่ชั้นล่างเหมือนกัน นอกนั้นก็มีห้องครัวที่มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน ห้องนั่งเล่นซึ่งเป็นห้องที่ใช้ประโยชน์มากที่สุด ก็ว่าได้ เนื่องจากมี ที วี คอมพิวเตอร์

สำหรับห้องที่เรานอน ก็มีทีวีเล็กๆ ให้ดู แต่ไม่ได้ต่อ satellite เลยดูได้แต่รายการ Free T.V. แต่ส่วนใหญ่แทบจะไม่ได้เปิดเลย เพราะใช้ห้องนอนเฉพาะเวลานอนและเปลี่ยนเสื้อผ้าเท่านั้น
บ้านแอนชั้นล่างจะแต่งวอลเปเปอร์เน้นโทนสีม่วง ส่วนพรม จะเป็นสีน้ำเงิน ด้านบน ผนังจะเน้นสีส้ม ส่วนพรมจะเป็นสีม่วงอ่อน

วันนี้หลังจากกลับถึงบ้าน เราก็เลยอาบน้ำกินอาหารเช้า ง่ายๆ พวกไข่ดาว ขนมปัง กาแฟ แล้วก็นอนพักผ่อน ส่วนตาเอียนบอกว่าจะอาบทีหลัง เพราะต้องการจะนอนแช่น้ำอุ่นเลยต้องรอให้มาร์ตินเปิดเครื่องทำความร้อนก่อน ส่วนเราแค่ hot shower ก็พอ
ตื่นมาอีกที ก็บ่ายกว่าๆ แล้ว วันนี้ไม่ได้ออกไปไหน เพราะยังเหนื่อยกับการเดินทางอยู่ ล้างหน้าล้างตาเสร็จก็ลงไปที่ห้องนั่งเล่น นั่งคุยกันเรื่องสัพเพเหระไปเรื่อยๆ เราเอาผ้าไทยที่ซื้อมาฝากให้แอน เธอชอบมาก ส่วนมาร์ติน ตาเอียนซื้อ เสื้อชาวเหนือไปฝาก

เมื่อถึงเวลาอาหารเย็น วันนี้แอนไม่ทำกับข้าว ออกไปซื้อที่ร้านใน montrose มา เป็นประเภท Fish and Ship ( เรียกว่า Fish Supper เวลา ไปสั่งที่ร้าน ) อร่อยดีค่ะ
ปลาชิ้นใหญ่มาก ประมาณครึ่งกระดาษ A4 กินจนอิ่มแปล้เลย หลังอาหารเราออกไปเดินดูรอบๆ บ้านแอน ส่วนคนอื่นๆ ยังคงนั่งจิบกาแฟกันต่อในห้องนั่งเล่น

หน้าบ้านแอน จะเป็น ร่องดอกไม้ยาวตลอดหน้าบ้าน ตอนนี้เพิ่งเริ่มจะผลิดอกเนื่องจาก เพิ่งพ้นฤดูหนาวมาได้ไม่นาน
ส่วนด้านข้าง บ้าน จะมีกุหลาบกอใหญ่ซึ่งก็เพิ่งผลิดอกเหมือนกัน เพราะช่วงหน้าหนาว แแอนน์จะตัดกิ่งทิ้งหมด แล้วเอาดินกลบไว้ พอพ้นหน้าหนาว ก็ คุ้ยเอาดินออก กุหลาบก็จะแตกแขนงออกมาใหม่ นอกจากนี้ยังมีแอบเปิ้ล 2 ต้น ต้นนึงเป็น apple สำหรับกิน ส่วนอีกต้นเป็น apple สำรับไว้ทำอาหาร รสชาติจะออกเปรี้ยว ตอนนี้ apple กำลังออกลูก แต่ลูกยังเล็ก ขนาดมะนางบ้านเรา และยังสีเขียวอยู่เลย เราก็ไปด้อมๆ มอง ๆ แล้ว กวักมือ เรียกตาเอียน ให้มาถ่ายรูปให้หน่อย (ด้านนี้ของบ้านจะตรงกับหน้าต่างกระจกบานใหญ่ของห้องนั่งเล่นพอดี )
หน้าต่างกระจกบานใหญ่นี้จะมีความพิเศษคือมันจะกันเสียงได้ดีมากคนอยู่ด้านนอกจะไม่ได้ยินเสียงจากด้านในเลย และคนอยู่ด้านในก็จะไม่ได้ยินเสียงจากด้านนอกเหมือนกัน
ตาเอียนอธิบายว่าเค้าจะทำเป็นสูญญากาศ โดย ใช้กระจก 2 บาน ติด เว้นช่องว่างตรงกลาง แล้วดูดอากาศออก ทำให้เกิด สุญญากาศ เมื่อไม่มีอากาศก็ไม่มีตัวนำเสียง มันเลยเก็บเสียงได้ดีมาก


Thistle

หลังจากเดินดูรอบๆ บ้านจนไม่มีอะไรจะดูแล้ว เราก็กลับเข้าไปชวนตาเอียนออกไปเดินเล่นรอบๆ หมู่บ้าน เราเดินไปจนถึงโรงงานเก่า ที่ตาเอียนและมาร์ตินเคยทำงาน รู้สึกว่าจะเป็นโรงงานทำ flax ที่เอามารองพื้นพรม แต่ตอนนี้ปิดไปแล้ว เป็นแค่โกดังเก็บของ เท่านั้น

เดินไปจนกระทั่งถึงสะพานเล็กๆ ทางเข้าหมู่บ้าน ซึ่งด้านล่างของสะพานไม่ได้เป็นน้ำแต่เป็น ทางรถไฟลอดผ่านใต้สะพาน

ข้าง ๆ สะพาน เราเห็นดอกไม้สีม่วงขึ้นเต็มไปหมด ต้นคล้ายผักหนามบ้านเรา แต่ดอกเป็นสีม่วง ตาเอียนบอกว่านี่เป็นดอกไม้ประจำชาติของสก๊อตแลนด์ เรียกว่า Thistle ( ทิซ เซิล )
เหมือนดอกกุหลาบที่เป็นดอกไม้ประจำชาติของอังกฤษ เวลาแข่งกีฬา เราจะเห็นสัญลักษณ์แทนประเทศอังกฤษเป็นรูปดอกกุหลาบ และของ สก๊อตแลนด์เป็นรูปดอก Thistle เห็นกันชัดๆในการแข่งขันรักบี้ น่ะ
เล่ากันว่าเมื่อนานมาแล้วดอก Thistle ไม่มีใครสนใจหรอก เป็นวัชพืชขึ้นอยู่ทั่วไป จนกระทั่ง เกิดเหตุการณ์ เมื่อคราวที่ พวก Vikings และ พวก Danes ส่งนักรบมารุกราน และทหารของ Scot กำลังหลับอยู่ เลยไม่รู้ แต่นักรบ Danes และ Vikings ซึ่งมากับเรือ กลับไปเหยียบดอก Thistle ที่ขึ้นอยู่เต็มทุ่ง ( ดอก Thistle นี้จะมีหนามอยู่ที่ขอบๆ ใบ และ รอบๆ กลีบเลี้ยง) ด้วยเท้าเปล่า ก็เลยส่งเสียงร้องขึ้น ปลุกทหาร Scot ให้ขึ้นมาต่อสู้ ก็เลยได้รับการยกย่องให้เป็น ดอกไม้ประจำชาติ



Tigger and Smudge

Martin เคยทำงานเป็นผู้จัดการที่ โรงงานเก่าที่เราเดินผ่านมา แต่ตอนนี้ทำงานอยู่ที่ เทศบาลของเค้า อาจจะเรียกว่าเป็นข้าราชการของเรานั่นแหละ ที่ทำงานของ มาร์ติน อยู่ที่ Abroath ซึ่งเป็นเมืองชายทะเล มีอาหารทะเลที่ขึ้นชื่อ มาก สด อร่อย และเป็นที่ ที่ ตาเอียน ไปเดินหาซื้ออุปกรณ์ตกปลา

มาร์ตินเป็น Big Fat Man พุงใหญ่มาก เป็นคนใจดี อบอุ่น สนุกสนาน ตาเอียน ชอบพี่เขยคนนี้มาก เห็นนั่งคุย และ drink กันจนถึง ตี 1 ตี 2 แทบทุกคืน

และที่จะลืมซะไม่ได้คือเจ้าสมาชิกอีก 2 ตัว ในบ้านแอนน์ เจ้า Smudge และ Tigger ทั้งคู่เป็นแมวที่สมบูรณ์มาก well feed ไม่เหมือนแมวเพื่อนบ้านเรา ที่นี่ สงสัยจะ Feed ไม่ค่อยอิ่มเลยต้องมาแอบเข้าครัวที่บ้านเราทุกคืน แม่เราเลยต้องเก็บทุกอย่างเข้าตู้หมด อย่าคิดว่าแค่เอาฝาชีครอบก็พอ ขอโทษ นี่แอบเห็นมากับตา มันนั่งลงแล้ว เอาขาเปิดฝาชีเลยค่ะ โคตรเลย!!!!!
เจ้า Tigger นี่เรียกกันสั้นๆ ว่า Tig เป็นแมวที่คุ้นเคยกับคนแปลกหน้าเร็วมาก วันที่เราไปเดินเล่นในหมู่บ้าน มันก็ตามไปด้วย ซึ่งตรงกันข้ามกับเจ้า smudge แค่เราเฉียดเข้าไปใกล้เกิน 2 เมตร ก็วิ่งหางจุกตูดไปแล้ว เลยโดนเราแกล้งซะเข็ดไปเลย

เหตุมีอยู่ว่า วันนึงเราเปิดประตูห้องทิ้งไว้ เจ้า Smudge ตัวดี เลยถือโอกาสขึ้นไปนอนเสวยสุขอยู่บนที่นอน เราขึ้นไปเจอ
โฮะ โฮะ โฮะ !!!!!
เสร็จชั้นเจ้า Smudge เอ๋ย
ว่าแล้วเราก็ปิดประตูห้องซะเลย หน้าต่างก็ปิดอยู่แล้ว อุอุอุ เจ้า smudge พอเห็นเราเข้ามาในห้องมันกระโจน เฟี้ยว!!!!!!!!
ไปอยู่อีกด้านของเตียง เราก็แกล้งเดินไปด้านนั้น มันก็กระโจนขึ้นเตียงไปอีกด้านทันทีเหมือนกัน วิ่งไล่กัน วนไปรอบ ๆ ห้อง มันก็ยังไม่ให้ถูกเนื้อ ต้องตัวมันเลย ในที่สุดก็หอบแฮ่ก!!!!!ทั้งคู่ โดยเฉพาะเราเองน่ะลิ้นห้อย เลย ก็เลยยอมเปิดประตูให้มัน
ฟิ้วววว!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
มันกระโจนออกไปเร็วกว่ารถด่วนซะอีก เรานั่งพักสักพัก แล้วเดินลงไปข้างล่างทำประหนึ่งว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เห็นเจ้า Smudge นั่งอยู่บนขอบหน้าต่างมองมาอย่างแค้น ๆ แต่ก็ทำอารายไม่ได้ 5555555 สะจายมากค่ะ
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมามันก็ไม่เคยย่างกรายเฉียดเข้าไปใกล้ห้องเราอีกเลย

จะว่าไปแล้วเจ้าแมวทั้งคู่นี่ มันโคตร spoil เลย อาหารก็ต้องกินยี่ห้อเดิม ๆ มีวันนึงแอนเกิดหยิบอาหารผิดจาก supermarket เอามาใส่จานให้มัน จนกระทั่ง 4 ทุ่มกว่า ๆ แอนเดินไปดู อาหารยังเต็มทั้งสองจาน ทั้งๆ ที่เจ้าสองตัวนี้ก็นั่งอยู่ใกล้ ๆ แต่ มันไม่ยอมแตะเลย ส่วนคุณนายแอน ก็เดินวนไปวนมา จะออกไปซื้ออาหารให้แมวตอน 4 ทุ่มกว่าๆ ( ห้าง Tesco แต่ไม่มี Lotus ที่นั่นเปิด 24 ช.ม. ) ตาเอียนหมั่นไส้ ก็เลยประชด ให้ว่า แค่อดอาหารอีกไม่กี่ชั่วโมง รอให้เช้าก่อนมันคงไม่ชิงใจน้อยตายไปก่อนหรอก น่า
คุณนายแอนเธอเลยกลับมานั่งที่ได้ แต่ก็ยังดูกระวนกระวาย อยู่ดี

แล้วอีกเรื่องนะ ( นินทาแมวต่อ ) แอนกับมาร์ติน จะมี biscuit สำหรับแมวเป็นของว่าง ตาเอียนเห็นกระป่องเลยหยิบมาให้แมวทั้งคู่
“ 10 for each “ มาร์ตินตะโกนมาจากโต๊ะคอมพิวเตอร์
ขอโทษค่ะ!!!! ตาเอียนนับพลาดไปตัวนึง เกินไปเป็น 11 อัน เธอกินแค่ 10 ค่ะ เหลืออีกอันทิ้งไว้บนพื้นพรมนั่นแหละ ส่วนอีกตัวที่กินอยู่ใกล้ๆ เหลือบตามองนิดนึงแล้วสะบัดก้นขึ้นไปนั่งบนโซฟา เฉยเลย
กรี๊ดดดด!!!!!! ไม่อยากเชื่อ ถ้าเป็นแมวเพื่อนบ้านเรา มีแต่จะตะกายกระป๋องขอเพิ่ม หรือไม่ก็ตะกุยหน้าตาเอียนเพราะกินไม่พอ


Good morning milkman

วันนี้เราเข้านอนประมาณ 4 ทุ่ม ( ฟ้ายังสว่างเหมือนประมาณ 4 – 5 โมงเย็นบ้านเรา ) แต่เรามันประเภทหลับง่าย แม้ตะวันยังสว่างโร่ ก็หลับคร่อก ได้ ไม่หวั่น ก็เลยเปิดม่านทิ้งไว้ อย่างนั้นแหละ ตื่นมาอีกที ลืมตาเห็นฟ้าสว่างโร่อยู่นอกหน้าต่าง
ว้ายยย!!! ตายแล้ว ตายแล้ว !!! มาวันแรกก็ตื่นสายเลยนะ ตาลีตาเหลือกลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัว ( เหลือบไปดูตาเอียน เห็นยังหลับอยู่คาดว่าเมื่อคืนคง drink กับ Martin จนดึก เลยไม่ปลุก )
เดินลงมาข้างล่าง ทำมายมัน เงี้ยบ เงียบ ยังกับป่าช้าอย่างนี้วะ ( ตอนวิ่งลงมาอาบน้ำไม่ได้สังเกตุ เพราะรีบมากกก )
แอ๊ะ หรือว่าบ้านนี้เค้าตื่นสายกัน ?
เลยเดินเข้าครัวไปชงกาแฟกิน ได้แก้วกาแฟร้อนๆ ไปนั่งในห้องนั่งเล่น
และแล้ว!!!! ของสะสมของ แอนน์ ก็ช่วยไขปริศนา เงี้ยบ เงียบ
My God!!!!!!!!!!!!!! 04.00 !!!!!!
ใช่แล้วค่ะ ของสะสมของแอนเป็นนาฬิการูปร่างแปลกๆ ประดับประดาอยู่เต็มห้องนั่งเล่น ทุกเรือนประชันกันบอกเวลา 04.00 น. ชั้นรู้แลววว!!! ว่าทำไมมันเงียบยังกับป่าช้าอย่างนี้
แต่จำไงได้ ล่ะ ตาสว่างซะแล้ว ก็เลยนั่งดื่มกาแฟต่อไปเรื่อย รอเวลาชาวบ้านเค้าตื่น
สักพัก

ตึก! ตึก! ตึก! ตึก! ตึก!!!! ดังขึ้นหน้าประตูบ้าน

เฮ้ย!!! อะไรวะ แอบย่องไปดู เห็นจดหมาย สอดเข้ามาใต้ประตูเป็นปึก อะฮ้า คุณ post man มาทำงานแต่เช้าตรู่เลย เลยกลับมานั่งจิบกาแฟต่อ

ตึก! ตึก! ตึก! ตึก! ตึก!!!!
อะไรอีกวะ จะส่งจดหมายกันวันละกี่รอบเนี่ย ไม่ได้ ไม่ได้ ต้องไปดูซะหน่อย คราวนี้ไม่มีอะไรสอดเข้ามา แต่ได้ยินเสียง กิ๊ง กิ๊ง เหมือนแก้วกระทบกัน แล้วก็ตามด้วย
ตึก! ตึก! ตึก! ตึก! ตึก!!!! ลับหายไปกับสายลมเช้า
เลยยืนนิ่งๆ เอาหูแนบประตูดูซัก 1 นาที จนแน่ใจว่าไม่มีเสียงแปลกปลอมเพิ่ม ก็ค่อยๆแง้มประตูดู
จ๊ะเอ๋!!! นมสด 3 ขวดตั้งอยู่ข้างๆประตูค่ะ ที่แท้ก็ milk man เอานมมาส่งน่ะเอง ไม่มีใครเอาระเบิดมาวางไว้หรอก ( กลัวเค้าจะคิดว่าผู้ก่อการร้ายจากตะวันออกกลางมาพักด้วย )


Which cup belong to you?
ในที่สุดไม่มีอะไรจะทำ ก็เลยนั่งๆ นอน ๆ ดูทีวีอยู่ในห้องนั่งเล่น จนประมาณ ใกล้ 6 โมงเช้า ตาเอียนก็เดินหน้าตางัวเงียเข้ามาเป็นคนแรก บอกว่า ตื่นขึ้นมาไม่เห็นเราเลยลงลงมาดู
ไม่ได้บอกหรอกว่า “ ตัวชั้นน่ะตื่นตั้งแต่ ตี 4 ย่ะ ”
ชงกาแฟให้ตาเอียนแก้วนึง
ตั้งแต่มาถึงที่นี่ แก้วกาแฟน่ะ จะของใครของมัน เพราะกินกาแฟกับชากันทั้งวัน ไม่ต้องล้งต้องล้างมันหรอก ค่อยล้างก่อนเข้านอนทีเดียวละกัน
เพราะฉนั้น ต้องจำให้ดีว่าแก้วใครแก้วใคร
ของมาร์ตินเป็น แก้วสีน้ำตาล ไม่เหมือนใคร โชคดีไป
ของแอนแก้วขาวล้วน ไม่มีลาย
ของเราแก้วขาว ลายแมวสีขาวทั้งตัว
ส่วนของตาเอียน เป็นแก้วขาวเหมือนกันแต่ลายแมวดำ

คนเดือดร้อน แอน กับ มาร์ติน เพราะเราจะแบ่งชงชา กาแฟกัน
ต้องคอยตะโกนจากครัว ว่า
“ What’s colour of your cat Ian ?”
or
“ What’s colour of your cup Suteera ?”
และสูตรกาแฟของเรากับตาเอียนมันห่างไกลคำว่ารสชาติใกล้เคียง กันเป็นกิโล

ส่วนมาร์ตินกับแอน จะดื่มชาใส่นมสดอย่างเดียวไม่ใส่น้ำตาล และคุณนายแอนน์เธอจะมี Tea time วันละหลายรอบมาก เดือดร้อนเวลาไปเที่ยวกัน ต้องคอยมองหาร้านน้ำชาให้เธอ จะได้เล็งไว้ก่อน ไม่อย่างนั้นจะต้องวิ่งกันขาชิ่งเมื่อถึงเวลาน้ำชาของเธอ

ตอนถึงรอบเราชงชาครั้งแรก ให้แอนกับมาร์ติน ต้องต้มน้ำร้อนใหม่ เพราะน้ำจะต้องร้อนจัด ถึงจะได้ชารสชาติดี เราเห็นว่าในเมื่อต้องต้มน้ำใหม่ เพื่อความรวดเร็ว เลยเอาน้ำจากก๊อกน้ำร้อนใส่กาซะเลย ( น้ำใช้ในบ้านจะมี 2 ก๊อกคือ ก๊อกน้ำเย็นกับ ก๊อกน้ำร้อน ) บังเอิญแอนเดินเข้ามาเห็นพอดี เลย stop เราไว้ทัน เธอบอกว่า ใช้น้ำจากก๊อกน้ำเย็นต้มจนเดือดเท่านั้น งง!!!!!ค่ะ เพราะน้ำมันก็มาจาก แหล่งเดียวกัน แล้วมันจะต่างกันยังไง ( ใครรู้เหตุผลบอกหน่อยนะ )แต่ก็ต้องตามใจเจ้าของบ้านล่ะค่ะ

ที่บ้านแอนเราจะล้างจานกันวันละรอบเดียว คือก่อนเข้านอน แอนมีเครื่องล้างจานค่อนข้างใหญ่ ใส่ได้เยอะมาก ทั้งจาน แก้ว ช้อน หม้อ
เมื่อกินเสร็จแล้ว ก็แค่เทเศษอาหารทิ้งให้หมด แล้วใส่ไว้ในเครื่อง ก่อนเข้านอนแอนจะเปิดเครื่องให้ทำงาน ตอนเช้าตื่นขึ้นมาค่อยเก็บเข้าตู้ ไม่ต้องเช็ดเพราะมีระบบอบแห้งอยู่แล้ว
สังเกตุแล้วมีอุปกรณ์ชิ้นเดียวที่ต้องล้างด้วยมือ คือ กระทะ แอนไม่ยอมเอาเข้าเครื่อง ไม่ทราบเหตุผลเหมือนกัน

ประมาณ 7 โมงเช้า แอนก็ตื่น มาร์ตินตื่นหลังแอนนิดหน่อย วันนี้แอนทำอาหารเช้าให้ตาเอียน ส่วนเราวันนี้ขอกินอาหารไทยล่ะกัน เลยหุงข้าวที่ซื้อมา ( ที่นี่ไม่มีหม้อหุงข้าวไฟฟ้า เราเลยใช้วิธีหุงแบบน้ำแห้ง บนเตาไฟฟ้าแทน ) ข้าวออกมาก็ โอเคนะ แต่จะมีส่วนที่ติดหม้อไปเยอะเหมือนกัน จากนั้นก็ทำไข่เจียว ข้าวไข่เจียว นานๆ กินที อร่อยอย่าบอกใคร

ส่วนตาเอียน กับมาร์ตินได้อาหารเช้าเป็น ไข่ดาว กับไส้กรอก แต่สีมันดำๆ ยังไงชอบกล ตาเอียนอดไม่ได้เลยถามว่า ทำไมมันดำนัก
“ That’s the way you like “ แอนตอบ
เราแอบอมยิ้ม เมื่อเห็นตาเอียนสบตากับมาร์ติน แล้วยักไหล่ไม่พูดอะไรต่อ
ส่วนอาหารเช้าของแอนจะเป็น Cereal Crunch กินกับนมสด ใส่น้ำตาลทรายเยอะๆ ท่าจะหวานน่าดู

หลังจากแอนกินเสร็จ เธอจะวางจานที่มีนมสดผสมน้ำตาลไว้ที่พื้น สำหรับเจ้า Smudge ที่นั่งแหงนคอรออยู่ที่พื้นทุกเช้า


Montrose
วันนี้แอนต้องไปเป็น Baby Sitter ให้กับ ลูกชาย Phillip เนื่องจากทั้ง Kirsty และPhillip ยังคงออกไปทำงานนอกบ้านทั้งคู่
โดยจะแบ่งเวรกันระหว่างแอน และแม่ของเคิร์สตี้ ซึ่งเกษียณแล้วทั้งคู่ เลยมีเวลาว่างอยู่บ้านเลี้ยงหลาน ในวันจันทร์ ถึงศุกร์ ส่วนเสาร์อาทิตย์ Phillip จะเป็นคนดูเอง ส่วน Kirsty ทำงานทุกวัน

วันนี้เราเลยไม่ได้ออกไปเที่ยวที่ไหน แต่ก็ได้เข้าไปเดินเล่นในเมือง มอนโทรส ( Montrose ) โดยแอนเอา Melody ใส่รถเข็น ไปเดินเที่ยวกับพวกเราด้วย
Montrose เป็นเมืองเล็ก ๆ น่ารักมาก เป็นเมืองเก่าแก่ ตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างเมืองใหญ่สองเมืองที่เรารู้จักกันดี คือ Aberdeen และ Dundee
ที่นี่จะมีพิพิธภัณฑ์ 2 แห่งคือ The local museum และ Montrose air station museum ส่วนสถานที่ที่น่าสนใจอีกแห่งนึงคือ House of Dun สร้างมาตั้งแต่ปี 1730 ออกแบบโดยสถาปนิกชาวสก๊อต William Adam โดยสร้างให้กับ David Erskine , Lord Dun ในตอนนั้น House of dun จะเป็นที่ชื่นชอบของผู้รักงานตกแต่งบ้าน และสวน เพราะที่นี่จะมีสวน สไตล์ Victoria ที่สวยงามมาก สวนนี้มักจะปลูกดอกไม้ ไม้ประดับเป็นรั้ว หรือกำแพงบ้าน ( เสียดายตอนที่มาร์ตินพาไป เป็นตอนที่เค้าปิดพอดี เลยไม่ได้เข้าไปข้างใน ได้แต่ด้อมๆ มองๆ จากด้านนอก วันหลังๆ ก็หาเวลาไปไม่ได้เลย )

ตอนขาไปเดินผ่านร้าน Bakery ชื่อดังของมอนโทรส แอนเห็นขนมอย่างนึงที่เป็นของโปรด หมายมั่นปั้นมือว่าขากลับจะต้องซื้อให้ได้ ( แต่สุดท้าย ขากลับเธอก็อดกินเนื่องจากขนมที่เล็งเอาไว้เค้าขายหมดไปแล้ว อิอิ )
ที่ชอบมากอีกอย่างนึงคือ ถนนของเค้าจะมีทางลาดสำหรับรถเข็นเด็กจากฟุตบาทลงไปยังถนนตลอดสาย
ระหว่างทางเราเห็นบ้านหลังหนึ่งสร้างเป็นรูปร่างเหมือนถังเก็บน้ำขนาดใหญ่ แต่มีหน้าต่าง แบ่งเป็นชั้น ๆ ไป และมีประตูอยู่บริเวณชั้นล่าง น่าจะไม่ใช่ที่เก็บน้ำแน่นอน ถามตาเอียน ก็ได้ความว่าเป็นบ้านเก่าแก่ ตอนนี้ไม่มีคนอาศัยอยู่แล้ว แต่ทางการเค้าอนุรักษ์ไว้ ดูแล้วขลังไปอีกแบบ เพราะรอบๆจะเป็นบ้านสไตล์โมเดิร์นทั้งนั้น แถมยังอยู่ติดถนนเส้นหลักของ Montrose ด้วย


และที่นี่ก็มี สาขาของ บริษัท Halliburton ซึ่งเป็นบริษัทรับขุดเจาะหา ทรัพยากรธรรมชาติ ในเมืองไทยของเราก็มี อยู่ที่ สงขลา ที่รู้ก็เพราะน้องชายสุดหล่อทำงานอยู่บริษัทนี้ด้วยน่ะ

บ้านทุกบ้านที่เราเดินผ่าน จะมีแปลงปลูกดอกไม้ และมีการตกแต่งประตู หน้าต่าง ด้วยกระถางดอกไม้เล็ก ๆ น่ารักมาก เราก็เดินดูไปเรื่อยๆ พยายามเก็บไอเดียการตกแต่งของเค้าเผื่อจะได้นำมาใช้ที่บ้านเราบ้าง ถ้ามีเวลา ถ่ายรูปเป็นบางจุดที่น่าสนใจ และคาดว่าสมองอันน้อยนิดของเราไม่สามารถบรรจุรายละเอียดได้หมด

ตอนขากลับเราเป็นคนเข็นรถ Melody เอง เพราะแอนต้องการจะแวะร้าน Bakery ที่หมายตาไว้ก่อน เราเลยเข็นรถ Melody เดินมาก่อนกับตาเอียน แต่โชคช่างไม่เข้าข้าง ( Melody ) ซะเลย แม่หนูน้อยดันตื่นขึ้นมาพอมองไม่เห็นหน้าตาที่คุ้นเคย ( ตาเอียนก็เพิ่งเจอ Melody ครั้งแรกเหมือนกัน ) แม่เจ้าประคุณก็แหกปากร้องซะลั่นถนน แม้จะช่วยกันปลอบ เอาขึ้นมาอุ้มก็ยังไม่หยุด กลัวใครๆที่ผ่านไปผ่านมาจะสงสัยว่ายายกะเหรี่ยงนี่ไปขโมยลูกใครมาวะ เด็กเลยแหกปากซะลั่นเลย สงสารก็แต่แม่หนูน้อย กว่าคุณยายแอนจะมาก็แหกปากไปเกือบ 10 นาที คงจะเหนื่อยน่าดู

หลังจากแอนน์ มา take over Melody กลับไปเรียบร้อยแล้ว เราก็เลยถือโอกาสแวะซื้อ Strawberry สด ๆ 1 กล่อง กล่องละ ประมาณ 1..5 pounds แต่ไม่เสียดายเงินเลย เพราะอร่อยมากๆ สด ไม่เหมือนที่เคยซื้อตามในห้างบ้านเรา แกะออกมาข้างล่างและตุ้มแป๊ะหมดแล้ว

ตอนกินนี่ซี คนอื่นเค้าก็กินเฉยๆ แต่เราดันจิ้มเกลือกิน คุณนายแอน เห็นแล้วทำหน้าแหยง ๆ และบอกว่าเพิ่งเคยเห็นนี่แหละ ส่วนใหญ่เค้าจะกินกับ น้ำตาลกัน

มาร์ตินที่เห็นเรา Enjoy กับการกิน Strawberry มาก วันหลังจะพาไปเก็บที่ฟาร์มเลย จะมีไร่บางแห่ง เค้าเปิดสำหรับนักท่องเที่ยว เป็น Pick your own ทั้ง strawberry ,raspberry ,blackberry ,blackcurrant etc.
หลังจากกลับจากเดินเล่นในเมือง เราก็พา Melody กลับ มาที่บ้านแอน แอนน์พาใส่รถเข็นออกไปเดินรอบ ๆหมู่บ้านอีก เราขอตามไปด้วย ดีกว่านั่งดู Simpson กับตาเอียน และมาร์ติน
ตอนตามออกไปเลย เลยได้ถ่ายรูปบ้านแอนจากมุมสูง เห็นทั้งด้านหน้า ด้านหลัง ด้านข้างที่เป็นทุ่งมันฝรั่ง ทุ่งหญ้ากว้าง สวยมาก เหมือนในหนังฝรั่งแถบชนบทเลย !!!


Dart Game
ประมาณ 6 โมงเย็นพวกเราก็พา Melody กลับไปคืนพ่อแม่ คืนนี้ตาเอียนกับมาร์ติน มีนัด ไปผับและเล่น Dart กัน เกมปาเป้านี่เป็นเกมส์สุกฮิตของ สก๊อตเค้าเลย ล่ะ ทุกคนจะมีลูกดอกเป็นของตัวเอง 1 ชุด เวลาไปผับก็เอาลูกดอกของใครของมันไปด้วย

เราจะไปผับในเมือง Brechin กัน โดยจะแวะรับ Collin ที่บ้าน ส่วน Michael ลูกชายคนเล็กของแอนจะไปรอที่ผับเลย ( ตั้งแต่มาถึงยังไม่เห็นหน้า Michael เลย )

หลังจากเอา Melody ไปส่งให้ Kirsty และรับ Phillip แล้วเราก็มุ่งหน้าไป Brechin ซึ่งเป็นบ้านของ Collin น้องชายคนสุดท้องของตาเอียน

ไปถึงก็พบ Collin , Fay ภรรยาของ Collin และ David ลูกชาย เมื่อหนุ่ม ๆ ครบทีม แอนก็ถามว่า พวกเรา ( Anne & Suteera ) จะไปผับกับเค้ารึเปล่า หรือว่าจะรออยู่ที่บ้าน คุยกับ Fay เราขี้เกียจไปผับอยู่แล้ว คงจะกินเบียร์แล้วก็เล่นเกมส์ปาเป้า ( Dart ) กัน ไม่อยู่ในความสนใจของเรา เลยสมัครใจอยู่บ้านกับ Fay ล่ะกัน

แอนขับรถไปส่งหนุ่ม ๆที่ผับ เนื่องจากถ้าให้เอารถไปเอง ตอนขากลับทุกคนก็จะมี Alcohol ในเลือด ไม่สามารถขับได้ ถ้าตำรวจตรวจเจอ จะถูก Ban 1 ปี เลย !!!!! ที่นี่เค้าจะเคารพกฎจราจรกันมาก ไม่เหมือนบ้านเรา ไม่อยากพูด ไม่รู้แต่ละคนสอบใบขับขี่ผ่านมาได้ยังไง

วันพรุ่งนี้ Collin ,Fay และ David จะไปเที่ยวพักผ่อนกันที่ Greece ออกจากบ้านแต่เช้าเพื่อไปขึ้นเครื่อง กว่าจะกลับมาอีกทีเราก็คงกลับเมืองไทยแล้ว

Fay เป็นผู้หญิงเก่ง คุยเก่ง มนุษยสัมพันธ์เยี่ยมมาก เธอบอกว่าเพิ่งทราบว่าเรากับตาเอียน จะมา หลังจากจองตั๋วและที่พักใน Greece เรียบร้อยแล้ว ในราคา Promotion ด้วย ก็เลยไม่อยากพลาด

เธอทำ Sandwich Roll ไว้ถาดเบ้อเร่อ สำหรับหนุ่ม ๆ หลังจากกลับจากผับ เป็น supper เราก็เลยได้ชิมก่อน นอกจากนี้ยังได้ชิมของอร่อย เป็นเหล้าสำหรับผู้หญิง ชื่อ PIMM เอามาผสมกับ กับ น้ำมะนาว ( lemonade ) รสชาติถูกใจมาก เราเลยซัดไป 2-3 แก้ว เลยรู้สึกกรึ่มๆ เล็กน้อย เอิ้ก !!!!

แถมแอนบอกว่าถ้าชอบ ที่บ้านก็มี แต่ lemonade หมดแล้ว ต้องไปหาซื้อก่อน เอิ้ก เอิ้ก ฟังแล้ว เรอล่วงหน้า

ประมาณ 5 ทุ่มกว่า ๆ แอนก็ไปรับหนุ่ม ๆ กลับ โดย Michael แยกกลับไปก่อนแล้ว สรุป ก้อยังไม่ได้เห็นหน้าพ่อ Michael อยู่ดี

ตอนขากลับ ทุกคนนั่งเงียบ คงจะเหนื่อย กันมั้ง ส่วนเรา ก็นั่งดื่มด่ำกับ ท้องฟ้า แสงดาว ท่ามกลางบรรยากาศมืดมิดข้างทาง มองไปข้างหน้า เห็นแสงไฟ ที่แสดงความเป็นตัวเมืองที่ยังไม่หลับไหลของ Montrose ตรงกันข้ามกับธรรมชาติข้างทางที่ได้เวลาพักผ่อน หลังจากทำงานมาทั้งวัน

แอน แวะส่ง Phillip ในเมือง Montrose แล้วก็มุ่งหน้ากลับบ้านกันเลย ถึงเวลาพักผ่อนเพื่อตื่นขึ้นมาลุยอีกครั้งในวันพรุ่งนี้


Aberdeen , Benholm

วันนี้เราจะไป Aberdeen กัน Anne เลยไม่ทำอาหารเช้า แต่จะไปหากินระหว่างทาง

เราแวะกินอาหารเช้ากันที่ Food Center ของห้าง Tesco ( แต่ไม่มี Lotus ต่อท้าย ) โดยเราจะถือจานคนละใบ ( ค่อนข้างใหญ่ ) เดินไปตามร้านอาหารที่เรียงรายกันอยู่ อยากได้อะไรก็ชี้ คนขายก็จะตักใส่จานให้ จะเอากี่อย่างก็ได้ จากนั้นก็ถือจานไปคิดเงินที่ Cashier แล้วก็ไปหาโต๊ะนั่งที่มีอยู่เหลือเฟือตามอัธยาศัย วันนี้เราแยกกันเดินเลยต่างคนต่างจ่าย

หลังจากอิ่มหนำสำราญ กันดีแล้ว ก็ได้เวลาเดินทางต่อ นั่งรถไปอีกไม่นาน ก็ถึงตัวเมือง Aberdeen ผ่านมหาวิทยาลัย แล้วก็ไปหยุดที่ชายหาด เป็นหาดค่อนข้างกว้าง แต่น้ำทะเลไม่ใส และทรายไม่ละเอียด ขาว เท่าบ้านเรา ข้างๆ ถนนก่อนจะลงไปที่หาด จะทำเป็นทางเดินเท้า เลียบหาดไปเรื่อย ๆ มีเก้าอี้วางไว้เป็นจุด ๆ สำหรับให้มานั่งชมทิวทัศน์ ไม่ปล่อยให้ โรงแรม หรือ คอนโดใหญ่มาสัมปทานความเป็นเจ้าของหาดไปซะหมด

จากนั้นเราก็ไปเดินเล่นในสวนสนุกแห่งหนึ่ง จำชื่อไม่ได้แล้วแต่อยู่ไม่ไกลจากชายหาด ตาเอียน กับแอนน์ ซื้อไอติมโคนกินกันคนละแท่ง ส่วนเราขอบายเพราะ ไม่อยากปากแข็งตาย

Aberdeen เป็นเมืองใหญ่เป็น อันดับ สาม ของ Scotland ตามประวัติเล่ากันว่า เป็นแผ่นดินที่เกิดจากการทับถม ระหว่างปากแม่น้ำ สองสาย คือ River Dee และ River Don โดยใช้เวลานานเป็นพัน ๆ ปี กว่าจะเป็นผืนแผ่นดินขึ้นมาได้
การตั้งถิ่นฐานครั้งแรกจะอยู่ทางทิศเหนือของตัวเมืองในปัจจุบัน ซึ่งจะตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำ Don ทางใต้ และเรียกกันว่า Aberdon ปัจจุบันรู้จักกันในนาม ของ “ Old Aberdeen “ หรือ “ Aulton “ ( Old Town )
King David ที่ หนึ่ง เป็นผู้สร้าง New Aberdeen ขึ้นในปี 1136 บริเวณริมฝั่งด้านเหนือของแม่น้ำ Dee และเรียกว่า Aberdee ดังนนั้นจึงคาดกันว่า คำว่า Aberdeen น่าจะมาจากคำสองคำรวมกัน คือ Aberdee + Aberdon
Aberdeen เป็นเมืองที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะความสำคัญในการเป็นเมืองท่า ( port ) ขนาดใหญ่ เป็นศูนย์กลางการประมง อู่ต่อเรือ และการขนส่งทางทะเล และหลังจากการขุดพบน้ำมันดิบในทะเลเหนือ ( North Sea ) ก็ยิ่งทำให้ Aberdeen เติบโตมากขึ้นเป็นที่ตั้ง ของ บริษัทน้ำมันใหญ่

นอกจากนี้ Aberdeen ยังเป็นที่รู้จักกันในนาม “ Granite City “ เนื่องจากอาคารสิ่งก่อสร้างส่วนใหญ่จะสร้างมาจาก หิน Granite หรือ อีกนัยหนึ่งก็อาจจะรู้จักกันในนาม “ City of Roses “ เพราะมีกุหลาบสายพันธ์ต่าง ๆ มากกว่า 12,000 สายพันธ์ ครอบคลุมพื้นที่ทุกตารางนิ้วของ “ Dunthie Park’s Rose Hill “
ถนนสายหลักของ Aberdeen มี 2 สาย คือ Union Street และ King Street สำหรับนักช้อปทั้งหลายคงพอใจที่จะเยื้องย่างอยู่บน Union Street เนื่องจากมีร้านค้ามากมายเรียงรายมากกว่า 800 ร้าน ส่วนผู้ชื่นชอบ ประวัติศาสตร์ และบรรยากาศเมืองเก่า ย่อมไฝ่ฝันที่จะไป เดินอยู่บน King Street เพื่อชื่นชมบ้านเมืองเก่าๆ ในย่าน Old Town Aberdeen University มหาวิทยาลัยเก่าแก่ ก็อยู่บนถนนเส้นนี้เช่นเดียวกัน

ตอนขากลับ Martin ขับรถผ่านบ้านเกิด ของ Anne & Ian ซึ่งอยู่ เมือง Benholm เป็นฟาร์ม อยู่ติดชายทะเล แต่ถนนค่อนข้างห่างจากตัวบ้านเยอะ เลยมองไม่ค่อยชัด ( ครอบครัว ตาเอียน ย้ายมาอยู่แถวมอนโทรส นานมากแล้ว ตั้งแต่แม่เสีย )
จากนั้น Martin ก็พาไปแวะที่ท่าเรือประมงแห่งหนึ่ง ไม่ไกลจาก Benholm มากนัก เป็นท่าเรือประมงเล็ก ๆ แต่มีเรือเข้าเยอะมาก ตอนที่เราไป ไม่เห็นเรือเลย เห็นแต่ท่าเรือว่าง ๆ สงสัยจะออกไปหาปลากันหมด หลังจากชื่นชมบรรยากาศ ที่ท่าเรือพอสมควรแล้วเราก็เดินทางต่อ มาแวะที่ Mill of Benholm ซึ่งเคยเป็นที่ทำงานของพ่อตาเอียน วันที่เราไปเป็นวันเสาร์ สถานที่ทำงานปิด เราก็ได้แต่เดินดูรอบ ๆ ไม่สามารถเข้าถึง Visitor Center ข้างในได้ ใกล้ๆ กับ Mill of Benholm มีบ้านเล็ก ๆ หลังนึง เป็นบ้านสไตล์คันทรี่ ( Country style ) หน้าบ้านไม่มีรั้ว แต่ปลูกไม้เถา ออกดอกสีม่วง บานสะพรั่งไปตามแนวรั้วบ้าน สวยมาก เลยแอบถ่ายรูปมาดูด้วย





Create Date : 25 มิถุนายน 2551
Last Update : 8 กรกฎาคม 2551 16:03:00 น.
Counter : 726 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

mearnss
Location :
ชุมพร  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



เป็นเภสัชกร ที่อยากทำงานบริษัทท่องเที่ยว เค้าจะรับมั้ยนี่ ท่องเที่ยวกับอ่านหนังสือเป็นสิ่งที่โปรดที่สุดของข้าพเจ้า

MY VIP Friend