มกราคม 2554

 
 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
All Blog
Dreaming England & Scotland 2010 ตอนที่ 1 London
Preparing

ทริปนี้ ก่อนเริ่มทริปได้ประกาศเสียงดังต่อหน้าตาเอียน

“ จะแวะลอนดอน กะเที่ยวอังกฤษก่อน นะ ค่อยไปสก๊อตแลนด์ “

“ จะแวะทำไม ลอนดอน วุ่นวาย ไม่อยากแวะ ” ตาเอียนทำหน้าเบื่อๆ แล้วตอบ

“ งั้น คุณ ก็ขึ้นรถไฟต่อไปสก็อตคนเดียวก่อนล่ะกัน ชั้นเที่ยวอังกฤษเรียบร้อยแล้วค่อยตามไป ”

อิอิ ขู่ซะเลย ไม่ง้อนะเฟ้ย อยากไปก็ไปก่อนเลย แต่ หัวเด็ดตีนขาด ชั้นก็จะแวะเที่ยวก่อน มาสองรอบแล้วยังมะได้แวะไหนเลย ได้แต่นั่งเครื่องผ่าน กะ นั่งรถไฟผ่าน

ได้ผลค้า 5555 ตาเอียนนั่งเงียบซักพักแล้ว “ โอเค แวะก็แวะ แต่ติดต่อ ทุกอย่างเองนะ ไม่ช่วย ”
“ ได้ค้า”
เรื่องแค่นี้จิ๊บจ๊อย โห แต่ กว่าจะได้ครบทุกอย่าง ก็ เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกันนะ

อันดับแรก หาตั๋วเครื่อง ให้ได้ตั๋วแน่นอน จ่ายค่าตั๋วเรียบร้อย งานนี้ ได้ตั๋ว ของ Egypt Air มา ( ตาเอียนเรียก Idiot Air ) เพราะบริการ ห่วยแตก จริงๆ ในราคา 31,500 บาท / ที่นั่ง ตอนนี้ถูกที่สุดที่หาได้แล้ว ของสายการบินอื่น เกือบๆ สี่หมื่น หรือมากกว่าทั้งนั้น

สอง จองโรงแรมที่ลอนดอน พยายามหาที่ราคาไม่แพง รวมอาหารเช้า ได้ที่พักมาจาก หนังสือเที่ยวไม่ง้อทัวร์ ตีตั๋วตะลุยลอนดอน อย่างน้อยหนังสือเค้าแนะนำ ก็คงไม่เลวร้ายจนรับไม่ได้ ในราคา 50 ปอนด์ / คืน รวมอาหารเช้า 3 คืน

สาม จองรถเช่า 10 วัน โดยเริ่มเช่าวันที่ออกจากลอนดอน ในลอนดอนใช้บริการขนส่งมวลชน ของเค้าสะดวกกว่าเยอะ

สี่จองที่พัก Windermere , Inverness , Fort William นอกนั้นอาศัยที่ซุกหัวนอนบ้านพี่สาวตาเอียน

ห้า ซื้อประกันการเดินทาง ปลอดภัยไว้ก่อน

หก ซื้อ London Pass 2 วัน ผ่าน website แล้วไปรับที่ Visitor Center ที่ Piccadilly Circus










12-13/08/2010 เดินทาง

เครื่องออก 01.45 วันที่ 13 วันที่ 12 ออกเดินทางจากชุมพร ขับรถยาวเข้ากรุงเทพ ไปถึงบ้านน้องสาว นอนพักผ่อน จัดกระเป๋าให้เรียบร้อย อันไหนจะโหลด อันไหนจะใส่เป้ แบกขึ้นเครื่อง กระเป๋าเดินทางคนละใบ เป้สะพายหลังอีกคนละใบ

ทุกอย่างเรียบร้อย นอนพักผ่อนได้ หลังจากโทรนัด Taxi ให้มารับ ประมาณ สามทุ่มครึ่ง

เนื่องจากดึกมากแล้ว ไม่อยากให้น้องสาวขับรถไปส่ง ไป Taxi สะดวกกว่า ค่า Taxi ปาเข้าไปประมาณ 500 บาท รวมค่าทางด่วนด้วย

ไปถึงสนามบินประมาณ สี่ทุ่มกว่า ๆ เดินไปหา Egypt Air ที่ แถว Q





นั่งรอ Check in ที่สนามบินสุวรรณภูมิ




สักพัก ก็ แอ๊ะ !!! เค้าต่อแถว Check in กันแล้วนี่หว่า
เลยชวนกันลากกระเป๋าไปเข้าแถว Check in

ได้ Boarding Pass มาเรียบร้อย ทั้งจาก BKK-CAI และ
CAI-LHR



( ตอนแรกมะได้ถ่ายรูปไว้เลยเหลือแค่นี้มา Scan อ่ะ )



ผ่านเข้าไป เดิน Duty Free ตั้งใจจะซื้อแป้ง Shisedo refill ซะหน่อย ดูราคา
.” ไรวะ!!! แพงกว่าในห้างอีก “ เลยไม่ซื้อดีกว่า

ไปดู น้ำหอม Kenzo เพราะไม่ได้เอาติดมา ตั้งใจจะมาซื้อ Duty Free นี่หล่ะ เอาไปใช้ก่อนซักขวด จากนั้นค่อยซื้อกลับบ้านซัก สอง สาม ขวด

“ไม่น่าเชื่อ รุ่นที่ต้องการ ขนาด 100 cc หมดเกลี้ยง มีแต่ขนาด 50 cc”
เทียบราคาแล้ว ถ้าซื้อ 50 cc ราคาจะแพงกว่ากันเยอะเลย ไม่อาวดีกว่า
สรุปมะได้ไรเลยจาก Duty Free สุวรรณภูมิ



จากนั้นก็ไปนั่งรอที่ Gate E2




เรียกขึ้นเครื่องเรียบร้อย ทุกอย่างก็ยังดู โอเค การบริการก็ยังดี เพราะเที่ยวบินนี้มี แอร์ไทยด้วย บริการดีใช้ได้เลย พื้นที่วางขาเค้าจะกว้างกว่าของ Emirates ไม่มีจอทีวีส่วนตัว มีแต่จอรวม แล้ว เค้าจะแจก หูฟังส่วนตัวให้ สามารถเอาไปได้เลย แต่คุณภาพประมาณ Disposable head phone ( ใช้ครั้งเดียวทิ้งอ่ะ ) ถ้ายังไม่ได้ใช้ก็เก็บเอาติดตัวมาใช้ได้ แต่อายุการใช้งานสั้นสุดๆๆ ( ยืนยันเพราะเอามาใช้แล้ว )


ถึงสนามบินไคโร เริ่มมองเห็นความวุ่นวาย การต่อเครื่องไม่มีความเป็นระบบเล้ย เราเดินตามเค้าไปเรื่อยๆ ป้ายก็บอกไม่ค่อยชัดเจน ต่อเครื่องกับ Arrival ไปทางเดียวกันหมด แล้วเราก็มาได้ น้ำหอม Kenzo ที่ duty free ขาออกนี่แหละ ในราคา 66 $

ก่อนจะเข้าไปต้องไป Check in อีกครั้ง ที่ counter Egypt air ที่ตั้งอยู่ตรงประตู ทั้งๆที่เราก็ check in และได้ Boarding pass มาแล้วจากสุวรรณภูมิ เค้าก็เอาเอกสารทั้งหมด ไปดู ซักพักก็ส่งคืนแล้ว ไปต่อได้ บอกว่า ให้ไป ที่ Gate F2


ทางเดินไป Gate ดูดีนะเนี่ย แต่ services ต่างๆ ไม่ค่อยได้เรื่อง









มีเวลารอเครื่องนานมาก แต่ขอบอก เวลาที่ไคโร กับเวลาที่ได้ตามตั๋วที่ออก จะไม่ตรงกัน อย่างบอกว่าเครื่องจะถึง ตอน ตี ห้า กว่าๆ แต่จริงๆ เครื่องจะถึงตอนตีสี่กว่า ๆ เครื่องออก 10 โมง ก็เป็น ออก 9 โมง

ตอนแรกมาถึงเร็วยังนึกว่า เครื่องทำเวลาดี แต่ดีที่เป็นคนชอบอ่านป้าย พอผ่านบอร์ด เลยแวะอ่าน อ้าวนั่นมัน Flight ของเรานี่หว่าที่จะไปลอนดอนแต่ไหง เครื่องมันออกตอนเก้าโมงวะ ในตั่วมันบอก 10 โมง เวลาท้องถิ่น ดีนะเนี่ยที่ตรูมาอ่านก่อน ถ้ามัวแต่ไปเดินเที่ยว แล้วมาใกล้ สิบโมงล่ะ ตกเครื่องแน่ๆ ตรูเอ๊ย!!!!

ใช้เวลารอเครื่องไปเดินเล่น ภายในสนามบินไคโร Terminal 3 เห็นบอกกันว่า เพิ่งจะเปิดบริการไม่นาน







Duty Free ที่ Cairo Airport








ได้เวลา Boarding ก็ เข้าไปนั่งรอด้านใน



มองออกไปเห็น เครื่องที่จะพาไปลอนดอน อยู่ด้านนอกด้วย




จากนั้นก็เหินฟ้าอีกครั้งมุ่งหน้าสู่ลอนดอน



มาถึงสนามบิน Heathrow ที่ตาเอียนตั้งชื่อให้อีกแล้วว่า Dead Hole เพราะความวุ่นวาย ของที่นี่ แต่รอบนี้เรามาถึงตอนบ่ายโมงกว่าๆ เครื่องจะลงน้อยกว่าตอนเช้า ก็ใช้เวลาผ่าน ต.ม. ไม่นานนัก

รอรับกระเป๋าเรียบร้อยจากนั้นก็ มุ่งตรงไป ยัง Underground Station เข้าแถวซื้อตั๋ว One day พอไปถึง ยื่นแบงค์ 20 ปอนด์ที่แลกไปจากร้าน Super Rich ที่ประตูน้ำ

Sorry Mam no more longer use this note .

What?

This note no longer use since June 2010 .

Ahhhhh ค้นหาแบงค์อื่นๆที่มี ไม่น่าเชื่อว่าแบงค์ทั้งหมด เกือบ 1300 ปอนด์ที่แลกมาจาก Super Rich ประตูน้ำ จะเป็นแบงค์ 20 ปอนด์ที่ยกเลิกใช้แล้วทั้งหมด ( ส่อเจตนาไม่ดีเห็นๆ อะไร ทั้งร้านจะมีแต่แบงค์ 20 แล้วแบงค์ยี่สิบเค้าก็มีตั้งหลายๆรุ่น แต่นี่ให้มาเป็นแบงค์ยี่สิบทั้งหมด แล้วยังเป็นรุ่นที่ยกเลิกทั้งหมดด้วย แล้วเค้าก็ทำงานแลกเงิน มีเหรอว่าเค้าจะไม่รู้ว่าแบงค์รุ่นนี้เลิกใช้ไปแล้ว เลย เสียความรู้สึกกับที่นี่มากมาก )

เลยหันไปค้นกระเป๋าตาเอียนได้แบงค์ยี่สิบของสก๊อตแลนด์มา 1 ใบ ใช้ซื้อตั๋ว แล้วเจ้าหน้าที่เค้าก็แนะนำให้เอาแบงค์ยี่สิบทั้งหมดไปแลกกับธนาคาร

ตอนนั้น มะได้นึกเลยว่า ตรูใช้บัตรเครดิตซื้อก้อได้นี่หว่า

เฮ้อ!!!! สุดเซ็ง แถมคุณสามียังบอก

I told you .

Told me what?

We were traveling on Friday 13th .

โอเค เอาเป็นว่าเลือกวันเดินทางซวยก็แล้วกัน ทริปเลยไม่ราบรื่นตั้งแต่เริ่ม







ขึ้นรถไฟได้ ก็เริ่มคำนวณเวลา ถ้าไปเข้าที่พักก่อนแล้วค่อยไปรับ London Pass ต้องไม่ทันแน่ๆ เลยตัดสินใจ หลังจากเปลี่ยนรถที่ สถานี Hammersmith แล้วมาออกที่สถานี Victoria ก็บอกตาเอียน

“ รอที่นี่นะ เดี๋ยวชั้นจะไปเอา London Pass ก่อน แล้วจะกลับมาที่นี่อีกครั้งก่อนจะไปเข้าที่พัก “

“โอเค”
ตาเอียนโซมสุดๆ เพราะไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย แถมกลัวความดันขึ้นอีกเพราะลากกระเป๋าขึ้นลงบันไดหลายรอบ

จากนั้นเราก็แจ้น ใช้ ตั๋ววันขึ้นรถไฟ แล้วไปเปลี่ยนที่สถานี Green Park ไปออกที่สถานี Piccadilly circus


ขึ้นมาจากรถไฟใต้ดิน
“เฮ้ย!!! นี่ชั้นมาอยู่ตรงไหนวะ ดูถนนมะรู้เรื่องเลย แล้วเวลาก็เหลืออีก แค่ 30 นาที จะ 16.30 แล้ว เดี๋ยวเค้าก็ปิดพอดี ”
เอาล่ะวะ พึ่งพี่ Taxi นี่ล่ะ ดีนะที่หนีบแผนที่ลอนดอนติดมาด้วย

แล้วก็ตรงดิ่งไปยัง Taxi ที่จอดเรียงรายรอรับผู้โดยสารอยู่ริมถนน

Taxi ผู้โชคดีที่ได้รับการเลือก ก็ได้ชี้ทางสว่างให้เรารีบวิ่งแจ้น ไป ถึง วิ่งขึ้นชั้นสอง หอบแฮ่ก เลย

“โชคดีจัง เค้ายังไม่ปิด ”

ยืนต่อคิว หอบแฮ่ก ๆๆๆ

ในที่สุดก็ได้ London Pass มาครอบครองพร้อม DayTravelcard อีก 2 วัน







ระหว่างรอ เจ้าหน้าที่ทำรายการ ก็ถามเธอเรื่อง รู้มั้ยว่ามีธนาคารตรงไหนใกล้ๆบ้าง จะไปแลกเงินแบงค์ยี่สิบที่ยกเลิกใช้หน่อย

เธอบอกเพิ่งรู้เหมือนกัน แต่ ธนาคารยู่ฝั่งตรงข้ามนี้ล่ะ ข้ามถนนก็ถึงแล้ว

ออกจากที่นี่ก็ข้ามถนนไปแลกเงินที่ธนาคาร Loyd ฝั่งตรงข้าม

จากนั้นก็นั่งรถไฟกลับไปยังสถานี Victoria ที่คุณสามียืนชะเง้อคอรออยู่ เพราะกลัว เราจะหลงหาทางกลับไม่ถูก

“โธ่!!! ดูถูกกันมากไปแล้ว แค่นี้ชั้นไม่หลงให้โง่หรอก ปากชั้นยังพูดได้นะยะ ความจำก็ยังไม่เสื่อม พอจะจำได้ว่าทิ้งสามีไว้ที่ไหน โฮะๆๆๆๆ ”

ออกจากสถานี เค้าบอกให้ออกทาง wilton road พอออกมาแล้วเป็นงงอีกแล้วค่ะท่าน แล้วชั้นจะต้องเลี้ยวซ้ายหรือขวาเนี่ย ในที่สุด พี่ Taxi ก็เป็นทีพึ่งอย่างดีอีกแล้ว หลังจากถามคนอื่นๆ ที่ตอบไปคนละทิศจนมึนไปหมดแล้ว

ในที่สุดใช้เวลาเดินจากสถานีมาประมาณ 10-15 นาที ก็มาถึงที่ พัก Belgrave House Hotel ได้แบบเหนื่อยสุดๆๆ

แถมกว่าจะเข้าห้องได้ ห้องเราอยู่ชั้นล่าง แต่อีกตึกที่ติดกัน ประตูด้านนั้นจะไม่เปิด ต้องเข็นกระเป๋าขึ้นบันไดไปก่อน แล้วเข็นลงบันไดอีกรอบ ก่อนจะวนไปหาห้องตัวเอง ตาเอียนบ่นเป็นหมีกินผึ้งตลอดทาง เราก็อยากบ่น แต่เลือกเองนี่หว่า จะทำไงได้


ที่พัก Belgrave House Hotel





ห้องพักที่ได้เหมือนจะเตรียมไว้สำหรับผู้เช่ารายเดือนมากกว่า มีทั้ง เตาอบ ตู้เย็น เตาไฟฟ้า เครื่องซักผ้า ห้องอาบน้ำกะห้องส้วมแยกกันคนละด้าน










ตาเอียนเข้าห้องได้ น้ำท่าไม่ต้องอาบ ขึ้นเตียงนอนเลย บอก เหมือนจะเป็นไข้ เหนื่อยมาก

งั้นเอายาไปกินก่อนเลย

งัด Ibuprofen 400 mg + Norgesic อีก 1 เม็ด ให้กินแล้วนอน

ส่วนเราหลังจากอาบน้ำอาบท่าเรียบร้อย ก็รับหน้าที่ออกไปหาอาหารเย็นมากินกัน

เดินออกมาเรื่อยๆ บรรยากาศใกล้ๆที่พัก ดูเหงาๆนะ








เดินมาซักพัก ชักเริ่ม เอะใจ โบสถ์นี้ตอนเดินมาที่พักทำไมมันไม่เห็นวะ
ชักเริ่มงง ย้อนกลับไปตรงจุดคุ้นตาดีกว่า ในที่สุดก็ได้อาหารเย็นมาจาก Sainsbury’s supermarket

รวมทั้ง Top Up โทรศัพท์ไป 5 ปอนด์



อาหารเย็นวันนี้ เอาแบบกันตายง่ายๆไปก่อนล่ะกัน




จากนั้นก็ได้เวลาพักผ่อน อากาศข้างนอกยังเย็น ตาเอียนเลยเปิดเตาไฟฟ้าจนกระทั่งห้องมันอุ่นขึ้นเพราะช่วงนี้ทางโรงแรมเค้าไม่เปิดฮีทเตอร์กันน่ะ

พักผ่อนเพราะพรุ่งนี้จะต้องลุยกันแต่เช้าเลย






14/08/2011 เริ่มเที่ยว

ตื่นเช้า รีบไปกินข้าวที่ห้องอาหารของโรงแรม โห เมื่อวานบอกว่าห้องพักกว่าจะถึงเลี้ยวไปเลี้ยวมา นี่ห้องอาหารอีกแล้วคร่า อยู่ใหนหว่า

ไปถามที่ front ดีกว่า ไอ้หนูที่นั่งบอก ขึ้นบันไดไป จากนั้นเปิดประตูออกไปทางซ้ายแล้วก็เดินลงบันไดไปอีก มันเหมือนอยู่ชั้นใต้ดินอ่ะ อาหารเช้า ที่มีให้จะเป็น ซีเรียล โยเกิร์ต ขนมปังปิ้ง กาแฟ ( ไข่ แฮม เบคอน มะมีนะจ๊ะ )

อิ่มหนำสำราญ เริ่มออกเดินทาง เป้าหมายแรกของเราวันนี้ Windsor Castle ค่ะ

Windsor Castle จะอยู่นอกเมืองลอนดอนไปทางตะวันตก ในเมือง Eton ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ Thames เช่นกัน เป็นปราสาทที่ใหญ่และโด่งดังที่สุดของอังกฤษ นักท่องเที่ยวต่างก็เคยได้ยินชื่อเสียง สร้างขึ้นใน สมัย King William ในศตวรรษที่ 11 ตั้งตระหง่านอยู่บนหน้าผาริมฝั่งแม่น้ำ Thames

ถ่ายหน้าที่พักตอนเช้าๆ เงียบเชียว เห็นท่ายืนตัวเอง แล้วกลัวชิบ ยังก๊ะจะยกพวกไปตีหัวใครแน่ะ





สำหรับการเดินทางไป Windsor นั้น สะดวกค่ะ เราสามารถไปได้ทั้งจากสถานี Waterloo โดยรถไฟ South West Trains ปลายทางที่สถานี Windsor & Eton Riverside หรือจะใช้เส้นทางที่เราเลือก
โดยรถไฟ First Great Western จากสถานี Paddington แล้วไปเปลี่ยนรถไฟที่ Slough ปลายทางสถานี Windsor &Eton Central


เราขึ้นรถไฟใต้ดินไปสถานี Paddington จากนั้นต่อรถไฟบนดินจาก Paddington ไป Slough



จากนั้นก็ขึ้น shuttle train จาก สถานี Slough ไป สถานี Windsor & Eton Central การเดินทางทั้งหมดสามารถใช้ Day Travel Card ได้หมด

ถึงแล้ว Windsor & Eton Central



รถไฟตั้งแสดงที่ สถานี





ไปถึงเช้ามากมาก

ทางเดินจากสถานีรถไฟไป ปราสาท

ระหว่างทางจะมีร้านขายของ แต่เนื่องจากเช้ามากๆ เลยยังไม่มีร้านใดเปิดเล้ย



หน้าบานแข่งกะดอกไม้แร้ว



ตาเอียนเดินลิ่วๆ นำหน้าไปเรย อ่ะ



ระหว่างทาง มี Information Center ด้วย แต่ยังมะเปิดเหมียนเดิม



เห็นกำแพงปราสาทแร้วคร่า เฮ้อ แล้วตาเอียนมันจะเดินรอตรูบ้างมั้ยเนี่ย


เหนื่อยล่ะเซ้ เล่นจ้ำเอาจ้ำเอา อย่างนั้น เลยไปยืนหอบแฮ่กพิงเสาอยู่งั้นอ่ะ



เนื่องจากปราสาทก็ยังไม่ถึงเวลาเปิด เลยพากันเดินชมเมืองรอบๆปราสาทก่อน



เมือง Eton เงียบสงบดีจัง



ขอถ่ายบ้างดิ คนถือกล้องมะค่อยมีรูปเลย แต่ตาเอียนถ่ายรูปธรรมชาติลงโทษทุกที ตัวจริงแย่อยู่แร้ว มันถ่ายให้ดูขี้เหร่กว่าเดิมได้อีกอ่ะ



เดินมาจนถึงสถานีรถไฟ Windsor & Eton Riverside อีกด้านนึงเลย



ตาเอียนเดินเข้าไปถามเค้าว่า ถนนมันเดินรอบปราสาทได้ป่าว เค้าบอกว่าไม่ได้ ถ้าจะเข้าก็ต้องเดินย้อนกลับไป



Royal Oak นี่ท่าจะเป็นโรงแรมนะ ดอกไม้บานสีสันแจ่มมากมาก



เดินย้อนกลับมา ถึงรูปปั้นที่เมื่อกี้เดินผ่านไป

รูปใครหว่า



คนนี้ไง หลานควีนวิคทอเรียอ่ะ



ใกล้เวลาเปิดเข้าชมแล้ว เดินกลับไปด้านหน้า



โรงแรมนี้ตั้งอยู่หน้าปราสาทเลย ห้องชั้นบนๆวิวคงจะสวยน่าดู



รถ City Tour แดงแปร๊ด รออยู่หน้าปราสาทเลยค่ะ





ดอกไม้สวยๆ หน้า โรงแรมมอีกรูป เริ่มมีนักท่อเที่ยวมาแล้วค่ะ



เดินไปยังประตูทางเข้า เดินขึ้นเนินนิดๆ ออกกำลังกายดีค่ะ





โชว์หน้ากลมๆ





พักซักหน่อย



ร้านนี้มีเกือบทุกที่ที่ไปเลยค่ะ



เดินต่อยังไม่ถึงประตูเล้ย



ระหว่างยืนรอประตูเปิด ถ่ายลงไปตรงถนนที่เราเพิ่งจะไต่ขึ้นมา นักท่องเที่ยวเริ่มพลุกพล่าน



ในที่สุดประตูก็เปิด เราไป Fast Track เพราะซื้อ London Pass มาแล้ว ก็เอา พาสไปยื่นก็จะได้เป็นตั๋วเข้าปราสาทมา



จากนั้นก็ต้องผ่านเครื่องสแกนก่อนที่จะฉลุยเข้าปราสาท

เข้ามาแร้วคร่า มีสองคนอยู่ข้างหน้าเราแล้วล่ะ






เริ่มมองเห็น Round Tower



แขม่วพุงหน่อยเซ้ ลุงเอียน



เดินต่อ

>


ST.George's Gate จากประตูนี้ซึ่งน่าจะอยู่บริเวณ Visitor's Apartment จะมองเข้าไปเห็น Apartment ด้านในด้วย



เดินวนไป



round tower จ้า



สวนรอบๆ Round Tower ไม่ให้เข้าด้านใน แต่เอากล้องยื่นข้ามกำแพงไปถ่ายมาอ่ะ





จากนั้นก็เดินวนต่อ ไปเรื่อยๆ

ก่อนจะถึงส่วน Apartment ซึ่งจะเป็น รูปตัว U ประกอบด้วย Apatment 3 ด้าน Visotor's Apartment , Private Apartment , The State Partment



Round Tower ใกล้ๆ



ส่วนนี้จะมีรั้วกั้น ด้านในก็มีทหารยืนเฝ้าตามประตู





อ้าว อ้าว ได้เวลาเปลี่ยนกะแล้วเหรอคะ



ออกมาแร้ว ออกมาแร้ว



ใกล้ๆประตูรั้วตรงนี้มีร้านขายของเล็กๆอยู่ด้วย



ได้เวลาไปชม Queen Marry's Doll's House

ทางเข้า



ด้านในไม่ให้ถ่ายรูป จะมีบ้านต๊กตาเลียนแบบของจริงน่ารักมากมาก





ออกจาก Doll's House ฝนเริ่มพรำๆๆ



คนที่มีร่มก็เริ่มเอาออกมาใช้





ถ่ายย้อนไปยัง Round Tower



เข้าไปชมโบสถ์ St. Goerge เป็นโบสถ์ที่อยู่บริเวณด้านล่างของปราสาท เคยถูกไฟไหม้ในปี 1992 แต่ได้รับการบูรณะใหม่แล้ว บริเวณหน้าแท่นบูชาเป็นที่ฝังพระศพ ของ King Henry VIII และ King Charls I บริเวณทางเดินเข้าไปชมจะค่อนข้างแคบ นักท่องเที่ยวเยอะ รอบจะ ธง หมวก ดาบ ของเหล่าอัศวิน ตั้งแสดงไว้ให้ชม

ด้านในไม่ให้ถ่ายรูปอีกแล้ว บริเวณประตูทางออกจากโบสถ์ เหมือนจะมีร้านขายของที่ระลึก

ด้านนอกฝนก็ตกพรำ

เลยได้รูปโบสถ์มาตอนพักฝนใต้ซุ้มประตูทางออก



ได้เวลากลับแล้ว



ออกจากปราสาทแวะซื้อกาแฟกับแซนวิช ที่นี่ค่ะ

Caffe Nero อยู่ระหว่างทางเดินกลับไปยังสถานีรถไฟ






จากนั้นก็นั่งรถไฟกลับไปยังสถานี slough เราจัดการกับ Sandwich และน้ำผลไม้ที่ซื้อมาบนรถไฟ ส่วนตาเอียนกินแต่กาแฟไม่ยอมกินแซนวิช ซึ่งสุดท้ายก็ค้างวันจนต้องเอาไปทิ้ง

จาก Slough ขึ้นรถไฟกลับมายัง สถานี Paddington จากนั้นก็ลงไปยัง สถานี Paddington Underground เพื่อจะต่อรถไปยัง สถานี ST. Pual's เพราะจุดหมายต่อไปของเราคือ St Pual's Cathedral

มหาวิหารเชนต์พอล สร้างขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 604 เป็นโบสถ์ไม้หลังแรกที่อุทิศให้กับนักบุญเซนต์พอล และถูกเผาในปี 675 โดยโบสถ์หลังที่สองก็ถูกไวกิ้งทำลายในปี 962 และโบสถ์หลังที่สามสร้างด้วยหิน แต่ก็ยังถูกไฟไหม้ ในปี 1087 พวกนอร์มันจึงสร้างโบสถ์ใหม่อีกครั้งเป็นวิหารใหญ่โต มีผนังเป็นหินและหลังคาเป็นไม้ สร้างเสร็จในปี 1300 จนกระทั่งปี 1666 ที่เกิดไฟไหม้ใหญ่ในกรุงลอนดอนทำลายวิหารพงราบ เซอร์คริสโตเฟอร์เรน จึงได้รับมอบหมายให้บูรณะวิหารขึ้นอีกครั้ง ซึ่งมหาวิหารเซนต์พอลนี้ถือเป็น ผลงานชิ้นเอกของเค้าเลย โดยมหาวิหารนี้สร้างเสร็จในปี 1708 เป็นวิหารที่มีหลังคาโดมขนาดใหญ่ดูโดดเด่น และมีระฆังเกรตพอล ซึ่งเป็นระฆังที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ตีเวลาบ่ายโมงของทุกวัน ส่วนระฆังเกรตทอมตีทุกชั่วโมง และเป็นสัญญาณบอกการสิ้นพระชนม์ของบุคคลในราชวงศ์และบาทหลวงอาวุโส








ถึงสถานี ST.Pual's แล้ว



เดินเข้าไปทางประตูด้านหลังที่อยู่ใกล้กับสถานี

ด้านนี้มีนักท่องเที่ยวประปราย ร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่



มีนกพิราบเดิน อยู่ใกล้ๆ บอกตาเอียนให้ถ่ายรูปให้ติดนกให้หน่อยปรากฎว่าหนูน้อยคนนี้คลานมาไล่นกไปซะแล้วเลยได้ไอ้หนูมาแทนนก อิอิ



เรามาอยู่ใกล้มากๆ พยายามถ่ายยอดโบสถ์ก้อได้มาแค่เนี่ยะ



ด้านหลังนี้นักท่องเที่ยวน้อย เราเลยเดินดูสบายๆ ตาเอียนชี้ให้ดู Chestnut ซึ่งกำลังออกลูกเลย



เดินวนมาเรื่อยๆจะผ่านร้านกาแฟกลางแจ้ง บรรยากาศน่าสบาย นกพิราบเดินอยู่ทั่วไปตามพื้น

แต่พอมาถึงด้านหน้า โอ้โห นักท่องเที่ยวนั่งกันเต็มพรึ่บ เลยค่ะ



พยายามจะถ่ายรูป แต่ก็ได้มาแค่นี้เพราะมันใกล้เกินไป





ประตูที่เห็นคือทางเดิน ถ้าจะเข้าไปชมโบสถ์ เราเดินเข้าไป เพื่อต่อคิว ปรากฎว่าคนด้านในแน่นเอี๊ยดเลยค่ะ ก็เลยหันมาปรึกษากัน จะรอมั้ย ถ้ารอก็คงจะเสียเวลามาก สรุป โอเค ไม่รอแล้วกัน เพราะต้องไปที่อื่นต่อ ทั้งๆที่เราก็สามารถเข้าชมได้ด้วยบัตรลอนดอนพาส แต่ เมื่อคิดว่าต้องเสียเวลารอนานเราอาจจะพลาด ที่อื่น ก็เลย ไม่เข้าชมแล้ว กลับมาก็เสียดายเหมือนกันนะ




เดินวนรอบโบสถ์มาเรื่อยๆ จนถึงประตูทางเข้าด้านทิศใต้



ตึกที่เห็นฝั่งตรงข้าม



ทางเดินรอบๆ กลับไปสถานีรถไฟ จัดตกแต่งด้วยดอกไม้เพิ่มสีสันสวยงาม



ถังขยะเขต City of London



ชอบดอกไม้สีนี้อ่ะ



ใกล้ๆสักนิด สีสวยจริงๆ



ห้องน้ำสาธารณะหยอดเหรียญ



เดินอยู่ด้านนอกนี้ มองเห็นยอดโดมโดดเด่นของมหาวิหาร ถ้าท้องฟ้าใสกว่านี้คงจะสวย





สีสันระหว่างทางเดิน



จากนั้น เดินทางต่อไปยังจุดหมายต่อไปของวันนี้ Tower Of London

หอคอยสีขาว สร้างขึ้นโดย กันดอล์ฟ บิชอป แห่งโรเชสเตอร์ ในสมัยพระเจ้าวิลเลี่ยมที่ 1 เพื่อป้องกันลอนดอนจากการโจมตี และเป็นสัญลักษณ์ทางอำนาจที่มีเหนือแองโกลแซกซัน ต่อมาพระเจ้าเฮนรี่ที่ 3 ทรงสร้างหอคอยเพิ่มอีก 13 แห่ง เป็นกำแพงชั้นใน และนำมหามงกุฎมาเก็บไว้ที่นี่ รวมทั้งอาวุธต่างๆ จนถึงสมัยพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 จึงมีการปรับปรุงคลังสรรพาวุธ พระเจ้าเจมส์ที่ 1 เป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายที่ประทับที่นี่

การเดินทางจาก สถานี St Pual's นั่งรถไฟใต้ดินมาลงที่สถานี Tower Hill ซึ่งจะอยู่ด้านหลังของหอคอย

ออกมาจากสถานีจะมีทางเดินขึ้นไปบนลานเล็กๆให้ชมวิวตัวหอคอยด้านหลังได้



ทางเดินลอดถนนเพื่อข้ามไปด้านหอคอย



ข้ามถนนมาแล้ว ก็จะมีทางเดินรอบๆรั้วหอคอยเดินตามถนนขึ้นเนินไปเรื่อย
เพื่อไปยังประตูทางเข้าด้านหน้า






ด้านที่เห็นไกลๆ คือที่ซื้อตั๋วแต่เรามีลอนดอนพาสไม่ต้อง แค่ไปเข้าคิวซักพักจะมีคนมาบอกว่าคนที่ถือลอนพาสให้เข้าอีกทางซึ่งจะอยู่ริมแม่น้ำ





ทางเข้าปกติ ของคนอื่นๆมองเห็นคนเดินเป็นแถวๆ





ทางเดินริมแม่น้ำ Thames เพื่อไปยังประตูทางเข้าอีกด้าน



ทางเดินด้านนี้มองเห็น Tower Bridge ได้อย่างชัดเจน





หลังจากผ่านประตูเข้ามาแล้ว มองเห็น The White Tower อยู่ระหว่างปรับปรุง และ The Royal Armouries ซึ่งเป็นที่สะสมอาวุธและเสื้อเกราะรวมทั้งพิพิธภัณฑ์คลังแสงสรรพาวุธ




ใกล้ๆ



ซากที่เหลือของ Wardrobe Tower



บริเวณนี้เคยเป็น Roman City Wall





ต่อคิวอะไรกันน้า ยาวถึงประตูทางเข้าเลย



ปืนใหญ่ ลายอย่างนี้นึกถึงแถบบ้านเรา



คิวเมื่อกี้เค้ารอเข้าชมมหามงกุฎที่ Imperial State crown นี่เอง แล้วตรูจะรอไหวมะเนี่ย ไหงคนมันเยอะจังวะ สงสัยคงต้องผ่านอีกแล้วเรา



ต่อตอนสองค่ะ



Create Date : 17 มกราคม 2554
Last Update : 2 มีนาคม 2554 11:00:32 น.
Counter : 2740 Pageviews.

4 comments
  
มาเจอโดยบังเอิญค่ะคุณมีน
มาช้าแต่ก็ดีใจค่ะ
โดย: wachu IP: 124.121.247.183 วันที่: 14 พฤษภาคม 2554 เวลา:18:22:15 น.
  
ชอบคำบรรยายค่ะ น่ารักมากๆ สักวันอยากมีโอกาสไปเที่ยวเหมือนคุณมีนบ้างค่ะ
โดย: NING IP: 118.174.102.179 วันที่: 26 มีนาคม 2555 เวลา:23:13:12 น.
  
บรรยายสนุกจังค่ะ เดินตามมาทุกก้าว ขออนุญาตก็อปเส้นทางนะคะ
กะจะไปเดินเที่ยวลอนดอนอยู่เหมือนกัน

ขอบคุณสำหรับภาพสวยๆ ข้อมูลดีๆค่ะ
โดย: กานดา IP: 58.8.24.39 วันที่: 17 สิงหาคม 2555 เวลา:22:28:47 น.
  
เพิ่งเข้ามาอ่านค่ะ เขียนสนุกสนานอ่านเพลิน ปีหน้าจะไปเที่ยวอังกฤษและสก็อตแลนด์ ได้ข้อมูลหลายอย่างในนี้ ขอบคุณค่ะ

โดย: amp IP: 171.7.179.143 วันที่: 29 กันยายน 2555 เวลา:16:44:34 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

mearnss
Location :
ชุมพร  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



เป็นเภสัชกร ที่อยากทำงานบริษัทท่องเที่ยว เค้าจะรับมั้ยนี่ ท่องเที่ยวกับอ่านหนังสือเป็นสิ่งที่โปรดที่สุดของข้าพเจ้า

MY VIP Friend