Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2554
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
14 ตุลาคม 2554
 
All Blogs
 

เยือนเกาะคิวชู Fukuoka, Japan ในวันที่กำลังจะหนาว





หลังจากทีเดินทางจากประเทศไทยมาประมาณ 5 ชั่วโมงเศษๆ ในที่สุดผมก็ได้เห็นแสงแรกของประเทศญี่ปุ่น เหนือเมฆที่ดำทะมึนอยู่ข้างล่าง

พลางคิดในใจว่า จะได้มาเล่นน้ำฝนที่ญี่ปุ่นรึเปล่ากันแน่

แต่ก็พลางคิดว่า ไหนๆ ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าการได้รับแสงแรกของวันจากจุดที่สูงสุด นั่นคือยอดภูเขาไฟฟูจิ จะทำให้ชีวิตมีแต่ความรุ่งโรจน์โชติช่วงและโชคดีตลอดไป ได้เห็นแวบๆแล้วก็คาดว่าการเดินทางในครั้งนี้ คงจะราบรื่นเป็นแน่แท้ เพราะจุดที่ผมรับแสงแรกสูงกว่ายอดภูเขาไฟฟูจิอีก...





หวังว่าแสงนี้คงเป็นแสงแห่งความโชคดีที่จะนำมาสู่ทุกคนนะครับ

หลังจากได้ชมแสงนี้แล้ว ก็ถึงเวลาของการดำดิ่งลงสู่เบื้องลึกของก้อนเมฆกันต่อไป ในใจก็คิดเพียงว่า ตก ไม่ตก ตก ไม่ตก (หมายถึงฝนนะครับ)



หลังจากมุดก้อนเมฆมาแล้ว ภาพแรกทีผมได้เห็นในทางใต้ค่อนข้างไปทางสุดๆ ของญี่ปุ่น ก่อนที่จะร่อนลงที่เกาะคิวชู สนามบินฟุคุโอกะ ก็คือเกาะนี้ครับ จากหลักการเดา คาดว่าน่าจะเป็นเกาะโอกินาว่า (Okinawa) เกาะทางใต้ที่ทาง Kokoriko เกมส์กึ๋ย บอกว่า เป็นเมืองที่สภาพอากาศเป็นแบบร้อนชื้น คล้ายกับประเทศไทยมากๆ ครับ


หลังจากที่เครื่องบินร่อนลงปุ๊บ ก็จัดการเรื่องของสัมภาระต่างๆ ให้เรียบร้อยและก็มุ่งหน้าไปยังสถานที่แรกทันทีด้วยความคึกคัก เพราะนี่คือครั้งแรกของการเดินทางมาสัมผัสที่ประเทศญีปุ่น แม้ว่าจะหลับบ้างไม่หลับบ้างมาบนเครื่องบิน แต่ความตื่นเต้นและคึกคัก มันมีแรงกระตุ้นมากกว่ากาเฟอีกอีก หัวใจพองโต เลือดสูบฉีดเต็มที่...แต่ถนนมีแอบเปียกนิดหน่อย




พอมาเหยีบบบนถนนปุ๋บ ก็สุดอากาศเข้าเต็มปอดเลยครับ รู้สึกว่าเย็นๆ ตามหลอดลมนิดหน่อย แต่ยังไม่เห็นเป็นควัน พยายามพ่นหลายรอบแล้วครับ

สถาที่แรกที่เรามาเที่ยวกันคือที่นี่ครับ รางรถไฟประเทศญี่ปุ่น สัญลักษณ์นี้เดาได้ว่า ห้ามรถยนต์และรถเมล์ข้ามหากรถไฟมา



หลังจากเดินนับไม้หมอนรางรถไฟมาสักพักหนึ่งเราก็มาถึง สถานีปลายทางที่ขอเรียกเองนะครับตามชื่อของสถานที่ที่เราจะมาขอพรแห่งปัญญา ว่า สถานีวัดดาไซฟุ(Dazaifu Shrine)

ไม่รู้ว่ามาเช้าเกินไป หรือว่า มันไม่มีคน หรือว่ารถไฟเพิ่งไปก็ไม่รู้เหมือนกันนะครับ เพราะว่า ร้างมาก ไม่เห็นทีคนเลย ทั้งๆที่วัดออกจะดังมาก พวก Alien (ต่างด้าว หรือต่างชาติก็ได้) มาเที่ยวกันเยอะมากเลย



ท่ามกลางบรรยากาศที่ขะมุกขะมัว... ครึ้มๆ ทึมๆ ในที่สุดเราก็ได้เห็นรถบัสผ่านไป จอดแถวหน้าสถานีรถไฟ สงสัยว่าคงมาส่งคน ก็แอบเล็งๆ อยู่ว่าจะได้เจอเด็กน้อยแบบญี่ปุ่นจริงๆ รึเปล่า นี่เป็นอีกหนึ่งความตั้งใจของการเดินทางมาประเทศญี่ปุ่นเลยทีเดียว



พอชมบรรยากาศรอบๆ สถานีรถไฟแล้ว ก็ถึงเวลาของการเข้าวัดเข้าวากันอย่างเป็นทางการครับ ข้ามถนนเราต้องข้ามตรงทางม้าลาย จะให้ชาวญี่ปุ่นซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความมีระเบียบวินัยมาว่าเราไม่ได้

แต่พอมาดูตรงถนนที่จะข้าง ไหงทางม้าลายมันเยอะแยะไปหมดเลยอะครับ จะข้ามไปทางไหนดี สับสนวุ่นวายไปหมด ไม่มีตัวอย่างให้ข้ามด้วยว่าเค้าข้ามกันไป ไหนๆ ก็ไหนๆแล้ว ข้ามมันไปเลยดีกว่า ไม่เอาและระเบียบวินัย

อีกอย่างอยากไปดูป้าร้านขายของก็อุตส่าห์ออกมาโค้งคำนับคนที่ผ่านไปผ่านมาหน้าร้านด้วย ก็เลยข้ามไปเลย




ข้ามไปตรงเกาะกลางก็ได้เห็นต้นไม่แปลกๆ มีแต่กิ่ง ซึ่งได้รู้ในตอนหลังว่านี่คือ ต้นซากุระ ต้นไมประจำชาติของญี่ปุ่น....!!!

ถึงกะร้องโอ้ววว...!!! ซากุระไม่มีดอก อย่าว่าแต่ดอกเลยครับ ใบก็ไม่มี มีแต่ต้น


ระหว่างทางเข้าศาลเจ้าดาไซฟุ(Dazaifu Shrine) ก็แอบเห็นบ้านหลังหนึ่งเปิดประตูไว้ แน่นอนครับ เรามีมารยาท ก็ต้องเก็บภาพมาฝากกัน

เห็นเขาจัดสวนในบ้านแล้ว ในฐานะของคนรักต้นไม้คนหนึ่งบอกได้อย่างเดียวครับว่า สุดยอด!!!




ระหว่างทางยังมีร้านขนมให้เลือกซื้อมากมาย แพคเกจนี่ต้องยกที่หนึ่งให้ญี่ปุ่นครับ และตัวแพคเกจนี่เองผมว่า เป็นตัวสร้างมูลค่าเพิ่มให้ขนมของเค้าเลยทีเดียว



อิราไชมาเซ่ ๆ ..kl;fjweojef ;elfklas ekjfpe

แปลได้ว่า น้องๆ มาซื้อโมจิร้านนี้มีชาเขียวร้อนแถมฟรีด้วยเน้อ เอาป่าว



คิตตี้ก็มี ลิขสิทธิ์ด้วย... แน่นอนครับว่าราคาก็โหด ตามประสาของมีลิขสิทธิ์ (ที่ถูกต้อง...ต้องช่วยกันอุดหนุนของแท้นะครับ แต่ผมไม่ได้ซื้อ)



มาถึงหน้าวัด... ศาลเจ้าดาไซฟุ(Dazaifu Shrine) เค้าก็ได้จัดเตรียมแผนที่การเดินทางและการท่องเที่ยวให้เรียบร้อยครับ

แต่ผมอาศัยการคลำภาพและเดาเอาครับเพราะว่าอ่านไม่ออก ภาษาอังกฤษก็ไม่มี





เมื่อป้ายไม่สามารถช่วยเราได้ เราก็ต้องอาศัยคนท้องถิ่นให้เป็นประโยชน์

เอ็กซ์คะยูสสะมี พี่สาวครับ ผมจะไปไหว้เทพเจ้า เพื่อขอพรเกี่ยวกับเรื่องสมองและปัญญาได้ที่ไหนครับ

โอไฮโย๊ะ (ohaiyo) น้องชาย พี่พูดไม่ได้ ถามเพื่อนพี่ดูดิ แล้วพี่สาวทั้งสองก็เดินจากไปอย่างรวดเร็ว...ฟิ้วววววว



ระหว่างทางก่อนเข้าศาลเจ้า จะมีวัวตัวหนึ่งนอนหมอบอยู่ เห็นว่าที่เขากับจมูกวัวมีการลูบซะจนมันวาว เข้าใจว่า วัวตัวนี้อาจจะเป็นเทพแห่งปัญญาก็ได้ ว่าแล้วก็ไปถูที่เขา กะ หน้าวัว (แม้ว่าในใจลึกๆ อยากให้เห็นเป็นตัวเลข) เพื่อให้มีปัญญาดีรึเปล่าไม่รู้ ชาวบ้านเค้าทำกัน เราก็ทำด้วย


หลังจากเดินทางผ่านท่านวัวไป ก็ไปเจอสิงโตอีก คราวนี้ แน่นอนว่า เอาไว้พิทักษ์รักษาประตู ดูท่าทางแล้วน่าจะเป็นตัวผู้ เพราะว่าเหยียบลูกโลกเอาไว้ (ความเชื่อเดียวกะจีน แต่ศิลปะมันต่างกัน) แน่นอนว่าตามความเชื่อชองชาวจีน จะเอาไว้ขับไล่เจ้าหนี้ และสิ่งชั่วร้าย แต่ต้องตั้งเป็นคู่นะครับ (เริ่มไกลจากญี่ปุ่นและ กลับมาญี่ปุ่นต่อดีกว่า)




ว่าแล้วก็เร่งเดินทางไปให้ถึงศาลเจ้าก่อนดีกว่า จะได้ขอพรแห่งปัญญาเป็นจริงเป็นจังสักที

บรรกาศทางเข้าเป็นไปด้วยความร่มรื่นและชุ่มฉ่ำ จากสายฝนที่โปรยปรายมาเป็นระยะๆ




ในที่สุด เราก็เดินทางมาถึงต้วศาลเจ้า ดาไซฟุ (Dazaifu) อย่างแท้จริง แน่นอนครับการขอพรแห่งปัญญาต้องมาที่นี่

มาดูข้อมูลที่ทีอยู่ในมือกันก่อนดีกว่านะครับ

ศาลเจ้าดาไซฟุ (Dazaifu Tenman-gu Shrine) เป็นศาลเจ้าที่มีต้นบ๊วยดอกแดงและดอกขาวมากกว่า 6,000 ต้นเลยทีเดียว มักจะมีนักเรียนนักศึกษามาขอพรให้ประสบความสำเร็จในการเรียนและการสอบกันเป็นจำนวนมากตลอดทั้งปี(students seeking luck in their entrance examinations mostly, all year round) ประมาณนี้ครับ



นี่ครับดอกบ๊วยขาว อาจจะถ่ายมาให้เห็นว่ารูปร่างเป็นไงนะครับ แต่ความงามของการถ่ายภาพต้องค้นหากันอีกที



ก่อนถึงศาลเจ้า เรามักจะได้เจอกับศาลเจ้าที่รึเปล่าก็ไม่ทราบ (ในภาษาอังกฤษ เรียก Spirit หรืออาจจะว่าได้ว่าเป็นจิตวิญญาณของแต่ละอย่างก็ได้ ครับ เช่น จิตวิญญาณแห่งป่า จิตวิญญาณแห่งทะเล เป็นต้น ซึ่งคนญี่ปุ่นเค้ามักจะเชื่อเรื่อง Spirit ของแต่ละอย่างกันมากครับ)




ก่อนเข้าไปโยนเหรียญห้าเยนเพื่อขอพร ก็ต้องทำการล้างมือ และบ้วนปาก เพื่อเป็นการชำระล้างสิ่งสกปรก ด้วยน้ำที่เย็นยะเยือกของอุณหภูมิที่ 8 องศาครับ...มือชา ปากชา เลยทีเดียว ก่อนที่จะเข้าไปที่ศาลเจ้า และโชคดีมากเลยครับที่เห็นนักบวช กำลังทำพิธีอยู่พอดี




ตอนนี้ขออธิบายเกี่ยวกับ เรื่องของเหรียญ 5 เยน (เหรียญมีรู ทองเหลืองมีรูปรวงข้าวนะครับ)

คำว่า 5 เยน มาจาก โกะเอน ซึ่งแปลตรงตัวว่า ห้าเยน(เอน) ซึ่งไปพ้องกับคำว่า Go En เหมือนกัน ซึ่งแปลว่า สายสัมพันธ์ที่นำเราให้มาเจอกับสิ่งดีๆในชีวิตครับ จึงนิยมนำเหรียญห้าเยนมาเป็นของขวัญ เครื่องราง และก็ขอพรต่อศาลเจ้า เพื่อเป็นสายสัมพันธ์ในนำความปรารถนาของเราให้สำเร็จครับ

ง่ายๆ ก็คือ เป็นเหรียญที่ใช้หยอดโทรศัพท์ถึงเทพเจ้าได้นั่นเองครับ




ข้างๆ ศาลเจ้ายังมีนี่เลยครับต้นบ๊วยที่กำลังออกดอกเลยทีเดียว มาคราวนี้ ไม่ได้เห็นซากุระ ก็ดูดอกบ๊วยไปพลางๆ ก่อนก็แล้วกันนะครับ



เป็นช่อเลยทีเดียว...




อ้อมมาดูท่านนักบวช อีกมุมครับ



นี่ครับสำหรับการเดินทางมาที่นี่ ผมได้เจอกับคณะนักเรียนจากเกาหลีด้วย ถามไปถามมาได้ความว่า โรงเรียนพานั่งเรือข้ามมาจากเกาหลี เพื่อมาทัศนศึกษาครับ



ถ่ายรูปไปถ่ายรูปมา รู้ตัวอีกที ก็โดนแก๊งนี้ล้อมรอบไปซะแล้ว



หาทางออกไม่ได้ ก็ถ่ายรูปเกาหลีมุงเลยก็ได้




มุงกันเยอะมากเลยทีเดียว กว่าจะฝ่าดงเกาหลีออกมาได้... ไม่ง่ายเลยครับ



มาที่นี่ทั้งทีถ้าหากว่าไม่ได้ไปเยี่ยมเยียน พิพิธภัณฑ์แห่งชาติคิวชู ก็เหมือนมาพลาดสิ่งสำคัญเลยทีเดียว ภายใต้คอนเซฟ เรียนรู้รูปแบบวัฒนธรรมญี่ปุ่นจากการรักษาประวัติศาสตร์เอเชีย (understanding the formation of Japanese culture from an Asian historical perspective) อลังการมากๆ

น่าเสียดายครับที่ไม่สามารถถ่ายรูปด้านในได้ ก็เลยนำหลังคามาฝาก

เทคโนโลยีด้านในล้ำสมัยมากๆ ตั้งแต่การใช้แสงสี การลอดอุโมงบันไดเลื่อน ตื่นตามตื่นใจสุดๆ ครับ




บรรยากาศด้านข้างพิพิธภัณฑ์แห่งชาติคิวชู (Kyushu National Museum) อากาศหนาวๆ แบบนี้ น่านั่งทานกาแฟเป็นที่สุด




ก่อนจากลาจากศาลเจ้าดาไซฟุแห่งนี้ไป ต้องขอนำบอนไซต้นบ๊วย ที่กำลังออกดอกอย่างงดงามเลยมาฝากกันครับ



ระหว่างทางกลับก็ได้ซึมซับบรรยากาศดีๆ ที่เห็นหมอกบนยอดเขา มันทำให้หัวใจเราพอโตอีกแล้ว



สวนกลางน้ำก็ไม่เคยเห็นที่ไหนจริงๆ ครับ




เห็นป้ายนี้แม้ว่าอ่านไม่ออกว่าอะไร แต่มันก็ทำให้คิดถึงวัดอังโค๊ะคุจิ ของอิ๊กคิวซังในการ์ตูนทุกที



ก่อนกลับก็นี่เลยครับ โมจิอุ่นๆ หน้าวัด อร่อยเป็นที่สุดสำหรับอุณหภูมิ 8องศา



ทำกันใหม่ๆ ห่อให้เห็นกันจะๆ


ตอนนี้จบแค่นี้ก่อนนะครับ...ค่อยมาต่อนะครับ







 

Create Date : 14 ตุลาคม 2554
3 comments
Last Update : 14 ตุลาคม 2554 14:15:17 น.
Counter : 3181 Pageviews.

 

หวา.....ญี่ปุ่น อยากไปมั่งจังเลย ขอบคุณที่เอามาลงให้ได้ดูด้วยนะ เหมือนได้ไปเที่ยวมั่งอ่ะแบบนี้

 

โดย: คุณหนูขาวมณี 14 ตุลาคม 2554 18:45:10 น.  

 

กำลังอยากไปญี่ปุ่นพอดีเลยค่ะ
ศึกษาอยู่เลย ขอบคุณมากค่ะ



by http://www.facebook.com/nappage

 

โดย: nappage IP: 58.8.227.30 15 ตุลาคม 2554 9:13:47 น.  

 

อยากไปเที่ยวอีกจัง จะตามชมตอนต่อไปนะคะ

 

โดย: กิน ๆ เที่ยว ๆ 22 ตุลาคม 2554 19:44:12 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


Matterhorn
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Smallest Small Normal Large Largest
Friends' blogs
[Add Matterhorn's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.