มกราคม 2555

1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
คำถามที่ถามกันบ่อย





เราจำเป็นต้องกินอาหารเสริมมั๊ย


                        เอาจริงๆขอตอบว่า ไม่จำเป็นเลยนะฮ๊าฟฟ เพราะวิตามินเนี๊ยมีอยู่อย่างมากมายในอาหารจากธรรมชาติทุกชนิด แต่!!!!! พี่น้องต้องกินอาหารที่ "ถูกต้อง" ครบทุกหมู่เหล่า(ก็ไอ้ 5 หมู่ที่เรียนกันตั้งแต่ประถมนั่นแหละครับ) ในปริมาณที่ "สมดุล" พี่น้องถึงจะได้วิตามิน "ครบ" ตามที่ร่างกายต้องการ ปัญหาก็คือว่า จะมีคนซักกี่คนคับที่จะกิน "อาหารในอุดมคติ" นั่นได้ ครบทุกมื้อ  หลายคนซึ่งเป็นคนรักสุขภาพเถียงคอเป็นเอ็นว่า "ก็ชั้นนี่ล่ะ คนนึง" งั้นมาดูกันว่าเป็นอย่างนั้นจริงหรือปล่าว

                        จากวารสารสมาคมแพทย์อเมริกา Smiley ฉบับเดือนตุลาคม 2002  ได้รายงานผลการวิจัยและสรุปไว้ว่า "ผู้ใหญ่ทุกคนควรได้รับวิตามินที่หลากหลาย เนื่องจากเป็นไปไม่ได้ที่จะได้รับสารอาหารที่ต้องการครบถ้วนจากอาหารที่เรารับประทานในแต่ละวันในปัจจุบันนี้"  ทำไม ทำไม และทำไม มาดูเหตุผลกัน

Smiley ผมขอถามพี่น้องหน่อยว่าพี่น้องกินข้าวนอกบ้านบ่อยมั๊ย ซื้อกับข้าวมากินที่บ้านบ่อยมั๊ย ซื้อผักผลไม้จากซุปเปอร์มาเก็ต หรือ ร้านสะดวกซื้อทั้งหลายบ่อยมั๊ย  ถ้าบ่อย นั่นบ่งบอกว่าพี่น้องเสี่ยงต่อการขาดวิตามินเอ บี1 และซี เนื่องจากว่า อาหารที่มีการอุ่นซ้ำ หรือ ตั้งอยู่ใต้แสงไฟ หรือ ผ่านกระบวนการแปรรูป หรือ มีการดัดแปลงทางพันธุกรรม(เชื่อมั๊ยว่า กว่า 75% ของอาหารในซุปเปอร์มาเก็ต ผ่านการดัดแปลงพันธุกรรม!!!) จะทำให้พี่น้องขาดวิตามินต่างๆดังที่กล่าวมา และจะขาดพวก แคลเซียม โฟลิก และ แม็กนีเซียม ตามมา

Smiley เสริมนิดนึง...อาหารที่ผ่านการแปรรูปก็พวก ขนมปังจะโฮลวีทไม่โฮลวีทก็แล้วแต่ หรือ พวกซีเรียล หรือจะอาจจะพูดได้ว่า อาหารที่คุณๆท่านๆซื้อในซูปเปอร์มาเก็ตในปัจจุบันเนี๊ย มีสารอาหารต่ำ ไม่มีอะไรเลยนอกจากแป้ง!! มีบางคนอาจจะค้านว่า อ่าว!! พวกซีเรียลหรือขนมปังไรเงี๊ย มันก็มีเขียนไว้นะว่าผ่านกระบวนการเต็มสารอาหารแล้ว(enriched) แล้วมันจะมีคุณค่าต่ำได้ไง ---กระบวนการเติมสารอาหาร คือ การเติมสารอาหารที่เดิมมีอยู่ในอาหารนั้นๆอยู่แล้วเข้าไป ทำไมต้องเติม ก็เพราะว่า อาหารพวกเนี๊ยโดนความร้อน ผ่านการเก็บการขนส่ง กระบวนการพวกเนี๊ยจะทำให้สารอาหารหายไปหรือเสื่อมลง--- ดังนั้นเค้าจึงต้องเติมไงล่ะ ฟังดูก็น่านะดีเนอะ แต่ที่แย่ก็คือ มันใส่ไม่ครบไงล่ะ  อืม... เช่น แป้งขัดขาว มันจะสูญเสียวิตามินไปประมาณ 22 ชนิด แต่สิ่งที่เค้าเติมเข้าไปก็คือ วิตามินบีสามชนิด วิตามินดี แคลเซียม และธาตุเหล็ก โอ้พระเจ้าเสียไป 22 ได้มา 6 คุ้มทุนมั๊ยครับพี่น้อง ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้จะทำให้พี่น้อง แก่เร็วยิ่งขึ้น

Smiley พูดถึงเรื่องความแก่เนี๊ย สาวๆหลายคนคงหูผึ่งแน่ๆ 555 เอาเป็นว่าถ้าผมมีเวลาผมจะมาอธิบายศาสตร์ชะลอวัยให้ฟังกันนะครับ ซึ่งกำลังเป็นศาสตร์ที่ เรียกได้ว่า "ฮอท ฮิต ติด ชาร์ท" ในเมืองนอกทีเดียว และกำลังจะกลายเป็นสาขาๆหนึ่งของคณะแพทย์ศาสตร์ในประเทศไทย ในอนาคตอันใกล้นี้คับ Smiley


Smiley ดูสินค้าที่ร้าน



สังเคราะห์ vs ธรรมชาติ ใครแจ่มกว่ากัน

หัวข้อนี้ก็เป็นประเด็นที่ผมมักเห็นคนชอบตั้งกระทู้ถามกันจัง เอาล่ะ เด๊วเฮียจะมาไขข้อข้องใจเอง
สิ่งหนึ่งที่พี่น้องต้องคิดหนักเวลาจะซื้อวิตามินมากินก็คือ จะซื้อวิตามิน "ธรรมชาติ" หรือ วิตามิน "สังเคราะห์" ดี ???
และก็ครั้งแล้วครั้งเล่า ที่พี่น้องจะได้ยินคำโอ้อวดว่า วิตามินที่ได้จากแหล่ง "ธรรมชาติ" เช่น พืช หรือ วัสดุอื่นที่มีปรากฎอยู่ตามธรรมชาติเป็นสิ่งที่มีคุณภาพ ประสิทธิภาพจะดีกว่าสิ่งที่ผลิตขึ้นในห้องปฎิบัติการหรือที่เรียกว่า "สังเคราะห์" คำโอ้อวดเช่นนี้เป็นคำกล่าวที่ไม่จริงเสมอไปนะคับ
เนื่องจากวิตามินเป็นสารเคมี ดังนั้นจึงต้องมีโครงสร้างและคุณสมบัติเหมือนกัน แหล่งที่มาของวิตามินไม่ได้มีความสำคัญอะไร ความสำคัญของวิตามินอยู่ที่ความบริสุทธิ์และคุณภาพของสารเคมีนั้นๆ ว่าสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ แม้คำว่า "ธรรมชาติ" และ คำว่า "อินทรีย์" จะเป็นคำยอดนิยมและมีการเห่อตามกันก็ตาม ข้อแตกต่างที่สำคัญระหว่างวิตามินธรรมชาติและวิตามินสังเคราะห์มีอยู่เพียงประการเดียวก็คือ "ราคา" ซึ่งวิตามินธรรมชาติจะมีราคาแพงกว่ามาก เพราะวิตามินธรรมชาติต้องสกัดมาจากพืช มีกระบวนการที่ยุ่งยาก ซับซ้อน และมักมีค่าใช้จ่ายสูง ค่าใช้จ่ายต่างๆเหล่านี้ คือสิ่งที่ผู้ผลิตผลักไปให้ผู้บริโภคโดยตรง ในรูปแบบของราคาที่สูงกว่า
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น "สังเคราะห์" ก็ไม่ได้ดีไปกว่า "ธรรมชาติ" ทั้งหมด วิตามินจากแหล่งธรรมชาติ อาจจะดีกว่าวิตามินที่สังเคราะห์ขึ้นมาก็ได้ อย่างเช่น วิตามินอี ซึ่งมีทั้งแบบสังเคราะห์และแบบธรรมชาติ ซึ่งถ้าพี่น้องกินวิตามินอีสังเคราะห์ พี่น้องก็จะได้ ดีแอล-แอลฟาโทโคฟีรอล แต่ถ้าพี่น้องกินวิตามินอีจากธรรมชาติ พี่น้องก็จะได้ทั้ง แอลฟา บีต้า แกมมา และเดลต้า โทโคฟีรอล ครบถ้วนสมบูรณ์เลย หรือ จะเป็นวิตามินซี ถ้ากินแบบสังเคราะห์เคราะห์พี่น้องก็จะได้เพียงกรดแอสคอร์บิก เท่านั้น!!! แต่ถ้าพี่น้องกินแบบธรรมชาติ พี่น้องก็จะได้ กรดแอสคอร์บิกล่ะ อันนี้แน่นอน นอกจากนั้นยังได้พวก ไบโอฟลาโวนอยด์ ซีคอมเพล็กซ์ทั้งกลุ่ม ซึ่งพวกนี้มันจะช่วยให้วิตามินซีทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ว่าก็ว่านะ ตอนนี้การผลิตมันก้าวไกล ถึงแม้จะเป็นแบบสังเคราะห์บางยี่ห้อก็ใส่ พวกไบโอฟลาโวนอยด์ หรือ รูติน หรือ เฮสเพอริดิน มาให้ ก็เลยทำให้ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ค่อยแตกต่าง หรือพี่น้องบางคน แพ้เกสรดอกไม้ แล้วดันไปกินวิตามินซีที่มาจากธรรมชาติที่มีเกสรดอกไม้ปน ก็จะเกิดอาการแพ้ได้

สรุปเลยละกันว่า....
ไม่ว่าจะสังเคราะห์หรือธรรมชาติ ส่วนใหญ่มันก็ออกฤทธิ์คล้ายๆกันนั่นแหละ(เพราะโครงสร้างทางเคมีเหมือนกัน หรือคล้ายคลึงกัน จึงออกฤทธิ์แบบเดียวกัน ไม่ผิดเพี้ยน) แต่ก็มีวิตามินอยู่หลายชนิดที่ จะดีมากถ้ามาจากแหล่งธรรมชาติ และ ก็มีวิตามินอีกหลายชนิดจะดีมากถ้ามาจากการสังเคราะห์ และ ก็มีวิตามินอีกหลายชนิดที่จะมาจากการสังเคราะห์หรือมาจากแหล่งธรรมชาติก็ได้ผลลัพธ์เท่ากัน ดังนั้นการเลือกกินวิตามินแต่ละชนิดเราควรศึกษาให้ดีว่า วิตามินรูปแบบใหนที่เหมาะสม
  มีหลายอย่างเลยนะที่ธรรมชาติน่าจะดีกว่าเช่น ถ้าเรากินวิตามินสูงกว่าคำแนะนำ(Over Dose) วิตามินจากธรรมชาติจะทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์น้อยกว่าวิตามินจากการสังเคราะห์นะฮัฟ เช่นท้องใส้ปั่นป่วน ตัวร้อนวาบๆ เวียนหัว เป็นต้น
วิตามินจากธรรมชาติจะดีกว่าถ้าวิตามินชนิดนั้นต้องทำงานเป็นทีม วิตามินสังเคราะห์จะดีกว่าถ้าวิตามินชนิดนั้นชอบโชว์เดี่ยว(หรือว่าท่านอยากใช้เฉพาะจุด)และขึ้นอยู่กับข้อจำกัดทางร่างกายของพี่น้องเอง
ทีนี้ก็แล้วแต่พี่น้องล่ะฮัฟว่า พี่น้องจะกินวิตามินอะไร เพราะวิตามินแต่ละชนิดนั้นทำงานไม่เหมือนกัน...นะฮ๊าฟ

Smiley ดูสินค้าที่ร้าน





Create Date : 21 มกราคม 2555
Last Update : 9 มีนาคม 2555 10:41:53 น.
Counter : 1685 Pageviews.

7 comments
  
วันก่อนอ่าน นสพ เขาบอกว่า การกินวิตามินบางอย่างเสริมทำให้อัตราตายเพิ่มขึ้นด้วย แต่จำไม่ได้ว่าเป็นการศึกษาของที่ไหน
จำไม่ได้ด้วยว่ามันวิตามินอะไร -_-'
โดย: ดารุณี วันที่: 21 มกราคม 2555 เวลา:21:05:54 น.
  
หรอครับ เพิ่มรู้จากพี่น้องเหมือนกันนะเนี๊ย เด๊วขอไปหาข้อมูลก่อนนะว่าทำวิจัยที่ใหน ใหม่หรือเก่า น่าเชื่อถือมั๊ย ขอบคุณฮัฟฟ
โดย: เฟยอี้ IP: 125.24.157.99 วันที่: 21 มกราคม 2555 เวลา:22:35:35 น.
  
อ่อ อ่านเจอนัลแล้วนะคับ สารต้านอนุมูลอิสระที่เค้าบอก ก็จะมี beta-carotene, วิตามิน A และวิตามิน E เพิ่มอัตราการเสียชีวิต คับ ซึ่งเจ้า vitE เนี๊ยของเก่าแล้วครับ การที่vitE เพิ่มอัตราการเสียชีวิตจากวิจัยเนื่องจากได้รับ 400 IU ต่อวัน และพบในคนแก่ อันนี้ถูกแล้วคับเพราะปกติแล้วเราจะกินแค่ 50-100 IU ครับ ถ้ามากกว่า 200 อัตราการตายเพิ่ม ถ้าอยู่ในช่วง 50-100 ดีครับ ส่วนvitAนั้นปกติผมก็ไม่แนะนำให้กินอยู่แล้วเนื่องจากมันสะสมในร่างกายแล้วก็ถ้าสะสมมากก็เป็นพิษด้วย แต่ผมจะแนะนำ เบต้าแคโรทีนมากกว่าเพราะมันเปลี่ยนกลับไปกลับมาเป็นvitAได้ครับ แต่ผมยังหาเจอนัลไม่เจอว่า ไอ้ที่บอกว่า เบต้าแคโรทีนเนี๊ยเพิ่มอัตราการตาย เค้าทดลองที่โดสเท่าไหร่น่ะคับ แต่คิดว่าน่าจะโดสสูง ถ้าเจอแล้วจะรีบตอบครับ
โดย: เฟยอี้ IP: 125.24.157.99 วันที่: 21 มกราคม 2555 เวลา:23:03:31 น.
  
อ่านจบเรียบร้อยแล้วคับ สรุปเลยนะคับว่าวิจัยฉบับนี้ ไม่น่าเชื่อถืออย่างแรงครับ เพราะอะไร ก็เพราะว่า สิ่งที่เค้ารายงานมาเนี๊ยเป็นmeta-analysis คือเอา paper หลายๆ อันมารวมกัน (คือเอาคนในแต่ละ paper มารวมกันเลยน่ะครับ) แล้วคำนวณอัตราต่างๆ ใหม่ครับ ซึ่งแต่ละการวิจัยก็มีกลุ่มศึกษาที่ต่างกัน และสามเหตุการตายก็รวมหมดAll-cause mortality (การตายจากทุกสาเหตุ)ไม่ว่าจะเป็นตายเพราะอุบัติเหตุ แก่ตาย เป็นนั่นนู้นนี่ แล้วแต่ละกลุ่มการวิจัยก็ต่างกันคับ เช่นกลุ่มหนึ่งเป็นโรคไต กลุ่มหนึ่งเป็นโรคพาร์กินสัน กลุ่มหนึ่งเป็นมะเร็ง บลาๆๆๆ แล้วเอาข้อมูลพวกนี้มาทำสถิติครับ ซึ่ง จริงๆ แล้วคนเขียน systematic review ชิ้นนี้ก็ยอมรับว่าการศึกษาที่เลือกมาส่วนใหญ่ มีรูปแบบการศึกษาที่ไม่ค่อยดีนัก ถึงแม้ว่าจะเลือกมาเฉพาะ RCT ซึ่งเป็น gold standard ในการคัดเลือกการศึกษามาแล้ว แต่การศึกษาพวกนี้กลับไม่ค่อยทำตาม Consort statement ทำให้ความน่าเชื่อถือลดลงไป เขาจึงอยากให้มีการศึกษาที่ทำตาม Consort ออกมาอีกเยอะๆ เพื่อที่ในอนาคตจะได้ทำ systematic review จากการศึกษาพวกนี้ สรุปคือ อย่าวิตกไปเลยนะครับ มันไม่มีอะไรในก่อไผ่หรอกพี่น้อง คิคิ http://onlinelibrary.wiley.com/doi/10.1002/14651858.CD007176/figures ฉบับเต็มฮ้าฟฟฟ
โดย: เฟยอี้ IP: 125.24.157.99 วันที่: 21 มกราคม 2555 เวลา:23:39:52 น.
  
แนะนำครับ
basketballbasic.blogspot.com
food-data.blogspot.com
ลองอ่านดูนะครับ
โดย: mureata IP: 125.25.158.28 วันที่: 1 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:14:35:42 น.
  
กินวิตามินวันหนึ่งประมาณ 12 เม็ด มี C, E, D, Alpha lipoic acid, Q10, ,resveratal, fish oil, calciam, โครเมี่ยม, แมกนีเซียม, b12 จะเป็นอันตรายหรือเปล่า
โดย: pla IP: 24.4.71.174 วันที่: 15 พฤษภาคม 2555 เวลา:0:32:45 น.
  
ตอบคุณ pla
1. ต้องดูว่าแต่ละอย่างนั้นมีส่วนผสมของอะไรบ้างครับ อย่างเช่น วิตามินซี มีส่วนผสมที่ดีมั๊ย เป็นสูตรระคายเคืองกระเพาะหรือไม่ เพราะถ้าเป็นสูตรระคายเคืองกระเพาะก็น่าเป็นห่วงหากกินมากๆ และกินเป็นเวลานาน

หรือ วิตามินอีที่กินนั้นมีปริมาณของ alpha tocopherol สูงหรือไม่ เนื่องจากมีวิจัยหลายฉบับว่า การมี alpha tocopherol สูง แต่ gamma tocopherol , gamma tocotrienol ต่ำ ยิ่งก่อให้เกิดมะเร็ง เป็นต้นครับ

ในเรื่องพวกนี้ต้องคุยกันเป็นตัวๆเลยนะ แต่ผมต้องรู้ส่วนประกอบของแต่ละตัวอย่างละเอียดครับ ถึงจะวิเคราะห์ให้ได้
2. ที่น่าเป็นห่วงคือ วิตามินดี น้ำมันปลา แคลเซียม เนื่องจากเป็นห่วงเรื่องสารปนเปื้อน และ ปริมาณในการกินว่ามากเกินไปหรือไม่ รวมถึงส่วนประกอบของแคลเซียมว่ามีปริมาณสารต่างๆเป็นอย่างไร เกรงว่าจะมีแมกนีเซียมเกิน เนื่องจากคุณกินแมกนีเซียมต่างหากด้วย
3. นอกนั้นก็ไม่มีปัญหาอะไรครับ สูตรนี้กินได้ทุกวัน แต่ตัวที่เฝ้าระวังคือ น้ำมันปลา วิตามินดี หากมีคุณภาพดีแล้ว ก็ไม่มีปัญหา กินได้ตลอดชีวิตครับ
โดย: เฟยเฟย (ultramaths ) วันที่: 15 พฤษภาคม 2555 เวลา:9:49:02 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

ultramaths
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 58 คน [?]



ผม..เฟยเฟย รายงานตัวค้าบ
ultramaths ขอสงวนลิขสิทธิ์ข้อความทั้งหมดในblogนี้ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
All rights reserved.