มีนาคม 2555

 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
28
30
31
 
รีวิว สังกะสี part 1



สังกะสี หรือ ซิงค์ (ไม่ใช่สังกะสีมุงหลังคานะคับ) เป็นแร่ธาตุที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ ต้องได้รับจากอาหาร จัดอยู่ในกลุ่มแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการในปริมาณเพียงเล็กน้อย (Trace Minerals) คือร่างกายต้องการน้อยกว่าวันละ 100 มิลลิกรัม แต่ว่ามันมีบทบาทสำคัญมากมาย หลากหลายต่อร่างกายของเราคับ สังกะสีทำงานคล้ายกับว่ามันเป็น “ตำรวจจราจร” ที่คอยควบคุมให้กระบวนการต่างๆในร่างกายพี่น้อง ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ และยังคอยซ่อมบำรุงเอนไซม์และเซลล์ต่างๆอีกด้วยนะฮ๊าฟฟ.. ในร่างกายเรามีสังกะสีอยู่ประมาณ 1-2.5 กรัม พบได้มากในกระดูก ฟัน เส้นผม ผิวหนัง ตับ กล้ามเนื้อ และอันฑะสังกะสีเป็นส่วนประกอบของเอนไซม์ในร่างกายกว่า 100 ชนิด ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโต การสร้างโปรตีน การสร้างภูมิคุ้มกันโรค การเจริญของระบบสืบพันธุ์ การมองเห็น การหายของแผลทั้งภายในและภายนอก และการป้องกันเซลล์จากการทำลายของอนุมูลอิสระ 

ประโยชน์ที่จะได้รับสังกะสี

1. สังกะสีมีความสำคัญเป็นพิเศษต่อทารกในครรภ์ที่กำลังเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว อันเนื่องมาจากสังกะสีมีบทบาทต่อการกระตุ้นการเติบโต และ กระตุ้นการแบ่งเซลล์ ทำให้ทารกมีการพัฒนาทั้งทางด้านปริมาณและคุณภาพ รวมถึงยังช่วยพัฒนาส่วนสูง และกระดูกในทารก เด็ก และวัยรุ่น ดังนั้นผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ก็ควรได้รับสังกะสีเพิ่มตั้งแต่เดือนที่ 5 ของครรภ์ และเพิ่มอีกในช่วงให้นมบุตร เพื่อให้ทารกสมบูรณ์ แข็งแรง ไม่เกิดภาวะแคระแกร็น น้ำหนักน้อย กระดูกผิดปกติ ตับม้ามโต โลหิตจาง โดยขนาดของสังกะสีที่สตรีตั้งครรภ์ควรได้รับคือ 25 มก. ในระยะให้นมบุตร (กำหนดของ RDA) ตลอดโดยการเสริมอาหารที่อุดมไปด้วยสังกะสีแก่ลูก 

2. ควบคุมการหดตัวของกล้ามเนื้อ 

3. ช่วยในการสร้างฮอร์โมนอินซูลิน 

4. เป็นส่วนประกอบของเอนไซม์ต่างๆมากมาย รวมทั้งเป็นส่วนประกอบของสารต้านอนุมูลอิสระตัวสำคัญ ก็คือ ซูเปอร์ออกไซด์ดิสมิวเทส (SOD) นั่นเอง 

5. มีความสำคัญต่อความเสถียรของเลือด (คือ ช่วยให้ความเข้มข้นของวิตามินอีในเลือดอยู่ในระดับที่เหมาะสม) และช่วยควบคุมสมดุลกรดและด่างภาายในร่างกาย 

6. ช่วยให้ต่อมลูกหมากทำงานได้เป็นปกติ ป้องกันต่อมลูกหมากจากการติดเชื้อ และจากภาวะต่อมลูกหมากโต (benign prostatic hyperthrophy) นอกจากนี้มันยังมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตและการเจริญของระบบสืบพันธุ์ในเพศชาย ส่วนในเพศหญิง สังกะสีช่วยรักษาปัญหาระดูผิดปกติ และ บรรเทาอาการปวดเกร็งอย่างผิดปกติของมดลูกก่อนมีประจำเดือน 

7. ผลการวิจัยบางฉบับชี้ว่า สังกะสี มีส่วนสำคัญต่อการทำงานของสมอง ความตื่นตัวทางจิต/สมอง และ ช่วยรักษาโรคจิตเภท รวมถึงสังกะสียังใช้ในการบำบัดโรคดาวนส์ซินโดรม (Down’s syndrome) หรือโรคเอ๋อ ซึ่งเป็นโรคที่เป็นแต่กำเนิด 

8. มีหลักฐานชี้ชัดว่า สังกะสี จำเป็นต่อการสร้าง ดีเอ็นเอ (DNA) และ อาร์เอนเอ (RNA) ซึ่งมีความจำเป็นสำหรักการแบ่งเซลล์ การซ่อมแซมเซลล์ และการเติบโตของเซลล์ อีกทั้งเป็นตัวประสานยีนเฉพาะ (specific genes) เข้าด้วยกันที่เรียกว่า “zinc fingers” 

9. เร่งให้แผลภายในและภายนอกหายเร็วขึ้น อย่างเช่น สามารถรักษาแผลในปาก แผลในกระเพาะอาหาร และ อาการเจ็บคอให้หายเร็วขึ้นได้ นอกจากนี้ยังมีการรักษาอาการผื่นผ้าอ้อมที่เกิดขึ้นกับเด็กทารก โดยใช้ครีมที่มีส่วนผสมของสังกะสีอีกด้วย 

10. ช่วยในการรับรสอาหาร การรู้ถึงกลิ่นอาหาร และ ความรู้สึกอยากอาหารเนื่องจากสังกะสีจะไปกระตุ้นสมองส่วนที่รับและประมาวลผลข้อมูลจากประสาทรับรสและกลิ่น นอกจากนี้ สังกะสี ยังสามารถใช้รักษาโรคประสาทเบื่ออาหาร (Anorexia) และ บูลิเมีย (Bulimia) ได้อีกด้วย 

11. ช่วยรักษาภาวะมีบุตรยาก 

12. ช่วยลดการสะสมของคอเลสเตอรอล 

13. ช่วยลดระยะเวลาเจ็บป่วยและความรุนแรงของโรคหวัด 

14. สังกะสี + บี 6 ช่วยในเรื่อง “เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ” ได้ 

15. สังกะสี + แมงกานีส + วิตามินซี + น้ำมันปลา + กลูต้าไธโอน ช่วยชะลอได้ โดยมันจะไปชะลอความเสื่อมของเซลล์ โดยเฉพาะเซลล์ผิวหนัง ทำให้ผิวหนังสดใส ไร้ริ้วรอย อยู่กับพี่น้องไปนานๆ 

16. มีความสำคัญต่อการสร้างโปรตีนและคอลลาเจน โดยการกินสังกะสี + วิตามินซี 

17. สังกะสีอาจช่วยให้ประจำเดือนมาเป็นปกติได้ 

18. สังกะสีช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรงขึ้น ช่วยต้านหวัด ต้านไข้หวัด ต้านไข้หวัดใหญ่ ต้านโรคปอดบวม ต้านมาลาเรีย ลดการติดเชื้อเฉียบพลันในระบบทางเดินหายใจ ต้านโรคท้องเสีย และต้านเชื้อโรคอื่นๆ เนื่องจาก มันไปกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาวมากขึ้น (โดยเฉพาะการกระตุ้น T-cell)นอกจากนี้แล้ว พี่น้องที่มีโรค ข้ออักเสบรูมาตอยด์ ลูปัส อ่อนเพลียเรื้อรัง รวมถึงโรคระบบประสาทส่วนกลางเสื่อม รวมถึงโรคเอดส์ ก็สามารถกินสังกะสีเพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาเพื่อเยียวยาตัวเอง 

19. ป้องกันมะเร็ง พบว่าผู้ป่วมะเร็งหลอดอาหาร หลอดลม ต่อมลูกหมาก จะมีปริมาณสังกะสีต่ำกว่าคนปกติ ส่วนผู้ป่วยมะเร็งเต้านมมีธาตุสังกะสีและซีลิเนียมต่ำกว่าคนปกติ (โดยการกิน สังกะสี + ซีลีเนียม) 

20. ป้องกันตาบอดในผู้สูงอายุ พบสังกะสีอยู่เป็นปริมาณมาก บริเวณเรตินา การสูญเสียการมองเห็นในผู้สูงอายุเรียกว่า macular degeneration (AMD) นอกจากจะขาดโอเมก้า-3 แล้ว พบว่าเกิดจากการขาดสังกะสีด้วย นอกจากนี้ สังกะสียังอาจจะมีคุณสมบัติในการป้องกันโรคตาบอดกลางคืนและต้อกระจกอีกด้วย (โดยการกินสังกะสี + วิตามินซี + น้ำมันปลา + กลูต้าไธโอน) 

21. ป้องกันผมร่วง สังกะสีป้องกันและรักษาผมร่วงได้ในกรณีขาดแร่ธาตุนี้ เนื่องจากเป็นแร่ธาตุที่มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของเส้นผม โดยเฉพาะมีส่วนสำคัญต่อการแบ่งเซลล์ผมใหม่ ซ่อมแซมผมที่อ่อนแอให้แข็งแรงมากขึ้น ช่วยควบคุมการทำงานของต่อมน้ำมันบนหนังศีระษะ นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นการสร้างโปรตีนและคอลลาเจนอันเป็นส่วนประกอบสำคัญของเส้นผม โดยปริมาณที่แนะนำคือ 11 มก.ต่อวัน เป็นเวลา 3-4 สัปดาห์ ดังนั้นหากพี่น้อง มีเล็บที่ไม่แข็งแรง จิกอะไรไม่ได้ เส้นผมแตกปลายไร้น้ำหนัก หยาบกระด้าง ไม่สลวย เส้นผมหลุดง่าย ผิวแห้ง แผลหายช้า รอยแผลเป็นใหญ่ ก็ควรกินสังกะสีด่วน

22. เป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรคเบาหวาน เนื่องจากการค้นคว้าจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน ระบุว่าโรคเบาหวานชนิดที่ 1 อาจจะเกิดจากโปรตีนที่ชื่อว่า "อะไมลิน" จับตัวเป็นกลุ่มก้อนและไปหยุดเซลล์ที่มีหน้าที่ในการผลิตอินซูลิน ทำให้อินซูลินไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ส่งผลให้เกิดโรคเบาหวาน ปัจจัยหนึ่งที่สามารถหยุดการโจมตีของอะไมลินต่อเซลล์ผลิตอินซูลิน ก็คือ สังกะสี โดยสังกะสีจะป้องกันการจับตัวเป็นกลุ่มก้อนของอะไมลินในคนปกติ แต่สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 นักวิจัยยังไม่แน่ใจว่าสังกะสีจะมีผลต่ออะไมลินอย่างไร อีกทั้งในเซลล์ผลิตอินซูลินของผู้ป่วยเบาหวานยังขาดแคลนสังกะสีอีกด้วย หรือในกรณีเกิดแผลขึ้นกับผู้ป่วยโรคเบาหวาน ปกติแล้วแผลจะหายช้ามากๆ แต่หากได้รับสังกะสีแผลก็จะหายได้เร็วขึ้น 

23. รักษาสิว มีการศึกษาหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่า สิวกำเริบอาจบรรเทาได้เมื่อกินสังกะสี โดยเชื่อว่ามีส่วนบรรเทาอาการอักเสบ และ ยังเกี่ยวข้องกับการอุดตันของไขมัน 

24. ใช้รักษาข้ออักเสบและโรคสะเก็ดเงิน (Psorisis)

โทษที่ได้รับจากสังกะสี

1. หากกินมากเกินไป (150 มก.) อาจทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ไม่ดี เกิดภาวะขาดน้ำ ปวดท้อง กล้ามเนื้อทำงานไม่ประสานกัน เหน็ดเหนื่อย และไตวาย 

2. การกินสังกะสีติดต่อกันเกิน 1 เดือน อาจรบกวนการดูดซึมทองแดง (Cu) ได้ ดังนั้น สังกะสีทุกๆ 30 มก. ควรมีทองแดง 2 มก. 

3. หากกินมากเกินไป (150 มก.) ติดต่อกันนานๆ จะทำให้ภูมิคุ้มกันบกพร่อง และลดไขมันดีลง (HDL) 

4. หากกินมากเกินไป (2000 มก.) อาจจะทำให้คลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียน ปวดท้อง ท้องเสียได้ 

5. ไม่ควรกินสังกะสีร่วมกับยาเหล่านี้
Smiley 42 ยาปฎิชีวนะเททราไซยคลิน เนื่องจากสังกะสีจะไปลดการดูดซึมของเททราไซคลิน หากต้องกิน ควรกินให้ห่างกันประมาณ 2 ชั่วโมง
Smiley 42 ฟลูออโรควิโนโลน (ทำลายเชื้อโรค) เนื่องจากสังกะสีจะไปลดการดูดซึมของ ฟลูออโรควิโนโลน ดังนั้นประสิทธิภาพในการรักษาโรคติดเชื้ออาจลดลงได้ 

ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับสังกะสี

1.ความสำคัญของสังกะสีถูกค้นพบครั้งแรกในปี 2506 โดย ศาสตราจารย์ นายแพทย์อนันดา เอส.ประสาด ผู้ศึกษา พบความสำคัญของธาตุสังกะสีต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของร่างกาย โดยได้ตรวจพบผู้ป่วยที่ขาดสังกะสีจะมีร่างกายที่แคระแกร็น มีการพัฒนาการในด้านต่างๆ รวมทั้งพัฒนาการทางเพศที่ล่าช้า พัฒนาการของกระดูกผิดปกติ โลหิตจาง ตับและม้ามโต เมื่อรักษาโดยการเสริมธาตุสังกะสีแล้ว ผู้ป่วยมีการเติบโตและพัฒนาการกลับมาดีขึ้น ทั้งในด้านความสูง น้ำหนัก พัฒนาการของกระดูกและพัฒนาการทางเพศ 

2. ข้อมูลล่าสุดจากการศึกษาของ ศ. นพ. แคนเนท เอช. บราวน์ และ ศ. นพ. โรเบิร์ท อี. แบล็ค ร่วมกับแพทย์ท่านอื่นๆ (การวิจัยนี้ได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ปี 2553) พบว่าการให้สังกะสีในเด็กช่วยลดความรุนแรงและป้องกันการเสียชีวิตจากโรคท้องร่วง และ โรคปอดบวม รวมถึงการให้สังกะสีกับคุณแม่ขณะตั้งครรภ์ จะทำให้เด็กทารกเกิดโรคอุจาระร่วงลดลง ถึงแม้จะให้สังกะสีกับเด็กที่กำลังท้องเดินเฉียบพลันหรือเกิดโรคปอดบวมอยู่ ก็พบว่า สังกะสีช่วยลดความรุนแรงจากการติดเชื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 

3. ขนาดที่แนะนำให้กินคือ 12-15 มก. ต่อวัน สำหรับผู้ใหญ่ 20 มก. สำหรับหญิงตั้งครรภ์ (เนื่องจากสตรีมีครรภ์มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนทำนองเดียวกับการกินยาคุมกำเนิด อีกทั้งทารกในครรภ์จะดึงเอาสังกะสีจากแม่ไปใช้เป็นจำนวนมาก) และ 25 มก. สำหรับหญิงที่ให้นมบุตร  

4. ส่วนใหญ่แล้ว สังกะสี ที่มีอยู่ในอาหาร มักถูกทำลายไป ด้วยกระบวนการแปรรูปอาหาร หรือ อาจมีในปริมาณที่น้อยมากๆ ตั้งแต่แรก หากพืชผักชนิดนั้นๆ ปลูกบนดินที่ไม่มีแร่ธาตุสังกะสี 

5. หาก “เล็บ” ของพี่น้องมี จุดสีขาวๆ อยู่เป็นดอกๆ นั่นแสดงว่าพี่น้องกำลังขาด สังกะสี 

6. หากพี่น้องกินวิตามินบี 6 ในขนาดสูง ควรกินสังกะสีเพิ่ม 

7. หากพี่น้องกินเหล้าเป็นประจำ หรือ เป็นเบาหวาน พี่น้องควรได้รับสังกะสีเพิ่ม 

8. ทั้งผู้ชายที่มีปัญหาหรือไม่มีปัญหาเกี่ยวกับต่อมลูกหมาก ก็ต้องรักษาระดับสังกะสีในเลือดให้เหมาะสมตลอด 

9. ระดับสังกะสีในเลือดอาจจะต่ำได้หาก พี่น้องท้องร่วงหรือ พี่น้องกินอาหารที่มีกากใยมาก ดังนั้น พี่น้องก็ควรต้องกินสังกะสีเพิ่มขึ้นไปอีก 

10. แคลเซียม ฟอสฟอรัส และอาหารเส้นใยสูง(ไฟเทต) ขัดขวางการดูดซึมสังกะสี ดังนั้นหากพี่น้องกินอาหารเสริมดังกล่าวหรือกินผลิตภัณฑ์จากนม เช่น เนย ชีส นม หรือกินกาแฟ ขนมปังดำ หรืออาหารอื่นๆที่มีแคลเซียมสูง ห้ามกินร่วมกับสังกะสี และก็ควรกินสังกะสีเพิ่มด้วย (โดยไม่ควรกินพร้อมกัน) นอกจากนี้สังกะสียังเพิ่มการดูดซึมวิตามินเออีกด้วย (เนื่องจากในลูกตามีวิตามินเออยู่เยอะ ดังนั้นมันจึงไปรักษาโรคเกี่ยวกับการมองเห็นได้ไง) 

11. สังกะสีกับเหล็กเป็นคู่อริกัน ดังนั้นอย่ากินร่วมกัน หากจะกินทั้ง 2 ตัว ควรกินแยกเวลากัน ห่างกันอย่างน้อย 2 ชั่วโมงนะ 

12. สังกะสีพบมากในเนื้อสัตว์ต่างๆ สัตว์ปีก โดยเฉพาะสัตว์ปีกเนื้อสีเข้ม เช่น เป็ด อาหารทะเล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หอยนางรม เนยแข็ง ถั่วและถั่วเปลือกแข็ง จมูกข้าวสาลี เมล็ดฟักทอง ไข่และนมสด แต่สังกะสีที่ได้จากพืช ร่างกายจะดูดซึมได้ยากกว่าสังกะสีที่ได้จากสัตว์ และร่างกายไม่สามารถเก็บสะสมสังกะสีเอาไว้ได้ จึงต้องกินสังกะสีทุกวัน อย่างเพียงพอ เหมาะสม เพราะเหตุนี้ นักมังสวิรัติทั้งหลาย ก็ควรกิน สังกะสี เสริมนะครับ 

13.สังกะสีที่กินเข้าไปหากไม่ถูกดูดซึมก็จะถูกร่างกายขับออกทางอุจจาระ และ ปัสสาวะ โดยคนปกติจะขับสังกะสีออกจากร่างกายประมาณวันละ 300-600 ไมโครกรัม ครับ 

14. การขาดสังกะสีทำให้เกิดโรค Acrodermatitis enteropathica (อะโครเดอร์แมไททิส เอนเทอโรแพทิคา) ผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีอาการท้องเดิน กล้ามเนื้อฝ่อ ผมร่วง และมีผื่นที่ผิวหนัง 

15. หากเกิดภาวะเครียด เกิดบาดแผลฉีกขาดจนมีการติดเชื้อ หรือ เมื่อกินยาจำพวกสเตอรอยด์ในขนาดสูง หรือการกินแอลกอฮอร์เพียงเล็กน้อย ก็จะสูญเสียสังกะสีไปกับปัสสาวะและทำให้ร่างกายลดความสามารถในการนำสังกะสีไปรวมกับเอนไซม์ที่เหมาะสมในตับ 

16. การตรวจวัดสังกะสีในร่างกายมักจะตรวจวัดจากเอนไซม์ แอลคาร์ไลน์ ฟอสฟาเทส (เนื่องจากเอนไซม์นี้ต้องอาศัยสังกะสีในการทำงาน) 

17. การกินยาคุมกำเนิดก็เป็นสาเหตุให้สังกะสีในร่างกายต่ำเหมือนกัน อันเนื่องมาจากฤทธิ์ของฮอร์โมนในยาคุมกำเนิด 

18. หากมีเหงื่อออกมาก อาจจะทำให้เกิดการสูญเสียสังกะสีถึง 3 มก. ต่อวัน 

สังกะสีที่ควรเลือกซื้อ

1. ควรเลือกสังกะสีที่อยู่ในรูปของ ซิงค์ซัลเฟต หรือ ซิงค์กลูโคเนต หรือ ซิงค์พิโคลิเนต หรือ ไกลเนตซิงค์ซิเตรต ขนาด 15 – 50 มก. (ซิงค์ซัลเฟต และ ซิงค์กลูโคเนต ประสิทธิภาพพอๆกัน ส่วน ซิงค์พิโคลิเนตจะกินง่ายกว่า และ ไกลเนตซิงค์ซิเตรต เป็นสังกะสีในรูปที่ดีที่สุด) 

2. หากกินสังกะสีแบบละลายในปากควรปล่อยให้ลูกอมละลายเอง ไม่เช่นนั้น จะไม่เกิดประสิทธิภาพ 

3. สังกะสีทุกๆ 30 มก. ควรมีทองแดง 2 มก.

4. สังกะสีควรผ่านกระบวนการ Chelation แล้ว


Smiley view label

Smiley ดูสินค้าที่ร้าน

NOW FOODS : Zinc Glycinate 
POTENCY      : 30 mg / 1 Softgel 
QUANTITY    : 120 Softgels 
PRICE             : 470 บาท 

ส่วนที่ดี
1. เค้า Chelated สังกะสีมาให้แล้ว 
2. มี Pumpkin seed oil ด้วย ซึ่งส่งเสริมสมบัติของสักกะสี อีกทั้งยังมีสังกะสีจากธรรมชาติอีกด้วย (กินเกินไม่เป็นไร) 

ส่วนที่แย่
ไม่ใส่ทองแดงมาให้ 

สรุป
ถ้าพูดถึงสังกะสีแล้ว ผมไม่ค่อยเห็นข้อแตกต่างของแต่ละแบรนด์เท่าไหร่ จะมีข้อแตกต่างกันชัดเจนก็ตรงส่วนประกอบเสริมนั่นเอง ดังนั้น การเลือกซื้อสังกะสี ก็คงต้องอยู่ที่พี่น้องแล้วล่ะครับว่า 
1. มีงบเท่าไหร่  ถ้ามีงบมากก็ซื้ออันที่มันใส่อะไรทำไมมาเวอร์ๆได้ แต่ถ้ามีงบน้อยเราก็ควรซื้อตัวที่ถูกหน่อย เพราะถ้าคิดเฉพาะมิติของสังกะสี ผมว่าไม่มีความแตกต่างกันเลย
2. ชอบแบบใหน  แบบเม็ด หรือ แบบแคปซูล หรือแบบเม็ดเจล
3. ชอบยี่ห้อใหน เนื่องจากประสิทธิภาพ ประสิทธิผลในแต่ละแบรนด์มันเกือบจะเท่าๆกันเลยครับ ดังนั้นในเรื่องของเหตุผลนั้นผ่านแน่นอน ก็เหลือแต่เพียงทางด้านจิตใจ หรือ อารมณ์ครับ ในที่นี้ พี่น้องต้องใช้อารมณ์ในการตัดสินแล้วคับ นั่นก็คือ“ชอบยี่ห้อใหนก็ซื้อซะ” อย่างผมก็มียี่ห้อในดวงใจกับเค้าเหมือนกันนะ ซึ่งเวลาผมไปรีวิวของเค้าเนี๊ย (ผมก็แอบมี bias เล็กๆเหมือนกันนะ แต่ก็ยึดหลักความถูกต้อง เป็นกลางเสมอ) ถ้าของชิ้นนั้นดีผมก็ดีใจ (มากๆ) แต่ถ้าของชิ้นนั้นไม่ดีผมก็มีความรู้สึกแย่ๆ ประมาณว่า แบรนด์นี้เราอุส่าห์ชอบไรเงี๊ย แต่ทำของออกมาห่วย ซึ่งผมก็จะไม่เอามาเสมอขายอย่างแน่นอนครับ หรือ ถ้าเอามาขายผมก็คอมเมนต์ตรงๆ โต้งๆ ไม่ลำเอียงแน่นอน นะฮ๊าฟฟ...


Smiley view label

Smiley ดูสินค้าที่ร้าน


NOW FOODS : Elderberry & Zinc
POTENCY      : 12 mg / 1 Lozenge.
QUANTITY    : 90 Lozenges. 
PRICE             : 580 บาท 

ส่วนที่ดี
1. ผลิตภัณฑ์ตัวนี้ก็ถือเป็นอีกลูกเล่นหนึ่ง คือดึงเอาความสามารถของสังกะสีในเรื่องของการเพิ่มภูมิคุ้มกัน มาเล่น โดยเค้าก็สวมบทบาทให้มันเป็น “ผู้ดูแล” เวลาฟ้าฝนแปรปรวน เอาแน่เอานอนไม่ได้ 
2. มีส่วนผสมของ วิตามินซี สังกะสี(ซิงค์ กลูโคเนต) อัลเดอร์เบอร์รี(Elderberry) Echinacea purpurea (Root) Bee propolis และ Slippery Elm Bark (Ulmus rubra) (Bark) ซึ่งพืชสมุนไพรเหล่านี้ ล้วนส่งผลต่อการเพิ่มภูมิต้านทานโรค ทั้งสิ้น เออ... ลืมบอกไปว่ามีน้ำตาลด้วยนะ 

ส่วนที่แย่
1. ไม่ใส่ทองแดงมาให้ 
2. ไม่ Chelated สังกะสีมาให้ 

สรุป สรุปแล้ว สังกะสีตัวนี้เหมาะกับคนที่ปกติแล้วไม่ได้กินอาหารเสริมชนิดอื่นๆเลย แต่ถ้าคนที่กินอาหารเสริมมากพออยู่แล้ว (หมายถึงพี่น้องกิน 3ใน4 ของสารอาหารในฉลาก) ผมก็กลับเห็นว่าสังกะสีตัวนี้ก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรมากมาย หรือหากพี่น้องจะเปลี่ยนจากการกินสังกะสีแบบที่กินๆกันอยู่แล้วเปลี่ยนมากินสังกะสีแบบนี้เวลาอากาศเปลี่ยน ก็ดีไม่ใช่น้อย อันนี้ก็แล้วแต่งบของพี่น้องแล้วละคับ







Create Date : 29 มีนาคม 2555
Last Update : 18 พฤษภาคม 2555 17:13:20 น.
Counter : 9637 Pageviews.

3 comments
  
แล้วัวไหนเหมาะกะกินแล้วช่วยเรื่องผมร่วงกะสิวคะ
และไม่กัดกระเพาะด้วยค่ะ
โดย: ning IP: 124.122.115.86 วันที่: 17 เมษายน 2555 เวลา:13:20:35 น.
  
ตอบคุณ ning
กินได้ทุกตัวครับ เพราะเป็นสังกะสีเหมือนกัน ลองดูว่าชอบยี่ห้อใหนครับ ส่วนที่คุณ ning กังวลเรื่องกัดกระเพาะนั้น ไม่ต้องกังวลครับ เนื่องจากสังกะสีไม่มีสมบัติที่จะกัดกระเพาะอยู่แล้วครับ กินได้เลย เวลาใหนก็ได้
โดย: เฟยเฟย (ultramaths ) วันที่: 17 เมษายน 2555 เวลา:17:30:55 น.
  
ลูกสาวตัวเล็กไม่สูงเป็นนักกีฬาควรทานซิงค์ตัวไหนดีค่ะ

ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ
โดย: Pam IP: 171.98.95.188 วันที่: 27 มิถุนายน 2557 เวลา:12:45:37 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

ultramaths
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 58 คน [?]



ผม..เฟยเฟย รายงานตัวค้าบ
ultramaths ขอสงวนลิขสิทธิ์ข้อความทั้งหมดในblogนี้ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
All rights reserved.