Group Blog
 
 
มิถุนายน 2559
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
16 มิถุนายน 2559
 
All Blogs
 

เด็กผีขี้เหงา







             ในอดีตสมัยที่ยังเป็นวัยรุ่นจนถึงวัยทำงานระยะแรกๆฉันมักชอบหาเวลาว่างๆ หรือวันหยุดยาวไปปฏิบัติธรรมตามวัดหรือสถานปฏิบัติธรรมในต่างจังหวัดเป็นประจำ


             ครั้งนั้นเป็นเทศกาลวันหยุดยาวช่วงสงกรานต์จึงทำให้ฉันและครอบครัวได้มีโอกาสไปร่วมปฏิบัติธรรมกันที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดสระบุรี


             วันแรกที่ไปถึงหลังจากจัดของเข้ากุฏิที่พักเรียบร้อยแล้วทุกคนก็จัดการทำธุระส่วนตัวและผลัดเครื่องแต่งกายเป็นชุดขาวเพื่อเตรียมพร้อมก่อนลงไปฟังเทศน์ธรรมและสมาทานรับศีลแปดในอุโบสถ


             หลังจากทำวัตรเย็นเสร็จหลวงพ่อเจ้าอาวาสก็เทศนาธรรมต่อจนเกือบสี่ทุ่มจากนั้นคณะเจ้าภาพจึงได้เชิญผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหมดลงไปรับน้ำปานะที่จัดเตรียมไว้ในโรงครัว


             ระหว่างที่ฉันและครอบครัวกำลังนั่งดื่มน้ำปานะอยู่ก็ได้ยินเสียงของผู้ปฏิบัติธรรมที่นั่งจับกลุ่มอยู่ใกล้ๆคุยกันเรื่องผีที่วัด


            ว่ากันว่าที่วัดนี้มีเจ้าอาวาสจำวัดอยู่เพียงรูปเดียวนานๆ ทีถึงจะมีพระบวชใหม่หรือพระจากวัดอื่นมาจำวัดด้วยสักครั้งแต่ก็อยู่ได้ไม่นานนักเพราะเจอดีเข้า ก็จะอะไรซะอีกล่ะถ้าไม่ใช่ผี ที่เป็นเหตุให้พระหลายรูปขอย้ายไปจำวัดที่วัดอื่นกันหมดขนาดพระบางรูปที่ว่าไม่กลัวๆ ยังทนอยู่ไม่ไหวสุดท้ายก็ต้องขอย้ายวัดตามพระรูปอื่นไปจะมีก็แต่เจ้าอาวาสนั่นแหละที่อยู่ได้แถมผีก็ไม่กล้าไปยุ่งกับท่านด้วย


             ยอมรับว่าตอนที่ได้ยินเรื่องผีๆ สางๆ ของวัดนี้ ฉันถึงกับหูผึ่งแอบตั้งอกตั้งใจฟังเอามากๆพลางคิดไปว่าผีที่วัดนี้คงดุน่าดูเลยนะเนี่ย


            อันที่จริงเรื่องผีกับวัดมันเป็นธรรมดาของคู่กันอยู่แล้วแต่ก็แปลกตรงที่ฉันไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองจะสัมผัสได้ว่าที่นี่มีผีทั้งๆที่ปกติเซ้นต์ฉันจะไวมากกับเรื่องพวกนี้ แต่ฉันกลับสัมผัสได้ถึงพลังที่สูงกว่านั้น

          “ก็จะให้ท่านทนอยู่ไหวยังไงล่ะ ก็เล่นมาทุกคืนขนาดนั้นอันนี้หลวงพ่อท่านเล่าให้ฟังเองเลยนะ ท่านบอกว่าฟังมาจากพระที่ว่าเจอผีมาอีกที”แล้วเรื่องเล่าจากหลวงพ่อเจ้าอาวาสก็พรั่งพรูออกมาจนเป็นที่ได้รับความสนอกสนใจจากผู้ปฏิบัติธรรมเป็นวงกว้างกว่าเดิม

พอสรุปใจความได้ว่าสาเหตุที่พระลูกวัดไม่สามารถทนอยู่ที่วัดได้เพราะผีไปรบกวนการจำวัดของพวกท่านทุกคืนโดยที่จริงผีก็ไม่ได้มาหลอกหลอนให้กลัวอะไร เพียงแต่ผีจะชอบมาตอนที่พวกท่านกำลังจำวัดอยู่แล้วก็มาดึงขาทีดึงไหล่ทีเดี๋ยวดึงเดี๋ยวดึงอยู่อย่างนั้นทั้งคืน

ประมาณว่าถ้ามีพระ เณรที่จำวัดอยู่ในกุฏินั้นมีหลายรูปจำวัดนอนเรียงเป็นแถวระนาบเดียวกันเป็นอันต้องเจอผีเดี๋ยวก็ดึงขาเดี๋ยวก็ดึงไหล่นั้น สาเหตุเกิดจากเวลาที่พวกท่านจำวัดนอนปลายเท้าไม่เรียงเสมอกันทำให้ดูไม่เป็นระเบียบสวยงามผีเลยจับขาดึงให้ปลายเท้าเรียงเสมอกัน

พอเห็นว่าปลายเท้าเรียงเสมอกันแล้วแต่หัวนอนไม่เรียงเสมอกันเลยมาจับไหล่ลากดึงขึ้นมาเพื่อให้ศีรษะของพระเรียงตรงเสมอกันพอจัดหัวนอนเพื่อให้ศีรษะของพระเรียงตรงเสมอกันแล้วแต่ตรงปลายเท้ากลับไม่เสมอกันเหมือนที่จัดไว้ก็กลับมาดึงขาอีกดึงขาเสร็จก็กลับไปดึงไหล่ ดึงไหล่เสร็จก็กลับไปดึงขาสลับกันไปมาอย่างนี้ทั้งคืนถึงจะแผ่เมตตาให้ก็จะสงบลงแค่ชั่วประเดี๋ยวประด๋าวแล้วก็กลับมาดึงขาดึงไหล่เหมือนเดิม

เท่าที่ฟังมาตั้งแต่ต้นจนจบมันไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกนึกกลัวผีตนนี้ขึ้นมาได้เลยแต่ก็ไม่ได้อยากเจอด้วยสักเท่าไหร่นักเพราะตัวฉันเองก็ไม่ได้ชอบเจอผีอยู่เท่าไหร่หรอกนะเอาเข้าจริงออกจะกลัวผีซะด้วยซ้ำไป

โชคดีที่กุฏิที่พักของฉันอยู่คนละโซนกันกับกุฏิที่มีผีซึ่งเป็นกุฏิสร้างเก่าส่วนโซนที่ฉันพักเป็นกุฏิสร้างใหม่แค่สองสามปี

หลังจากดื่มน้ำปานะและนั่งฟังเรื่องผีเจ้าระเบียบนั่นจนจบฉันพร้อมด้วยครอบครัวรวมถึงสมาชิกผู้ปฏิบัติธรรมซึ่งพักอยู่กุฏิเดียวกันก็พากันเดินกลับที่พัก

ระหว่างทางที่เดินอยู่นั้นฉันสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมสดชื่นของดอกไม้ที่ไม่คุ้นเคยมาก่อนพร้อมกับได้ยินเสียงสวดมนต์ดังกังวาลเสนาะหูตลอดทางที่เดินผ่านจนถึงหน้ากุฏิ

ไม่ว่าจะคืนแรกหรือในคืนที่สองฉันยังคงสามารถปฏิบัติธรรมได้อย่างเป็นปกติสุข โดยไม่มีวี่แววว่าจะสัมผัสถึงวิญญาณอื่นๆที่ร่วมอาศัยอยู่ภายในวัดนอกจากเสียงสวดมนต์อันไพเราะทั้งเช้าและค่ำในช่วงเวลาก่อนทำวัตรเช้าและหลังทำวัตรเย็นทำให้เกิดปิติสุขอยู่ตลอดเวลา

วันที่สามของการปฏิบัติธรรมหลังทำวัตรเช้าเสร็จได้มีผู้ปฏิบัติธรรมบางส่วนขอลาศีลเพื่อจะได้มีเวลากลับไปพักผ่อนเตรียมพร้อมรับมือกับวันทำงานเมื่อสิ้นสุดวันหยุดเทศกาลจึงเหลือผู้ที่อยู่ปฏิบัติธรรมต่อแค่สิบกว่าคนเท่านั้นโดยทั้งหมดพักอยู่ในโซนกุฏิสร้างใหม่ซึ่งหมายความว่าโซนที่เป็นกุฏิสร้างเก่าจะไม่มีใครพักอาศัยตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไป

พาให้บรรยากาศในช่วงบ่ายและหลังทำวัตรเย็นเงียบเหงาถนัดใจไม่มีใครนั่งจับกลุ่มคุยกันเถียงกันเรื่องผีเจ้าระเบียบ ผีเด็ก ผีผู้ใหญ่ไม่มีเสียงบ่นว่านอนไม่ค่อยหลับเพราะถูกรบกวน ถูกดึงขาดึงไหล่

หลังดื่มน้ำปานะ ฉันและครอบครัวก็พากันเดินกลับไปยังกุฏิที่พักถึงแม้กลิ่นหอมเย็นสดชื่นจะโชยมาให้สัมผัสรับรู้ และแว่วเสียงสวดมนต์ที่ดังกังวานไพเราะเสนาะหูเฉกเช่นทุกเช้าค่ำที่เป็นมา

ทว่าฉันกลับรู้สึกถึงความเย็นเยือกและวังเวงชอบกลหรืออาจเพราะคืนนี้เป็นคืนมีผู้อยู่ปฏิบัติธรรมต่อไม่มากนัก พลอยให้บรรยากาศภายในวัดแปลเปลี่ยนตามไปก็เป็นได้

คืนนั้นหลังออกจากสมาธิและแผ่เมตตาเสร็จฉันล้มตัวลงนอนเหมือนเช่นทุกคืน พอหัวถึงหมอนเปลือกตาก็ปิดตามทันที

แต่เฮ้ย!...ทำไมยังมองเห็นสภาพห้องโดยรอบตัวอยู่อีกล่ะ

ฉันขยับเปลือกตาที่ปิดสนิทอยู่แล้วให้ปิดลงอีกเพราะเข้าใจว่าตัวเองยังไม่ได้หลับตาหรืออาจหลับตาไม่สนิทจนรู้สึกได้ถึงหัวคิ้วที่ขยับย่นจนแทบจะผูกติดกันอยู่รอมร่อแต่ไฉนฉันยังคงมองเห็นทุกสิ่งได้อย่างชัดเจนดังเดิมเปลือกตาของฉันทำไมมันถึงไม่ยอมปิดลงซะที

แล้วภาพใบหน้าของฉันที่นอนหลับตาขมวดคิ้วเครียดก็ปรากฏขึ้นในมุมที่สามารถมองทะลุได้จากภายในที่มองเห็นร่างของตัวเองนอนเหยียดตรงเป็นท่อนห่มคลุมด้วยผ้า

โดยเริ่มจากปลายจมูกไล่ไปถึงส่วนที่ห่มคลุมด้วยผ้าลงไปจนถึงปลายเท้ารวมถึงสภาพห้องโดยรอบตัวคือ พื้นที่ว่างจากปลายเท้ามีกระเป๋าและสัมภาระวางชิดติดผนังและเพดานห้องที่อยู่สูงขึ้นไปในแนวขนานลำตัว

อะไรกันเนี่ย!?ความรู้สึกมึนงงเริ่มบังเกิด ฉันรู้สึกสับสนระหว่างความจริงกับความฝันนี่ฉันหลับอยู่หรือว่าตื่นอยู่กันแน่?

ฉันพยายามตั้งสติเพื่อค้นหาคำตอบของสิ่งที่เกิดขึ้นให้รู้แน่ชัดว่าตกลงแล้วฉันกำลังหลับและอยู่ในความฝันหรือว่ากำลังตื่นอยู่กันแน่

ถ้าฉันกำลังหลับอยู่และนี่คือความฝันฉันก็จะตื่นจากฝันด้วยการลืมตาแต่ทั้งที่มองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างโดยรอบตัวแท้ๆกลับรู้สึกถึงเปลือกตาที่ยังคงปิดสนิทอยู่และไม่มีทีท่าว่าจะขยับแม้แต่น้อย ครั้นจะขยับตัวลุกขึ้นก็ไม่สามารถขยับเขยื่อนร่างกายได้เลยแม้เพียงปลายนิ้ว

คิดเอนเอียงไปว่าตัวเองกำลังอยู่ในความฝันและคงจะหลับลึกมากเลยไม่ยอมตื่นง่ายๆเพราะหลายครั้งที่ฉันรู้สึกตัวในขณะที่ฝันอยู่ซึ่งบางครั้งก็ตื่นขึ้นหลังจากที่รู้ตัวแต่บางครั้งก็ไม่สามารถตื่นจากความฝันได้ในทันทีทันใดต้องรอจนกว่าจะตื่นเองหรือมีอะไรมาทำให้ตื่น

ขณะที่ฉันได้แต่นอนกวาดสายตามองสรรพสิ่งรอบตัวท่ามกลางความมืดฉันอดคิดไม่ได้ว่าความฝันอะไรกันเนี่ยช่างประหลาดแท้แล้วนี่ฉันจะต้องนอนฝันอย่างนี้ทั้งคืนจนถึงตื่นนอนเลยรึเปล่า?

ระหว่างนั้นเองที่ฉันสัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหวจากภายนอกกุฏิ ฉันเหลือบมองที่หน้าต่างหัวนอนซึ่งอยู่สูงจากระดับพื้นที่ฉันนอนอยู่มากพอสมควร

น่าแปลกที่ฉันกลับมองผ่านม่านผ้าสไบและผ้าขนหนูที่แขวนตากไว้กับมือจับของบานหน้าต่างฉันมองลอดช่องกระจกออกไปได้ราวกับกำลังซุ่มมองหาต้นตอที่ทำให้เกิดความเคลื่อนไหวจากภายนอกอย่างใจจดใจจ่อทั้งที่ตัวเองยังคงนอนนิ่งอยู่บนพื้นห้องแท้ๆ

สายตาที่เพ่งมองฝ่าความมืดออกไปภายนอกกุฏิที่แลเห็นแต่เงาไม้ไหวมันช่างเป็นความรู้สึกเสมือนจริงมาก ซึ่งถ้าฉันไม่ได้รู้ตัวมาก่อนว่าตัวเองกำลังนอนหลับอยู่ที่พื้นห้องและไม่สามารถขยับเขยื่อนตัวได้ฉันคงคิดว่ากำลังลุกขึ้นมาถ้ำมองหาสิ่งผิดปกติจากภายนอกที่ข้างหน้าต่างด้วยตัวเองจริงๆ ซะอีก

เสียงซวบซาบกรอบแกรบคล้ายมีอะไรกำลังเดินแหวกหญ้าเหยียบใบไม้และกิ่งไม้แห้งที่ดังอยู่ภายนอกซึ่งได้ยินมาสักพักหนึ่งแล้วเสียงนั้นดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ สายตาก็ยิ่งเพ่งยิ่งสอดส่ายเฟ้นหาที่มาของเสียงทว่ากลับไร้วี่แวว จะมีก็แต่เพียงเงาไม้ไหวท่ามกลางความมืด

แว่วเสียงเหมือนมีใครกำลังพูดหรือบ่นอะไรสักอย่างลอยเข้ามากระทบโสตประสาทแรกทีเดียวก็ฟังไม่รู้เรื่องเท่าไหร่ เพราะเสียงที่ได้ยินนั้นเป็นเสียงเล็กและแหลมประกอบกับเสียงนั้นยังเบาอยู่มาก

ถึงตอนนี้ฉันเริ่มรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลของบางสิ่งที่อยู่ภายนอกซึ่งกำลังใกล้เข้ามาจนอดรู้สึกประหวั่นใจไม่ได้

เสียงดังซวบซาบกรอบแกรบเหมือนมีบางสิ่งเดินแหวกพงหญ้าเหยียบใบไม้และกิ่งไม้ดังใกล้เข้ามาเสียงเล็กๆ แหลมๆ ที่ได้ยินเมื่อครู่นั้นก็เหมือนจะดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เช่นกันจนเริ่มจับเป็นใจความได้

“เฮ้อ...น่าเบื่อไม่สนุกเลย เบื่อๆๆๆๆ หายกันไปหมด ไม่มีใครอยู่เลยรึไง อุตส่าห์เดินมาตั้งไกลหาคนเล่นด้วยไม่ได้เลย เฮ้อ.....เบื่อ ใครก็ได้ออกมาเล่นกันเถอะ” เสียงบ่นกระปอดกระแปดดังใกล้กุฏิเข้ามาทุกทีทว่าเจ้าของเสียงนั้นก็ยังไม่ปรากฏกายจากความมืด

ด้วยใจที่กำลังระทึกและจดจ่อต่อการปรากฏตัวของเจ้าของเสียงปริศนาหัวใจฉันต้องกระตุกวูบขึ้นมาทันทีเมื่ออยู่ๆ ก็ปรากฏร่างของเด็กชายตัวอ้วนดำมัดผมจุกนุ่งโจงไม่สวมเสื้อตัวสูงเท่าขอบหน้าต่างยืนจังก้าเท้าสะเอวยืดคอขึ้นมาในระดับสายตาระยะประชิด

“เจอแล้ว!พี่สาวมาเล่นกันมั้ย” เสียงนั้นดูจะตื่นเต้นดีใจซะเหลือเกินแต่ภาพที่เห็นเล่นเอาฉันถึงกับผงะถอยหลัง เพราะเจ้าเด็กอ้วนดำคนนี้ช่างน่าเกลียดเหลือเกินหัวก็โต ตาก็โปน ปากก็หนาสภาพนี้เห็นแล้วชักไม่แน่ใจว่าที่เห็นอ้วนนี่คืออ้วนจริงหรือขึ้นอืดที่เห็นว่าตัวดำนี่คือดำจริงหรือเขียวคล้ำ และแม้ว่าท่าทางของเจ้าเด็กอ้วนจะดูเหมือนเด็กใสๆทั่วไปก็เถอะ แต่น่ากลัวเหลือเกิน

ถึงตอนนี้ฉันเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองไม่ได้นอนอยู่แต่กำลังหน้าหงายเพราะตกใจในขณะที่ร่างของฉันยังคงนอนนิ่งสงบรายรอบด้วยคนในครอบครัวที่กำลังหลับไหล

ไม่มีโอกาสให้ทันได้ตั้งตัวหรือตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นร่างของฉันก็เซถลาออกมายืนอยู่ข้างกุฏิคล้ายมีแรงดึงดูดบางอย่างกระชากออกมา

เบื้องหน้าคือเด็กชายอ้วนดำยืนฉีกยิ้มอย่างกำลังดีอกดีใจรอยยิ้มบนใบหน้าช่างบานและกว้างขวางมาก ฉีกยิ้มซะจนมองเห็นฟันหลอ ฟันดำจนถึงเขี้ยว ฉันรู้สึกสยองมากกว่าจะเอ็นดูทั้งที่ปกติออกจะเป็นคนรักเด็กซะด้วยซ้ำ

“พี่สาว เล่นกับหนูนะหนูเหงา ไม่มีเพื่อนเล่น คนพวกนั้นหนีกลับไปหมด ไม่มีใครอยู่ให้หนู่เล่นด้วยเลย”ใบหน้าเบื้อนยิ้มปากไม่ขยับแต่ดันมีเสียง

“นะ นะ พี่สาวมาเล่นกันเถอะ เล่นเป็นเพื่อนหนูหน่อยนะ หนูเหงา หนูไม่มีเพื่อน”เด็กชายอ้วนดำเริ่มรบเร้าอ้อนวอนเมื่อเห็นว่าฉันยังไม่ตอบสนองกลับ

จากท่าทีสดใสเมื่อครู่กลายกลับเป็นตีหน้าเศร้าหงอยลงเหมือนอยากจะร้องไห้ไอ้ฉันล่ะก็เป็นคนใจอ่อนพอเห็นอย่างนี้ก็รู้สึกสงสาร

แต่เพราะใจมันรู้ว่าเด็กที่ยืนอยู่ตรงหน้านี่เป็นเด็กผีและใจมันกลัวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว คือถ้าเป็นผีเด็กน่ารักน่ารักก็ไม่แน่แต่ผีเด็กตนนี้ดูน่ากลัวอยู่ ครั้นจะให้ทำใจมันก็ยากแม้จะรู้สึกสงสารอยู่บ้างก็ตามที

“พี่เล่นกับหนูไม่ได้หรอกนะพี่มาปฏิบัติธรรม ถือศีลแปด พี่เป็นผู้หญิงแล้วหนูเป็นเด็กผู้ชายพี่เล่นกับหนูไม่ได้ ประเดี๋ยวศีลจะขาดเอา แล้วหนูจะเป็นบาปไปด้วย” ฉันพยายามตั้งสติแล้วตอบกลับอย่างชนิดที่บัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น

“ทำไมจะเล่นไม่ได้ต้องเล่นได้สิ ไม่เป็นไรหรอก ทีพวกที่อยู่ฝั่งโน้นหนูยังไปเล่นกับเขาได้เลย นะนะพี่เล่นกับหนูนะ” เด็กผียังคงรบเร้า

“คนฝั่งโน้นที่หนูบอกว่าหนูไปเล่นกับเขาไม่มีใครเขารู้เรื่องกับหนูซะหน่อย มีแต่หนูไปรบกวนพวกเขา การรบกวนผู้ปฏิบัติธรรมหนูจะทำบาปโดยไม่รู้ตัวนะ” ฉันพยายามอธิบาย

“ก็หนูเหงาหนูแค่อยากเล่นด้วย ไม่มีใครเล่นกับหนู หนูไปเล่นกับใครเค้าก็เอาแต่นอนไม่มีเห็นใครลุกมาคุยกับหนูเหมือนพี่สาวเลย พี่สาวเล่นกับหนูนะ” โอ้แม่เจ้า! ครั้งแรกเลยนะเนี่ยที่เจอผีพูดมากช่างต่อล้อต่อเถียงปกติที่เคยเจอมาแทบจะไม่พูดเลยด้วยซ้ำมาแต่ให้หลอนหรือถ้าจะมีได้ยินเสียงผีบ้างก็แค่สั้นๆ ประโยคสองประโยคไอ้ที่จะมาต่อล้อต่อเถียงพูดจาเป็นต่อยหอยขนาดนี้นี่ไม่มี้ไม่มีแสดงว่ามีพลังล้นเหลือเลยทีเดียวสำหรับเด็กผีตนนี้

“จะเล่นหนูจะเล่นกับพี่ พี่ต้องเล่นกับหนู” เด็กผีอ้วนดำเริ่มก้าวร้าวเอาแต่ใจหลังจากที่ฉันเปลี่ยนจากการพูดโต้ตอบเป็นการสงบจิตแผ่เมตตาให้ท่าทางที่แปลเปลี่ยนไปของเด็กผีตนนั้นทำให้ฉันรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัย

ขณะที่เด็กผีแสดงกิริยาและอาการคุกคามฉันอยู่ๆ ร่างของฉันก็ถูกดึงกลับเข้ามาภายในกุฏิ

เพียงเสี้ยววินาทีที่ฉันได้เห็นร่างของตัวเองยังคงนอนสงบนิ่งดังเดิมแม้จะทำให้ฉันรู้สึกสับสนเล็กๆ ว่าตกลงนี่คือเรื่องจริงหรือฉันแค่ฝันไป สิ่งที่ทำให้ฉันมั่นใจว่ามันคือเรื่องจริงเพราะความรู้สึกถึงความมีตัวตนของฉันที่ยืนอยู่ตรงนี้

หากเมื่อเสี้ยววินาทีนั้นผ่านพ้นไปฉันจำต้องละวางทุกสิ่งที่เกิดขึ้นภายในกุฏิเหตุเพราะพลังที่เกรี้ยวกราดรุนแรงของเด็กผีซึ่งยังคงอยู่ด้านนอกกุฏินั้นได้แผ่เข้ามากระทบจิตสัมผัสของฉันถึงภายในกุฏิ

สิ่งที่เห็นทำให้ฉันถึงกับตะลึงเมื่อเด็กผีตนนั้นมีขนาดตัวที่ใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ จนฉันไม่สามารถมองเห็นร่างที่ขยายใหญ่โตของเด็กผีตนนั้นผ่านทางช่องกระจกหน้าต่างได้อีกต่อไป

“พี่ต้องเล่นกับหนูหนูจะให้พี่เล่นกับหนู” เสียงนั้นดังก้องอยู่ด้านบนเหนือศีรษะของฉัน พร้อมๆกับที่ฉันรับรู้ได้ว่ากุฏิเกิดการสั่นคลอน ทันใดนั้นหลังคากุฏิก็ถูกแง้มออกจนเปิดกว้าง

ฉันตะลึงกับสิ่งที่เห็นเด็กผีนั่นใช้มือยกหลังคาให้เปิดออก ชะโงกหน้าลงมาพร้อมกับตะคอกใส่ฉัน

“พี่ต้องเล่นกับหนูได้ยินมั้ยพี่ต้องเล่นกับหนู” วินาทีนั้นฉันสัมผัสได้ถึงแรงเหวี่ยงมหาศาลจนร่างหมุนรุนแรง ร่างทั้งร่างหนักอึ้งไร้สิ้นเรี่ยวแรงที่จะแข็งขืนใดๆความรวดร้าวแผ่ซ่านไปทั่วทั้งสรรพางค์กาย

ตอนนี้ฉันกลับเข้ามาอยู่ในร่างของตัวเองซึ่งยังคงนอนหลับอยู่เหมือนเช่นก่อนหน้าหากแต่ทุกส่วนของร่างกายกลับหนักอึ้งจนรู้สึกทรมานและปวดร้าวไปทั้งร่างที่สำคัญฉันยังคงมองเห็นทุกสิ่งโดยรอบตัวได้แม้จะยังหลับตาอยู่ก็ตาม เด็กผีนั่นยังชะโงกหน้ามองมาที่ฉัน

“มาเล่นกันเถอะพี่สาว”พูดไม่พูดเปล่า เจ้าเด็กผีเอื้อมมือลงมาจับที่ข้อเท้าของฉันจะว่าไปเรียกว่าใช้นิ้วคีบคงจะเหมาะกว่า

ร่างของฉันถูกลากไปมาจนบางครั้งก็กลิ้งหลุนๆไปทั่วห้อง ช่างเจ็บปวดทรมานเหลือเกิน เจ้าเด็กผีได้แต่หัวเราะเอิ๊กอ๊ากชอบใจสนุกสนานเป็นการใหญ่

“สนุกจัง พี่สาวสนุกมั้ย?”เจ้าเด็กผีหัวเราะร่าเริงเปิดเผย แต่ฉันสินอกจากจะไม่สนุกด้วยแล้วยังรู้สึกเหมือนร่างแทบจะปริแตกออกมาทีเดียว

เมื่อความทรมานใกล้ถึงขีดสุดในขณะที่ร่างกายถูกพันธนาการด้วยพลังลึกลับเหนือธรรมชาติฉันพยายามรวบรวมสติเพื่อกำหนดจิตด้วยแรงฮึดเฮือกสุดท้ายอย่างเต็มกำลัง หลังจากความพยายามหลายต่อหลายครั้งไม่ว่าจะสวดมนต์รึจะแผ่เมตตาแต่ก็ล้มเหลวทุกครั้งเพราะไม่ว่าจะบทสวดมนต์หรือบทแผ่เมตตาที่ท่องอยู่หายไปจากความจำเอาดื้อๆ จนต้องเริ่มต้นใหม่หลายต่อหลายรอบ

ครั้งนี้ฉันตั้งจิตอธิษฐานถึงเทวดาทั้งหลายภุมเทวดา เจ้าที่เจ้าทางเจ้าป่าเจ้าเขาที่ดูแลอารักษ์วัดแห่งนี้ให้ช่วยเหลือเนื่องจากถูกรบกวนการพักผ่อนและการปฏิบัติธรรมด้วยบุญกุศลที่มีขอให้เหล่าท่านผู้อารักษ์ทั้งหลายเมตตาช่วยเหลือให้หลุดพ้นจากเหตุที่ประสบอันเกิดจากอำนาจของเด็กผีตนนี้

พลันภาพจากภายนอกกุฏิที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนักก็ปรากฏให้เห็นลักษณะร่างบางเป็นเงาตะคุ่มยืนอยู่ในความมืด

“ไอ้อิฐ! ไปซนอะไรแถวนั้นกลับออกมาเดี๋ยวนี้นะ อย่าไปยุ่งกับเขา เดี๋ยวเถอะ” เสียงผู้หญิงตะหวาดลั่นทำให้ฉันได้รู้ว่าเจ้าเด็กผีตนนี้ชื่อ ‘อิฐ’ แต่ก็นึกจำให้เรียกจิกตามเสียง ‘ไอ้อิฐ’ด้วยเพราะความเคือง

“กลับออกมาเดี๋ยวนี้นะไอ้อิฐถ้าดื้อนักจะฟ้องหลวงพ่อ” ได้ผล เพราะพอสิ้นเสียงขู่จากวิญญาณอีกตนที่ยืนอยู่ เจ้าเด็กผีร่างยักษ์นั่นก็ปล่อยขาฉันพร้อมกับย่อร่างลงมาเหลือตัวเท่าเดิมก่อนจะแว้บหายกลับไปยืนเคียงข้างวิญญาณของหญิงผู้ติดตามมา

ทันทีที่วิญญาณทั้งสองเลือนหายไปร่างของฉันก็ถูกปลดออกจากพันธนาการ ฉันนอนลืมตาโพลงอยู่กลางห้องตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่รู้คือปวดระบมไปทั้งร่าง

ฉันค่อยๆตะเกียกตะกายคลานกลับเข้าไปนอนในที่ของตัวเองอย่างไร้สิ้นเรี่ยวแรงในขณะที่ทุกคนยังคงหลับไหลอย่างเป็นปกติสุข

เสียงระฆังดังเหง่งหง่างบอกให้รู้ว่าถึงเวลาลงโบสถ์ทำวัตรเช้าแล้วแต่ฉันยังไม่สามารถขยับตัวลุกขึ้นได้เนื่องจากยังรู้สึกระบมอยู่มากจึงไม่ได้ลงไปทำวัตรเช้าที่โบสถ์กับคนอื่นๆ

หลังทำวัตรเช้าเสร็จแม่กับน้องสาวเดินกลับมาช่วยพยุงฉันลงไปกินข้าว สภาพฉันในขณะนั้นไม่ต้องพูดถึงยังแย่อยู่มาก จนคนอื่นๆ อดสงสัยไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นทำไมอยู่ๆฉันถึงได้มีสภาพเป็นอย่างที่เห็น

ฉันจึงได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นเมื่อคืนให้คนในครอบครัวและคนอื่นๆได้ฟัง

“หนูนะจำชื่อมันได้ขึ้นใจเลยมันชื่อ ‘ไอ้อิฐ’”ฉันแทนตัวเองว่าหนูกับพ่อแม่เป็นปกติเอ่ยชื่อเรียกจิกเด็กผีนั่นด้วยว่ายังเคืองไม่หาย

“คอยดูเถอะ เดี๋ยวตอนขึ้นไปลาศีลกลับบ้านจะฟ้องหลวงพ่อ”ฉันยังพาลไม่เลิกจนแม่ต้องปรามเพราะสงสารเจ้าเด็กผีตนนั้นโดยชักแม่น้ำทั้งห้ามาพูดโน้มน้าวให้สงสารเจ้าอิฐที่เป็นผีไม่ได้ไปผุดไปเกิดก็แย่อยู่แล้วแถมยังเป็นเด็กผีขี้เหงาคงเพราะเป็นผีเด็กตนเดียวที่อยู่ในวัดเลยหาเพื่อนเล่นไม่ได้

“ถือซะว่าสงสารเขานะลูกเมตตาเขาเถอะจะได้ไม่เป็นการผูกเวรผูกกรรมกัน” เมื่อผู้เป็นแม่พูดซะขนาดนี้สติยั้งคิดจึงเกิดขึ้น ฉันมาปฏิบัติธรรมแท้ๆจะไปขึงโกรธอาฆาตจองเวรกับผีที่เป็นเด็กก็คงไม่ใช่เรื่องจริงๆ นั่นแหละสุดท้ายจึงยอมอโหสิกรรม แผ่เมตตาและอุทิศส่วนกุศลให้ไป

แม้เวลาจะผ่านไปกว่าสิบห้าปีแล้วก็ตามแต่ชื่อของ ‘ไอ้อิฐ’ก็ยังคงฝังอยู่ในความทรงจำของฉันถึงจะไม่เคยได้กลับไปปฏิบัติธรรมที่วัดแห่งนั้นอีกเลยก็ตาม




 

Create Date : 16 มิถุนายน 2559
0 comments
Last Update : 19 มิถุนายน 2559 0:48:07 น.
Counter : 660 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


มณีนาคา
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]







สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2539 ห้ามผู้ใดละเมิด ลอกเลียน ดัดแปลง หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดของข้อความ หรือรูปภาพใน blog แห่งนี้ไปใช้ทั้งโดยเผยแพร่และอ้างอิงก่อนได้รับอนุญาต มิฉะนั้นอาจถูกดำเนินคดีตามที่กฏหมายบัญญัติไว้สูงสุด หากสนใจรูปภาพ งานเขียน หรือผลงานอื่นๆ ใน blog นี้ เพื่อนำไปเผยแพร่เป็นการส่วนตัวหรือการพาณิชย์ กรุณาติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรง
ผลงานรวมเล่มเดี่ยว ผลงานรวมเล่มรวมนักเขียน
ผลงานรวมเล่ม e-book
Friends' blogs
[Add มณีนาคา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.