Group Blog
 
 
ตุลาคม 2556
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
5 ตุลาคม 2556
 
All Blogs
 

เม็ดทรายที่ไม่ธรรมดา

เม็ดทรายที่ไม่ธรรมดา

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีทรายอยู่สองเม็ดนอนอยู่ใต้ท้องทะเลอันเงียบสงบ ทั้งสองอยู่ห่างกันแค่สองฟุตเท่านั้น ทรายเม็ดหนึ่งรักทรายอีกเม็ดมากเหลือเกิน เขาเฝ้าจ้องมองทรายเม็ดนั้นที่อยู่ห่างออกไปสองฟุตและใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมานานหลายปี ใต้ท้องทะเลนั้นคลื่นลมสงบเม็ดทรายรู้สึกมีความสุขมาก เพราะรู้ว่ามีทรายที่เขารักให้เขาได้จ้องมอง โดยไม่ต้องกังวลว่าท้องทะเลจะแห้งเหือด หน้าผาจะถล่มทลาย หรือโลกจะถึงกาลวิบัติ

รอยเท้าของไดโนเสาร์ปรากฏอยู่บนชายหาด พอน้ำซัดสาดขึ้นไป รอยเท้านั้นก็ลบเลือนโดยไม่ทิ้งร่องรอยอะไรไว้เลย ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับทรายใต้ท้องทะเลเลย แต่วินาทีนี้ เขากลับมีความคิดอะไรบางอย่างขึ้นมา เขาอยากจะไปบอกรักต่อหน้าทรายที่เขาเฝ้ามองอยู่ ทรายเม็ดนี้จึงเริ่มต้นการเดินทางที่แสนเชื่องช้า เขาขยับตัวทีละน้อยโดยอาศัยแรงกระเพื่อมข้าง ๆ กายให้เป็นประโยชน์ แม้แรงนั้นจะเป็นเพียงคลื่นใต้น้ำที่แผ่วเบา หรือจะเป็นเพื่อนคลื่นเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นจากการแหวกว่ายของฝูงปลาก็ตาม ทุกครั้งที่มีอะไรเคลื่อนไหว เขาจะนึกขอบคุณสวรรค์อยู่เสมอ

รอยเท้าบนชายหาดเปลี่ยนไปเป็นรอยเท้าของเสือเขี้ยวดาบ คลื่นน้ำยังคงลบรอยเท้าของสิ่งมีชีวิตไปอย่างเงียบ ๆ ในตอนนี้ ทรายเม็ดนั้นอยู่ห่างจากทรายที่เขารักเพียงแค่สามนิ้วเท่านั้น

หลังจากนั้น บนชายหาดปรากฏรอยเท้าของมนุษย์ พอคลื่นได้ซัดสาดจนรอยเท้าเหล่านี้เลือนหายไปแล้ว ทรายเม็ดนั้นก็ได้มาอยู่ตรงหน้าทรายที่เขารักในที่สุด เมื่อกลับมาทบทวนถึงระยะทางสองฟุตแต่ต้องใช้เวลาหลายร้อยล้านปี เขาก็รู้สึกได้ว่าความสุขทั้งหมดที่อยู่บนฟ้าและใต้ดิน ต่างก็มากองรวมอยู่ในตัวเขาเพียงผู้เดียว

ทรายทั้งสองเม็ดต่างจ้างมองกันและกันโดยไม่พูดอะไร เวลาผ่านไปแสนนาน ทรายทั้งสองเม็ดจึงเริ่มเอ่ยปากพูดคุยกัน

ขณะนั้นเอง มีกระแสน้ำไหลพัดผ่านมา แรงดูดอันมหาศาลทำให้เม็ดทรายลอยขึ้นและถูกดูดเข้าไปในความมืดมิด เขามองดูทรายที่เขารักเป็นครั้งสุดท้าย โดยไม่รู้จะพูดอะไรดี หลังจากนั้น เจ้าเม็ดทรายก็รู้ว่าเขาถูกหอยตัวหนึ่งจับกุมเอาไว้
ช่วงเวลาหลังจากนั้น บางครั้งเจ้าหอยก็จะอ้าฝาของมันออกมา ทำให้เม็ดทรายมองเห็นโลกภายนอกได้บ้าง จังหวะนั้นเอง เขาก็มองเห็นว่าทรายเม็ดนั้นก็จ้องมองเขามาจากจุดที่ไม่ไกลมากนักเช่นกัน เม็ดทรายรู้ว่าชีวิตยังเป็นสิ่งสวยงาม เพราะใต้ท้องทะเลที่วันเวลาไม่สามารถรุกรานได้นั้น มีทรายอีกเม็ดหนึ่งกำลังรอคอยเขาอยู่

ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร เม็ดทรายรู้สึกได้ว่าเจ้าหอยขยับตัวอยู่เรื่อย ๆ จนในที่สุดมันก็อ้าฝาหอยออกมา ภาพที่เข้ามาสู่ม่านตาที่ชื่นชมยินดี เขามองดูรอบ ๆ ตัวเอง ก็พบว่าเขาได้กลายเป็นไข่มุกไปแล้ว ไข่มุกเม็ดนี้ใหญ่มากในสายตามนุษย์ มันกลายเป็นสิ่งของล้ำค่าที่ไม่อาจประเมินได้ไปเสียแล้ว แต่นี่เป็นความบังเอิญที่ทุกข์ระทมของเจ้าหอยที่ตายไปเพราะได้สร้างไข่มุกขึ้นมาอย่างไม่ต้องสงสัย ไม่นานไข่มุกก็ได้ขึ้นไปประดับอยู่บนมงกุฎของพระราชา เม็ดทรายที่กลายเป็นไข่มุกนั้นรู้สึกโศกเศร้าเสียใจอย่างมาก แต่ก็ยังไม่ได้สิ้นหวังเลยแม้แต่น้อย เพราะเขารู้ว่าทรายอีกเม็ดหนึ่งกำลังรอคอยเขาอยู่ใต้ท้องทะเลอย่างอดทน

เม็ดทรายเห็นเหล่าขุนนางโค้งคำนับ เห็นพระราชาแก่ตัวลงไปทุกวันและเห็นความตกต่ำเสื่อมโทรมของประเทศชาติ ในที่สุด วันหนึ่งพระราชาสวรรคต มงกุฎของพระองค์ได้กลายเป็นสมบัติที่ฝังไปพร้อมกับพระศพ โดยถูกใส่ไว้ในโลง

พอเขาได้ยินว่าประตูสุสานกำลังจะปิด ในใจเขาก็คิดถึงเม็ดทรายที่รอเขาอยู่ใต้ท้องทะเล เขาไม่ตื่นกลัวเลยแม้แต่น้อย เพราะเขามีเวลามากมาย เขายังเคยใช้เวลาหลายร้อยล้านปีสำหรับการเดินทางเพียงแค่สองฟุตเลย

ความมืดมิดในสุสานไม่ได้น่ากลัวเลยแม้แต่น้อย มีหนูวิ่งผ่านข้างเขาอยู่บ่อย ๆ เขาอยู่อย่างโดดเดี่ยว โดยไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไรแล้ว
วันหนึ่ง ประตูสุสานถูกเปิดออกมา โจรสองคนที่มาปล้นสุสานได้ขโมยมงกุฎพระราชาไป ไข่มุกเม็ดนี้จึงถูกขโมยไปด้วย แต่โชคร้ายที่โจรทั้งสองทะเลาะวิวาทกันเพราะไข่มุกเม็ดนี้ จนต้องตายด้วยกันทั้งคู่ ไข่มุกเม็ดนี้จึงตกลงไปในแม่น้ำ ทำให้เขารู้สึกถึงความหวังที่ไม่เคยมีมาก่อนในชีวิต เขารู้ว่าแม่น้ำทุกสายในโลกนี้จะต้องไหลลงสู่ทะเล เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็สามารถไปหาทรายที่เขารักใต้ท้องทะเลได้แล้ว หรืออาจจะต้องใช้เวลานานแสนนานกว่าจะไปถึงจุดเริ่มต้น แต่มันจะเป็นอะไรไปล่ะ เขารู้ว่าทรายอีกเม็ดจะต้องรอคอยเขาอยู่ใต้ท้องทะเลอย่างใจจดใจจ่อมาโดยตลอดแน่ ๆ

ไม่นาน ฤดูฝนก็มาถึง ทำให้เกิดโคลนถล่ม ไข่มุกจึงถูกฝังอยู่ใต้ทรายเขาเริ่มท้อแท้อีกครั้ง แต่เขาคิดว่าพื้นดินนั้นขยับตัวอยู่ตลอดเวลา แถมยังขยับตัวเร็วกว่าเขาเสียอีก จึงมีความหวังขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

การรอคอยที่ยาวนานเริ่มขึ้นอีกครั้ง ไข่มุกค่อย ๆ แตกตัว แล้วเม็ดทรายก็โผล่ออกมาได้ เขารู้สึกว่าตัวเองสะอาดมาก เขาสามารถไปหาทรายอีกเม็ดโดยไม่ต่างพร้อยเลยแม้แต่น้อย

มีเสียงเครื่องจักรดังมาจากข้างบน นั่นเป็นเหมืองทองนี่เอง เม็ดทรายผสมปนเปไปกับก้อนหินและดินโคลน แล้วมันก็ถูกโยนเข้าไปเผาในขวด

จนถึงตอนนี้ เขาเพิ่งรู้ว่าตัวเองเป็นทรายทอง ซึ่งไม่นานก็จะถูกหลอมให้เป็นทองแท่ง แล้วถูกเก็บไว้ในคลังทองที่เขาไม่รู้จัก เม็ดทรายต้องผ่านความทุกข์ระทมอีกนานหลายปี พอคิดถึงทรายอีกเม็ดที่ใต้ท้องทะเลทีไร ก็รู้สึกเหมือนถูกมีดกรีดหัวใจ แต่เขาปลอบใจตัวเองว่า “ยังพอมีโอกาส อนาคตที่มิอาจรู้ล่วงหน้าได้อาจทำให้ฉันกลับไปเป็นทรายได้อีกครั้ง”

ต่อมา ทองแท่งถูกนำมาทำเป็นแผ่นเสียงที่ใช้บันทึกภาษาของมนุษย์และเสียงของท้องทะเล แต่เจ้าทรายเม็ดนั้นก็เพิ่งมารู้สึกตกใจเมื่อตอนที่แผ่นเสียงถูกติดตั้งอยู่บนฐานยิ่งจรวดแล้ว เขาถามทองคำที่อยู่ข้าง ๆ ว่า “ตอนนี้เราอยู่ที่ไหนกันน่ะ” ทองคำตอบว่า “เรากำลังจะบินขึ้นไปสู่อวกาศและมุ่งหน้าไปยังดาวที่อาจจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่”

ขณะนั้นเอง จรวจก็ถูกยิงขึ้นสู่อวกาศ

เจ้าเม็ดทรายมองโลกที่ไกลออกไปเรื่อย ๆ ทั่วทั้งจักรวาลนี้ โลกดูเป็นดวงดาวที่สวยและเปราะบาง เขาเพิ่งรู้ตัวว่าจะไม่สามารถกลับไปสู่ใต้ท้องทะเลได้อีกต่อไปแล้ว ไม่สามารถกลับไปอยู่ตรงหน้าทรายที่รอคอยเขาอยู่ใต้ท้องทะเลโดยไม่มีคำมั่นสัญญาใด ๆ เลย

เขามีชีวประวัติที่น่าภาคภูมิใจ เขาเคยเป็นไข่มุกที่สวยที่สุดในโลก และเป็นทองคำที่บริสุทธิ์ที่สุด ตอนนี้เขาเป็นทรายที่กำลังบินขึ้นสู่อวกาศ แต่เขาอยากเป็นเม็ดทรายที่อยู่ใต้ท้องทะเลมากกว่า ถึงแม้จะได้อยู่ต่อหน้าทรายที่เขารักเพียงแค่หนึ่งชั่วโมงแล้วต้องดับสูญไปก็ตาม เขายอมได้เพื่อความรักที่น่าสงสารและเรียบง่ายของทรายสองเม็ด

มีเสียงร้องไห้ของทรายเม็ดหนึ่งล่องลอยอยู่ในอวกาศที่มืดมิดและไร้ขอบเขต นานแสนนานไม่มีที่สิ้นสุด...


"เวลาช่วยพิสูจน์คุณค่าของความรัก"


มีเพียงเวลาเท่านั้นที่จะทำให้เข้าใจคำว่ารักได้
มีเพียงเวลาเท่านั้นที่จะทำให้รู้จักคุณค่าของคำว่ารักได้
มีเพียงเวลาเท่านั้นที่จะสามารถพิสูจน์ความยิ่งใหญ่ของคำว่ารักได้

นิทานต่อไปนี้เป็นเรื่องเวลากับความรักเหมือนกับนิทานข้างต้น เป็นนิทานที่เราน่าจะนำไปขบคิดต่ออีกเรื่องหนึ่ง

เล่ากันว่า ในท้องทะเลที่ไกลโพ้น มีเกาะเล็ก ๆ อยู่แห่งหนึ่ง บนเกาะมีความสุข ความทุกข์ ความรู้ ความรัก และอารมณ์ความรู้สึกอื่น ๆ อาศัยอยู่ด้วยกัน

อยู่มาวันหนึ่ง ความรู้ได้ข่าวมาว่าเกาะใกล้จะจมลงแล้ว ดังนั้นทั้งหมดต่างก็เตรียมเรือเพื่อจะเดินทางออกจากเกาะ มีเพียงแต่ความรักที่ไม่ยอมจากไปไหน เพราะเขาจะยืนหยัดจนถึงวินาทีสุดท้าย

หลังจากนั้นสองสามวัน ดูท่าว่าเกาะจะจมลงจริง ๆ แล้ว ความรักจึงพยายามของความช่วยเหลือจากผู้อื่น
ขณะนั้น ความร่ำรวยนั่งเรือลำใหญ่ผ่านมา
ความรักพูดว่า “ร่ำรวย คุณช่วยพาฉันไปจากที่นี่หน่อยได้มั้ย”
ความร่ำรวยตอบว่า “ไม่ได้หรอก บนเรือของฉันมีสมบัติเงินทองมากมาย ไม่มีที่นั่งสำหรับคุณแล้วละ”

ความรักเห็นความหรูหรานั่งเรือลำเล็กแต่ดูดีมีระดับผ่านมา จึงพูดว่า “หรูหราช่วยฉันหน่อยเถอะ”
“ฉันช่วยคุณไม่ได้หรอก ตัวคุณเปียกโชกไปหมด คุณจะทำให้เรือของฉันสกปรก”
ความทุกข์นั่งเรือผ่านมา ความรักขอความช่วยเหลือจากเขา “ทุกข์ทน ให้ฉันไปกับคุณนะ”
“เอ่อ...ความรัก ฉันทุกข์ทนมามากพอแล้ว จึงอยากจะอยู่คนเดียวสักพัก” ความทุกข์ทนตอบ

ความสุขเดินผ่านมากใกล้ความรัก แต่เขามีความสุขมากเกินไป จึงไม่ได้ยินว่าความรักกำลังเรียกเขาอยู่
ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงเรียกดังขึ้นมา “มาทางนี้ ความรัก ฉันจะพาคุณไปเอง”

เขาเป็นผู้อาวุโสท่านหนึ่ง ความรักดีใจมากจนลืมถามชื่อของเขา หลังจากที่ขึ้นบกได้แล้ว ท่านผู้อาวุโสก็จากไปแต่เพียงผู้เดียว
ความรักรู้สึกซาบซึ้งในตัวผู้อาวุโสท่านนั้นมาก เขาจึงถามผู้อาวุโสอีกท่านหนึ่ง ซึ่งก็คือความรู้ ว่า “คนที่ช่วยฉันนั้นคือใคร”
“เขาคือเวลา” ผู้อาวุโสตอบ
“เวลาน่ะหรือ” ความรักพูด “ทำไมเขาถึงช่วยฉันล่ะ”
ผู้อาวุโสยิ้มแล้วตอบว่า “เพราะมีเพียงแค่เวลาเท่านั้นที่จะเข้าใจว่า ความรักนั้นยิ่งใหญ่แค่ไหน”









 

Create Date : 05 ตุลาคม 2556
1 comments
Last Update : 5 ตุลาคม 2556 8:19:49 น.
Counter : 3044 Pageviews.

 

แวะมาเยี่ยมยามค่ำ...เพลงเพราะครับ

 

โดย: **mp5** 5 ตุลาคม 2556 20:37:50 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


ครั้งหนึ่งเราเคยรักกัน
Location :
ปราจีนบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ชีวิตดั่ง เรือน้อย ล่องลอยอยู่
ต้องต่อสู้ แรงลม ประสมคลื่น
ต้องอดทน หวานสู้อม ขมสู้กลืน
ต้องทนฝืน ยิ้มได้ เมื่อภัยมา.
Friends' blogs
[Add ครั้งหนึ่งเราเคยรักกัน's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.