...เขียน Blog นี้...เพราะ Destiny of LOVE
Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2554
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728 
 
28 กุมภาพันธ์ 2554
 
All Blogs
 

[Fan Fic_Y]With...Out...Love 33 Final




โฮะ โฮะ ตอน 33 Final....ในที่สุดมันก็จบ กี๊ดดดดดดดดด

ขอบคุณมิตรรักแฟนฟิคที่อยู่ตามอ่านกันมาตลอดนะฮะ

ekada

NuNaNuch

이뻠뺌 (อิป้อมแป้มแบบอัพเกรด)

유정 (คุณตูน)

Jinny

mymint

น้องจอย

เจ๊เซี่ยง

พี่นิ่ม

และผู้ไม่ได้เอ่ยนามอีกมากมายก่ายกอง (หรา) ขอบคุณจิงๆ คับ


ตอนนี้ยาวฮะ...ไปอ่านกันเลยละกัน

อยากตรบตีหรือไล่กระทืบคนเขียนก็เชิญด้านล่างนะฮะ




Chapter 33 Final


เฮ้อ ~~

ผมคงต้องถอนใจแรงๆ ด้วยความโล่งอกที่ไม่ต้องเสี่ยงเอาชีวิต (การทำงาน) ของตัวเองไปแขวนกะเรื่องของฮเยซองอีกแล้ว เพราะในที่สุดปริศนาต่างๆ มันก็คลี่คลายได้เองโดยไม่ต้องจ้างโคนันซะด้วย พอท่านประธานตัดสินใจเล่าเรื่องทั้งหมดให้เอริคฟัง และแค่ไม่กี่นาทีหลังจากนั้นเรื่องก็ถึงหูผม (แบบไม่ต้องเปลืองแรงด้วย ^^) ผมว่า...จริงๆ แล้วท่านก็คงไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้เท่าไหร่หรอก แต่พอดีมีเรื่องที่ท่านจะโอนหุ้นที่ถืออยู่ให้กับฮเยซองครึ่งหนึ่ง เอริคมันเลยต้องเข้ามารับรู้อย่างช่วยไม่ได้ ถึงแม้มันออกจะอึ้งๆ กับความจริงอยู่บ้างก็เถอะ แต่นั่นแหละ...เราจะทำอะไรได้ในเมื่อมันเป็นเรื่องในอดีต..ผมว่าปล่อยมันไปดีกว่า


แต่ตอนนี้เรื่องสำคัญที่จะปล่อยผ่านไม่ได้ก็คงเป็นเรื่องของไอ่จินกับฮเยซองนี่แหละ แทนที่จะเข้าใจกันมากขึ้น...กลับเป็นตรงกันข้าม แถมผ่านไปเกือบจะสองอาทิตย์แล้ว ฮเยซองก็ไม่มาเหยียบที่โรงพยาบาลอีกเลย ส่วนไอ่ตัวต้นเรื่องก็ดูจะอาการหนักสุด...มันทำตัวเหมือนคนไร้วิญญาณ ถามอะไรก็ไม่ค่อยตอบ แถมข้าวปลามันก็แทบไม่ได้แตะต้อง หมอบอกว่าถ้าป่วยเฉพาะร่างกายแต่มีกำลังใจดีก็มีโอกาสที่จะหายได้เร็วขึ้น แต่นี่มันเล่นป่วยทั้งกายป่วยทั้งใจ หมอเค้าก็เป็นห่วงว่าถ้ามันเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ เนี่ยมันมีผลต่อการรักษาแน่ๆ


นี่แหละวาระแห่งชาติที่พวกผมต้องรีบหาทางออกแบบด่วนที่สุด เพราะขืนชักช้ากว่านี้ก็กลัวว่าน้องชายสุดที่รักของพวกผมเป็นอะไรไปซะก่อน ผมกับเอริคเลยขอพักงานยาวหนึ่งอาทิตย์ (แต่คราวนี้มันไม่ยอมไปพักที่รีสอร์ทของฮเยซองนะ พอผมถามเหตุผลมันก็ไม่บอกซะงั้น) ส่วนมินอูเพิ่งตามมาเมื่อตอนเที่ยง และตอนนี้ก็เหลือแค่แอนดี้ที่มีแววว่ามาช้าสุดแน่ๆ เพราะต้องรอให้แน่ใจว่าจินมันหลับก่อนถึงจะออกมาได้

“ดงวาน นายแน่ใจแล้วเหรอว่าจะเข้าไปยุ่งเรื่องของพวกเค้าน่ะ” มินอูเอ่ยขึ้นหลังจากที่เอริคลุกออกไปรับแอนดี้ ถึงเค้าจะไม่เห็นด้วยเท่าไหร่แต่ก็ขัดดงวานไม่ได้

“แน่ใจสิ...แต่ชั้นว่ามันจำเป็นจริงๆ นะ หรือถ้า...นายไม่เต็มใจก็ไม่เป็นไร” ถึงปากจะบอกว่าไม่เป็นไร แต่มินอูก็ดูออกว่าอีกคนเริ่มไม่พอใจนิดๆ

“ก็ไม่ใช่อย่างนั้น แต่นายจะแน่ใจได้ยังไงว่าเราจะไม่ทำให้ฮเยซองเค้าต้องลำบากใจน่ะ เค้ารักไอ่จินรึเปล่าเรายังไม่รู้เลย”

เจอเหตุผลข้อนี้เข้าไปดงวานก็เริ่มจะเขว เค้าเองก็มัวแต่เป็นห่วงเลยไม่ทันมองให้รอบด้าน เออ...ตกลงแล้วฮเยซองเค้ารู้สึกยังไงกะไอ่จินกันแน่วะ

“จะเรียกกำลังเสริมป่ะ”

“ใคร ?? กำลังเสริม”

“เออน่า...แต่รับรองว่าช่วยได้แน่นอน” มินอูยักคิ้วแพล็บ ก่อนลุกออกไปโทรหาใครบางคนทันที



“อ้าว...เมื่อกี้เอริคมันออกไปรับนายนี่นา ไม่เจอกันเหรอ” ดงวานเอ่ยทักเมื่อเห็นแอนดี้เดินเข้ามาคนเดียว

“พี่เค้าบอกว่าคุยกันไปเลยเดี๋ยวจะดูแลจินแทนเอง เรื่องนี้เค้าไม่อยากยุ่ง”

“เฮ้ย !! อะไรของมันวะ” ดงวานร้องลั่น

“คือ...พี่เอริคเค้าไม่ค่อยพอใจพี่ฮเยซองน่ะครับ เค้าบอกเสียดายที่ดูคนผิดไป”

“อ้าว...ถ้ามันบอกแบบนี้ตั้งแต่แรกชั้นก็ไม่ต้องลากมาด้วยหรอก รู้งี้ไม่อนุมัติใบลามันก็ดี”

“น่า...พี่อย่าเพิ่งโกรธเลยนะครับ พี่เอริคก็เป็นแบบนี้แหละ เดี๋ยวซักพักก็หายเอง”

“ใช่สิ...เอริคหวงน้องมันจะตาย ไม่แปลกใจเลยที่มันทำแบบนี้”

“ตกลงจะช่วยป่ะเนี่ย” ดงวานเริ่มเหล่ ทำเอามินอูต้องรีบเอาใจเป็นพัลวัน

“คร๊าบบบ ช่วยสิคร๊าบบ.. น่าๆ อย่างอนนะ หงุดหงิดมากๆ เดี๋ยวหน้าแก่ไม่รู้ด้วย”

ดงวานตวัดสายตาไปกำราบ ทำเอามินอูต้องรีบหุบปาก

“แล้วตกลงไอ่ตัวช่วยของนายอ่ะใคร”

“ชันซอง...น้องชายของฮเยซองไง ในเมื่อคิดจะทำการใหญ่ก็ต้องรู้เขารู้เราใช่ป่ะ อย่างน้อยเราก็ควรจะรู้เรื่องของฝั่งนู้นเค้าบ้าง จะได้ประเมินกำลังถูกไง” มินอูร่ายยาวอวดภูมิความรู้ ดงวานได้แต่มองอย่างหมั่นไส้

“ไปเอาเบอร์เค้ามาได้ยังไง”

“แหม...ก็เห็นเด็กมันหน้าตาดีหน่วยก้านใช้ได้ เผื่อวันหลังมาถ่ายงานแถวนี้จะได้ไม่ต้องแคสใหม่ไง”

“แน่ใจนะว่าแค่ทำงาน” ดงวานเริ่มเสียงเย็น

“ทำไม...หึงเหรอ” มินอูแหย่พลางยิ้มตาหยี นานน๊านน...จะเห็นดงวานออกอาการแบบนี้ โคตรจะดีใจ 555

ยังไม่ทันที่คู่รักฮอบบิทจะได้ลงไม้ลงมือ หนุ่มน้อยร่างสูงโปร่งก็ผลักประตูเข้ามาพอดี ชันซองส่งยิ้มกว้างก่อนก้มหัวทักทาย

“หวัดดีครับพี่ๆ”

“เฮ้อ...ช้าอีกนิดได้เป็นศพแน่ชั้น” มินอูถอนใจเฮือก

“ต้องขอโทษที่รบกวนนะ พวกพี่มีเรื่องอยากจะถามนิดหน่อย” ดงวานเริ่มเปิดประเด็น

“เรื่องพี่ฮเยซองเหรอครับ เมื่อกี้พี่มินอูบอก”

“อืมมม... เราแค่...ยังไม่เข้าใจอะไรบางอย่างน่ะ หรือถ้าเรื่องไหนที่นายไม่รู้ก็บอกเราตามตรงนะ ไม่ต้องพูดเพื่อเอาใจใครทั้งนั้น” ดงวานเริ่มเสียงเข้ม

“พี่ดงวาน อย่าดุสิครับ เดี๋ยวน้องเค้าก็กลัวพอดี” แอนดี้ปราม

“โอ๊ย...จะกลัวอะไรชั้นล่ะแอนดี้ น้องมันออกจะตัวใหญ่ขนาดนั้น แค่ก้านคอทีเดียวชั้นก็สลบแล้ว อีกอย่างนะ...ชันซองกับชั้นรู้จักกันมาก่อนแล้วด้วย ใช่ป่ะไอ้น้อง” ดงวานตบบ่าชันซองเบาๆ เพื่อยืนยันความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น ชันซองพยักหน้ารับก่อนหัวเราะเขินๆ ทำให้บรรยากาศเริ่มจะผ่อนคลาย

“ช่วงนี้ผมเองก็ไม่ค่อยได้เจอพี่ซองหรอกครับ ผมออกไปเรียนตอนเช้าแล้วก็กลับค่ำๆ ตลอด ตอนแรกก็คิดว่าพี่เค้าอยู่เฝ้าพี่จินที่โรงพยาบาล แต่พอผมมาเยี่ยมก็เพิ่งรู้ว่าพี่เค้าไม่ได้มาที่นี่ เห็นพี่คังทาบอกว่าช่วงนี้พี่เค้าเอาแต่เก็บตัวเงียบ ขนาดอยู่ที่รีสอร์ททั้งวันยังแทบไม่ได้เจอกันเลยครับ”

“แล้วคังทานี่แฟนพี่ฮเยซองรึเปล่า” แอนดี้ได้โอกาสถาม เพราะจอนจินเคยบอกว่าคังทาเป็นแฟนฮเยซอง และเคยเห็นจูบกันที่สนามบินด้วย

“ไม่ใช่หรอกครับ ที่พี่เค้าสนิทกันมากเพราะเป็นเพื่อนกันมานานน่ะครับ”

“งั้นเหรอ...นายแน่ใจนะ”

“ผมมั่นใจว่าพี่ฮเยซองไม่ได้คิดแบบนั้นแน่ แต่สำหรับพี่คังทาจะคิดอะไรกับพี่ชายผมรึเปล่า อันนี้ผมไม่ทราบจริงๆ ครับ” ชันซองตอบหนักแน่น

“เอางี้...เหลือเรื่องเดียวแล้ว แต่ชั้นว่า...นายเองก็คงตอบชั้นไม่ได้หรอกนะชันซอง”

“เรื่องอะไรเหรอครับ ถ้าผมรู้ผมไม่ปิดพวกพี่หรอก”

“ฮเยซองเค้าคิดยังไงกับจอนจินกันแน่...พวกชั้นอยากรู้น่ะ” ดงวานถามง่ายๆ แต่ทำเอาชันซองถึงกับอึ้ง

“เอ้อ...พี่ครับ..คือผม....”

“พวกชั้นมั่นใจว่าจินมันรักฮเยซองแน่ๆ แต่ก่อนที่จะทำอะไรลงไปพวกชั้นก็อยากจะเข้าใจความรู้สึกของฮเยซองเค้าเหมือนกัน พวกเราไม่อยากฝืนความรู้สึกใครหรอกนะ” มินอูให้เหตุผล

“นายเป็นน้องชายเค้าหนิ ชั้นเชื่อว่านายทำได้” แอนดี้แอบช่วยกดดัน
ชันซองหลบสายตาคาดหวังจากพี่ๆ ทั้งสาม ก่อนถอนใจเบาๆ “ผมจะพยายามแล้วกันนะครับ”


ง่ะ...ไม่น่ามาเลยตรู T-T


.....
...


ก๊อกๆๆๆ

“พี่ซองค๊าบบบ อยู่รึเปล่า”


เงียบ ~


“พี่ชายที่รักค๊าบบ ผมมีเรื่องจะปรึกษา”


เงียบ ~


โอ๊ะ...รู้จักชันซองน้อยไป ไม่สนใจเค้าเหรอ...


“พี่ฮเยซองไม่รักผมแล้ว เพราะผมมันเป็นเด็กน่ารำคาญใช่มั๊ย พี่ถึ.....”


แกร๊ก ~


“เป็นอะไรไปชันซอง...ให้รอแค่นี้ทำโวยไปได้” พี่ชายบ่นเบาๆ พลางเดินกลับเข้าห้อง ก่อนหยิบผ้าขนหนูมาเช็ดผมต่อ ชันซองยื่นกล่องขนมให้

“ผมซื้อเค้กมาฝากน่ะ เห็นว่าร้านโปรดพี่ไม่ใช่เหรอ”

“ขอบใจนะ”

“ไม่ถามหน่อยเหรอว่าผมอยากได้อะไร” ชันซองดักคอ

“โอเคๆ ...คราวนี้อยากได้อะไรหล่ะ”

“อยากได้หลายอย่างเลย พี่คงไม่มีตังค์พอซื้อร็อก เอาเป็นว่า...คืนนี้ผมขอนอนด้วยคนนะ” ชันซองถือโอกาสอ้อนเอาดื้อๆ

“นึกยังไงถึงอยากนอนกับพี่ขึ้นมาหล่ะ”

“ก็คิดถึงสิครับ ตั้งแต่พี่กลับมานี่เรายังไม่เคยคุยกันยาวๆ เลยนะ”

“เห็นว่ามีเรื่องจะปรึกษาไม่ใช่เหรอ มีอะไรหล่ะ..สิวขึ้น..สาวไม่รัก...หรือว่าไม่รู้จะเลือกคบคนไหนดี...ขอแบบย่อๆด้วย พี่ง่วงแล้ว”

“โหย...ไรอ่ะ ปกติพี่นอนดึกจะตาย น้องนุ่งจะคุยเรื่องสำคัญด้วยซะหน่อยก็ไม่มีเวลาให้ ผมไปก็ด๊ายยย” ชันซองแกล้งทำฟอร์มลุกขึ้น เพราะรู้ว่ายังไงพี่ชายก็ต้องง้อ

“เออๆๆ มีอะไรก็ว่ามา ถ้าเรื่องมันไม่สำคัญจริงๆนะ มีเจ็บตัวแน่ เมื่อคืนชั้นได้นอนซะที่ไหนหล่ะ”

“อ้าว...แล้วพี่นั่งทำอะไรอยู่ล่ะ อย่าบอกว่าอดหลับอดนอนเล่นเกมอีกแล้วนะ”

“เปล่าหรอก แค่...นั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อย แล้วก็...ลองแต่งเพลงดูน่ะ แต่พอเริ่มแล้วก็รู้สึกว่ามันต้องต่อให้จบ รู้ตัวอีกทีก็เช้าแล้ว”

“พี่แต่งเพลงด้วยเหรอ โห...เจ๋งอ่ะ ร้องให้ผมฟังหน่อยได้ป่าว”

“อย่าเพิ่งเลย มันยังไม่เรียบร้อยน่ะ” ฮเยซองตอบเลี่ยงๆ

“แล้วพี่แต่งให้ใคร” ไอ่น้องชายซักซะตรงประเด็น ทำเอาฮเยซองได้แต่นิ่ง และต้องหาเรื่องเปลี่ยนหัวข้อสนทนา

“อ้าว...เรื่องของนายน่ะเมื่อไหร่จะเล่าให้ฟังซะทีล่ะ”

“ไม่เอา...เรื่องนั้นไว้ทีหลัง ผมอยากเป็นคนแรกที่ได้ฟังเพลงของพี่นะ....น๊า ~ นะคร๊าบบบ”


เมื่อทนลูกอ้อนของน้องไม่ไหวฮเยซองก็จำใจต้องลุกไปหยิบโน้ตเพลงบนโต๊ะ แต่แค่เห็นชื่อขอบตามันก็ร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ ห้วงอารมณ์แบบเมื่อวานก็ย้อนกลับมาอีกครั้ง


“พี่ซอง...เป็นอะไรรึเปล่า” น้องชายเอ่ยทักขึ้นเพราะเห็นพี่ชายยืนนิ่งไปพักใหญ่

“ปละ...เปล่า ไม่มีอะไร”

“ผมรอฟังอยู่นะ”


...ให้รักเดินทางมาเจอกัน...


ต้นเหตุของความเสียใจ
ก็คือความจริงที่สองเราไม่พูดกัน
ไม่เคยจะมองตากัน
ได้แต่คิดและทำอะไรไปตามต้องการ
โดยไม่สนใคร

ต้นเหตุของรอยน้ำตา
ไม่เคยเยียวยารักษาด้วยความเข้าใจ
มันเป็นเพราะความไม่รู้
ไม่เคยดูให้ลึกลงไปข้างในหัวใจ
ได้แต่ทนเก็บไว้ ผิดอะไรไม่เคยคิดถาม

เมื่อไรจะเข้าใจ...เมื่อไรจะรักกัน
หากเราทั้งสองไม่ยอมเปิดใจ
ให้คำว่ารักเดินทางมาเจอกัน

เมื่อไรจะเข้าใจ...ได้ไหมคนดี
ช่วยพังทลายกำแพงที่มี
ให้ใจของเรามีวันที่ดี...ที่สวยงาม

ถ้าหากว่าเราพูดกัน ก็คงไม่ทำให้สองเราต้องร้องไห้
และคงไม่เป็นเช่นนี้ คงจะมีทุกวันที่ดีให้กันและกัน
อยากให้เป็นอย่างนั้นพอจะทำให้กันได้ไหม

เมื่อไรจะเข้าใจ เมื่อไรจะรักกัน
หากเราทั้งสองไม่ยอมเปิดใจ
ให้คำว่ารักเดินทางมาเจอกัน

เมื่อไรจะเข้าใจ ได้ไหมคนดี
ช่วยพังทลายกำแพงที่มี
ให้ใจของเรามีวันที่ดี ที่สวยงาม

อยากจะลบลืมภาพเก่าเก่า
อยากจะทำให้เรานั้นเข้าใจกันสักครั้ง

เมื่อไรจะเข้าใจ...เมื่อไรจะรักกัน
หากเราทั้งสองไม่ยอมเปิดใจ
ให้คำว่ารักเดินทางมาเจอกัน

เมื่อไรจะเข้าใจ...ได้ไหมคนดี
ช่วยพังทลายกำแพงที่มี
ให้ใจของเรามีวันที่ดี...ที่สวยงาม


ออกตัวไว้ก่อนว่าไม่ได้เข้าข้าง แต่ผมคิดว่ามันเป็นเพลงที่เพราะที่สุดเท่าที่ผมเคยได้ยินมาเลย ฟังดูก็รู้ว่าพี่เค้าแต่งให้ใคร

“มันดูเศร้าๆ ไงก็ไม่รู้เนอะ”

“นายไม่ชอบเหรอ”

“ชอบสิครับ ชอบที่สุดเลยด้วย พี่ชายผมนี่เก่งสุดยอด” ผมตอบพลางยกนิ้วโป้งให้และแกล้งทำเป็นหัวเราะกลบเกลื่อน ทำเป็นไม่เห็นว่าพี่เค้าแอบเช็ดน้ำตาด้วย

“เอ้า...เพลงก็ร้องให้ฟังแล้ว มีอะไรก็เล่ามา” พี่ฮเยซองว่าไปเรื่อยก่อนทำฟอร์มเดินไปล้างหน้า พิรุธเต็มๆ แบบนี้ผมคงต้องรีบเข้าประเด็น


“ยังรักพี่จินอยู่รึเปล่า”

“อะไรนะ” ไม่รู้ว่าพี่เค้าไม่ได้ยินจริงๆ หรือแกล้งไม่ได้ยินกันแน่ ผมเลยต้องถามอีกครั้ง

“พี่ยังรักพี่จินอยู่ใช่มั๊ย”

พี่ชายผมเงียบไปนาน แถมหลบสายตาผมอีก จนผมต้องถามย้ำ “บอกสิครับ ถ้าพี่ไม่คิดถึงเค้าพี่จะแต่งเพลงนี้ได้ยังไง”

พี่เค้าถอนใจเบาๆ เหมือนไม่อยากจะพูดถึง “มันจะมีประโยชน์อะไรในเมื่..” “พี่จินเค้าเข้าใจว่าพี่กับพี่คังทาเป็นแฟนกันนะครับ” ผมคิดว่าพี่ซองคงเพิ่งรู้จึงรีบแย้งทันที

แต่เพิ่งคิดได้ว่าพลาด...

“แล้วนายรู้ได้ยังไง” พี่ฮเยซองหันขวับมาคาดคั้นคำตอบ ทำเอาผมเสียวสันหลังวาบเลยง่ะ

“เออ...เอ้อ คือ...วันนี้ผมไปเยี่ยมพี่จินมาน่ะครับ พอดี....พี่แอนดี้เค้าบอก” เกือบซวยแล้วมั๊ยล่ะกรู นี่ถ้าพี่เค้ารู้ว่าผมไปร่วมประชุมสมัชชาฮ็อบบิท เอ๊ย ไปคุยกะพี่ๆ พวกนั้นต้องโดนเชือดแน่ๆ เลย

“นี่มันเรื่องของผู้ใหญ่ นายยังไม่เข้าใจหรอก”

โห่...เจอประโยคสกัดดาวรุ่ง

“ถ้าเป็นผู้ใหญ่แล้วต้องมาโกหกความรู้สึกตัวเองแบบที่พวกพี่ทำกันอยู่ งั้นผมขอเป็นเด็กตลอดไปดีกว่า”ผมทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนลุกออกจากห้องทันที โอ้...ชันซอง พูดแบบนั้นไปได้ไงวะน่ะ

แต่ก่อนที่จะปิดประตูห้อง ผมก็เจออะไรที่หนักกว่าสกัดดาวรุ่งซะอีก “พี่คิดว่าจะกลับไปเรียนต่อ”

“อะไรนะ !!”

“นายเองก็โตแล้ว ส่วนเรื่องรีสอร์ทคังทามันก็จัดการได้ พี่แค่อยากกลับไปทำอะไรในสิ่งที่รักบ้าง”


‘ทำในสิ่งที่รัก’

ตอนแรกผมก็อยากจะโวยวาย แต่คิดอีกที...พี่เค้าก็เหนื่อยเพื่อผมมามากแล้ว ผมก็ควรเปิดโอกาสให้พี่เค้าได้ทำอะไรที่อยากทำบ้างสินะ


ผมลังเลนิดหน่อยที่จะโทรไปบอกพวกพี่ๆ เพราะเห็นว่ามันดึกแล้ว แต่คิดไปคิดมา บอกไปเลยน่าจะดีกว่า...ถ้าพวกพี่เค้าคิดจะทำอะไรก็อย่าช้าละกัน ถ้าพี่ซองกลับไปเรียนต่อจริงๆ ก็คงเหลือเวลาไม่มากแล้ว


RRRRRR


“แม่ง...ใครวะ โทรมาเอาป่านนี้ สะกดคำว่ามารยาทเป็นมั๊ยเนี่ย” มินอูบ่นเบาๆ ก่อนขยับแขนที่กำลังโอบอีกร่างนึงไว้ควานไปที่โต๊ะข้างเตียง แต่ทำยังไงก็ไม่เจอวัตถุต้นเสียงซะที จนคนในอ้อมกอดต้องรีบลุกมารับแทน

“คร๊าบบ”

[ขอโทษที่ต้องรบกวนนะครับ ผมชันซองเอง เรื่องที่พี่ถามเมื่อเย็น ผมคิดว่าได้คำตอบแล้วนะ]

“จริงอ่ะ...เออๆ ว่าไงมั่ง” ดงวานตอบอย่างกระตือรือร้น

[เท่าที่สังเกตดู คิดว่าพี่ชายผมก็ยังรักพี่จินอยู่นะครับ เออ...ใช่สิ ผมมีหลักฐานด้วย เดี๋ยวจะส่งตามไปให้ คือ..พี่ซองเค้าแต่งเพลงแล้วร้องให้ผมฟังน่ะ แอบอัดมาได้แค่ครึ่งเดียว แล้วถ้าพวกพี่ฟังก็คงจะเข้าใจมากขึ้นนะครับ]

“โอเค...ขอบใจมาก เดี๋ยวเสร็จงานนี้จะฝากมินอูมันพาเข้าวงการนะ..”

“มีเรื่องสำคัญอีกเรื่องครับ พี่ซองเค้าบอกอยากจะกลับไปเรียนต่อ แต่ไม่ได้บอกว่าไปเมื่อไหร่ ถ้าพวกพี่จะทำอะไรก็รีบๆ ทำนะครับ”


วางสายไปไม่นาน เสียงเตือนข้อความ MMS ก็ดังขึ้น ดงวานเปิดเสียงเบาๆ ก่อนยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหูอีกครั้ง

“มัวทำอะไรอยู่...นอนได้แล้วดงวาน” น้ำเสียงติดจะหงุดหงิดของอีกคนเริ่มอุทธรณ์ แต่ดงวานก็ทำไม่ใส่ใจ

“อย่าให้รู้นะว่าใครโทรมาจีบ”

“จีบเจิบอะไรเล่า...ฟังนี่” ดงวานเร่ง volume ขึ้นเพื่อให้อีกคนได้ยินด้วย


เมื่อไรจะเข้าใจ เมื่อไรจะรักกัน
หากเราทั้งสองไม่ยอมเปิดใจ
ให้คำว่ารักเดินทางมาเจอกัน

เมื่อไรจะเข้าใจ ได้ไหมคนดี
ช่วยพังทลายกำแพงที่มี
ให้ใจของเรามีวันที่ดี ที่สวยงาม


ทั้งคู่นิ่งฟังจนจบเพลง และคิดว่าพอจะเข้าใจอะไรมากขึ้น

“เสียงฮเยซองใช่ป่ะ”

“อืม...ชันซองแอบส่งมาให้ เห็นว่าแต่งเองด้วย”

“นายว่าเค้าหมายถึงไอ่จินรึเปล่า”

“คิดว่าใช่นะ เราเอาไปให้มันฟังเลยดีมั๊ย จะได้เข้าใจกันซะที”

“เอ...ชั้นว่ามันออกแนวยัดเยียดเกินไปน่ะ แล้วถ้ามันเกิดไม่ได้คิดเหมือนเราหล่ะ ของแบบนี้ต้องให้มันรู้สึกได้ด้วยตัวเองจะดีกว่า ส่วนพวกเราก็...ต้องใช้จิตวิทยาหมู่”

“อะไรนะ”

“ใช้คนหลายๆ คนแต่พูดเรื่องเดียวกัน แล้วก็คิดไปในทางเดียวกันไง แรกๆ มันอาจจะแค่ฟังเฉยๆ แต่ได้ยินบ่อยๆ มันก็ต้องคิดตามมั่งละน่า”

ดงวานหันไปมองคนที่นอนเท้าคางอยู่ใกล้ๆ อย่างนึกขำ “ฉลาดเป็นเหมือนกันนะเนี่ย นึกว่าขี้เหร่เป็นอย่างเดียวซะอีก” พูดจบก็ดึงจมูกมินอูเล่นอย่างมันเขี้ยว ก่อนหัวเราะเบาๆ

“เฮ้ย...ชั้นทนได้ทุกอย่างเลย ยกเว้นเรื่องขี้เหร่นี่ยอมไม่ได้จริงๆ ว่ะ ปากดีๆ แบบนี้มันต้องมีค่าปรับ”

“พอเว๊ย...นอนได้แล้ว” ดงวานรีบสรุปแล้วล้มตัวลงนอนต่อทันที ก่อนรีบลืมตาโพลงเพราะเพิ่งนึกได้ว่า


คำว่า ‘พอ’ ในพจนานุกรมของมินอูมันหมายถึง ‘เพิ่ม’ อ๊ากกกก


ทำไงดี...ทำไงดี


ว่าแล้วก็...


ปิดไฟเลยดีกว่า...ประหยัดช่วยชาติ - -‘


…..
…


แล้วในที่สุดแผนจิตวิทยาหมู่ของพวกผมก็เริ่มขึ้นไม่กี่วันหลังจากนั้น เริ่มตั้งแต่พยายามหาเรื่องชวนมันคุยนั่นคุยนี่ไปเรื่อย มีสาระบ้าง ไร้สาระบ้าง (ดูหนักไปทางไร้สาระกันมากกว่า) อย่างน้อยก็ถือว่าฟื้นฟูสภาพจิตใจมันซะหน่อยแล้วก็ลดเวลาที่มันจะคิดฟุ้งซ่านลงไปบ้าง ถึงแม้บางทีจินมันจะแสดงออกว่าอึดอัดที่พวกผมไม่หยุดพูดกันซะที แต่พวกผมก็ทำไม่สนใจ หรือบางทีเห็นจังหวะเหมาะๆ ก็ชวนคุยเรื่องของมัน


ตัวอย่างเช่น


...เฮ้ย..แกไม่เคยได้ยินเหรอ ‘จีบคนโสดศัตรูเป็นแสน จีบคนมีแฟนศัตรูแค่หนึ่ง’ ไอ่หน้ายาวมันก็ไม่ได้มีดีกว่าแกเท่าไหร่หรอกน่า เชื่อชั้น..ของแบบนี้มันต้องใช้เวลาเว๊ย ยอมแพ้ตั้งแต่ในมุ้งแบบนี้ก็ไม่ต้องไปทำอะไรแล้ว


…ชั้นเองก็เพิ่งรู้ว่าพี่ฮเยซองเค้าโทรมาถามอาการแกกับพยาบาลแทบทุกวันเลยนะ หรือบางทีก็แวะเข้ามาถามที่เคาน์เตอร์แต่ไม่ได้เข้ามาเยี่ยมในห้อง ก็แกนี่น๊า...ปากเสียไม่เข้าเรื่อง พี่เค้าเลยไม่กล้ามาเลยเห็นมั๊ย


...ถามใจตัวเองให้ดีนะเว๊ย ว่าแกรักเค้ารึเปล่า ปล่อยเค้าหลุดมือไปง่ายๆ โดยที่ไม่คิดจะรั้งเค้าไว้แบบนี้มันถูกแล้วเหรอ พระเอกผู้เสียสละน่ะมันมีชีวิตอยู่แค่ในนิยายเว๊ย มันใช้กับชีวิตจริงไม่ได้หรอก...


ฯลฯ

อ้อ...เอริคมันไม่เข้ามายุ่งเลยนะ เพราะอย่างที่บอกว่าเรื่องนี้มันโนคอมเม้นท์ แต่ไม่เป็นไรหรอก ถึงแม้จะบอกว่าไม่ยุ่งแต่มันก็ไม่ได้ห้ามซะหน่อย พวกผมเลยเหมาให้มันเป็นแค่ผู้สังเกตการณ์ก็พอแล้ว เอ๊ะ..ไม่ใช่สิ เป็นผู้สนับสนุนด้านเงินทุนอย่างเป็นทางการเลยดีกว่า เพราะค่าใช้จ่ายทั้งหมดในงานนี้พวกผมใช้บัตรแพลตินั่มไม่จำกัดวงเงินของมัน รูด...รูด...รูด ไปนิดหน่อยเอง..มีค่ากล้องวงจรปิด 4 ตัว+ค่าติดตั้ง ค่าห้องพิเศษติดกันไว้สังเกตการณ์และเอาไว้ประชุมด้วย ค่าเอนเตอร์เทนพวกผมอีกนิดหน่อย แล้วยังค่านั่นค่านี่ค่านู่นอีกจิปาถะ แค่เนียะเอง...คิดว่าขนหน้าแข้งมันคงไม่ร่วง แล้วก็...ไม่เห็นมันจะบ่นอะไรนี่...เพราะพวกผมอุตส่าห์เสียสละทั้งแรงกายแรงใจระดมความคิดกันขนาดนี้เพื่อช่วยน้องชายมันเชียวนะ


.....
...

และก็มาถึงวันปฏิบัติการ (เลือกวันดีซะด้วย...วันเกิดไอ่จินครับ 555) ผมก็ส่งไม้ต่อให้แอนดี้ ไอ่ตัวเล็กพยักหน้ารับก่อนกดเบอร์หาฮเยซองทันที

“พี่ฮเยซองครับ คือ...ผมมีเรื่องจะรบกวนนิดหน่อย วันนี้พี่ติดธุระที่ไหนรึเปล่าครับ”

[ไม่ครับ คุณจะเข้ามาที่นี่เหรอ]

“เปล่าครับ พอดีผมมีธุระด่วนต้องกลับโซล แล้วไม่มีใครอยู่เป็นเพื่อนจินมันน่ะครับ พี่ฮเยซองสะดวกรึเปล่า”

[คือ...ผม]

“ขอร้องละนะครับ แค่วันนี้วันเดียวจริงๆ”

[ถ้างั้น...ก็ได้ครับ]


….
..


แย่ชะมัด...วันนี้เป็นวันเกิดผม แต่ไม่มีใครอยู่กับผมซักคน พี่เอริคกับพี่ดงวานบอกว่าต้องรีบกลับไปเคลียร์งานด่วน ส่วนพี่มินอูก็บอกว่าต้องไปดูสถานที่ถ่ายโฆษณาตัวใหม่ แอนดี้ก็บอกติดธุระสำคัญซะอีก ไม่เข้าใจว่ามันจะมาประดังกันวันนี้ได้ก็ไม่รู้ แถมทิ้งท้ายอีกว่าถึงตัวไม่อยู่แต่จะส่งของขวัญมาให้


เฮ้อ...รู้สึกเหมือนถูกทิ้งยังไงก็ไม่รู้ T-T



แต่จอนจินคงไม่รู้ว่าทุกคนที่พูดถึงนั่งลุ้นกันหน้าสลอนอยู่ที่จอคอมพิวเตอร์ห้องข้างๆ กันนั่นเอง


“ใครน่ะ” จอนจินทักทันทีที่ได้ยินเสียงเปิดประตูห้อง ผมเดินมาหยุดข้างเตียงแล้วยืนมองเค้าให้ชัดๆ อีกครั้ง เค้าดูปกติมากถ้าไม่นับสายน้ำเกลือที่แขน ผ้าที่ปิดตาที่เคยเห็นถูกเอาออกไปแล้ว แต่สายตาที่ทอดมองมาทางผมดูไร้จุดหมาย ความพยายามที่จะลืมเค้าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเริ่มไม่ได้ผล ผมเริ่มรู้สึกผิดขึ้นมาทีละนิดๆ

เค้าค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นแล้วถามผมอีกรอบ “คุณมาส่งของรึเปล่าครับ”

“ผมเองนะ” ผมบีบมือเค้าเบาๆ เพื่อบอกให้รู้ว่าผมมาเยี่ยม

เค้าจับมือผมไว้แน่นก่อนเผยรอยยิ้มกว้าง ที่ผมเองก็ไม่ได้เห็นมานาน “ฮเยซอง…คุณจริงๆ ใช่มั๊ย”

“อืมมม คุณเป็นยังไงบ้าง”


ที่ห้องข้างๆ

“โว๊ว...สุดยอด ชั้นรอแบบนี้มาหลายวันแล้ว” มินอูตบมือลั่นด้วยความสะใจ

“ไอ้เว่อร์...เพิ่งเจอกันเองจะดีใจอะไรนักหนาวะ” ดงวานเบิ๊ดกะโหลกคนข้างๆ ไปทีด้วยความหมั่นไส้

“มานั่งดูแบบนี้มันโรคจิตชัดๆ” เอริคบ่นเบาๆ

“ถ้าพี่ไม่ชอบก็ไม่ต้องดูสิ ไปนอนรอบนเตียงโน่นเลยไป๊” แอนดี้รีบไล่ ก่อนหันมาสนใจภาพในจอต่อ


ผมเพิ่งเข้าใจว่า ‘ของขวัญ’ ที่พี่ๆ บอกก็คงจะเป็นฮเยซองนี่เอง และไม่แปลกใจถึงสาเหตุที่ทุกคนไม่ว่างพร้อมๆ กันพอดี

“ผมขอโทษนะ” นี่คงเป็นโอกาสดีที่ผมควรจะบอกเค้า

“ทำผิดอะไรถึงต้องขอโทษล่ะ”

“คราวนั้นผมพูดไม่ดีกับคุณ ทำให้คุณเสียใจ ผมต้องขอโทษจริงๆ” ปลายนิ้วค่อยๆ เอื้อมไปสัมผัสริมฝีปากอีกคนเบาๆ เพื่อทดแทนการมองเห็น ก่อนค่อยๆ เคลื่อนริมฝีปากเข้าจุมพิตลงช้าๆ และอ่อนโยน

“มีความพยายามจริงนะ” ฮเยซองหัวเราะเบาๆ

“ลองหลับตาดูสิ...แล้วคุณจะรู้ว่ามันน่าประทับใจกว่าจริงๆ”



“เจ๋งว่ะ...นี่ขนาดมันมองไม่เห็นนะเนี่ย ขนาดฮเยซองยังเคลิ้มเลย..ดูดิ” ดงวานชม

“หลับตาแล้วมันได้อารมณ์กว่างั้นเหรอ” มินอูหันมาถามคนข้างๆ พลางพยักเพยิดว่าลองมั๊ย

แต่อีกคู่ข้างๆ กันที่ไวกว่าก็ดันลองไปแล้วซะด้วย..แถมยังค้างไว้นานกว่าคู่ในจอนั่นซะอีก


“คุณจะกลับไปเรียนต่อใช่มั๊ย”

ผมชะงักไปนิดหน่อยที่เค้ารู้เรื่องแล้ว “อืมมม”

“เมื่อไหร่”

“ต้นเดือนหน้า”

“คุณจะทิ้งผมไปจริงๆ เหรอ”

“ไม่ใช่อย่างนั้นนะ...คือชั้น”

“คุณอาจจะว่าผมเห็นแก่ตัวก็ได้...แต่ผมขอร้อง คุณไม่ไปได้มั๊ย…” เค้ากำมือผมไว้แน่นเหมือนกลัวว่าผมจะไปซะเดี๋ยวนี้ แล้วผมจะปล่อยเค้าไว้คนเดียวได้ยังไงกัน

“รอให้คุณหายดีก่อนแล้วผมจะลองคิดดูใหม่แล้วกัน”

……
…
..
.


สองปีผ่านไปไวเหมือนโกหก...อีกแล้ว

ร่างสูงภายใต้เสื้อโค้ทและแว่นตาสีดำเดินฝ่าความหนาวเข้าสู่หอประชุมของวิทยาลัยดนตรีเบอร์คลีย์อย่างเร่งรีบ เพราะอากาศที่แปรปรวนทำให้เที่ยวบินจากโซลดีเลย์ไปเกือบชั่วโมง


จะทันมั๊ยเนี่ย....


มือหนาค่อยๆ ผลักประตูบานใหญ่ มองซ้ายมองขวาก่อนจับจองที่นั่งแถวเกือบหลังสุดและหย่อนตัวลงนั่งทันที

เสียงเปียโนก้องกังวานบวกกับเสียงร้องที่คุ้นเคยทำเอาคนฟังได้แต่ยิ้มอย่างยินดี อย่างน้อยก็พอบอกได้แล้วว่าเค้ามาทัน


(จริงๆ เป็นเพลงภาษาอังกฤษ แต่กัวไม่เข้าใจเลยแปลให้ เหอๆๆๆ)


ถ้าหากว่าเราพูดกัน ก็คงไม่ทำให้สองเราต้องร้องไห้
และคงไม่เป็นเช่นนี้ คงจะมีทุกวันที่ดีให้กันและกัน
อยากให้เป็นอย่างนั้นพอจะทำให้กันได้ไหม

เมื่อไรจะเข้าใจ เมื่อไรจะรักกัน
หากเราทั้งสองไม่ยอมเปิดใจ
ให้คำว่ารักเดินทางมาเจอกัน

เมื่อไรจะเข้าใจ ได้ไหมคนดี
ช่วยพังทลายกำแพงที่มี
ให้ใจของเรามีวันที่ดี ที่สวยงาม

อยากจะลบลืมภาพเก่าเก่า
อยากจะทำให้เรานั้นเข้าใจกันสักครั้ง

เมื่อไรจะเข้าใจ...เมื่อไรจะรักกัน
หากเราทั้งสองไม่ยอมเปิดใจ
ให้คำว่ารักเดินทางมาเจอกัน

เมื่อไรจะเข้าใจ...ได้ไหมคนดี
ช่วยพังทลายกำแพงที่มี
ให้ใจของเรามีวันที่ดี...ที่สวยงาม


.....
...


“ไม่ต้องมาอำเลยนะ มาไม่ทันก็บอกมาตรงๆ ดีกว่า” เจ้าของเสียงหวานบนเวทีเมื่อกี้กลายร่างเป็นคนขี้วีนทันทีที่เห็นหน้าคนรัก

“ทันสิ...บอกว่ามาทันก็ไม่เชื่ออีก วิ่งมาเหนื่อยแทบแย่”

“มาก็ช้าแถมมาตัวเปล่าอีก ไม่คิดจะมีของขวัญแสดงความยินดีบ้างรึไง” คนสวยยังไม่วายบ่น

“อ้าว...ก็ผมนี่ไงของขวัญ นายแบบสุดหล่อบินตรงจากเกาหลีมาหาคุณเลยนะ”

ฮเยซองส่ายหน้าช้าๆ อย่างเหนื่อยหน่าย ก่อนรีบเดินนำออกไปทันที

“ถามหน่อยสิ เพลงเมื่อกี้ใช่เพลงที่คุณแต่งให้ผมรึเปล่า”

“ใช่........................มั๊ง” ริมฝีปากบางหันมาเย้ยอย่างน่าหมั่นไส้ ก่อนรีบเดินนำไปทันที

แต่ยังไม่ทันถึงสุดทางเดิน ฮเยซองก็รู้สึกถึงความผิดปกติ เสียงฝีเท้าที่เดินตามหลังหายไป หันไปมองก็เห็นร่างของจอนจินทรุดลงที่พื้น จึงรีบวิ่งย้อนกลับไปทันที

“จิน...นายเป็นอะไร” น้ำเสียงเริ่มสั่นเมื่อเห็นอีกคนยังคงนิ่ง มือบางจึงเขย่าที่ร่างแรงขึ้น ไม่นานนักร่างอีกคนก็เริ่มขยับ

“บอกชั้นสิ...นายเป็นอะไร”

“เป็นเพียงชายคนนึงที่ห่วงใยเธอไง” ว่าแล้วเจ้าตัวก็หัวเราะร่วน ทำเอาคนโดนแกล้งทุบกลับไปอั้กใหญ่

“ชอบเล่นอะไรบ้าๆ อยู่เรื่อย” ร่างบางเดินตัวปลิวโดยไม่คิดจะรอ เล่นเอาคนหัวหมอต้องรีบวิ่งไปดักหน้าทันที

“เค้าแกล้งเพราะรักหรอกน่า คิดถึงจะแย่อยู่แล้วรู้มั๊ยเนี่ย” สายตาคมที่จ้องกลับมาทำเอาอีกคนได้แต่ยิ้มเขิน ก่อนหลบตาไปมองทางอื่น “พอได้แล้ว อายคนอื่นเค้า”

“ไม่ได้อยู่ที่เกาหลีซะหน่อย จะไปอายใครอีก” ร่างสูงขยับเข้ามาใกล้ก่อนดันร่างอีกคนชิดผนัง ก่อนบรรจงประกบริมฝีปากเข้าจู่โจมทันที


เชื่อรึยังว่าหลับตาตอนจูบกันมันได้อารมณ์กว่าจริงๆ ไม่เชื่อก็ไปลองดูนะ ....




THE END




 

Create Date : 28 กุมภาพันธ์ 2554
8 comments
Last Update : 28 กุมภาพันธ์ 2554 22:53:46 น.
Counter : 1930 Pageviews.

 

กี๊ดดดดด มะมีไรจิเม้นท์ เอาเปงว่าแทงยูหลายที่อิน้องเขียนเรื่องเน้(แบบข้ามปี) จนจบ

ส่วนอิประโยคข้างล่างน้านนนนน เด๋วกรุจิลองกะน้องหมวยทู้กกกคืน ^^

 

โดย: Ekada IP: 111.84.59.215 28 กุมภาพันธ์ 2554 23:57:42 น.  

 

อ้าปากค้างงงงงงง!!!!.....
จบแล้วอ่ะเข้าใจ แต่...ไหงจบแบบเน้??
แล้วไอ่ที่บิ้วเจ้มาทั้งวันว่ามันอาจจะไม่ happy หน่ะ..มันอยู่ตรงไหนค๊าาาา... หลอกเจ้นี่หว่า..แง่งงง

ดีใจจัง...ที่ทั้งจินกะซอง..ยอมทลายกำแพงหัวใจ..ยอมฟังเสียงจากหัวใจ และพูดออกไปตามที่ใจรู้สึก...จนเข้าใจกัน และมีวันที่สวยงาม ฮิ้ววววว~

ว่าแต่..จินมันหายตาบอดไงอ่าา..ข้ามๆ ไปเถิ้ดดด จิ๋วตาเขียวเสียงเขียวเชียว 555... กะด้ายย เจ้จะถือซะว่า ในเมื่อ..ความรัก ทำให้คนตาบอด..ได้ ...ความรัก ก็สามารถทำให้คนหายตาบอด...ได้เช่นกัน อ๊ายยย..บาดดดดด ฮ่าๆๆ

เหรอค๊าาา..ปิดไฟนี่ ประหยัดช่วยชาติ..จริงๆ เหรออ ไม่ค่อยเล้ยยย ..กลัวพวกเราแอบมุง..เอ้ยย แอบมองอ่ะดิ ว่าลุงจะโดนค่าปรับไปเท่าไหร่ คิคิ

ป๋าคะ..นอกจากออกตังค์...ทำไรมั่งอ่าา อ่อๆๆ..ทำวุ้ยๆๆ พิสูจน์ทฤษฎี..หลับตาจูบ ไง ฮี่ๆๆ

ฝากถึงพ่อจิน...ไม่ต้องห่วงนะคะ เรื่องหุ้นครึ่งนึงที่หายไปอ่ะค่ะ เด๋วมันก้อกลับมารวมตัวกันใหม่ค่าาาา ..เข้าใจป่ะเด็กๆ คิคิ

คนแต่งขาาาา...ขอบคุณนะคะสำหรับความสนุกสนานข้ามปีแบบนี้ คนอ่านคนนี้ก้อหวังว่า คนแต่งขาจะเจียดเวลาอันน้อยนิด..จากการเล่นเกมใน fb... มาแต่งฟิคสนุกๆ ให้คนอ่านได้เฮฮา(?) กันอีกในไม่ช้านะค๊าาา...
จ๊วฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ~~

ว่าแต่..ไม่เจ้อยู่อันดับสองว้าาาา กรั่กๆๆๆ

 

โดย: NuNaNuch IP: 125.27.170.205 1 มีนาคม 2554 0:04:21 น.  

 

กี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดด

แบบว่าจินสร้างทฤษฎีใหม่ได้น่าลองมากอะ

มะมีไรจิเม้น นอกจาก อยากลองกับแอนแบบพี่ป๋าบ้างงง กรั๊กๆๆๆ

ขอบคุณพี่คนเขียนนะคะ ทำให้รันทดแระยังทำให้รู้จักทฤษฎีหลับตาจูบ ว่ามันได้อารมณ์จิงๆ อิอิ

 

โดย: 이뻠뺌 IP: 122.154.26.3 1 มีนาคม 2554 15:24:26 น.  

 

โอ๊ะ!!!!! ไมมาไวกว่าที่คิด^^

ประกาศ ๆ งานนี้พี่เอ็มกลัวเมียยยย...โอ๊ะไม่ใช่แระกลัวลุงงงงงงงงงงต่างหาก....ฮามากอ่ะคู่เนี้ย

หนุ่มน้อยร่างสูงโปร่ง //อันนี้ขอหน่อย...เข้าข้างเด็กกันเห็น ๆ นะคะ...น้องซันซองเนี่ยโปร่งตรงไหนน๊า^^

เห็นด้วยนะคะกะอีคนตาบอดนั่น...พยายามม๊ากกกกก...กรี๊ดดดดดหลับตา ๆ ๆ แล้วจิ้นตาม(แก้มป่อง ๆ ลอยมาอย่างไว 55+)

ส่วนอิป๋าไหนว่าไม่สนทีเรื่องหลับตาไวนะคะ^^
ว้าจบซะแระ...

ขอบคุณสำหรับความสนุกแล้วก็ความน่ารักของหนุ่ม ๆ ที่ถ่ายทอดผ่านตัวอักษรด้วยนะคะ...และแอบหวังว่าเราจาได้อ่านฟิคสนุก ๆ แบบนี้อีก...หวังจริง ๆ นะ^^

ขอบคุณค่ะ

 

โดย: jinny IP: 124.121.165.194 1 มีนาคม 2554 23:27:47 น.  

 

ถึงจิมะเคยมาเม้น
ถึงจิมาอ่านช้ากว่าใคร
แต่ก้ออ่านทุกเรื่อง ทุกตอน
ขอบคุณที่แต่งฟิคสนุกๆให้อ่าน
จาคอยอ่านเรื่องใหม่นะจ๊ะ

 

โดย: พี่นิ่ม IP: 125.25.240.145 2 มีนาคม 2554 3:02:04 น.  

 

โห....กรี๊ดดดดกะทฤษฎีหลับตา ป๋าขามามะ กร๊ากกกกกกกก....กล้าเล่นวุ้ย

จบแล้วจบแบบโรแมนติคมาก....แต่มาหลุดขำเอากะอิมุขนี้....“เป็นเพียงชายคนนึงที่ห่วงใยเธอไง”น่าร้ากกกกกกนะคะ^^

อ่าจบแล้ว.....เอิ่มมมมขอบคุณมากสำหรับความหนุกหนาและความพยายามของคนแต่ง...ขอบคุณจริง ๆ ค่ะและหวังว่าจาได้อ่านกันอีก^^

 

โดย: mymint IP: 180.183.118.155 2 มีนาคม 2554 15:31:07 น.  

 

ในเมื่อ..ความรัก ทำให้คนตาบอด..ได้ ...ความรัก ก็สามารถทำให้คนหายตาบอด...ได้เช่นกัน อ๊ายยย..บาดดดดด

บาดจริงๆ เลยค่ะพี่นุช ชอบๆๆๆๆๆๆ โดนจริงอะไรจริง


เพื่อนขา ทฤษฎีหลับตา เขินได้อีก กี๊ดดดดดดดดดดด เขินอ่ะ จิ้นไปไหนแล้วไม่รู้
ป๋าแอบแย่งซีนทฤษฎีนี้นะคะ อิอิ

ส่วนคุณลูกชันซอง แม่จิ๋วเค้าไม่ทิ้งหนูจนเฮือกสุดท้าย รักแม่เค้ามากๆ นะลูก

ขอบคุณนะคะ สำหรับความพยายาม ความตั้งใจ ความใส่ใจ ที่สร้างสรรค์ฟิคดาร์คไซด์ โรแมนติค ปนฮา ให้พวกเราได้อ่าน
หวังว่า จะได้ชื่นชมผลงานต่อๆ ไปของเพื่อนอีกน๊า

^_______________^



 

โดย: 유정 IP: 172.20.10.48, 203.144.130.176 8 มีนาคม 2554 15:21:43 น.  

 

ยินดีมากๆในการอ่านฟิคพี่สาวนะคะ

แล้วก็ดีใจที่ได้รับการเอ่ยนาม เอ๊ะ หรือว่าไม่ใช่จอยนี้ 555

ยังไงก็ยินดีที่จบแล้ววว

ได้ข่าวตอนหลับตาจูบน่ะเมนหลักจินซองง

แล้วอีป๋าจะลองทำไมไม่ทราบคะ

หมั่นไส้มากค่ะป๋า 555

(ป๋าบอกว่าจอยกัดป๋าตลอดแหละ อิอิ ) ก็เขาหวงดี้อ่ะป๋า กร๊ากกก

จบแบบสวยงามมากกกกก

ปล. ที่ลุงปิดไฟเพราะอายใช่ไหมคะ 5555555

ขอบคุณค่ะ

 

โดย: จอย IP: 58.8.97.219 25 มีนาคม 2554 19:26:14 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


แม่ยกชินฮวา
Location :
พิษณุโลก Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]




Friends' blogs
[Add แม่ยกชินฮวา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.